พระธรรมที่ทรงตรัสสอนไว้ในเดือน

เมษายน ๒๕๔๕




          สมเด็จองค์ปฐมทรงตรัสสอนไว้ มีความสำคัญดังนี้

          (ในเดือนนี้ ทรงเน้นเรื่องให้จิตอยู่กับกายให้มาก อย่าไปยินดียินร้ายกับกรรมของใคร พระอรหันต์แม้จบกิจแล้ว แต่ร่างกายยังอยู่ก็ถูกกฎของกรรม เล่นงานได้เป็นธรรมดา เรื่องเป็นพระวันเดียว เรื่องพระกับคนที่เข้ามาในวัด เรื่องรู้เขารู้เรารบ ๑๐๐ ครั้ง ก็ชนะ ๑๐๐ ครา และคนดีพระท่านคุมจิตอยู่ ธรรมส่วนใหญ่ทรงตรัสสอนเพื่อนของผม)

          ๑. “ใครเขาทำอะไร เล่นอะไรกันอยู่ เจ้าจักต้องเป็นเพียงผู้ดู ไม่ไปทำหรือไม่ไปเล่นกับเขาด้วย”

          ๒. “ให้รักษามารยาทเข้าไว้ อย่าไปตำหนิติเตียนผู้ใดผู้หนึ่ง ให้เห็นเป็นกฎของกรรม”

          ๓. “อย่าส่งจิตออกนอกกาย ความสงบของจิตไม่ใช่อยู่ที่ธรรมภายนอก หากแต่เป็นธรรมภายใน จักช่วยให้เห็นทุกอย่างตามความเป็นจริง นอกเหนือจากนี้ต้องทำจิตให้สบาย อย่ามีความกังวล ปล่อยวางตามสภาวะธรรมแล้วจิตจักมีความสุข ด้วยความเข้าใจกำของธรรมดาตามความเป็นจริง”

          ๔. “อย่าไปยินดียินร้ายกับกรรมชั่วของผู้อื่น ให้ถือแต่สักเพียงแต่ว่าเห็น สักเพียงแต่ว่ารู้ กฎของกรรมเป็นของเที่ยง เพราะฉะนั้น จงอย่าเอากรรมของคนอื่นมาใส่ใจ กรรมใครกรรมมัน และจงอย่าลืมว่า พระอรหันต์ไม่กำกรรมเพื่อใคร เมื่อเจ้ารู้เห็นเป็นไปแล้ว ก็จงปล่อยวางไปจากใจเสีย อย่าไปเสียกำลังใจในการปฏิบัติธรรม ด้วยเหตุของการกระทำชั่วของบุคคลอื่น ให้ดูอารมณ์ใจของตนเองเป็นสำคัญ”

          ๕. “พระอรหันต์จิตท่านถึงกันหมด ขอสรุปมีความสำคัญโดยย่อดังนี้

          สมเด็จ............ ท่านจบกิจมานานแล้ว (หลวงพ่อฤๅษีท่านบอก) ปัจจุบันอายุท่าน ๘๔ ปี สุขภาพทางกายไม่ค่อยดี เพราะมีโรคเบาหวาน ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดโรคอื่น ๆ ตามมาอีกหลายโรค เมื่อรู้แล้วก็ไม่สมควรจะมีความกังวลเป็นทุกข์ไปกับร่างกายของท่าน เพราะจิตซึ่งเป็นตัวท่านพ้นทุกข์นานแล้ว จิตท่านไม่เคยเผลอคิดว่าร่างกายและเวทนาของกายเป็นของท่าน เมื่อร่างกายยังไม่ตาย ท่านก็ต้องดูแลรักษามันไปตามหน้าที่ในทางสายกลาง

          ท่านพระ...... จิตท่านก็พ้นทุกข์ พ้นสมมุติแล้วกว่า ๑๐ ปี ซึ่งบุคคลส่วนใหญ่รู้แล้ว แต่ก็ยังมีบางคนที่ไม่รู้ เพราะคิดว่าตนเองฉลาด เลยฉลาดไปหมด มีผลทำให้ดีไปหมดด้วย เหลือแต่ความโง่

