บารมีเต็มเป็นอย่างไร




          เมื่อวันจันทร์ที่ ๒๔ พ.ค. ๒๕๓๖ หลวงพ่อฤๅษีท่านเมตตามาสอนมีความสำคัญ ดังนี้

          ๑. บารมีเต็ม คือ การทำกรรมฐานทุกครั้งด้วยความตั้งใจและเต็มใจ ทำจริง หรือการทำงานเพื่อศาสนกิจก็เช่นกัน เอางานนั้นมาเป็นกรรมฐาน ทำด้วยความเต็มใจและตั้งใจทำจริง สลัดตัดความเบื่อหน่ายเกียจคร้านทิ้งไป

          ๒. มีความเจตนาตั้งใจจริง เพื่อพระนิพพานจุดเดียว เหนื่อย นั้น เหนื่อยแน่ เพราะเรายังมีขันธ์ ๕ ก็ต้องทำจิตยอมรับความเบื่อหน่ายนั้นว่าเป็นธรรมดา

          ๓. ที่เราเหน็ดเหนื่อยเพลิดเพลินอยู่ในกามโลกียวิสัยมากี่แสนอสงไขยกัปแล้ว เราเกิดตายอยู่กับความเหนื่อยของขันธ์ ๕ นี้มานานเท่าไหร่ ความเหนื่อยเหล่านั้นมันหาสาระไม่ได้ ขอให้ตั้งใจจริง เต็มใจจริง เหนื่อยเพื่อทำกรรมฐานให้พ้นโลก ช่วยศาสนกิจเป็นครั้งสุดท้ายของชีวิตที่ทรงขันธ์ ๕ อยู่นี้ อดทนไปเถิด ชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายแล้ว

          ๔. สลัดตัดความเบื่อหน่ายทิ้งไป รู้ทุกข์นั้นดีกว่าไม่รู้ทุกข์ รู้เหน็ดเหนื่อยดีกว่าไม่รู้เหน็ดเหนื่อย รู้ธรรมดีกว่าไม่รู้ธรรม จิตจะได้ชำระความมัวเมาในกามโลกียวิสัยทิ้งไปจากอารมณ์เสียที

 

          อย่ากลัวทุกข์ เพราะทุกข์ เป็นของจริง

          จากนั้น สมเด็จองค์ปฐม ได้ทรงพระเมตตามาตรัสสอนต่อ ดังนี้

          ๑. อย่ากลัวทุกข์เพราะทุกข์นั้นเป็นของจริง อันเป็นของคู่กันมากับขันธ์ ๕ มีชาติทุกขาเป็นต้น

          ๒. เมื่อประสบกับความทุกข์ ก็จงอย่ากล่าวโทษผู้อื่น กฎของกรรมเกิดได้ เพราะตัวของเราทำเอาไว้เอง จงหมั่นทำจิตให้ยอมรับ ชดใช้กฎของกรรมนั้นไปโดยสงบ

          ๓. มองด้วยตาปัญญา ให้เห็นโทษของกรรมมาจากสาเหตุอันใด มองแล้วจงยอมรับว่า เหตุมาจากการล่วงละเมิดปัญจเวรทั้ง ๕ หรือกรรมบถ ๑๐ ข้อใดข้อหนึ่ง อันมีเราเป็นผู้กระทำผิดด้วยความหลงมาแต่กาลก่อน

          ๔. จิตมีความหลงผิด จึงใช้กาย-วาจา กระทำอย่างผิด ๆ กาลนั้นจิตเรายังไม่มีปัญญา จึงเห็นผิดเป็นชอบ เพลานี้พวกเจ้าได้รับการอบรมทางปัญญามาพอสมควร อย่าให้อารมณ์มิจฉาทิฏฐิมันเข้าครอบงำจิต ให้เกิดความโง่เขลาเบาปัญญาขึ้นอีก

