พระธรรมที่ทรงตรัสสอนไว้ในเดือน

มิถุนายน ๒๕๔๖




          สมเด็จองค์ปฐมทรงตรัสสอนไว้ มีความสำคัญดังนี้

          ๑. คิดเป็นกับคิดไม่เป็น คนฉลาดมีปัญญา อะไรเกิดขึ้นกับเขา เขาจักคิดไปในแง่ดีเสมอ โดยยึดหลักอริยสัจเป็นสำคัญในการแก้ปัญหา เขาเคารพในกฎของกรรม มองทุกอย่างมาตามกรรม แล้วก็ไปตามกรรม ไม่โทษผู้อื่น-ไม่โทษสิ่งแวดล้อม ดังนั้นเมื่อรู้ว่าสุขภาพกำลังไม่ดี ก็จงอย่าประมาทในชีวิต เพราะความตายเป็นของเที่ยง แต่ชีวิตเป็นของไม่เที่ยง

          ๒. จิตดิ้นรนเป็นตัณหา พยายามดูจิตเข้าไว้ อย่าให้มันดิ้นรน ดูว่าอะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้จิตดิ้นรน แล้วแก้ไขที่ต้นเหตุ จึงจักเป็นการถูกต้องในการปฏิบัติ อย่าใช้อารมณ์แก้ปัญหาจักเสียท่ากิเลส คนใจร้อนปฏิบัติธรรมไม่มีผล หรือไม่ได้ผลเท่าที่ควร การที่จักไม่ให้จิตดิ้นรน หรือมีอารมณ์ฟุ้งซ่านนั้น เจ้ายังทำไม่ได้ เพราะยังไม่ใช่พระอรหันต์ จงอย่าหลงตัวหลงตน ให้เห็นว่าอารมณ์ฟุ้งเป็นของธรรมดา เรื่องตัดอารมณ์ใจที่กระทบจิตทั้งหมด จักตัดได้ต่อเมื่อเป็นพระอรหันต์ จงอย่าวิตกอะไรไปเบื้องหน้า จงหมั่นพยายามแก้จิตใจหรืออารมณ์ที่เข้ามากระทบในปัจจุบันให้ดีเสียก่อน แล้วทุกอย่างข้างหน้าจักดีเอง (ทรงเตือนให้ทำปัจจุบันให้ดีที่สุด แล้วทุกอย่างจะดีเอง ตัวปัจจุบันอยู่ที่ลมหายใจเข้าและออก อดีตและอนาคตก็เกิดไม่ได้)

          ๓. โลกไม่เที่ยง-โลกเป็นทุกข์-โลกเป็นอนัตตา ทำกำลังใจให้ดีให้มีความตั้งมั่นที่เข้มแข็งเพื่อพระนิพพาน และในเมื่อยังอยู่ในโลกก็จงรู้ว่า โลกนี้ยึดถืออะไรไม่ได้ เพราะมีความไม่เที่ยงอยู่เป็นนิจ จงทำจิตให้เบาบางในการยึดเกาะในสิ่งใดๆ ในโลกทั้งปวง อย่าไปหลงติดอยู่ในใดๆ ในโลก ธรรมจุดนี้ไม่มีใครช่วยใครได้ ตนย่อมเป็นที่พึ่งแห่งตนเท่านั้น