          ท่านพระ..... จิตท่านก็พ้นทุกข์แล้วหลายปี ถ้านับมาถึงปัจจุบันปี ๒๕๕๔ ซึ่งบุคคลส่วนหนึ่งรู้และไม่สงสัย แต่ก็ยังมีบุคคลส่วนหนึ่งไม่รู้ ซ้ำยังตำหนิติเตียนท่าน สร้างกรรมชั่วอันเป็นอกุศล ให้เกิดกับจิตของตนเอง ซึ่งก็เป็นของธรรมดา กรรมที่ขับไล่พระอรหันต์ออกจากวัด จะโดยตรงหรือโดยอ้อมก็ตาม ล้วนเป็นกรรมหนัก ผมเขียนไว้แค่นี้ ให้ท่านไปคิดต่อกันเอง

          หมายเหตุ ที่ผมเขียนเพราะผมรู้ และผมก็ต้องเป็นผู้รับผิดชอบตามกรรมที่ผมเป็นผู้ทำ ก็ขอจงอย่าสนใจกรรมของผม เพราะหนังสือที่ผมเขียน ก็เขียนตามบันทึกที่ผมบันทึกไว้ ตามพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า หลวงปู่ หลวงพ่อฤๅษี ที่ท่านเมตตาสอนไว้ในอดีตทั้งสิ้น เขียนแล้วก็รวบรวมเป็นเล่มเป็นปี ๆ ไป พิมพ์แจกฟรี ไม่มีการจำหน่ายแต่อย่างใด ใครจะเชื่อก็ได้ ไม่เชื่อก็ได้ ผมไม่สนใจ กรรมใครกรรมมันทั้งสิ้น มีรายละเอียดอยู่มาก แต่พระท่านอนุญาตให้เขียนได้แค่นี้

          ๖.รักษากำลังใจให้มั่นคง อย่าไปกังวลในสิ่งใดให้มากเกินกว่าความเป็นจริง ทำใจให้ยอมรับนับถือกฎของธรรมดา แล้วจิตที่มีความทุกข์กังวล ก็จักคลายตัวลงไป และเอาความจริงสอนใจให้มาก ๆ อย่าฝืนกฎของธรรมดา

          ๗. ทรงตรัสสอนเพื่อนของผม เรื่องการบวชทีละวัน ความสำคัญ โดยย่อมีว่า พระท่านมาสอน ท่านพระสุรจิตในสมัยที่บวชใหม่ ๆ ว่า ให้บวชทีละวัน เพราะวันอื่น ๆ ก็มาเป็นวันนี้ เป็นวันเดียวกันอยู่ดี ให้บวชวันนี้ให้ดีที่สุด นี่คือความเข้าใจของเพื่อนของผม แต่ทรงตรัสว่า ความจริงยังไม่ใช่ ที่ใช่จริง ๆ คือขณะจิตเดียวเท่านั้น มีความจริงคือ จิตสัมผัสธรรมปัจจุบันเท่านั้นที่เป็นความจริง แต่เจ้าก็ยังไม่สามารถมีสติทำขณะจิตเดียวให้ครบถ้วน บริบูรณ์ได้ จะบริบูรณ์ได้สมบูรณ์ก็คือ ขณะจิตให้อยู่ในศีล สมาธิ ปัญญาเท่านั้น ต้นเหตุที่ยังทำไม่ได้ ก็เพราะยังเผลอปล่อยจิตให้ไปยุ่งกับธรรมภายนอก แทนที่จะสนใจอยู่กับธรรมภายใน หรือยังชอบยุ่งกับจริยาของผู้อื่น กรรมของผู้อื่น จิตไหวไปกับธรรมของโลก หรือโลกธรรมมากเกินไป ถ้าจะให้ดี จักต้องมีสติต่อเนื่อง สำรวม ระวัง สังวรในทวารทั้ง ๖ หรืออายตนะ ๖ ทุกขณะจิต แต่จงอย่าเครียดให้มากนัก ตั้งใจปฏิบัติอย่างจริงจังและจริงใจ พยายามมีความเพียรให้มาก วิริเยนะ ทุกขะมัจเจติ บารมี ๑๐ จึงทิ้งไม่ได้ตลอดชีวิต