          ๕. พยายามพยุงกำลังของจิตเอาไว้ ด้วยอานาปานัสสติกรรมฐานให้ดี ๆ ใช้วิปัสสนาภาวนาพิจารณาถึงกฎของความเป็นจริงอย่างถ่องแท้ ใช้ความพยายามดูอารมณ์ที่ฟอกจิตอยู่ให้เห็นว่า ขณะใดมีโมหะ-โทสะ-ราคะ เข้าครอบงำอยู่บ้าง แล้ว พยายามใช้กรรมฐานแก้จริตเข้าทำลายอารมณ์เศร้าหมองเหล่านั้น จนกว่าจิตจะผ่องใสขึ้นมาได้ ทำให้เป็นปกติ พยายามดูอารมณ์ของจิตอยู่ตลอดเวลา ให้นำไปใคร่ครวญพิจารณาและปฏิบัติด้วย จักให้ได้ผลดีก็ต้องไม่ทิ้งอิทธิบาท ๔

 

          ในวันต่อมา ลูกสาวในอดีตชาติของหลวงพ่อเกิดอารมณ์เบื่อง่าย หน่ายเร็วกำเริบ หลวงพ่อฤๅษี ท่านก็เมตตามาสอนให้มีความสำคัญ ดังนี้

          ๑. เอ็งต้องหาสาเหตุ ที่ทำให้จิตมันเบื่อง่าย หน่ายเร็วให้พบ อารมณ์ฝืด ๆ อย่างนี้ ทิ้ง ไว้นานไม่ดี สภาพจิตมันชอบของใหม่ ๆ ก็ต้องคอยหาของใหม่ป้อนมันไปเรื่อย ๆ(ลูกสาวของท่านก็บอกว่าหาไม่พบ)

          ๒. หลวงพ่อท่านก็ว่า เอ็งอย่าโง่ซิกรรมฐาน ๔๐ มหาสติปัฏฐานสูตรมันไม่มีทางตัน ต้องฉลาดกว่าอารมณ์ของจิตซิ เอาของเก่านั่นแหละย้อนไปย้อนมาทบทวนเข้าเป็นของใหม่ ประเดี๋ยวจิตมันก็จะเกิดความเพลิดเพลินไปเอง

          ๓. อย่าให้อารมณ์มันหลอก เราต้องหลอกอารมณ์ ขืนปล่อยให้มันเหนือเราอยู่ เรื่อยๆ ก็มีหวังเจ๊ง เอาใหม่ตั้งต้นย้อนปลาย จากปลายย้อนหาต้น ทำให้มันเบา ๆ สนุก ๆ อย่ามีอารมณ์เครียด ถ้าคิดแล้วหนักก็เลิก หันมาจับอานาปาก่อน รู้ลมพอจิตสบาย ๆ ก็หันกลับมาคิดใหม่

          จากนั้น สมเด็จองค์ปฐมทรงพระเมตตามาตรัสสอนต่อให้ว่า

          ๑. เจ้ายังอ่อนการพิจารณาหาต้นเหตุของทุกข์ในอริยสัจ เพราะฉะนั้นจงหมั่นใช้ความเพียร เร่งหาสมุทัยในทุกขอริยสัจให้พบ

          ๒. บ่อเกิดของอารมณ์คือตัณหา จงพยายามหาต้นเหตุให้พบ แล้วจักละอารมณ์ตัณหาเหล่านั้นได้ที่ต้นเหตุนั้น

          ๓. จำไว้เพราะพวกเจ้าศึกษาวิชาครู จึงต้องผ่านขั้นตอนโดยละเอียด ไม่มีโอกาสได้เรียนลัดเช่นบุคคลอื่น จงตั้งใจทำกันให้ดี ๆเหนื่อยยากเท่าไหร่ก็ขอให้อดทน ถือว่าชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย ที่พวกเจ้าจักต้องเร่งความเพียร สั่งสมบารมีเพื่อเข้าถึงพระนิพพานให้จงได้

