พระธรรมที่ทรงตรัสสอนไว้ในเดือน

มิถุนายน ๒๕๔๗




          สมเด็จองค์ปฐมทรงตรัสสอนไว้ มีความสำคัญดังนี้

             (พระพุทธองค์ทรงเป็นพระสัพพัญญู มีพระพุทธญาณแต่พระองค์เดียวในโลก จึงรู้จริต-นิสัย และกรรมของคน และสัตว์ได้ทั้งหมด และสอนคนให้พ้นทุกข์ได้ด้วยอุบายต่างๆ ตามกรรมของแต่ละบุคคล โดยไม่มีคำว่าผิด-พลาด บุคคลใดที่มีศรัทธาในพระองค์แล้ว พระองค์สอนไม่ได้นั้นไม่มี พระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์มีความดีเสมอกันหมด ในเดือนนี้ทรงเน้นเรื่องบารมี หรือกำลังใจบ่อยๆ เพราะรู้ว่าผู้รับฟังยังมีกำลังใจต่ำ ขาดวิริยะบารมี หรือความเพียรอยู่มาก บารมีใดต่ำก็จะดึง หรือฉุดให้บารมีอื่นๆ ให้ตกต่ำตามไปด้วย บารมีทั้ง ๑๐ นี้มีปัญญาบารมีเป็นใหญ่ หากปัญญาบารมีอ่อน ทุกอย่างก็อ่อนตาม คำสอนนี้สอนไว้เมื่อ ๗ ปีที่แล้ว มิใช่ในปัจจุบัน)

          ๑. จงอย่าฝืนร่างกาย ให้ยอมรับความจริง ทุกข์กายห้ามฝืน กายเหนื่อยต้องพัก จึงจักหาย แต่พอทำงานใหม่ก็เหนื่อยอีกเป็นธรรมดา เป็นสันตติของกาย เป็นธรรมดาของผู้มีร่างกาย ไม่มีวันสิ้นสุด หากยังไม่เห็นธรรมจุดนี้ว่าเป็นทุกข์ก็พ้นทุกข์ไม่ได้

          ๒. รักษากำลังใจให้ดี ไม่มีใครที่จักหลีกเลี่ยงวิบากกรรมของชีวิตไปได้ ทุกชีวิตที่เกิดมาในโลกนี้ ย่อมจักต้องเป็นไปตามกฎของกรรม เนื่องด้วยก่อนเก่าที่จุติมานานนับอเนกชาติไม่ได้นั้น กิเลสยังเป็นเจ้านายครอบงำจิต โลภะ-โทสะ-โมหะ พาไปสร้างกรรมให้เกิดทั้งทางกาย-ทางวาจา-ทางใจ มานับครั้งไม่ถ้วน ไม่ว่าจักเป็นกุศลกรรม หรืออกุศลกรรม มันก็เป็นกรรม ส่งผลมาให้ต้องชดใช้หนี้ของกรรม คือการกระทำของกาย-ของวาจา-ของใจ จึงมาเป็นเหตุให้เกิดวาระกรรมส่งผล บางครั้งก็เป็นอกุศลกรรมส่งผล บางครั้งก็เป็นกุศลกรรมส่งผล หมุนดับสลับเปลี่ยนกันไป อันเป็นธรรมดาของวาระกรรมนั้นๆ พิจารณาให้ดีแล้วจักเห็นว่าเป็นของไม่แปลก เมื่อเห็นคนตายด้วยอยุติธรรมก็ยังเห็นเป็นธรรมดาเลย เพราะรู้เท่าทันกับวาระกฎของกรรมว่า กรรมใดที่ผู้ใดไม่เคยกระทำ กรรมนั้นจักไม่บังเกิดขึ้นกับผู้นั้นเลย

          ๓. ทำกำลังใจให้เข้มแข็งเข้าไว้ อายุมากขึ้น สุขภาพของร่างกายย่อมแข็งแรงน้อยลง ทุกอย่างของร่างกายก็เข้าสู่ความเสื่อม ดังนั้นจึงต้องฝึกฝนจิตใจให้มีความยอมรับความเป็นจริงของร่างกายนั้นๆ จิตใจมีความกล้าแข็งที่จักเผชิญกับความเป็นจริง ในความรู้ว่าสิ่งนี้ไม่ใช่เรา และเราไม่มีในมัน เราคือจิตที่อาศัยมันอยู่เพียงชั่วคราวเท่านั้น จิตเข้มแข็งทำทุกอย่างมุ่งสู่พระนิพพานเท่านั้น