          ๔. การเปลี่ยนแปลงของวัตถุต่างๆ ในวัดท่าซุง ถือว่าเป็นของธรรมดา การฝืนธรรมดาจักทำให้จิตเป็นทุกข์ เมื่อจิตเป็นทุกข์ก็มีผลทำให้กายเป็นทุกข์ไปด้วย ดังนั้นอะไรจักเกิดก็ให้มันเกิด มองหาตัวธรรมดาให้พบ หากทำกำลังใจให้ดีเสียอย่างเดียว (บารมี ๑๐ เต็ม) ทุกอย่างก็จักดีเอง เพราะจักมองเห็นทุกอย่างเป็นธรรมดาหมด แม้จักทำได้ยากก็ต้องพยายามทำให้ได้ ทำได้ชั่วครั้งชั่วคราวก็ยังดี ฝึกทำให้ได้บ่อยๆ จิตก็จักชินกลายเป็นฌานไปเอง ทุกอย่างสำเร็จได้ด้วยความเพียรทั้งสิ้น จงอย่าเอากิเลสหรือความเลวของผู้อื่นมาใส่ใจ ของเราเองก็มีอยู่มากพอแล้ว จักเป็นโทษแก่จิตของตนเอง (ทรงเตือนให้เมตตาจิตตนเองให้มาก พรหมวิหาร ๔ มี ๔ ข้อ อะไรที่มากระทบใจ หากเราหลบมาอยู่ในอุเบกขาเสียบ้าง จิตก็จะเป็นสุข จริงๆ แล้วอุเบกขาก็คืออัพยากฤตธรรม รู้-เห็นแต่ไม่ปรุงแต่งต่อ วางหมด เป็นอารมณ์ที่จะนำจิตเข้าสู่พระนิพพานได้ง่าย)

          ๕. อย่าติดความสบาย พยายามทำใจให้สบาย ความสบายใจของจิตจักสามารถทำให้ถึงมรรคผลได้ง่าย แต่จงอย่าติดอยู่กับความสบายนั้น เพราะมันไม่เที่ยง จงรู้เอาไว้ว่าตราบใดที่ยังไม่ได้อรหันต์ ความสบายนั้นจักไม่มีทางยั่งยืน (พระอรหันต์จิตท่านเกาะพระนิพพานตลอดเวลา หรือทุกขณะจิต อารมณ์สุขที่สุด คืออารมณ์รักพระนิพพาน)

          ๖. ทำปัจจุบันให้เป็นสุข สุข-ทุกข์อยู่ที่ใจ สุขก็ไม่เที่ยงมีอารมณ์ปรุงแต่ง ทุกข์ก็ไม่เที่ยงมีอารมณ์ปรุงแต่ง ไม่สุข-ไม่ทุกข์(อัพยากฤต) ก็ไม่เที่ยง แต่ไม่มีอารมณ์ปรุงแต่งจึงไม่มีอุปาทาน ดังนั้นเมื่อรู้ว่าเวลานี้ร่างกายกำลังทรุดโทรมลงไปตามลำดับ ก็ควรจักตั้งอารมณ์ให้อยู่ในอัพยากฤตธรรม(ไม่สุข-ไม่ทุกข์) เห็นเป็นธรรมดาของการมีร่างกาย ก็ต้องเป็นไปอย่างนี้เอง ไม่มีใครจักหนีพ้นได้ หากไปหลงยึดว่าร่างกายนี้เป็นเรา เป็นของเราขึ้น อัตตา ตัวตนก็เกิดทุกข์ก็เกิดตั้งแต่มีอารมณ์ยึดเกาะติดในร่างกาย ตัณหาและอุปาทานก็เกิดตามมาเป็นลูกโซ่ หากวางอัตตาได้สุขก็เกิด ตัณหาก็ดับไป อุปาทานก็ไม่มีเช่นกัน (ให้จำเป็นสัญญาว่า การยึดเป็นทุกข์-เป็นกิเลส การวางเป็นสุข-เป็นพระธรรม)

          ๗. จงอย่าคิดโครงการ-โครงงานเอาไว้ล่วงหน้า เพราะจักกลายเป็นเพาะตัณหา ดังนั้นทางที่ถูกที่ควร คือทำงานให้ได้เท่าที่จักทำได้ และค่อยเป็นค่อยไป จักได้ไม่เกิดทุกข์ล่วงหน้า

          ๘. เวลาส่วนตัวอยู่ที่ลมหายใจ คนบางคนคิดว่าตนเองมีงานยุ่งมาก จนไม่มีเวลาส่วนตัว หรือไม่มีเวลาเป็นของตัวเอง ปัญหานี้พระพุทธองค์ทรงเมตตาตรัสสอนว่า ถ้าหากยังมีลมหายใจ ให้จิตเราระลึกได้อยู่ ตราบนั้นชื่อว่ายังมีเวลาเป็นของตัวเองอยู่ พยายามทำกำลังใจให้เต็ม จงอย่าท้อถอยกับงานที่ทำว่า ทำลายเวลาของการเจริญพระกรรมฐานเป็นเรื่องเข้าใจผิดในเรื่องนี้ ผู้มีปัญญาเขาเอากายทำงานทางโลก ขณะเดียวกันก็เอาจิตทำงานทางธรรมไปพร้อมๆ กัน หรือเอางานที่ทำนั้นมาเป็นพระกรรมฐานได้ด้วยปัญญาอันชอบ ธรรมะจุดนี้ต้องฝึก ใหม่ๆ อาจชักช้าไปบ้าง แต่นานเข้าก็จักชำนาญไปเอง จงอย่าละความเพียรเสียอย่างเดียว ทำอะไรก็จักสำเร็จตามเป้าหมาย