          ๘. เรื่องพระกับคนที่เข้ามาวัด ความสำคัญโดยย่อมีดังนี้

               ๘.๑ คนยังมีกิเลส ตัณหา ย่อมมีอารมณ์อยากรวยอยู่เป็นธรรมดา

               ๘.๒ คนตั้งแต่ ๒ คนขึ้นไปอยู่ด้วยกัน ย่อมต้องมีการกระทบกระทั่งกันบ้างเป็นธรรมดา

               ๘.๓ พระเป็นที่ใจ มิได้เป็นที่เครื่องแบบ หรือโกนหัวห่มผ้าเหลืองแล้วเป็นพระ แม้แต่ออกจากโบสถ์ใหม่ ๆ มีศีล ๒๒๗ ครบ พระองค์ก็ยังเรียกว่าสมมุติสงฆ์ จะเป็นพระได้จะต้องตัดสังโยชน์เบื้องต่ำ ๓ ข้อแรกให้ได้ก่อน พระองค์จึงจะเรียกว่า พระ เช่น นางวิสาขา เป็นต้น

               ๘.๔ ฆราวาสจึงเป็นพระง่ายกว่า เพราะแค่บวชใจ หรือบวชเนกขัมมบารมี รักษาศีลแค่ ๕ ข้อ ๘ ข้อ ก็เป็นพระได้แล้ว

               ๘.๕ จิตคนเจริญแค่ระดับไหน ก็รู้ธรรมได้แค่ระดับนั้น (หยาบ กลาง ละเอียด)

               ๘.๖ การจะไปพระนิพพาน จะต้องรู้หนทางปฏิบัติเพื่อพระนิพพานก่อน ไม่รู้ก็ไปไม่ได้

               ๘.๗ จงจำแต่ของดี ของเลวอย่าจำ ของเก่าความเลวของตนเองก็มากอยู่แล้ว อย่าขยันหามาเพิ่มอีก

          ๙. ทรงตรัสว่า จงอย่าท้อถอยไปกับการทำชั่วของคนหรือสมมุติสงฆ์ รักษากำลังใจให้ดีในทางธรรมดีกว่า พระก็ดี คนก็ดี ที่เข้ามาอยู่ในวัดนี้ ต่างก็เข้ามาด้วยมีความศรัทธาในพระพุทธศาสนา ตั้งใจทำเพื่อพระนิพพานจริง แต่เมื่อเข้ามาแล้วพบกับอุปสรรค จิตใจก็เศร้าหมอง เพราะมุ่งไปแก้ธรรมภายนอก หรือแก้ที่ผู้อื่น ไม่แก้ที่ธรรมภายใน หรือแก้ที่จิตใจตนเองเป็นสำคัญ ตัวที่ตัดมรรคผลของพระเหล่านี้จริง ๆ คือ ทิฎฐิ หรือความคิดเห็นของตน ทิฎฐิ หรือทิฐิ ในที่นี้คืออารมณ์ยึดดี ยึดเลว ยึดผิด ยึดถูก เกิดจากความคิดเห็นแห่งตนเป็นใหญ่ โดยไม่ยอมฟังความคิดเห็นของผู้อื่น จุดนี้เป็นภัยใหญ่แก้แก่การปฏิบัติอย่างยิ่ง ดังนั้น ก็พึงปล่อยปละ ละ วางเสีย อย่ายึดทิฐิแห่งตนมาตัดสินในธรรม ชำระจิตให้บริสุทธิ์ ปราศจากทิฐิมานะ แล้วมาแทงตลอดในศีล สมาธิ ปัญญา ตามคำสั่งสอนของตถาคต ด้วยจำกัดความหมายลงในคำว่า สาวก หรือ สาวิกา อันแปลว่าเป็นผู้รับฟัง และนำมาปฏิบัติโดยไม่มีการปรุงแต่งธรรม ก็จักทำให้จิตบรรลุได้ตามคำสั่งสอนนั้น

          ๑๐. จงเอาประโยชน์ให้ได้จากการเจ็บป่วย ทรงตรัสว่า สุขภาพไม่ค่อยดี จิตจงอย่าไปกับร่างกาย นี่แหละคือความเป็นจริงของร่างกาย ไม่มีใครที่เกิดมาแล้วจักหนีพ้นอาการเหล่านี้ไปได้ ดังนั้น จงมองตามความเป็นจริง รักษาอารมณ์จิตอย่าให้เศร้าหมองใจไปกับร่างกาย จงทำใจให้ยอมรับนับถือกฎของธรรมดา เวลานี้เป็นของจริงเป็นอริยสัจ ดูการยอมรับของจิตอย่างจริงใจ ถ้าไม่หลงตัวเองก็จักวัดอารมณ์ที่เกาะร่างกาย หรือปลดปล่อยร่างกายได้อย่างแท้จริง จงเอาประโยชน์ให้ได้จากการเจ็บป่วย วัดกำลังใจเข้าไว้เสมอ ๆ จักได้กำไรมาก