          ๔. จิตนี่แหละเป็นตน มีในตน ต้องมีสติ-สัมปชัญญะ กำหนดรู้อารมณ์ของจิต ซึ่งเกิด-ดับๆ ตลอดเวลา รู้อะไรคือปัญหา รู้ต้นเหตุที่เกิดปัญหา และรู้วิธีดับปัญหาตลอดเวลา ทุกอิริยาบทเป็นอกาลิโก

          ๕. จงอย่าคิดว่ายังมีเวลาอีกนาน ชีวิตเป็นของไม่เที่ยงแต่ความตายเป็นของเที่ยง เวลาจึงสั้นเท่ากัน ของคนทุกเพศ-ทุกวัย ความตายย่อมเข้าถึงได้ไม่เลือก ดังนั้นพึงเจริญมรณา ควบอุปสมานุสสติให้ชิน จนจิตเกาะอยู่ อยู่กับพระนิพพานจนชิน

          ๖. เวลาใดที่กำหนดภาพพระนิพพานอยู่ เวลานั้นจิตไม่ห่วงกาย เท่ากับจิตวิมุติชั่วคราว เท่ากับจิตพ้นบ่วงของมารชั่วคราว เท่ากับปทังควิมุติ เป็นอารมณ์จิตที่เป็นสุขที่สุด พยายามทำใจให้สงบ อย่าวุ่นวายไปกับโลกซึ่งไม่เที่ยง รักษาอารมณ์ของจิตใจให้ดีๆ แล้วทุกอย่างก็จักดีขึ้นเอง เพราะเห็นทุกอย่างตามความเป็นจริง จิตก็จักสงบไม่ดิ้นรนให้จิตเป็นทุกข์ และพยายามคิดถึงพระนิพพานให้เป็นอารมณ์จนชิน รู้ลม-รู้ตาย-รู้นิพพาน

          ๗. จักทำอะไร กำลังใจนั่นแหละสำคัญที่สุด สำเร็จหรือผิดหวังในงานทั้งหมด ไม่ว่าทางโลกหรือทางธรรม ก็ล้วนแล้วอยู่ที่กำลังใจ สำรวจกำลังใจให้ดีๆ แล้วจักเห็นความบกพร่องของกำลังใจได้เป็นอย่างดี นี่แหละเรียกว่าการสำรวจจิต อันพึงที่จักกระทำให้บ่อยๆ เพื่อจักได้นำไปสู่การแก้ไขความบกพร่องของกำลังใจ

          ๘. จงจำเอาไว้ว่า กรรมใดที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับเรา กรรมนั้นเป็นกรรมที่เราไม่เคยทำ แต่กรรมใดที่เกิดกับเรา กรรมนั้นเป็นกรรมที่เราเคยทำ กฎของกรรมนั้นเที่ยงเสมอ และให้ผลไม่ผิดตัวด้วย แม้แต่กรรมเล็กๆ น้อยๆ ก็ยังตามมาให้ผลไม่เว้นแม้แต่ตถาคต จิตผู้ใดละเอียดก็จักเข้าใจ และยอมรับ-เคารพในกฎของกรรม จิตก็จักเป็นสุข

          ๙. ทำใจให้สบาย การทำงานก็จักดีขึ้นตามลำดับ จงรักษากำลังใจให้ดี พยายามชะล้างจิตให้มีความผ่องใสเอาไว้เสมอๆ เป็นการเติมกำไรให้กับจิตใจ ความเบาใจก็จักเกิดขึ้นเป็นอาจิณ บารมี ๑๐ จึงทิ้งไม่ได้ตลอดชีวิต ให้หมั่นทบทวนแก้ไขให้กำลังใจเต็มอยู่เสมอ