          ๙. สุขจริงต้องสุขทั้งกายและใจ เพราะกายและใจต่างอาศัยซึ่งกันและกัน ธรรมะจุดนี้หลวงปู่วัยฯ ท่านเมตตาอธิบายไว้มีความสำคัญโดยย่อดังนี้ พระพุทธเจ้าก่อนจะบรรลุอภิเษกพระสัมมาสัมโพธิญาณ ทรงได้บำเพ็ญทุกขกิริยา ด้วยวิธีต่างๆ แบบพราหมณ์ และทำให้ยิ่งไปกว่านั้นเสียอีก เป็นเวลา ๖ ปี จนร่างกายซูบผอม เพราะอดอาหารมาหลายสิบวัน เมื่อพระองค์นำผลของการปฏิบัติมาพิจารณาก็พบว่า การบรรลุมิใช่อยู่ที่ร่างกาย แต่อยู่ที่ใจ เพราะธรรมทั้งหลายมีใจเป็นหัวหน้า มีใจประเสริฐสุด หรือใจเป็นใหญ่-เป็นประธานทุกสิ่งย่อมสำเร็จได้ที่ใจ พระองค์ทรงมั่นใจในพระองค์เองว่า การบรรลุต้องบรรลุที่ใจเท่านั้น จึงกลับมาสู่ปกติของกายใหม่ แล้วจึงเริ่มบำเพ็ญเพียรที่ทวารใจอย่างเดียว เพียงแค่ ๓ ชั่วยาม (๑ ยามเท่ากับ ๓ ชั่วโมง) พระองค์ก็บรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณเป็นพระพุทธเจ้าได้ความสำคัญโดยย่อก็มีแค่นี้ สรุปว่าการสุขกาย-สุขใจได้ชื่อว่า เป็นบุญใหญ่

          ๑๐. ทุกข์กายเป็นของธรรมดา จงอย่าท้อใจกับสุขภาพของร่างกายที่ถดถอยลงไป ให้เห็นเป็นของธรรมดาของผู้ที่มีร่างกายทุกคน ก็ต้องเป็นไปอย่างนี้ โดยไม่มีทางหลีกเลี่ยง แต่จงอย่าลืมว่าร่างกายและเวทนาของร่างกายนี้มันหาใช่เรา หาใช่ของเราไม่ เราคือจิต เป็นอมตะไม่เคยแก่ไม่เคยตาย ที่ต้องเกิดมามีร่างกายแล้วกายมันก็แก่ ก็ป่วย แล้วในที่สุดมันก็ตายมาเป็นอสงไขยกัปนับไม่ถ้วน ก็เพราะจิตซึ่งเป็นตัวเราจริงๆ มาอาศัยร่างกายเหล่านี้อยู่ชั่วคราว ยังมีอุปาทานขันธ์ ๕ หลงคิดว่าร่างกายเหล่านี้เป็นเรา เป็นของเราอยู่ ตราบใดที่จิตเรายังไม่ละ-ปล่อย-วางอุปาทานขันธ์ ๕ แล้ว จิตดวงนี้ก็ต้องมาอาศัยร่างกายเหล่านี้อยู่อย่างไม่มีที่สิ้นสุด เพราะกายเหล่านี้มันประกอบด้วยธาตุ ๔ คือดิน-น้ำ-ลม-ไฟ ล้วนไม่เที่ยง จึงสร้างทุกข์ให้กับจิตผู้หลงติดมันอยู่อย่างต่อเนื่อง จนกว่าจะเกิดปัญญารู้ว่าธรรมดาของมันก็เป็นอยู่อย่างนี้เอง ไม่มีใครสามารถจะทำให้เป็นอย่างอื่นได้ จิตยอมรับกฎของธรรมดาเมื่อไหร่ จิตก็จะมีความสุขเมื่อนั้น ทุกข์เพราะยึด สุขเพราะวาง

