พระธรรม

ในเดือน...มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๔




          สมเด็จองค์ปฐมทรงตรัสสอนปกิณกะธรรมไว้ มีความสำคัญดังนี้

          ๑๓. ดูร่างกายแล้วให้ดูอารมณ์ที่แส่ส่ายไปด้วยนิวรณ์ ๕ ประการ อยู่ตลอดเวลา ให้จับอารมณ์ที่เป็นกิเลสให้ได้ แล้วจึงจักแก้ไขจิตของตนเองที่เกลือกกลั้วอยู่ในกิเลสได้ ถ้าไม่เห็นก็แก้ไขไม่ได้ อัตนา โจทยัตตานัง จงกล่าวโทษโจทตัวเองเอาไว้เสมอ อย่าโทษคนอื่นว่ามาทำจิตของเราให้วุ่นวาย เป็นเพราะจิตของเราโง่ ไปยึดมั่นถือมั่นทุกสิ่งทุกอย่างอันเป็นอายตนะสัมผัสว่าเป็นเรา-เป็นของเรา จึงเกิดความวุ่นวายขึ้น ถ้าไม่ยึดมั่นถือมั่นเสียอย่างเดียว อะไรจักเกิดขึ้นไม่มีความวุ่นวายของจิต เนื่องด้วยเห็นตามความเป็นจริงว่าอายตนะสัมผัสนั้นไม่ว่าภายนอก หรือภายใน ไม่ใช่เรา-ไม่เป็นเรา-ไม่ใช่เขา-ไม่เป็นเขา ทุกอย่างเป็นสภาวธรรม จิตก็ไม่วุ่นวาย ทำอะไรจงอย่าใจร้อน พิจารณาถอยหน้า-ถอยหลังเสียก่อนให้รอบคอบแล้วจึงทำ ถ้าเสียหายก็เสียหายน้อยหน่อย อย่าวู่วามจักเสียหายมาก

          ๑๔. ให้มีคำว่าทุกข์กับไม่เที่ยงเป็นคำเตือนไว้ประจำจิตอยู่เสมอ จักได้มีสติไม่ลืมตัว ไม่หลงอยู่ในโลกธรรมทั้ง ๘ ประการ จิตรู้อยู่ ความประมาทในชีวิตก็จักไม่มี อารมณ์จักจืดลงไปเรื่อย ๆ ความเข้มข้นของจิตทางด้านกิเลสก็จักเบาบางลง อย่าไปสนใจเรื่องอื่น ๆ มากไปกว่าจิตใจของตนเอง ปล่อยวางธรรมภายนอกด้วยเห็นทุกอย่างตามความเป็นจริง และเป็นเรื่องหาสาระไม่ได้ วางเสียแล้วให้สังเกตอารมณ์ของใจมีสุข หรือมีทุกข์ เดือดร้อนหรือเยือกเย็น การไปสนใจหรือติดข้องอยู่ในเหตุต่าง ๆ ก็ให้สังเกตอารมณ์ของใจ ก็จักเห็นความสุขหรือทุกข์ ความเร่าร้อนของอารมณ์ของใจ มองกิเลสเขาให้มองกันอย่างนี้ จงอย่าหลงตนเองว่าดีแล้ว จงปรามจิตของตนเองเอาไว้ให้เสมอ ๆ แล้วจึงจักได้ดีจริง

          ๑๕. ดูสุขภาพของตนให้เห็นความไม่เที่ยง อันเป็นปกติธรรมของร่างกาย การทำงานให้ดูกำลังของร่างกายเป็นสำคัญ อย่าหักโหมจนร่างกายไปไม่ไหว ทำแต่พอสมควร แล้วหาเหตุพักผ่อนเสียบ้าง อย่าเคร่งเครียดให้มากจนเกินไป จงประคองอารมณ์จิตเข้าไว้ อย่าให้เศร้าหมอง เห็นธรรมดาแล้วรักษาจิตให้มีความสุข ร่างกายกับเวทนาจักทุกข์ จิตก็มีความสุขด้วยยอมรับนับถือตามความเป็นจริง จิตนี้จึงจักไปพระนิพพานได้