          ๑๐. วิธีปฏิบัติธรรมให้ได้ผล คือ การซักถาม แล้วตอบตัวเอง นั่นเป็นการปฏิบัติธรรมที่ได้ผลมาแล้วในอดีต ความเคลือบแคลงสงสัย อันเป็นนิวรณ์ธรรม หรือวิจิกิจฉาย่อมยังมีอยู่เป็นธรรมดา ในระดับจิตในจิต ธรรมในธรรม จิตเจริญระดับไหน ย่อมรู้และเข้าใจธรรมได้ในระดับนั้นเป็นธรรมดา จิตที่หมดความสงสัยในธรรม ก็คือจิตพระอรหันต์ปุจฉาและวิสัชนา เป็นการสั่งสมปัญญาให้เกิดความเข้าใจในธรรม อันถ่องแท้แก่จิตใจของตนเอง เป็นการใคร่ครวญถึงเหตุผล อันเป็นอริยสัจธรรม ในหลักคำสอนของพระพุทธศาสนา

          ๑๑. จงทำใจให้สบาย ทำงานอะไรก็ตาม ให้มุ่งทำเพื่อพระนิพพานจุดเดียว จงอย่าหวังผลตอบแทนใดๆ ทางโลก อธิษฐานบารมีในบารมี ๑๐ จักได้เต็มกำลังใจ การทำงานไม่ว่าทางโลก หรือทางธรรม หากไม่วางความกังวล-ความสงสัยลงเสียก่อน ผลของงานย่อมไม่เป็นไปตามความประสงค์ หรือไม่สมหวัง-ไม่ได้ผลดีเท่าที่ควรจะเป็น การทำงานทุกอย่าง จงอย่าให้ขาดทุน ทำได้แค่ไหน ให้พอใจแค่นั้น จึงจักถูกต้อง

          ๑๒. การแก้ปัญหาทุกอย่าง จงยึดอริยสัจเป็นหลักสำคัญ ให้ดูธรรมในข้อ ๔ (จิตนี่แหละเป็นตน มีในตน) ประกอบกำลังใจเป็นสิ่งสำคัญ ต้องตรวจสอบอยู่เสมอ ข้อใดบกพร่องต้องรีบแก้ไข ทำกำลังใจให้ดี แล้วมองทุกสิ่งทุกอย่างให้เป็นธรรม การยอมรับนับถือทุกอย่างที่เป็นธรรมนั้น เมื่อเกิดขึ้นแก่จิตของผู้ใด ผู้นั้นย่อมมีกำลังใจที่เข้มแข็ง มากกว่าผู้ที่ไม่ยอมรับกฎของธรรมดา

          ๑๓. จงอย่าประมาทในชีวิต คิดเอาไว้เสมอว่า ความตายมายืนรออยู่ข้างหน้าได้ในทุกขณะจิต เป็นมรณาสัญญาที่ทุกคนไม่ควรจักลืม อย่าร่าเริงกับชีวิตจนเกินไป เพลินไปแม้ขณะจิตเดียว ก็ถือว่าเลวเกินไปแล้ว ไม่เคารพความจริงของชีวิต และจงตอกย้ำเอาไว้เสมอว่า ต้องการสิ่งเดียวคือ ไปพระนิพพาน ย้ำความมุ่งมั่นตั้งใจอย่างนี้เอาไว้อย่าให้ขาด แล้วหมั่นตรวจศีล-สมาธิ-ปัญญา เอาไว้ให้พร้อม จงจัดกำลังใจตนเองเอาไว้เสมอ อย่าให้คลาดเคลื่อนเปลี่ยนแปลงไปจากพระนิพพาน

          ๑๔. ทำใจให้สบาย อย่ากังวลเรื่องอื่นใดทั้งปวง จงพยายามรักษาความผ่องใสของจิตไว้เสมอ ให้เห็นธรรมดาในทุกเรื่องให้ปล่อยวางอารมณ์ความเบื่อหน่ายลงด้วย (อย่าให้อารมณ์นิพพิทาญาณตึงไป)

          ๑๕. ทำกำลังใจไว้ให้ดี แล้วมองทุกสิ่งทุกอย่างให้เป็นธรรม การยอมรับนับถือทุกอย่างที่เป็นธรรมนั้น เมื่อเกิดขึ้นแก่จิตของผู้ใด ผู้นั้นย่อมมีกำลังใจที่เข้มแข็งมากกว่าผู้ที่ไม่ยอมรับกฎของธรรมดา

