(พระธรรม ที่ทรงตรัสสอนในเดือนกรกฎาคม ๒๕๓๖)




อริยสัจ แปลว่าของจริง

          ในวันต่อมา(พฤหัสที่ ๑ ก.ค. ๒๕๓๖) สมเด็จองค์ปฐม ก็ทรงพระเมตตาตรัสสอนว่า

          ๑. ศึกษามาตั้งนาน เพิ่งรู้ว่าเป็นอริยสัจหรือ (ก็ยอมรับว่า ใช่)

          ๒. จอมโง่ เจ้าจงรู้ไว้ว่า แม้คำสอนที่ตถาคตและพระพุทธเจ้า หรือพระอริยสงฆ์ทุก ๆ องค์มาสงเคราะห์เจ้านั้นก็เป็นอริยสัจทั้งสิ้น (เพื่อนของผมท่านก็ตกตะลึง เพราะคาดไม่ถึง)

          ๓. สิ่งใดที่ตถาคตตรัส สิ่งนั้นย่อมเป็นของจริง อริยสัจแปลว่าของจริง พระธรรมทั้ง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์นั้นก็เป็นของจริง พระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ต่างก็อาศัยอริยสัจบรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณกันเหมือนตถาคตทั้งสิ้น จิตเมื่อเข้าถึงอริยสัจขั้นสูงสุด กล่าวคือ ถึงความเป็นอรหัตผล เห็นทุกข์ ยอมรับและวางทุกข์หมดทุกอย่าง จิตก้าวถึง สมุทัย - นิโรธ - มรรค แล้วก็สิ้นทุกข์ตามความเป็นจริง เพราะยอมรับอัตภาพร่างกายที่เกิดขึ้นแล้วต้องแก่-เจ็บ-ตาย มีการกระทบกระทั่งอารมณ์ มีความปรารถนาไม่สมหวัง มีการพลัดพรากจากของรักของชอบใจ

          ๔. เมื่อจิตท่านยอมรับตามอริยสัจนี้ เหตุแห่งทุกข์อันเกิดแก่ร่างกายเกิดขึ้น ท่านก็เคารพในกฎของกรรมเป็นธรรมดาฉะนี้ไม่หนีแล้ว เพราะรู้อยู่แก่ใจว่าเป็นเรื่องจริง เป็นสิ่งปกติธรรมดา อารมณ์จิตของท่านสบาย คลายจากสังโยชน์อันเป็นเครื่องร้อยรัดอย่างสิ้นเชิง อารมณ์เป็นสุขมุ่งเฉพาะพระนิพพานจุดเดียวเท่านั้น พูดมาแค่นี้เจ้าเข้าใจอริยสัจหรือยัง (ก็ยอมรับว่าเข้าใจแล้ว)

          ๕. เข้าใจแล้ว แต่ก็ต้องศึกษาให้เข้าถึงใจต่อ ๆ ไปด้วย เพราะเจ้ายังมีสังโยชน์ ๗ ประการ เป็นเครื่องร้อยรัด จงหมั่นรู้ทุกข์ (กำหนดรู้) รู้โทษแห่งสังโยชน์นั้น ๆ ให้พึงเห็นอริยสัจ วางกรรมทั้งปวงลงได้ตามลำดับเถิด

          ๖. ขอจงอย่าลืมตัว ทะนงตนว่า เป็นผู้รู้ เพราะตราบใดที่ยังไม่สิ้นสังโยชน์ จงสำนึกตนไว้เสมอว่า จิตเจ้ายัง เป็นผู้ชั่วอยู่ เพราะจิตยังถูกสังโยชน์ร้อยรัดให้จุติอยู่ แม้อัตภาพยังไม่สิ้น จิตเจ้าก็ยังเกิดอารมณ์อยู่เนือง ๆ ซึ่งล้วนแต่ทำให้เกิดทุกข์ทั้งสิ้น