          ๔. อย่าท้อถอย เพราะหนทางเหล่านี้เป็นพวกเจ้าเลือกเอาไว้เองทั้งสิ้น มีพระสงเคราะห์มากมายมาถึงขนาดนี้แล้ว จักท้อถอยเพื่อประโยชน์อันใด จงหมั่นอดทนฟันฝ่าอุปสรรคให้เต็มความตั้งใจ เพื่อทำจริงตามหลักธรรมปฏิบัติเพื่อพระนิพพาน

          ๕. พยายามรักษากำลังใจให้เต็มเข้าไว้ ควบกับการรู้ลมหายใจเข้า-ออก ควบกับมรณานุสสติอยู่เสมอ ๆ จิตจักได้มีกำลังใจ

          ๖. ก่อนคิดพิจารณาอันใด ก็จงระลึกนึกถึงความตายเตือนจิตตนเองไว้เสมอ ๆ ถ้าหากละจากความดีขณะจิตข้างหน้านี้หรือขณะจิตนี้ ลมหายใจอาจจักพลาดจากร่างกายนี้ไป เตือนจิตตนเองไว้เยี่ยงนี้ และตรวจจิตว่า คิดหรือทำอันใดอยู่ในขณะนี้เป็นการไม่ประมาท และอัตนา โจทยัตตานังไปด้วย

          ในวันต่อมาก็ทรงพระเมตตาตรัสสอนต่อให้ดังนี้

          ๑. เบื่อก็ให้รู้ว่าเบื่อ แต่อย่าให้จิตฟุ้งซ่าน เลื่อนลอยจนลืมจุดหมายปลายทางว่าที่สุดของความต้องการ คือ พระนิพพาน

          ๒. พิจารณาให้เห็นทุกข์และโทษของร่างกาย มีความเบื่อหน่าย แล้วก็จงยอมรับความทุกข์ และโทษของร่างกายนี้ว่า เป็นธรรมดา ตราบใดที่เจ้ายังทรงขันธ์ ๕ อยู่ พยายามลงตัวธรรมดาให้จงได้ วางจิตให้ยอมรับกฎธรรมดาของขันธ์ ๕ นั้น จิตเจ้าจักได้คลายความเกาะติดขันธ์ ๕ ลงได้ในที่สุด

          ๓. ค่อย ๆ วางอารมณ์ อย่าเคร่งเครียดจนเกินไป จิตจักมีความกลัดกลุ้ม เบียดเบียนตนเองก็เป็นความไม่ถูกต้อง หมั่นรู้ลมให้มากในระยะนี้ อารมณ์ของจิตจักไม่ซ่านจนเกินไป

          ๔. แล้วจงหมั่นวางอารมณ์กระทบจากภายนอกลงด้วย อย่าหุนหันพลันแล่นด้วยอารมณ์ฉุนเฉียว ทำจิตให้ขุ่นข้อง ปฎิฆะเกิดขึ้นได้ง่าย จักพูดสิ่งใดขอให้ใคร่ครวญให้ดี ๆ

          ๕. (ก็ยอมรับว่าเวลามีอารมณ์ฉุนเฉียว ทำให้กล่าววาจาไม่ดี) ทรงตรัสว่า มันเป็นผลเสียทั้งคำพูดและจิตใจของเจ้าเองและผู้ถูกกระทบด้วย

          ในวันรุ่งขึ้นเพื่อนของผมท่านก็ปฏิบัติพระกรรมฐาน เรื่องทุกข์ โดยยกเอาทุกข์ของขันธ์ ๕ หรือการมีร่างกายนั้นเป็นทุกข์อย่างไร เป็นธัมมวิจัย มีความสำคัญว่า ทุกข์นั้นมีอยู่จริง แต่คนที่จะเห็นทุกข์นั้นหายากเต็มทน (แต่พอตาไปเห็นเด็ก ๒ คน ขึ้นไปเดินเล่นอยู่บนดาดฟ้า เหนือพระชำระหนี้สงฆ์ จิตก็นึกตำหนิกรรมของเด็ก ๒ คนนั้นว่าไม่สมควร) หลวงพ่อฤๅษีท่านก็เมตตามาสอนรายละเอียดให้ มีความสำคัญ ดังนี้

