พรหมทัณฑ์ กับธัมมวิจัยเรื่องพระฉันนะ



 

          ในวันอังคารที่ ๑๐ ส.ค. ๒๕๓๖ เมื่อเอาคำสอนของพระองค์เรื่อง พระฉันนะถูกลงพรหมทัณฑ์แล้ว ท่านบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ได้อย่างไร มาใคร่ครวญ มีผลสรุปได้ดังนี้

          ๑. การถูกลงพรหมทัณฑ์ มีผลทำให้พระฉันนะต้องวางอดีต วางอนาคต และมาอยู่กับปัจจุบันธรรมอย่างเดียว

          ๒. ท่านจะยึดขันธ์ ๕ หรือร่างกายของพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งก็ไม่ได้ เพราะพระองค์ทรงปรินิพพานไปแล้ว จึงเท่ากับเป็นอดีตธรรม

          ๓. ท่านจะยึดพระสาวกทั้งหลายเป็นที่พึ่งก็ไม่ได้ เพราะพระพุทธองค์สั่งให้ลงพรหมทัณฑ์ไว้ เมื่อพระองค์ทรงเข้าสู่ปรินิพพานไปแล้ว หมายความว่าห้ามพูดด้วย ห้ามคบค้าสมาคมด้วย ให้วางเฉยด้วยในทุก ๆ กรณี จึงเท่ากับเป็นอนาคตธรรม

          ๔. เมื่อพระฉันนะ ท่านยึดอดีตธรรม ยึดอนาคตธรรมก็ไม่ได้ จึงจำเป็นต้องพึ่งตนเอง หรือใช้ตนเองเป็นที่พึ่งเท่านั้น เป็นการบังคับให้ท่านอยู่กับธรรมปัจจุบัน

          ๕. เมื่อพระฉันนะต้องอยู่คนเดียว คนปกติมักจะฟุ้งซ่านหรือฟุ้งเลวเสมอ แต่สำหรับท่านเป็นนักสู้ ไม่ยอมท้อถอย การอยู่คนเดียวในธรรมปัจจุบัน คือ การพึ่งตนเองด้วยปัญญา ท่านเห็นทุกข์จากการเกิดมามีร่างกาย หรือ ทุกขสัจ ทุกข์ของกายนี้ หากไม่กำหนดก็ไม่รู้ว่าเป็นทุกข์ จึงเท่ากับเห็นอริยสัจ เห็นทุกข์จากความไม่เที่ยงของร่างกาย ที่ทั้งแสนจะสกปรก จิตของท่านตกเป็นทาสของร่างกายตั้งแต่ตื่นยันหลับ มีสภาพเหมือนตนเองต้องติดคุกตลอดชีวิต หรือต้องเลี้ยงลูกอ่อนตลอดชีวิต หากเราวางร่างกายหรือขันธ์ ๕ นี้ลงเสียได้ว่า มันหาใช่เรา หาใช่ของเราไม่ เราเพียงแค่อาศัยมันอยู่เพียงชั่วคราวเท่านั้น จิตเราก็จะเป็นอิสระหลุดพ้นจากร่างกายหรือการเกิดตลอดกาล

          ๖. เมื่อจิตของท่านบริสุทธิ์ขนาดนี้ คือ ตัดอุปาทานขันธ์ ๕ ได้ หรือตัดสักกายทิฎฐิ ได้ พระพุทธองค์ก็ส่งฉัพพรรณรังสีปรากฏกายให้พระฉันนะเห็น รับรองความคิดของพระฉันนะว่า ถูกต้องแล้ว จิตของฉันนะก็เข้าถึงความเป็นพระอรหัตผล ซึ่งความจริงแล้วถึงพระองค์จะมารับรองหรือไม่มาก็ตาม จิตของพระฉันนะก็ต้องจบกิจ เพราะหมดอุปาทานขันธ์ ๕ แล้ว