          ๗. อย่าคิดว่าตนเองดีแล้วเป็นอันขาด ให้หมั่นโจทย์จิตเอาไว้เสมอ ๆ เมื่อยามที่เกิดอารมณ์ว่านี่เลว นี่ชั่วไปเสียแล้ว ห้ามปรามอารมณ์ข่มจิตเข้าไว้ให้รู้

          ๘. มีสติอยู่เสมอ ๆ ว่านี่ไม่ใช่หนทางจักไปพระนิพพาน (ก็คิดว่าตัวเองได้พยายามห้ามแล้ว แต่บางขณะก็ยังยับยั้งอารมณ์ของจิตตนเองไม่อยู่)

          ๙. ทรงตรัสว่า กรรมฐานแก้จริตยังอ่อนเกินไป อานาปานัสสติหย่อนไป จิตจึงไม่มีกำลัง เจ้ามักจักเผลอลืมลมหายใจเข้า-ออกไปเป็นประจำ ก็เหมือนทหารรบแนวหน้าที่ทิ้งฐานกำลังวิ่งออกไปเสี่ยงอาวุธข้าศึกโจมตีตามลำพัง มีแต่ตายกับพิการเท่านั้นเป็นของกำนัล หาประสบกับชัยชนะต่อข้าศึกไม่ ฉันนี้ก็ฉันนั้น อานาปานัสสติเป็นเกราะป้องกันข้าศึกโจมตีที่ใหญ่ที่สุด ไม่ว่าจักเป็นฌานหรือสมถะ - วิปัสสนาก็ต้องอาศัยการรู้ลมหายใจเข้า - ออก เป็นฐานกำลังทั้งสิ้น

          ๑๐. เพราะฉะนั้น จงหมั่นทรงอารมณ์อานาปานัสสติให้ดี ๆ เพราะเป็นกำลังใหญ่ของการปฏิบัติธรรมทั้งหมด เอาล่ะเมื่อเจ้าเข้าใจพอควรแล้ว ก็จงเพียรนำไปปฏิบัติให้เกิดผลด้วย

 

เรื่องเวลาทางธรรมมีอยู่ขณะจิตเดียว

คือ ธรรมปัจจุบัน

          ในวันต่อมา คือ ศุกร์ที่ ๒ ก.ค. ๒๕๓๖ เพื่อนของผมท่านเล่าว่า ขณะที่กวาดวัดอยู่คนเดียว ก็เอาพระธรรมคำสอนของพระองค์มาปฏิบัติ คือ เอากายทำงานทางโลก แต่เอาจิตอยู่กับพระธรรม ใช้ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน ทำให้เห็นกฎของกรรม ซึ่งเป็นอริยสัจขั้นสูง พยายามให้จิตยอมรับว่า ทุกสิ่งที่เข้ามากระทบทางทวารทั้งหก พยายามให้จิตยอมรับว่า ทุกสิ่งที่เข้ามากระทบทางทวารทั้งหก (อายตนะ ๖) ล้วนเป็นของธรรมดา จิตเลยไม่ดิ้นรนและเป็นสุข การปฏิบัติในเช้าวันนั้น เริ่มต้นด้วยอานาปา พร้อมกับจับภาพพระ ๔ องค์ตามที่สมเด็จองค์ปฐมทรงตรัสแนะนำไว้ คือ องค์ปฐม, องค์ปัจจุบัน หลวงพ่อปานและหลวงพ่อฤๅษี เมื่อ ๒๗ มิ.ย. ๒๕๓๖ มีต้นเหตุมาจากเพื่อนผมท่านเจริญพระกรรมฐานแล้วเกิดความกลัว เพราะตนเองโง่ จึงเกิดมานานแสนนาน จึงเกรงว่าอารมณ์โง่หรือมิจฉาทิฎฐิที่เกาะจิตมานาน จะให้ผลกับตนในชาติปัจจุบัน พระองค์จึงทรงพระเมตตามาตรัสสอนว่า