          ๑. การที่จะรู้ว่าควรหรือไม่สมควรนั้น ต้องรู้ที่จิตของตนเอง ไม่ใช่ไปรู้ที่จิตของผู้อื่น (ก็คิดว่าท่านมาเตือนเราเรื่องจงอย่าไปสนใจกรรมของผู้อื่น ให้รู้วาระจิตของตนเองเท่านั้นเป็นพอ)

          ๒. หลวงพ่อก็สอนต่อไปว่า ใช่ เอ็งคิดถูก แต่ควรจะทำให้ถูกด้วยจึงจะดี เพราะพระพุทธเจ้าท่านทรงสอนให้รู้ตนเองไม่ใช่ไปรู้ที่คนอื่น โลกภายนอกมัน กว้างเกินไปจบยาก สู้รู้แค่โลกแคบ ๆ ภายในของตนเองนี่ ไล่มันให้จน จนจริง ๆนะ คือรู้หมดจนมันดิ้นไปไม่ได้ ด้วยกิเลสทั้งปวง อย่างนั้นจบแน่

          ๓. ธรรมภายนอก นั้นมันเห็นนะเห็นแน่ เพราะเรายังมีอายตนะสัมผัส แต่เห็นแล้วก็จงน้อมเข้ามาเป็นธรรมภายใน สัมผัสให้มันเกิดประโยชน์ เห็นและ เข้าใจในธรรมนั้นๆ ไม่ตำหนิธรรม ดูให้เป็น คือ เห็นธรรมดาของธรรมนั้น ๆจิตมันก็จะสบายไม่รุ่มร้อน ไม่ปรุงแต่งธรรม แต่เห็นในธรรมอารมณ์มันก็จะสบาย (ก็นึกว่า ท่านพูดง่ายเหลือเกิน)

          ๔. หลวงพ่อก็ตอบว่า ก็ง่ายสิ มันจะยากอะไร ตั้งใจมีสติกำหนดรู้ทุกข์เสียอย่างเดียว เห็นกฎของกรรมชัด จิตมันก็จะยอมรับปล่อยวางอารมณ์ปรุงแต่งอันที่จะทำให้เกิดทุกข์ เกิดการกระทำของกาย วาจา ใจให้เป็นกรรมเกิดขึ้น แค่นี้เองง่าย ๆ(ก็นึกบ่นอยู่ในใจว่า เหมือนเข็นครกขึ้นภูเขา)

          ๕. หลวงพ่อท่านก็บอกว่าห้ามบ่น พ่อไม่ชอบคนปากเปียกปากแฉะ เพราะบ่นไปมันก็ไม่มีประโยชน์อะไร เสียเวลา เอาเวลาที่บ่นนั้นไปปฏิบัติธรรมให้เกิดประโยชน์ดีกว่า ก็รับปากท่าน

          ๖. เอ็งอย่ารับปากส่งเดช ต้องทำให้ได้ด้วย เลิกบ่นท้อใจเสียที อาการบ่นคืออาการเสียกำลังใจ อย่าทำให้พ่อได้ยินหรือได้เห็นอีก

          หลังจากนั้น สมเด็จองค์ปฐม ทรงพระเมตตาตรัสสอน เรื่องกำลังใจกับอภิญญาว่า

          ๑. อยากได้อภิญญาไหม ? (ตอบว่าอยากได้ แต่กำลังใจมันไม่สู้) ทรงตรัสว่า ทุกอย่างต้องอาศัยกำลังใจ การจักได้อภิญญาใหญ่ ก็ต้องอาศัยกำลังใจ การจักมาพระนิพพานก็ต้องอาศัยกำลังใจ แต่เจ้าจงอย่าสนใจอภิญญาให้มากจนเกินไปอย่าเพิ่งคิดเอากายเนื้อไปไหน ๆ จงซักซ้อมเอากายใจมาพระนิพพานในชั่วขณะจิตดีกว่า