          ส่วนเรื่องพรหมทัณฑ์นั้น หมายความว่า การปล่อยให้อยู่คนเดียวอย่างพรหม เพราะพรหมนั้นท่านมีวิมานหลังใหญ่โต แต่อยู่แค่องค์เดียว อย่างผู้มีจิตสงบ เป็นฌานสมาบัติ (สงบจากนิวรณ์ทั้ง ๕) ขออนุญาตเขียนไว้สั้น ๆ แค่นี้

          เมื่อพิจารณาธรรมมาถึงจุดนี้สมเด็จองค์ปฐม ก็ทรงพระเมตตาตรัสสอนว่า

          ๑. "เป็นอันว่า เจ้าเริ่มเข้าใจอารมณ์พรหมทัณฑ์แล้ว จงหมั่นระวังรักษาอารมณ์นี้ไว้ให้ดีๆ ใหม่ ๆ ก็จักมีเผลอบ้าง พลาดบ้าง จิตตกเป็นทาสของอารมณ์พอใจ-ไม่พอใจอยู่บ้างเป็นธรรมดา"

          ๒. "ขอจงตามดูและรู้การเสวยอารมณ์ รู้หนทางแก้ไขของอารมณ์ รู้หลักการระมัดระวังอารมณ์พรหมทัณฑ์ นำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ โจทย์จิตของตนเองเอาไว้ให้ดี ๆ ถ้าหากทำได้ถึงที่สุด พวกเจ้าจักไม่อยู่แค่อนาคามีผลหรอก พวกเจ้าจักบรรลุพระอรหัตผลได้อย่างพระองค์ที่ ๖๑ ในพุทธันดรนี้เช่นกัน" (กรุณาอ่านรำลึกถึงความดีของหลวงพ่อในอดีต หลวงพ่อฤๅษีวัดท่าซุง เรื่องนางมาติกมาตา หน้า ๑๔๘ บรรทัดสุดท้ายว่า พระองค์ที่ ๖๑)

          ๓. "อย่าลืมพระพุทธศาสนาสอนให้พ้นทุกข์กันที่จิต แต่ขณะเดียวกัน ต้องไม่เบียดเบียนร่างกายด้วย สอนให้วางเฉย คือ ยอมรับกฎของธรรมดาของร่างกาย จิตก็จักมีความสุขสงบ ไม่ดิ้นรนในกฎของกรรมนั้น ๆ เพราะไม่ว่าจักดิ้นรนอย่างไร ก็หนีกฎของธรรมดานั้นไปไม่พ้น"

          ๔. "การพ้นทุกข์ของจิต คือ การกำหนดรู้อารมณ์ของจิต และหมั่นชำระล้างปล่อยวางซึ่งอารมณ์ที่เป็นกิเลสนั้น ๆ จนกระทั่งหมดซึ่งตัณหา-อุปาทาน-อกุศลกรรมที่เข้ามาครอบงำจิต อารมณ์สงบอยู่ในอุเบกขารมณ์ ได้ กล่าวคือ ถึง ซึ่งสังขารุเบกขาญาณ หมดอารมณ์โมหะ-โทสะ-ราคะที่จักเบียดเบียนจิตและกายของตนลงได้ และสิ้นการเบียดเบียนกายและจิตของบุคคลอื่นลงได้เช่นกัน สุดท้ายหมดความเบียดเบียนซึ่งจิตและกายของตนเอง และผู้อื่นอย่างหมดจด จึงได้ชื่อว่าสิ้นทุกข์ในพระพุทธศาสนา คือถึงซึ่งพระนิพพานอย่างถาวร

          ๕. "อย่าลืม ทุกอย่างจักสำเร็จลงได้ด้วยความเพียร และจาก นิสสัมมะกรณังเสยโย ใคร่ครวญเสียก่อนแล้วจึงคิด-จึงพูด-จึงทำ เห็นคุณ-เห็นโทษในกรรมอันจักมาแต่เหตุนั่นแหละเป็นประการสำคัญ เมื่อเข้าใจตามนี้ จงพยายามทำความเข้าใจ ให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป โดยการใคร่ครวญในธรรม"