          ๑๑. รู้เขา รู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยคราว หมายความว่าอย่างนี้ การรบกับศัตรู ศัตรูในที่นี้คือกิเลสในใจของเรา การรู้ คือ รู้กิเลสของเขา ซึ่งรู้แล้วก็แก้ไขอะไรเขาไม่ได้ ส่วนรู้เรา คือรู้กิเลสของเรา เวลานี้อายตนะรับสัมผัสเรื่องราวทั้งหมดแล้ว จิตเป็นผู้รับรู้ ถ้าไม่รู้ก็หวั่นไหวไปตามอายตนะ กิเลสก็เกิดไปตามอายตนะ ยึดอายตนะสัมผัสว่าเป็นเรา เป็นของเรา โทสะก็เกิดแก่จิต ศัตรูจึงบังเกิดแก่จิต ถ้าไปแสดงออกทางกาย ทางวาจา ก็ยิ่งแสดงความพ่ายแพ้อย่างราบคาบ ศัตรูเป็นใครอย่างนี้เข้าใจหรือยัง แล้วเจ้าจักรบกับใครเข้าใจหรือยัง เมื่อรู้แล้วก็ไม่ต้องไปชี้แจงกับใคร ให้อุเบกขาวางเฉยเข้าไว้ ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ สบายใจให้ถึงที่สุด จำไว้ว่า ยิ่งพูดเรื่องยิ่งจักเข้าตัว เฉยไว้ อะไรจักเกิดมันก็ต้องเกิด

          ๑๒. เรื่องพระคุมจิต โดยปกติพระท่านก็คุมจิตของผู้ปฏิบัติธรรมอยู่แล้ว หากผู้นั้นเป็นผู้ไม่ประมาทในธรรม จิตก็จะไม่ทิ้งพระรัตนตรัยในทุก ๆ อิริยาบถ ยิ่งจะพูดจะสนทนาธรรมกันตามกาลตามสมัย หรือยามปกติก็จะขอบารมีพระคุมจิตอยู่เสมอ ยิ่งผู้ทำงานให้กับพระพุทธศาสนาด้วยแล้ว ย่อมได้รับการควบคุมเป็นพิเศษ พระองค์ทรงใช้การละกิเลสได้เป็นเครื่องวัดความดีของตน ความดีในพระพุทธศาสนา จึงเริ่มต้นด้วยศีล ไม่เอาความรู้ทางโลกเป็นเครื่องวัดความดี ทรงให้สังเกตว่า ถ้าในขณะที่พูดเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แล้วรู้สึกว่าลืมไปในคำพูดนั้น หรือล้มเลิก หรือล้มเลิกการรู้สึกอยากพูดเสีย ก็จงอย่าฝืนความรู้สึกในอารมณ์แรกที่รู้สึกว่าเป็นเช่นนั้น จงอย่าสงสัย ให้รู้ว่าเป็นการยับยั้งของพระพุทธเจ้า จงรับสัมผัสอย่างนี้ให้เกิดขึ้นในจิต แล้วพึงระงับคำพูดคำจานั้นทิ้งไปในทันที

          ๑๓. การบรรลุธรรมของท่านพระ..... เป็นแนวทางของมหาสติปัฏฐาน ทุก ๆ บรรพลงท้ายทุกบรรพว่า รู้สักเพียงแต่ว่ารู้เท่านั้น จิตย่อมไม่ติดอยู่ด้วย ไม่หลงในทุกบรรพนั้น ๆ ด้วย ทุกบรรพให้รู้การเกิดและการดับ อาทิเช่น จิตมีราคะก็รู้ว่าจิตมีราคะ และรู้ว่าราคะเกิดขึ้นด้วยประการใด นี่คือรู้เหตุว่า อะไรทำให้เกิดราคะขึ้น และเมื่อราคะละเสียได้ด้วยประการใด ก็รู้ว่าดับด้วยประการนั้น ทุกบรรพก็สรุปว่า รู้สักแต่ว่ารู้ เป็นเพียงที่อาศัยจิตย่อมไม่ติดอยู่ด้วย ไม่หลงในบรรพนั้น ๆ ด้วย เมื่อจิตปล่อยไม่ยึดไม่เกาะ แล้วดูตามสังโยชน์เป็นหลัก จิตรู้จิตไม่เอา ก็ถือเอาเป็นกิเลสไม่กำเริบ จิตทรงตัวก็เข้าถึงความเป็นพระอริยเจ้าได้