          ๑๑. จงอย่าติกรรมของผู้อื่น การตำหนิผู้อื่นจะผิด หรือถูกก็เลวทั้งสิ้น อารมณ์ติผู้อื่นเป็นอารมณ์ปฏิฆะ หรือไม่พอใจ เท่ากับจุดไฟเผาจิตตนเอง เบียดเบียนตนเองทำร้ายตนเอง ให้หมั่นถามจิตตนเองไว้เสมอว่า การจุดไฟเผาจิตตนเองนั้น โง่หรือฉลาด การปฏิบัติแม้จะยากก็จริง แต่ก็ต้องพยายามเผลอให้น้อยลง มิฉะนั้นการหวังจะไปพระนิพพานในชาตินี้ก็คงไม่มีทาง

          ๑๒. อย่าปรามาสพระรัตนตรัย การไปวิพากษ์วิจารณ์บุคคลอื่น จึงเป็นการเสี่ยงภัยในธรรมจุดนี้ โดยเฉพาะฆราวาสบางรายอาจจักเป็นพระอริยเจ้าก็ได้ ดังนั้นจึงพึงหลีกเลี่ยงการวิพากษ์วิจารณ์คนอื่นเสีย (ผิดกรรมบถ ๑๐ หมวดวาจา ๔)

          ๑๓. ตัวพิจารณา หรือใคร่ครวญในธรรม ทำให้เกิดปัญญา บางคนสงสัยว่าจะเป็นการฟุ้งซ่านหรือเปล่า ทรงตรัสความว่าฟุ้งซ่านคือฟุ้งเลว-เป็นกิเลส-เป็นตัณหา-เป็นอุปาทานสร้างอกุศลกรรมให้เกิดมาทำร้ายจิตตนเอง วันหนึ่งๆ ไม่มีใครมาทำร้ายเรา(จิต) ได้มากเท่ากับอารมณ์จิตของเราเอง ทำร้ายจิตตนเอง (ฟุ้งเลว-ฟุ้งซ่านเป็นนิวรณ์ทำปัญญาให้ถอยหลังเกิดกับจิตครั้งใด ก็โง่ทุกที ส่วนการยกเอาพระธรรมคำสั่งสอนของพระองค์มาพิจารณา-ใคร่ครวญ ทำให้เกิดปัญญา เพราะพระธรรมล้วนมีเหตุ-มีผลในตัวทั้งสิ้น ยิ่งคิด-พิจารณา-ใคร่ครวญมาก และบ่อยเท่าไร ยิ่งทำให้ความโง่ลดน้อยลงเท่านั้น)

          ๑๔. อะไรที่เป็นปัญหา ให้พยายามแก้ไข โดยใช้อริยสัจกรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ เป็นหลักสำคัญในการแก้ปัญหา หากรู้ตนเองว่าปัญญายังไม่ละเอียดอ่อน ก็จงหมั่นใช้ความพิจารณา หรือหมั่นใคร่ครวญในธรรม (ตามข้อ ๑๔) ความคงที่ของจิตใจก็จักดีขึ้น มีการพิจารณาได้รอบคอบขึ้น

          ๑๕. ให้พูดเท่าที่จำเป็น บุคคลใดที่ยังไม่ได้กรรมบถ ๑๐ หมวดวาจา ๔ ก็มักจะเผลอพูดเรื่องไร้สาระออกมา เผลอพูดส่อเสียดผู้อื่น หรือพูดติกรรมของผู้อื่นอยู่เสมอชอบพูดอวดรู้ ทำนองว่าข้าก็รู้ แต่รู้ไม่จริงจึงเป็นการอวดความฉลาดไปหมด เหลือแต่ความโง่ให้คนอื่นเขาทราบ ภัยอันตรายจากการพูดจึงมีอยู่มาก หากประหยัดคำพูด-พูดให้น้อยที่สุด-พูดเท่าที่จำเป็นจึงเป็นของดี เป็นพระธรรม