          - เรื่องสันตติภายใน คือ การกำหนดรู้อารมณ์จิตตนเอง ซึ่งเกิดดับ ๆ ตลอดเวลา จะช่วยดึงเหตุ จากอายตนะสัมผัสที่เข้ามากระทบจิตให้ช้าลง จนสามารถรู้ว่า ขณะจิตหนึ่งนั้น ๆ จึงจะเห็น

          - พึงกำหนดรู้อารมณ์ของจิตในขณะหนึ่ง ๆ ซึ่งเป็นธรรมปัจจุบัน ที่พึงจักจำแนกกิเลสให้หลุดพ้นไปจากจิตได้ จุดนี้เป็นการปฏิบัติที่ละเอียดอย่างยิ่ง แยกสันตติทางอารมณ์ให้ออก เพื่อใช้กรรมฐานแก้จริต ๖ ได้ถูกต้อง

อายตนะภายในกับอายตนะภายนอก

และธรรมสมมุติไปสู่ธรรมวิมุติ

 

          เมื่อวันที่ ๑๔ ส.ค. ๒๕๓๖ เพื่อนของผมท่านเล่าให้ผมฟังว่า ในวันนี้พระอานนท์ ท่านเมตตามาสอนเรื่องนี้ให้ มีความสำคัญดังนี้

          ๑. "ตาเห็นรูป ตาเป็นอายตนะภายใน ไม่เที่ยงก็เป็นของร้อน นอกจากนั้นตาก็จะเสื่อมไปตามสภาพของขันธ์ ๕ และสายตาที่สัมผัสรูปต่าง ๆ ก็ไม่สามารถมองรูปหนึ่งรูปใดได้นาน ๆ สายตาก็ต้องเคลื่อนไป จึงไม่เที่ยง ในที่สุดสายตาของขันธ์ ๕ ก็ดับไปเป็นอนัตตาซินะ" (ก็รับว่าใช่ ตามที่ท่านสอน)

          ๒. "รูปเป็นอายตนะภายนอก ก็ไม่เที่ยง จึงเป็นของร้อนเช่นกัน"

          ๓. "รูปอาศัย ดิน-น้ำ-ลม-ไฟ ประกอบขึ้นมาเป็นรูป มีวิญญาณธาตุ อากาศธาตุ เข้ามาผสม ณ ที่นี้หมายถึงรูปคนและสัตว์เป็นสำคัญ รูปเหล่านี้อาศัยอยู่ได้ในความไม่เที่ยง ดูแต่ลมหายใจเข้าแล้ว ไม่หายใจออก รูปก็ดับ หากลมหายใจออก แล้วไม่หายใจเข้า รูปก็ดับ เมื่อในที่สุดธาตุลมดับแล้ว ธาตุไฟดับตาม ธาตุน้ำก็ละลายธาตุดิน จนตกอยู่ในสภาพอนิจจังและอนัตตาไปในที่สุด จึงจัดว่าเป็นของร้อน ตามที่องค์สมเด็จพระประทีปแก้วตรัสสอนไว้ดังนี้" (ในขณะที่ท่านสอน ท่านก็เมตตาให้เราได้เห็นภาพตนเองนอนตาย โดยธาตุลมดับ ธาตุไฟดับ ธาตุน้ำละลายธาตุดิน กายเน่าเปื่อยไปจนถึงอนัตตา)

          ๔. "จงพิจารณากำหนดรู้อายตนะภายในและภายนอกอยู่อย่างนี้ให้เนืองๆ จึงจักได้รู้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างในอายตนะนั้นเป็นของร้อน เพราะมีความไม่เที่ยงอยู่เยี่ยงนี้เป็นปกติ พิจารณาอายตนะ ๑๒ ให้ครบวงจร แล้วจงทำความเบื่อหน่ายในอายตนะภายในและภายนอกนั้น จนในที่สุดจิตจะคลายจากความกำหนัดลงได้ ในเมื่อเห็นสภาพตามความเป็นจริงว่า อายตนะภายใน คือ ร่างกายของเราเอง อายตนะภายนอก คือ ร่างกายของคนอื่น ล้วนเป็นของร้อน เพราะไม่เที่ยง ยึดเอามาเป็นสาระแก่นสารไม่ได้"