          ๒. สนใจกับการชำระจิตให้ปลดสังโยชน์ อันเป็นหนทางพ้นทุกข์ได้ดีกว่า อภิญญาใหญ่จักได้หรือไม่ได้อย่าพึ่งสนใจ

          ๓. เอาความขยันไปตัดสังโยชน์ดีกว่า เพราะเล่นฤทธิ์ก็จักเป็นการถ่วงการบรรลุมรรคผล อย่างวันนี้ที่พิจารณาถึงทุกข์ทั้งภายนอกและภายใน ก็จัดได้ว่าพอใช้ จงหมั่นทบทวนอยู่เสมอ ๆ พยายามให้จิตทรงตัว พิจารณาจนยอมรับทุกข์นั้นอย่างจริงใจ

          ๔. หลังจากนั้นก็ พิจารณาถึงสมุทัยเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ด้วยค่อย ๆ คิดค่อย ๆ ทำจิตจักยอมรับความจริงของกฎธรรมดายิ่งขึ้น พิจารณาให้สม่ำเสมอ อย่าคิดทิ้งคิดขว้าง รวดเร็วเกินไป จิตมันก็ไม่ยอมรับ

          ๕. โทษและทุกข์ของกาม และกามสัญญา ต้องหมั่นคิดทบทวนใคร่ครวญอยู่เสมอ

          ๖. เช่นเดียวกันกับ อารมณ์ปฏิฆะ ทำให้เกิดโทษและทุกข์อย่างไร ก็ต้องหมั่นคิดทบทวนเช่นกัน

          ๗. การตัดราคะและปฏิฆะต้องตัดพร้อมๆ กัน ตัวหนึ่งเบาอีกตัวหนึ่งก็ต้องเบาไปด้วย เพราะทุกข์และโทษของปฏิฆะและราคะ ล้วนทำให้ต้องกลับมาเกิดทั้งสิ้น

          ๘. หมั่นดูอารมณ์จิตให้ดี ๆ ดูด้วยอารมณ์เบา ๆ จิตจักสบาย อย่าดูด้วยอารมณ์หนัก จิตจักกลุ้มเกิดอารมณ์เครียด และมีอารมณ์หดหู่ได้ง่าย ข้อนี้พึงระมัดระวังให้จงหนักด้วย

          ในวันต่อมาพระพุทธองค์ก็ทรงพระเมตตา ช่วยตรัสสอนต่อ เรื่องอารมณ์หนักใจ คือ ความเครียดจากลืมอานาปาว่า

          ๑. จักอยู่ที่ใดก็ตาม จักทำงานประเภทใดก็ตาม ต้องกำหนดจิตจับเป็นกรรมฐานรู้อยู่ตลอดเวลา

          ๒. พยายามทำให้จิตเกิดความเคยชินในอารมณ์ สมถะและวิปัสสนานั้น ๆ

          ๓. รู้ด้วยอารมณ์เบา ๆ ทำจิตให้สบาย ๆ เวลานี้อารมณ์จิตของเจ้ายังค่อนข้างหนักอยู่ เกาะเวทนาของร่างกายมากเกินไป เวทนาเกิดก็ย่อมรู้ แต่รู้แล้วจงหมั่นวางจิตให้สบายอย่าไปยึดเกาะเวทนานั้น ๆ

          ๔. และจงอย่าลืมรู้ลมให้มากๆ เพราะอานาปานัสสติกรรมฐานนี้ สามารถระงับเวทนาของร่างกายได้อยู่แล้ว อย่าปล่อยจิตให้เกาะเวทนามากเกินไป เพราะอาการเวทนาจักดึงจิตให้ฟุ้งซ่าน ก็พึงยิ่งต้องรู้ลม เพราะอานาปานัสสติระงับความฟุ้งซ่านได้อย่างดี