          ๑๖. ในที่สุดแล้วโลกนี้ก็ไม่มีอะไรเหลือ พิจารณาธรรมจุดนี้เข้าไว้ แล้วจิตจักโล่ง จักโปร่งด้วยธรรมประการนี้ ธรรมของตถาคตจักต้องหยุดอารมณ์จิตของเราให้ได้ก่อน จึงจักเห็นการเคลื่อนไหวของกิเลสได้ตามความเป็นจริง (กิเลสมันหยุดไม่เป็น)

          ๑๗. ความเป็นพระอริยเจ้าไม่ใช่ได้กันง่ายๆ หรอก แต่ก็จงอย่าคิดว่าทำไม่ได้ รักษากำลังใจให้ดี อย่าทำกำลังใจให้เสีย ประคองเข้าไว้ด้วยปัญญา ฝึกฝนจิตให้มีความผ่องใสอยู่เป็นนิจ เป็นการฝึกจิตให้ปล่อยวางกับสิ่งสมมติรอบด้าน ยึดสิ่งใดในโลก ย่อมทุกข์เพราะสิ่งนั้น พึงหมั่นฝึกจิตให้ปล่อยวางเข้าไว้ให้จิตชิน เมื่อวันจริงมาถึง คือความตายทุกคนก็ไม่สามารถเอาสมบัติของโลกไปได้ สมบัติของโลกที่เรารักที่สุดก็คือ ร่างกายที่จิตเราอาศัยอยู่ เราก็เอาไปไม่ได้ หากวางร่างกายหรือขันธ์ ๕ ได้จุดเดียว ก็วางทุกสิ่งทุกอย่างในโลกลงได้ไม่ยาก

          ๑๘. จงหมั่นแผ่เมตตาไปทั่วทั้งจักรวาล กุศลจักส่งผลให้จิตเยือกเย็นยิ่งๆ ขึ้นไปตามลำดับ และความเยือกเย็นของจิตก็จักทำให้เกิดปัญญา พิจารณาธรรมะได้เข้าใจถ่องแท้ยิ่งขึ้น การแผ่เมตตา จงทำตัวทำจิตเป็นผู้ให้ ตั้งใจให้แต่ฝ่ายเดียว จงอย่าทำจิตเป็นผู้รับ คือเป็นผู้ให้อย่างเดียวไม่มีการหวังผลตอบแทน

          ๑๙. การตัดขันธ์ ๕ ไม่ใช่ของง่าย ต้องขยันทำอย่างต่อเนื่อง พิจารณาเข้าหาทุกข์ และความไม่เที่ยงอยู่เสมอ ปัญญาเกิดจากการใคร่ครวญ พิจารณาเข้าหาความจริง ที่กายเรา-จิตเราเป็นหลักสำคัญ อย่าไปยุ่งกับกายผู้อื่น-จิตผู้อื่น หาตัวธรรมดาให้พบ พบแล้วให้ยอมรับนับถือกฎของธรรมดานั้นๆ วิปัสสนาญาณทั้ง ๙ จึงทิ้งได้ตลอดชีวิต

          ๒๐. เห็นเลว-หาเลว-หาโง่ของตนเองอยู่เสมอนั่นแหละดี ให้เลว-ให้โง่มันไปให้หมด กันหลง โดยใช้สังโยชน์ ๑๐ เป็นเครื่องวัด และมีบารมี ๑๐ เป็นผู้ช่วย

          ๒๑. การปฏิบัติให้ปฏิบัติในจิตตนเองนี่แหละ เป็นทางสายเอก เป็นทางของบุคคลผู้เดียว ตามหลักของมหาสติปัฏฐาน ๔ (กาย-เวทนา-จิต-ธรรม) ใช้อัตนา โจทยัตตานัง แก้ไขอยู่เสมอก็จักได้มรรคผลเร็ว ที่ยังเอาดีไม่ได้ เพราะชอบปล่อยจิตออกไปยุ่งกับธรรมภายนอก ไม่ค่อยจะสนใจธรรมภายใน

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่