          ๑๔. มหาสติปัฏฐาน ๔ คือ

              ๑๔.๑ กายานุปัสสนา ประกอบด้วย อานาปานบรรพ อิริยาบถบรรพ สัมปชัญญะบรรพ ปฏิกูลบรรพ ธาตุบรรพ และนวสีวัฏฐิกาบรรพ

              ๑๔.๒ เวทนานุปัสสนา มีสุข ทุกข์ และอทุกขมสุขเวทนา (อัพยากฤต)

              ๑๔.๓ จิตตานุปัสสนา พิจารณากาย เวทนา จิต ธรรม

              ๑๔.๔ธรรมานุปัสสนา พิจารณานิวรณ์ ขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ โพชฌงค์ ๗ และอริยสัจ ๔

          ๑๕. รักษากำลังใจให้ดี ให้มีความสงบ จงอย่าวุ่นว่ายไม่ว่าจักมีอะไรเกิดขึ้น ให้ถือเป็นกฎของกรรม และให้ทำทุกอย่างเพื่อมุ่งตัดกิเลสให้เป็นพลังเข้าสู่พระนิพพานเท่านั้น

          ๑๖. การจักอุทิศส่วนกุศลให้กับคนตายหรือสัตว์ตายนั้น ไม่ใช่จักอุทิศให้ตรงศพ หากแต่เพียงเห็นศพ แล้วก็อุทิศให้อาทิสมานกาย หรือจิตของผู้ตายนั้นจึงจักถูกต้อง สำหรับ ซากศพเป็นเพียงนิมิตเครื่องหมายว่า เขาได้ตายแล้วเท่านั้น หาใช่จิตหรืออาทิสมานกายอยู่กับศพไม่ และหากเจ้าไม่เห็นจิตหรืออาทิสมานกายของศพ ก็ให้ขอบารมีพระพุทธเจ้าองค์ไหนก็ได้ เป็นการขออาราธนาบารมี ไม่ใช่เป็นการรบกวนพระองค์ จัดว่าเป็นการเมตตาอีกชนิดหนึ่ง แต่ก็พึงอุเบกขาวางเฉยเสียบ้างก็จักดี ให้บ้าง ไม่ให้บ้างอันไหนเป็นความสะดวกสบายของจิต ทำให้จิตเยือกเย็นก็ทำไปได้เลย แต่อย่าเกาะให้จิตกังวลกับผู้ตาย ซึ่งการอุทิศส่วนกุศลเพิ่มความเยือกเย็นให้กับจิต ทำให้จิตมีเมตตา รักษาจิตให้สงบไม่เดือดร้อนเป็นอุเบกขา แต่ถ้าไม่ทำเสี่ยเลย ก็เรียกว่าจิตขาดเมตตาได้เช่นกัน แต่ทำแล้วให้พิจารณาขึ้นชื่อว่า คนหรือสัตว์ที่ตายนั้นก็ดี เป็นครูสอนใจของเราว่า ในที่สุดขันธ์ ๕ ของเราก็มีสภาพเช่นนี้เหมือนกัน การนี้เรียกว่าเข้าสู่อริยสัจ เมื่ออริยสัจเจริญแล้ว จิตยอมรับทุกอย่างตามความเป็นจริง ทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตก็เป็นอริยสัจ จิตพิจารณาไปก็จักเกิดเป็นปัญญา ให้รู้แจ้งแทงตลอด ตัดกิเลสเป็นสมุจเฉทปหาน เข้าถึงพระนิพพานได้ง่าย

          ๑๗. พยายามวางเสียให้หมดซึ่งความกังวล ไม่ว่ากรณีใด ๆ ทั้งปวง มองหาความจริงให้มาก ๆ แล้วจักระงับคำว่าหนักใจ กังวลใจได้สิ้นเชิง

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่