          ๑๖. คิดมากเกินไป ก็กลายเป็นฟุ้งซ่าน เป็นนิวรณ์ทำปัญญาให้ถอยหลัง จงทำใจให้สบาย อย่าไปคิดอะไรให้มากนัก ความสงบจากอารมณ์ฟุ้งซ่าน คือความสุขของจิต พึงจักต้องปฏิบัติให้มากๆ

          ๑๗. จงอย่าทิ้งพระรัตนตรัย บุคคลที่ฉลาดไม่มีใครทิ้งพระรัตนตรัย ผมขอแนะนำให้ผู้ปฏิบัติธรรมจงอย่าทิ้งภาพพระยิ้ม ซึ่งมีพระพุทธเจ้า-มีหลวงพ่อฤาษีอยู่ในภาพนั้น การที่จิตไม่ยอมทิ้งภาพพระยิ้มเรียกว่า จิตมีกสิณภาพพระจัดเป็นพระธรรม จึงครบ ๓ เป็นพระรัตนตรัย เหตุผลผู้ใดพกพระยิ้มไว้กับจิตตลอดเวลา เท่ากับท่านพกพระรอด หรือแขวนพระรอดไว้กับจิตของท่าน จิตท่านก็จะรอดปลอดภัยจากอบายภูมิทั้ง ๔ แน่นอน ส่วนกายนั้นมันไม่มีทางรอดอยู่แล้ว เพราะคน-สัตว์เกิดมาเท่าไหร่ตายหมดเท่านั้น เป็นสัจธรรม

          ๑๘. ความกังวลใจเป็นเหตุถ่วงการเจริญพระกรรมฐาน จัดเป็นนิวรณ์ บาลีเรียกว่าปลิโพธิ หรือความกังวล-ความสงสัยเป็นกิเลสมารของจิต เป็นสังโยชน์ข้อที่ ๒ คือวิจิกิจฉา ถ้าไม่ตัด กรรมฐานไม่มีผล จงทำกำลังใจให้เต็ม อย่าให้ความกังวลใจเป็นเหตุถ่วงการเจริญพระกรรมฐาน

          ๑๙. จงอย่าตีตนไปก่อนไข้ ทำใจให้สบาย มีอะไรก็ค่อยว่ากันไปตามเหตุการณ์เฉพาะหน้า จงอย่าตีตนไปก่อนไข้ และการเจ็บป่วยย่อมเป็นปกติวิสัยของร่างกาย ไม่มีอะไรเป็นของแปลกปลอม

          ๒๐. การสร้างพระช่วยบรรเทาการเจ็บป่วยทางร่างกายได้ หากเราได้มีส่วนร่วมบุญในการสร้างพระกับเขาด้วย ก็จักมีอานิสงส์ใหญ่ตามๆ กันมา ได้ทั้งรูปธรรม และนามธรรม ทั้งๆ ที่ไม่ได้คิดหวังผลตอบแทน ทำดี-ทำบุญทุกอย่างก็เพื่อพระนิพพานจุดเดียว สุขภาพร่างกายจักดีขึ้น นี่เป็นรูปธรรม สำหรับผลของการปฏิบัติของทุกๆ คนที่ร่วมบุญกันสร้างพระ ก็จักได้ดีขึ้น นี่เรียกว่านามธรรม สิ่งเหล่านี้เรียกว่าผลตอบแทน ไม่ใช่ทรัพย์สินเงินทอง หากแต่เป็นอริยทรัพย์อริยผล ผู้ร่วมบุญสร้างพระจึงมีอานิสงส์มาก จึงส่งผลให้การปฏิบัติธรรมก้าวหน้าขึ้น ทุกคนมีโอกาสเข้าสู่ความเป็นพระอริยเจ้าได้ง่าย บุคคลใดที่มีฐานของบุญมั่นคงถาวรอยู่แล้ว เช่นตัดสังโยชน์เบื้องต่ำ ๓ ข้อแรกได้แล้ว ก็จักยิ่งส่งมรรคผลได้เร็วยิ่งขึ้น

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่