          ๑๖. อย่าสนใจจริยาของบุคคลอื่นให้มากไปกว่าการละกิเลส เพียรปล่อยวางเรื่องภายนอกให้มากที่สุด โดยเห็นปกติธรรมของมันว่าเป็นอยู่อย่างนั้นแหละ ไม่มีอะไรเป็นสาระแก่นสาร เป็นการเพิ่มกิเลสมากกว่าการละกิเลส ถ้ามุ่งจักไปพระนิพพาน ให้เพียรปล่อยวางเสีย

          ๑๗. จงอย่าประมาทในชีวิต ให้รู้ตามความเป็นจริงของขันธ์ ๕ ว่าไม่เที่ยงอยู่เสมอ และรู้ความตายเป็นปกติ รู้ถึงความจริงว่าเราไม่ใช่ขันธ์ ๕-ขันธ์ ๕ ไม่ใช่เรา เราไม่มีในขันธ์ ๕-ขันธ์ ๕ ไม่มีในเราอยู่เป็นปกติ ให้มีสติ-สัมปชัญญะรู้อยู่อย่างนี้เป็นปกติ ถ้าจะไปพระนิพพาน

          ๑๘. ให้เห็นความเสื่อมของร่างกายเป็นของธรรมดา จิตจักได้มีความสุข เพราะการยึดถือร่างกายน้อยลง จิตมีความกระสับกระส่ายร้อนรนหายไป มีความเยือกเย็นยอมรับนับถือกฎของธรรมดาเป็นปกติธรรมมากยิ่ง ๆ ขึ้นไป รักษากำลังใจตามนี้ ก็จักปล่อยวางร่างกายได้ในที่สุด อาทิเช่น ร่างกายป่วยก็จงดูจิตให้มาก จงอย่ากังวลกับร่างกายให้มาก จิตจักขาดความสุข มีความกลุ้มอยู่ภายใน เป็นการปฏิบัติธรรมไร้ผล จงหมั่นวางร่างกายนี้เสีย ด้วยการพิจารณาตามความเป็นจริง ให้จิตยอมรับร่างกายตามความเป็นจริง แล้วจักถึงที่สุดของความทุกข์

          ๑๙. ให้เห็นธรรมดาทุกเรื่อง แล้วจิตจักปล่อยวางไปเสียทุกเรื่อง ปล่อยแม้กระทั่งขันธ์ ๕ ของตนเอง ค่อย ๆ ทำไป จงอย่าทิ้งอารมณ์ในการละ ยิ่งร่างกายแย่ลงไป ยิ่งพึงพิจารณาให้มาก

          ๒๐. การไม่สนใจในชีวิต มิใช่ไม่รู้ในการเป็นอยู่ของชีวิต เป็นการรู้อยู่เพราะสัญญา (ความจำ) ไม่วิปลาส หากแต่รู้แล้วจิตวาง ไม่ไปเกาะอยู่กับความทรุดโทรมของร่างกาย จิตมีสติ-สัมปชัญญะ ระลึกได้อยู่เสมอว่า ขันธ์ ๕ นี้ย่อมมีความเสื่อมไปเป็นของธรรมดา จิตใจไม่มีความหนักใจ ไม่มีความเสียดายอาลัยในชีวิต มีแต่ความเยือกเย็นของจิต ไม่เดือดร้อนด้วยกรณีใด ๆ ทั้งปวง การเยียวยารักษาร่างกาย ก็สักแต่ว่ายังอัตภาพให้เป็นไปเท่านั้น