          ๑. ถ้าเจ้ายังกลัวเลวอยู่ ก็แสดงว่าจิตยังพอมีความดีอยู่บ้าง แต่เวลาใดที่ไม่มีความกลัวเลว จิตคิดว่าตนเองดีเมื่อไหร่ เมื่อนั้นเจ้าจักเป็นคนเลวอย่างแท้จริง

          ๒. เอาอย่างนี้ซิ จับภาพพระ ๔ จุด ภาวนานิพพานไปให้ชินจิตเห็นตถาคตคุมกายอยู่ภายนอก เห็นองค์สมเด็จปัจจุบันประทับนั่งอยู่ในสมอง เห็นท่านปานนั่งอยู่ในอก เห็นท่านฤๅษีนั่งอยู่เหนือฐานสะดือ - ภาวนาไป จับภาพไล่ขึ้น ไล่ลง วนไป วนมา ให้จิตทรงตัว

          ๓. และผมจำได้ว่า ทรงตรัสไว้อีกตอนหนึ่งความว่า ไปไหนจงอย่าไปคนเดียวให้ไปกับพระ ๔ องค์

          องค์ที่ ๑ คือ ตถาคตให้คุมกายเธอไว้ภายนอก

          องค์ที่ ๒ คือ สมเด็จองค์ปัจจุบัน ให้ประทับอยู่ในสมอง หรือบนศีรษะก็ได้

          องค์ที่ ๓ คือ หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค เอาไว้ที่ฐานหน้าอก

          องค์ที่ ๔ ท่านฤๅษี เอาไว้ที่ฐานเหนือสะดือ

          ในวันนี้ หลวงพ่อปาน ท่านก็มีเมตตามาสอนว่า

          ๑. อย่าให้เวลาทางโลกมันมาทำลายการปฏิบัติธรรมเพื่อมรรคผลนิพพาน เวลาทางธรรมมีอยู่ขณะจิตเดียว คือธรรมปัจจุบัน ร่างกายจะทำอะไรอยู่ก็ช่าง อย่าร้อนใจ

          ๒. งานของร่างกายเปลี่ยนไปตามสภาวะของโลก ตามเวลาของโลก แต่อย่าร้อนใจให้งานทางจิต คือรู้ธรรมปฏิบัตินั้นเสียหายไป แยกส่วนออกมาให้ได้ อกาลิโก จึงจะเกิดขึ้นได้

          ๓. จะพูดอยู่ จะกินอยู่ จะนอนอยู่หรือทำอะไรอยู่ก็ตาม นึกถึงภาพพระ กำหนดรู้ลมหายใจเอาไว้เสมอ และรู้สภาพตามความเป็นจริงของร่างกายนี้ไว้เสมอ ทำให้ชิน จิตจะได้เป็นสุข มรรคผลมันเกิดตรงที่เห็นของจริง เห็นอริยสัจนี้ จึงจะเป็นพระอริยเจ้าได้

          ๔. พระโสดาบันที่ได้ชื่อว่าเข้าถึงโลกุตรธรรม เพราะมีศีลบริสุทธิ์และเห็นอริยสัจของร่างกายว่าต้องตาย ยอมรับนับถือความตาย และมีความเคารพ พระพุทธ - พระธรรม - พระอริยสงฆ์มั่นคงไม่คลอนแคลน เพราะธรรมของรัตนะทั้ง ๓ นี้ พ้นโลกแล้ว

          ๕. พระสกิทาคามีไม่พูดถึง อย่างพระอนาคามีท่านเห็นทุกข์และโทษของอารมณ์ราคะและปฏิฆะ ซึ่งเป็นตัวนำให้เกิด เมื่อตัดระงับได้ท่านก็ไปเป็นพรหม ต่อบุญบนนั้นเข้าถึงพระนิพพานเลย

