หมายังมีชีวิตอยู่ มันโมทนาได้หรือ




 

          ที่มาหรือต้นเหตุของธรรมจุดนี้เกิดจากหลวงปู่วัย จัตตาลโย ท่านเตือนแม่ชี ชอ.ช้าง ความว่า

          ๑. จงอย่าประมาทในความตาย หมายความว่าขณะนี้ร่างกายมันเจ็บป่วยอยู่ กายมันจะพังเมื่อไหร่ก็ได้ ทำไมจึงยังไม่เอาจิตเกาะพระธรรม อันเป็นนิพพานสมบัติ

          ๒. ผู้ปฏิบัติธรรมจะต้องเห็นว่า ในโลกนี้ไม่มีอะไรที่มีค่าเหนือยิ่งกว่าพระธรรม หรือนิพพานสมบัติ และนิพพานสมบัตินี้จะไม่เกิดกับผู้มีความประมาทได้เลย

          ๓. อย่าลืม สุดยอดของพระไตรปิฎกก็คือ ความไม่ประมาท ๘๔๐๐๐ บทที่พระองค์ตรัสสอนไว้ ย่อแล้วเหลือประโยคเดียว คือ จงอย่าประมาทนั่นเอง

          ๔. ผู้ที่ร่วมไปกับแม่ชี ชอ.ช้าง เกิดสงสัยว่า หมาที่ยังมีชีวิตอยู่ มันโมทนาได้หรือ หลวงปู่ท่านก็สอนว่า เอ็งนี่มันดูถูกหมาเกินไป อาศัย พุทโธ - ธัมโม - สังโฆ อัปปมาโณ ทำไมมันจะโมทนาไม่ได้ หมาวัดท่าซุงโมทนาได้อย่างไรหมาวัดหลวงปู่ก็โมทนาได้อย่างนั้น

 

          ในคืนวันนั้น สมเด็จองค์ปฐม ก็ทรงพระเมตตา ตรัสสอนเรื่องนี้ไว้ดังนี้

          ๑. การที่เจ้าสงสัยว่า สุนัขจักโมทนาผลบุญได้หรือไม่นั้น เท่ากับเจ้าสงสัยในอานุภาพของ พุทโธ - ธัมโม - สังโฆ อัปปมาโณ ด้วย (เพื่อนผมก็กราบขอขมาพระองค์ท่าน) แล้วทรงตรัสว่า อย่างนี้เรียกว่า รู้เท่าไม่ถึงการณ์ เจ้าดูสภาพกายในของสุนัขเจ้าสุนัขตัวนี้ซิ ทรงเมตตาให้เห็นภาพเทวดาที่มีเครื่องประดับแพรวพราวทั้งตัว ยืนพนมมือซ้อนภาพสุนัขอยู่

          ๒. ทรงตรัสว่าสัตว์เดรัจฉาน มิใช่สัตว์ในมหานรก ถ้าหากผู้ทำบุญทำกุศลมีความฉลาดในการขอพึ่งบารมี พุทโธ - ธัมโม - สังโฆอัปปมาโณ เป็นสื่อการอุทิศผลบุญกุศลนั้นให้แก่สัตว์เดรัจฉาน ก็ย่อมจักทำได้ และมีผลที่สัตว์เดรัจฉานตัวนั้นจักโมทนาได้

          ๓. แม้การสื่อภาษาจิต โดยอาศัย พุทโธ - ธัมโม - สังโฆอัปปมาโณ โดยผ่านภาษาสมมุติในคนและสัตว์เดรัจฉานก็ย่อมทำได้ เพราะภาษาจิตเป็นภาษาหลัก สื่อจิตถึงจิตได้ โดยไม่ติดภาษาสมมุติ และไม่ติดกายสมมุติ อันเป็นกฎของกรรมที่จิตแต่ละดวงไปจุติติดอยู่ตามนั้น

          ๔. การอาศัยพึ่งบารมี พุทโธ - ธัมโม - สังโฆอัปปมาโณ ซึ่งเป็นวิมุติแล้ว ธรรมสมมุติก็ไม่เป็นอุปสรรคขัดขวางได้แต่ประการใด แต่ทุกประการจักต้องไม่พ้น คือ เกินวิสัยกฎของกรรม จึงจักช่วยได้

          ๕. กฎของกรรมนั้นเที่ยงเสมอ และให้ผลไม่ผิดตัวด้วย เมื่อพวกเจ้าเข้ามาในเขตพระพุทธศาสนาแล้ว จงทำความไม่ประมาทให้ถึงพร้อม กฎของกรรมแต่อดีตชาติที่จักส่งผลกระทบร่างกายนี้ มันยังตามมาอีกมาก ไม่ว่าจักเป็นกรรมดีหรือกรรมชั่วก็ตาม กฎของกรรมย่อมเที่ยงอยู่เสมอ เพราะฉะนั้น จงอย่าประมาทในกรรม อย่าสร้างกรรมใหม่อันเป็นอกุศลให้เกิดทางกาย-วาจา-ใจ ให้ระมัดระวังจิต อย่าหวั่นไหวในผลของกรรมเก่าที่จักส่งผลสนองมาในปัจจุบัน

          ๖. โลกธรรม ๘ ที่เกิดขึ้นแก่จิตของพวกเจ้าได้ เพราะเป็นผลกรรมที่พวกเจ้าล้วนกระทำเอาไว้เอง สิ่งเหล่านี้หลีกเลี่ยงไม่ได้ หนีอย่างไรก็ไม่พ้น ขอให้พวกเจ้าจงทำใจ หรือเตรียมใจเอาไว้เสมอ ให้ยอมรับผลของกฎแห่งกรรมนั้น