          ๒๑. ความรู้รอบตัวที่มีประโยชน์ในการมีชีวิตอยู่ในโลก (ทรงให้บันทึกไว้เพื่อประโยชน์แก่ชนรุ่นหลัง) อากาศร้อนมาก ก็ดื่มน้ำเข้าไปมาก แต่ยังไม่หายกระหาย คอแห้งผาก พระท่านเมตตามาบอกว่า ให้เอาเกลือใส่ลงไปสักเล็กน้อย พอกร่อย ๆ ไม่ถึงกับเค็ม เมื่อทำตามท่านบอก ดื่มแล้วอาการกระหายน้ำก็หายไปอย่างชะงัด คอหายแห้ง เรื่องผักกระสัง ซึ่งขึ้นอยู่ตามพื้นดินที่มีความชุ่มชื้นทั่ว ๆ ไป ท่านแม่ศรีมาบอกว่า กินได้เป็นอาหารสำคัญในเวลาเกิดสงคราม ผักอื่น ๆ ปลูกยาก แต่ผักนี้ขึ้นเองตามธรรมชาติ ท่านหมอชีวกฯ มาบอกว่า ผักกระสัง เป็นยารักษาโรคน้ำเหลืองเสีย ในการนำเอามาทำอาหารกิน ท่านแม่ศรีสอนว่า ให้ผัดกับกระเทียมเจียวเหมือนกับผัดกับผักบุ้ง ขณะที่ไฟร้อน ๆ ให้ใส่ผักกระสังลงไป กลับไป-กลับมา ๒-๓ ที ก็เอาขึ้นได้ หรือจะทำเป็นน้ำแกงต้มจืดใส่หมูบะช่อ ปรุงทุกอย่างให้เสร็จก่อนแล้วจึงค่อยใส่ผักกระสังลงไปในขณะที่น้ำกำลังเดือด แล้วยกลงทานได้เลย ทรงตรัสว่า บันทึกไว้เถอะ แล้วคนรุ่นหลังจะได้ประโยชน์เอง เบื้องหน้าโลกวิบัติ อาหารก็จักขาดแคลน การอยู่อย่างไม่ประมาทของพวกเจ้า จักเป็นตัวอย่างในการดำรงชีวิตสืบไปเบื้องหน้า แต่ห้ามคิดว่าตนเองดีแล้ว ให้ทำไปตามคำสั่งพระ ให้ทำไปตามหน้าที่ แต่จิตจงปล่อยวางให้เป็นสภาวะธรรมที่สักแต่ว่าเท่านั้นเอง

          ๒๒. ทำอะไรอย่าหวังผลตอบแทน ให้ดูอารมณ์ของจิตในจุดนี้เอาไว้เสมอ การทำทุกสิ่งทุกอย่างโดยไม่หวังผลตอบแทน จิตก็จักโล่ง ไม่มีอะไรเป็นตัณหาอยู่กับจิต แต่ถ้าใครเขาจักให้อะไรมาก็รับไว้ อย่าไปยินดียินร้าย ทำจิตให้เป็นปกติ อย่าให้ความโลภยินดีในทรัพย์ที่เขาให้มา กำหนดจิตโมทนาในความดีของเขาที่ให้ รักษากำลังใจจุดนี้เอาไว้ให้ดี อย่าพลาดจากกำลังใจ ละจากกิเลสเพื่อพระนิพพานอย่างจริงจัง

          ๒๓. เรื่องข้าวมันไก่ มีความจริงอยู่ว่า ผู้ทำจะต้มไก่ให้สุกแค่ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ เพื่อให้เนื้อไก่นุ่มและหวาน หากต้มสุก ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เนื้อไก่จะหายนุ่มและไม่หวาน ผลเสียก็คือเนื้อที่ติดกระดูกไก่จะไม่สุก ยังมีเลือดไก่สีแดงปรากฏอยู่ จุดนี้แหละที่เชื้อโรคยังไม่ตาย พยาธิก็ยังไม่ตาย เมื่อเอากระดูกไก่ต้มจากร้านข้าวมันไก่ไปให้หมากิน หมาก็ติดโรคพยาธิ ติดเชื้อโรคและตายได้ในที่สุด ต้นเหตุเพราะคนยังติดในรสของอาหาร โดยทำร้ายตนเองโดยตรง ชอบกินไก่เนื้อหวาน แต่เป็นอันตราย เนื้อนุ่ม-ไม่เหนียวแต่เป็นอันตราย จุดนี้พระท่านสอนว่าแม้คนก็อาจติดโรคเหล่านี้ได้ เพราะชอบแทะกระดูกไก่ต้ม ชอบกินข้าวมันไก่ร้านที่ต้มไก่ไม่สุก ทรงตรัสว่า มองทุกอย่างตามความเป็นจริง การบริโภคอาหาร จงอย่าติดในรสให้มากจนเกินไป การพิจารณาอาหารตามความเป็นจริง จักทำให้เห็นคุณ-เห็นโทษของการบริโภคอาหารได้อย่างชัดเจน และสามารถตัดได้ในด้านการติดในรสอาหารได้ในที่สุด

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่