          ๖. สำหรับพระอรหันต์ ท่านเห็นทุกข์ว่าพรหมก็ยังไม่จบกิจ ก็ตัดตัวอวิชชาทิ้งไปเสีย จนหมดกิจที่จะทำต่อไป อริยสัจมันมีเป็นขั้น ๆ อย่างนี้ เอ็งเห็นแล้ว แม้เป็นสัญญา ก็จงนำไปปฏิบัติให้เกิดปัญญา ให้เกิดความชำนาญด้วย (ก็รู้สึกอยากมีอารมณ์แบบนี้ และให้ทรงตัวจะได้สบายและเบา)

          ๗. ก็ทำจิตให้เป็นฌานซิ ทำให้บ่อย ๆ จิตมันก็จะสงบเยือกเย็นได้ แล้วใช้พรหมวิหาร ๔ คุม ทีนี้อะไร ๆ ก็จะสบายไปหมด

          ๘. เอ็งไปดูและศึกษาบทกรณีเมตตายสูตร ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ซิ ในนั้นมีข้อคิดให้นำมาปฏิบัติ ถ้าทำได้อย่างต่ำก็เป็นพระอนาคามี อย่างสูงก็เป็นพระอรหันต์

 

พรหมวิหาร ต้องเต็มทุกข้อ

          เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๑๐ ก.ค. ๒๕๓๖ สมเด็จองค์ปฐม ทรงพระเมตตาตรัสให้ดังนี้

          ๑. หมั่นเอาจิตจดจ่อ พิจารณาพรหมวิหาร ๔ ให้เนือง ๆ ด้วย พยายามให้เกิดแก่อารมณ์ของตนเองเป็นสำคัญ เมตตาภายในให้เต็มเสียก่อน จึงค่อยคิดเมตตาออกภายนอก

          ๒. ที่จิตของเจ้ามีความวุ่นวายอยู่ในขณะนี้ เพราะพรหมวิหาร ๔ อ่อน ไม่เมตตาจิตของตนเอง จึงยังอารมณ์ให้เบียดเบียนตนเองอยู่เสมอมิได้ขาด เจ้าจงอย่าทิ้งกรรมฐานบทนี้ พยายามทำควบคู่ไว้กับมรณาและกายคตา และอสุภะ และอุปสมา โดยอาศัยอานาปานัสสติเป็นพื้นฐานยังจิตให้มีกำลัง

          ๓. การพิจารณาก็ต้องให้เห็นทุกข์ อันเกิดจากอารมณ์เบียดเบียนจิตของตนเอง อันมีสาเหตุมาจากพรหมวิหาร ๔ ไม่ทรงตัว ขาดกรรมฐานบทนี้ตัวใดตัวหนึ่งใน ๔ ตัว จิตของเจ้าก็ไม่พ้นจากอารมณ์ที่เบียดเบียนตนเอง และไม่พ้นจากอารมณ์ที่ไปเบียดเบียนผู้อื่น แล้วไม่พ้นจากโลกธรรมที่เข้ามากระทบอารมณ์ของจิต

          ๔. การขาดพรหมวิหาร ๔ หรือทรงพรหมวิหาร ๔ ไม่ครบทุกตัว ธรรมแห่งการถูกเบียดเบียน ก็จักกระทบเข้ามาเป็นลูกโซ่ปานฉะนี้ ขอให้พวกเจ้าใช้ปัญญาพิจารณาให้ดี ๆ จักได้เป็นแนวทางปฏิบัติ ทำพรหมวิหาร ๔ ให้เต็มได้