          ๕. อนึ่ง เป็นปกติของคนเรา เมื่อร่างกายเจ็บไข้ได้ป่วย อารมณ์วิตกจริตมันเกิดขึ้น ก็ต้องหมั่นรู้ลมให้มากขึ้น เพราะอานาปานัสสติแก้วิตกจริตได้เป็นอย่างดีเช่นกัน

          ๖. อนึ่ง ควรคิดพิจารณาให้จิตยอมรับกฎของธรรมดาว่าสภาพที่แท้จริงของร่างกาย ย่อมเป็นไปเพื่ออาพาธ (ป่วย) เป็นธรรมดา

          ๗. ไม่มีร่างกายของผู้ใดที่เกิดมาแล้ว จักไม่มีโรคภัยเข้าเบียดเบียน ชิคัจฉา ปรมา โรคา แม้ความหิวก็ได้ชื่อว่าเป็นโรคที่เบียดเบียนอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้นขึ้นชื่อว่า มีร่างกายย่อมหนีอาพาธไปไม่พ้น หนีความเบียดเบียนไปไม่พ้น

          ๘. เมื่อเป็นเช่นนี้ก็จงอย่าหนี ทำจิตให้ยอมรับความเป็นจริงของร่างกาย เบื่อหน่ายร่างกายด้วยเห็นทุกข์ เห็นโทษของร่างกาย ทำจิตให้คลายกำหนัดในการอยากมีร่างกายนี้เสีย ด้วยเห็นสภาพธาตุ ๔ มาประชุมกันเป็นอาการ ๓๒ เป็นของสกปรกและไม่เที่ยง มีความเสื่อม และ สลายตัวไปในที่สุด

          ๙. เมื่อไม่อยากมีร่างกายเกิดขึ้นในอารมณ์จิตแล้ว ก็จงอย่าทำอารมณ์จิตให้เครียด จงปล่อยวางอารมณ์ที่หนักใจนั้นเสีย ทำอารมณ์จิตให้ยอมรับสภาพตามความเป็นจริงของร่างกายนั้นเสีย จิตก็จักเป็นสุข มีอารมณ์เบาได้ (ก็รับคำสั่งสอนนั้น แต่ก็ยังมีความหนักใจ) เพราะวางอารมณ์เบื่อไม่ได้

          ๑๐. ทรงตรัสว่า ที่ยังวางไม่ลง เพราะจิตไร้กำลังตัดสักกายทิฎฐิ การพิจารณายัง ไม่ถึงที่สุด คือจิตยังยึดเกาะร่างกายอยู่ เจ้าก็ต้องอาศัยลมรู้ ทำอานาปานัสสติ ให้จิตมีกำลัง

          ๑๑. การเข้าถึงฌาน จิตจักสงบได้เป็นระยะๆ ตามที่ต้องการตราบนั้นจิตจักมีกำลังพิจารณา ร่างกายนี้ไม่ใช่เราไม่ใช่ของเรา เราไม่มีในร่างกาย ร่างกายไม่มีในเราได้จนถึงที่สุด เมื่อนั้นจิตจักยอมรับกฎของธรรมดา และวางอารมณ์หนักใจลงได้

          ๑๒. เจ้าเห็นความสำคัญของอานาปานัสสติหรือยัง เห็นแล้วก็จงหมั่นให้มาก ๆ กรรมฐานทุกกอง จักเป็นผลขึ้นมาได้ ก็ต้องอิงอานาปานัสสตินี้ พยายามรู้ลมให้มากในระยะนี้ จักอยู่ในอิริยาบถไหนก็ตาม จักทำงานอะไรอยู่ก็ตาม ให้จิตกำหนดรู้ลมให้มาก ๆ

พล.ต.ท.นพ.สมศักดิ์ สืบสงวน ผู้รวบรวม


กลับหน้าหลัก


ไปเล่มที่
ไปเล่มที่