          ๗. อย่าโวยวาย มีกรรมอันใดเกิด จงนำมาพิจารณาให้เห็นกรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ ทุกอย่างเป็นทุกข์ เพราะการกระทำของเราเองมาแต่อดีตทั้งสิ้น ไม่ว่าทางกาย - วาจา - ใจ นี่เป็นเหตุให้พวกเจ้าได้เข้าใจถึงอริยสัจให้ลึกซึ้งยิ่งๆ ขึ้นโดยอาศัยการไตร่ตรองพิจารณาถึงกฎของกรรมนี้

          ๘. แม้แต่การมีร่างกายก็เป็นผลจากกฎของกรรม ต้นเหตุของกรรมมาจากความทะยานอยาก อยากมีร่างกายโดยอาศัยจิตมีตัณหา ๓ ประการ พวกเจ้าจึงต้องทุกข์เพราะกรรมของร่างกาย คือ ธาตุ ๔ พร่องอยู่เป็นนิจ สร้างความไม่สบายกายไม่สบายใจให้แก่จิตที่อาศัยอยู่ตลอดเวลา นี่ก็เป็นอริยสัจ มีทุกข์เพราะการกระทำของจิตที่ติดตัณหา จึงเป็นเหตุให้มีร่างกายที่มีแต่ความทุกข์ คือ ความไม่เที่ยงแฝงเร้นอยู่ตลอดเวลา

          ๙. อยากพ้นไปเสียจากสภาวะกฎแห่งกรรม อยากพ้นทุกข์ของการมีร่างกาย กรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ ตถาคตเจ้าทั้งหลายตรัสไว้ดีแล้ว ให้กำหนดรู้ถึงเหตุแห่งกรรมนั้นและดับซึ่งต้นเหตุแห่งกรรมนั้น จึงจักพ้นกฎแห่งกรรมนั้นได้

 

แปลกแต่จริง ทำชั่วง่าย ทำดีทำยาก

          สมเด็จองค์ปฐม ทรงพระเมตตา ตรัสสอน เพื่อนผมในเรื่องนี้ไว้ มีความสำคัญโดยย่อว่า

          ๑.เป็นวิสัยของคนโง่ ทำชั่วทำได้โดยไม่เสียเวลาที่จักต้องคิดแม้สักขณะจิตเดียว กรรมชั่วนั้นก็ให้ผล แต่พอจักกระทำกรรมดี คิดแล้วคิดอีก ลังเลแล้วลังเลอีก ขี้เกียจแล้วขี้เกียจอีก แต่กรรมชั่วขยันทำ คนเยี่ยงนี้ปล่อยจิตให้ตกอยู่ในสภาพนี้ ก็มีหวังลงอบายภูมิได้ง่ายๆ

          ๒. จงใช้ความเพียรให้ถูก ยุติกรรมใหม่เสีย ไม่ว่าทางกาย-วาจา-ใจ พยายามกำหนดรู้เข้าไว้ พิจารณากรรมเข้าไว้ให้เข้าในหลักธรรมวินัย ให้จิตมีสติ-สัมปชัญญะเข้าไว้ว่า กรรมที่เสวยอยู่ในกาย-วาจา-ใจ อันเป็นกรรมปัจจุบันนั้น เป็นกรรมดีหรือกรรมชั่ว ผิดหรือถูกพระธรรมวินัย ถ้าถูกก็จงกระทำไป ถ้าผิดก็จงละเสีย<

          ๓. การปฏิบัติให้มุ่งถูกต้องตามหลักพระธรรมวินัย ให้เกิดแก่กาย - วาจา - ใจของตนเป็นหลักสำคัญก่อน อย่าไปมุ่งที่บุคคลอื่น ช่วยตนให้ดีพร้อมก่อน จึงจักช่วยผู้อื่นให้ดีงามพร้อมตามได้ แต่ต้องไม่พ้นวิสัยกฎของกรรม

          ๔. สำหรับบุคคลผู้มีกรรมไม่พอรับการสงเคราะห์ ก็ไม่มีประโยชน์ที่ไปเสียเวลาสงเคราะห์ เช่น ไม่ยอมเจริญอานาปานุสสติ ซึ่งเป็นฐานใหญ่ที่ทำให้จิตสงบเป็นสุข ไม่ยอมรักษาศีล ซึ่งเป็นฐานใหญ่ในการรองรับพระธรรมในพุทธศาสนา เป็นผู้มีความประมาทในความตายเป็นต้น

          ๕. ในการปฏิบัติพระกรรมฐานเมื่อพบอุปสรรค ชอบบ่นว่ายาก ทั้งๆ ที่ไม่มีประโยชน์อันใด เป็นการทำร้ายจิตตนเองทุกครั้งที่บ่น แต่เวลาทำกรรมชั่ว ไฉนไม่บ่นบ้างว่าทำยาก คนเรานี่ก็แปลก จะกระทำกรรมดีได้แต่ละครั้ง ก็บ่นแล้วบ่นอีก ต่างกับความชั่วที่เข้ามาบงการอารมณ์ของจิตโดยเฉพาะโทสะ บางครั้งไม่ถึงครึ่งเสี้ยวของวินาที ก็ลุแก่ โทสะจริต ฆ่าคู่อริตายไปเสียแล้วก็มี แสดงว่ากรรมชั่วทำได้ง่ายมาก ไม่ต้องบ่นหรือว่าท้อแท้ มันจึงแปลกแต่จริงตรงนี้แหละ (เพลงลูกทุ่ง จึงเอาพระธรรมจุดนี้ไปแต่งเป็นเพลง ความว่ามันแปลกจริงหนอ สิ่งที่ควรจะจำกูกลับลืม สิ่งที่ควรจะลืมกูกลับจำ เป็นต้น)

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่