          ๕. แล้วอย่าทิ้งอิทธิบาท ๔ เสียล่ะ จรณะ ๑๕ ก็ต้องทรงให้ครบ ใช้วิชชาทั้ง ๘ คือญาณทั้ง ๘ หรือมโนมยิทธินั้นกำหนดรู้อดีต อนาคต ปัจจุบัน เป็นเครื่องประกอบศึกษาธรรมหมวดพรหมวิหาร ๔ ไปด้วย จักได้รู้ว่า ผลของการขาดพรหมวิหาร ๔ มีผลส่งทำให้เกิดกรรมเช่นใด และจักได้รู้ผลของการรักษาพรหมวิหาร ๔ ถ้าครบอนาคตจักเป็นเช่นใด และรู้ผลของจิตปัจจุบันบันที่กำลังทำความเพียรอยู่ในขณะนี้ มีอารมณ์เช่นใด

          ๖. ทำไปรู้ไป อย่าทำเหมือนคนดำน้ำ หรือคนเอาผ้าดำมาผูกตา ทำมันส่งไปไม่รู้ว่าจิตมีพรหมวิหาร ๔ ประจำจิตหรือไม่ และจงอย่าเข้าข้างอารมณ์กิเลสที่หลอกตัวเองว่าพรหมวิหาร ๔ ของเรามีเต็มแล้ว

          ๗. จำไว้ตราบใดที่จิตยังถูกสังโยชน์ ๑๐ ร้อยรัดอยู่ในอารมณ์ ตราบนั้นห้ามพวกเจ้าคิดว่าพรหมวิหาร ๔ เต็มเป็นอันขาด

          ๘. อารมณ์ที่เบียดเบียนจิตให้เกิดทุกข์ ไม่ว่าจักมีอามิสก็ดี หรือเป็นธรรมารมณ์เข้ามากระทบก็ตาม จงกำหนดรู้ และศึกษาวัดกำลังของพรหมวิหาร ๔ ตามนั้น ถ้าหากยังยินดี ยินร้าย ยึดสุข ยึดทุกข์ ทำอารมณ์จิตให้หวั่นไหวนานเท่าไหร่ ก็ขาดพรหมวิหาร ๔ นานเท่านั้น จุดนี้ต้องกำหนดรู้ให้ดี ๆ

          ๙. และจงอย่าแก้ไขธรรมภายนอกที่เข้ามากระทบเป็นอันขาด จงหมั่นแก้ที่จิตของตนเอง ดูอารมณ์ของจิตตนเองให้ดี ๆ แก้ไขที่ตรงนี้จึงจักมีผลสมบูรณ์ ถูกต้องตามหลักธรรมที่ตถาคตตรัสสอนมา (เพื่อนผมท่านก็ยอมรับว่า ในอดีตตนมักชอบแก้ไขธรรมภายนอก, ชอบโทษผู้อื่น แทนที่จะโทษอารมณ์จิตตนเองว่าไม่เอาไหน เช่น ชอบยึดโลกธรรมที่มากระทบ ไม่ยอมรับกฎของกรรม ไม่ยอมรับกฎของธรรมดา และไม่เข้าใจอริยสัจตามความเป็นจริง)

          ๑๐. ทรงแย้มพระโอษฐ์ แล้วตรัสสอนว่า ดีแล้วที่เจ้าเริ่มรู้สึกตัว ตราบนี้ให้หมั่นปรับปรุงอารมณ์ของจิต ให้ดูตนเองเป็นสำคัญ ให้แก้ไป กล่าวโทษโจทย์ตนเป็นสำคัญ อย่าไปโทษบุคคล สัตว์ วัตถุธาตุภายนอก ต้องโทษจิตตนเองเป็นสำคัญ ที่อยากมีร่างกายให้เกิดมารับกฎของกรรมเหล่านี้

          ๑๑. รู้กฎธรรมดาแต่อย่าทำจิตให้เศร้าหมอง ทรงพรหมวิหาร ๔ เข้าไว้ให้ครบถ้วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุเบกขาตัวท้าย จักทำให้จิตยอมรับกฎของกรรมได้โดยสงบ เมื่อเข้าใจแล้วก็จงหมั่นนำไปปฏิบัติให้เกิดผลด้วย

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่