          ๕. "เมื่อไม่เที่ยงก็เป็นสมมุติ จิตยึดติดในสิ่งที่ไม่เที่ยง จึงเป็นจิตที่ติดสมมุติ ต่อเมื่อจิตพิจารณาจนหลุดพ้นธรรมสมมุติเหล่านี้ไปแล้ว จิตนั้นก็จะอยู่ในความเที่ยง ไม่รุ่มร้อนไปกับอายตนะ ๑๒ อีกต่อไป จิตดวงนี้จึงจะเรียกว่า เข้าถึงธรรมวิมุติอย่างแท้จริง"

 

สังรุเบกขาญาณตัวจริงนั้นเป็นอย่างไร

          เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๑๕ ส.ค. ๒๕๓๖ สมเด็จองค์ปฐม ได้ทรงพระเมตตาตรัสสอนไว้ดังนี้

          ๑. "ร่างกายไม่ดี ฝืนไม่ได้ก็จงอย่าฝืน การกำหนดรู้เวทนาเป็นของดี การวางเฉยไม่บ่นในเวทนานั้นก็เป็นของดี แต่จักให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นไป ก็จงดูอารมณ์ว่า มีความวิตกกังวลกับร่างกายมากน้อยเพียงใด ดูผิวเผินเสมือนหนึ่งไม่มีจิตเกาะเวทนานั้น แต่ควรจักมองให้ลึก ๆ เข้าไปถึงอารมณ์ที่ไม่โปร่งของจิต ก็จักเห็นอาการของจิตที่ยังเกาะเวทนานั้นอยู่ไม่มากก็น้อย คือ ลักษณะของอารมณ์จิตยังอึดอัดมีการเหมือนอดทนต่อเวทนานั้น จิตยังมีอาการหนักอึดอัดก็คือ จิตไม่วางอาการเวทนาของร่างกาย"

          ๒. "หากเป็นสังขารุเบกขาญาณตัวจริง เวทนาจักสูงสักเพียงใด อารมณ์ของจิตจักไม่หนักใจในอาการนั้น จิตโปร่งไม่ยึดเกาะอาการเวทนาใด ๆ ทั้งสิ้น เหมือนดั่งในวาระที่ท่านฤๅษีจักละขันธ์ ๕ มาครั้งนั้น เจ้าก็รู้สึกถึงอารมณ์จิตของท่านฤๅษีได้ว่าโปร่งเบา มิได้ขัดเคืองกับทุกขเวทนาของขันธ์ ๕ เลย นั่นแหละเป็นของจริงแห่งอารมณ์สังขารุเบกขาญาณ คือ จิตยอมรับและปล่อยวางร่างกายไปตามสภาพของความเป็นจริง ยอมรับกฎของกรรม หรือธรรมดาของร่างกาย อย่างจริงใจ"

          ๓. "แต่ก็ยังเป็นการดีที่เจ้าลดอารมณ์จิตบ่นไปได้บ้างแล้ว หมั่นคุมตัวนี้ให้ดี ๆ และหมั่นลดความหนักของจิตให้น้อยลงไปด้วย"

          ๔. "อาการหนักของจิต จักต้องดูและรู้ด้วยตาปัญญา คือ อย่าให้กิเลสมันมาบังความจริง ว่าจิตหามีความหนักไม่ ทั้ง ๆที่ยังมีอารมณ์หนักอยู่ เหมือนคนเดินตัวเปล่าก็โปร่งเบา ซึ่งต่างกับคนเดินแบกสัมภาระย่อมหนัก ฉันใดก็ฉันนั้น หากจิตไม่เกาะเวทนาจริง ๆ ก็จักมีสภาพตามนี้ สอบจิตดูอารมณ์เอาไว้ให้ดี ๆ"

          ๕. "การจักปลดความหนักของจิตลงได้ ต้องอาศัยพิจารณากฎไตรลักษณญาณ เห็นเกิด-เสื่อม-ดับของขันธ์ ๕ ซึ่งยึดถือเป็นแก่นสารสาระไม่ได้ และยึดสมถะภาวนา ๓ กองมาเป็นกำลัง คือ มรณานัสสติและอสุภะ และ กายคตานัสสติ ทำลายความยึดมั่นถือมั่นลงไปในความเกาะติดว่า ขันธ์ ๕ นี้เป็นของเรา เราไม่มีขันธ์ ๕ ขันธ์ ๕ มีในเรา และควบอุปสมานัสสติเอาไว้ ขออยู่กับสภาพไม่เที่ยงของขันธ์ ๕ อันมีความเที่ยงของมันอยู่อย่างนั้น เป็นครั้งสุดท้าย ขันธ์ ๕ นี้ตายลงเมื่อไหร่ ตั้งใจไปพระนิพพานเมื่อนั้น"

          ๖. "กรรมฐานเหล่านี้ พวกเจ้าต้องทำควบคู่กันไปตลอดเวลา จักทำให้บารมี คือ กำลังใจตัดกิเลสทรงตัวยิ่ง ๆ ขึ้นไป รักษากำลังใจจุดนี้ไว้ให้ดี ๆ จงจำปฏิปทาของท่านฤๅษีเอาไว้ ท่านทำเพื่อความไม่ประมาทโดยตรง รักษากำลังใจให้ดี คือ ไม่คิดให้จิตต้องเศร้าหมอง ไม่ว่าในกรณีใด ๆ ท่านทำมาโดยตลอด จนกระทั่งจิตทรงตัวอยู่ในความดี มีจิตผ่องใสหมดจดจากความประมาทได้ในที่สุด"

 

ทางสายกลางนั้นเป็นอย่างไร

          เมื่อวันจันทร์ที่ ๑๖ ส.ค. ๒๕๓๖ สมเด็จองค์ปฐม ทรงพระเมตตาตรัสสอนเรื่องนี้ไว้ดังนี้

          ๑. "พักผ่อนร่างกายเสียบ้าง หากตรากตรำเกินไป ร่างกายเพลีย จิตก็จักทรงสติให้สมบูรณ์ได้ยาก อย่าลืมพวกเจ้ายังไม่ใช่พระอรหันต์ จึงจักทรงอารมณ์สังขารุเบกขาญาณได้อย่างทรงตัว"

          ๒. "พระอรหันต์ แม้แต่ตถาคตเอง ยังต้องหาเวลาให้ร่างกายได้พักผ่อน ด้วยอยู่สุขวิหาร หรือนิโรธสมาบัติ พวกเจ้าต้องศึกษาตัวนี้เอาไว้ด้วย การเบียดเบียนร่างกายมากเกินไป ก็เป็นอัตตกิลมถานุโยค ไม่พึงทำ" (เพื่อนของผมขณะนั้นรู้สึกเวียนหัว ต้องกินยาลม)

          ๓. "สาเหตุมาจากเจ้าพักผ่อนไม่เพียงพอ การทำงานจักเป็นทางธรรม หรือทางโลกก็ตาม ต้องดูกำลังของร่างกายไว้ด้วย เพราะพวกเจ้ายังมีร่างกาย ร่างกายเป็นของโลก โลกมีเวลา เจ้าก็ควรมีเวลาให้ร่างกายด้วย หาตัวพอดีเหมาะสมของร่างกายในแต่ละสถานการณ์ให้พบ คือหาธรรมปัจจุบัน อันเป็นมัชฌิมาของร่างกาย และของจิตในขณะนั้นให้พบ และทำให้ได้ตามนั้น ก็จัดได้ว่าเดินสายกลางได้อย่างถูกต้องแท้จริง"

          ๔. "ธรรมของพระพุทธเจ้าที่พระอานนท์ นำมาสอนแก่เจ้านั้น คุณหมอคิดนั้นถูกต้องแล้ว แต่ยังไม่ละเอียดพอ ขอให้คิดในจุดนี้ให้บ่อย ๆ เจ้าเองก็สมควรที่จักทบทวนตามด้วย คิดให้เป็นจิตจักได้สงบ พ้นทุกข์ของความไม่เที่ยงได้เสียที"


 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่