พระธรรม

ในเดือน...มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๓




          สมเด็จองค์ปฐมทรงตรัสสอนปกิณกะธรรมไว้ มีความสำคัญดังนี้

          ๕. พระอรหันต์ไม่มีอารมณ์หน่วงเหนี่ยวร่างกาย หมายความว่า พระอรหันต์ไม่ห่วงร่างกาย เพราะรู้อะไรมันเกิด รู้อะไรมันดับอยู่ตลอดเวลา ขันธ์ ๕ หรือร่างกายเกิดแล้วก็ดับอยู่ตลอดเวลา (กาย เวทนา จิต คือ อารมณ์ของจิต ธรรมะเกิดๆดับๆ ตลอดเวลา อันเป็นมหาสติปัฏฐาน ๔ หรือทางสายเอกที่พระอรหันต์ท่านบรรลุธรรมในทางสายนี้เป็นปกติธรรมดา)

          - เมื่อรู้อะไรเกิด รู้อะไรดับ ก็รู้ว่าขันธ์ ๕ นี้ไม่ใช่เราไม่มีในเรา จิตนั้นไม่เคยตาย จิตไม่แสวงหาภพชาติใดๆ อีก ด้วยความสงบระงับอยู่ในการรู้เกิดรู้ดับของขันธ์ ๕ จิตพระอรหันต์จึงมั่นคงอยู่ในพระนิพพาน

          - บุคคลใดที่จิตยังวางอุปาทานขันธ์ ๕ ไม่ได้ จึงยังมีอารมณ์กลัวตายอยู่เป็นธรรมดา ทั้งๆที่จิตคือเราหรือเป็นตัวเราไม่เคยตาย

          ๖. อย่าเพิ่งคิดว่าสบาย ตราบใดที่ยังมีขันธ์ ๕ อยู่ ความโดยย่อมีดังนี้ เพื่อนผมท่านเป็นเนื้องอกที่มดลูก เมื่อแพทย์ตรวจละเอียดแล้วพบว่า เป็นเนื้องอกชนิดไม่ร้ายแรงไม่ใช่มะเร็งจิตที่ยังกลัวตายอยู่ก็ดีใจ พอใจเมื่อได้ข่าวจากหมอ องค์สมเด็จฯ ท่านจึงเมตตามาเตือนว่า อย่าเพิ่งคิดว่าสบาย ตราบใดที่ยังมีขันธ์ ๕ อยู่ ก็ยังสบายไม่จริง ให้คิดว่าอารมณ์นี้ เป็นการสบายชั่วคราว เพราะเจ้าได้พิจารณาไปจนเห็นว่า สภาวะธาตุ ๔ อาการ ๓๒ นี้ ไม่ใช่เรา ไม่มีค่า ไม่มีความหมาย

          - ให้พึงจดจำอารมณ์นี้ไว้ให้ดี แล้งจงพยายามทำให้ทรงตัว ให้ได้ในทุกๆ ขณะจิต

          - แล้วจงอย่าได้ประมาทในชีวิต ดั่งกับที่เจ้ามาพิจารณาย้อนหลังว่า เพียงแค่ขณะจิตเดียวที่ถูกวางยาสลบ เจ้าก็หมดความรู้สึกลงทันที่ จงดูขณะจิตนั้นเข้าไว้ เอามาเตือนใจตนเองเข้าไว้เสมอ ความตายย่อมเข้าถึงชีวิตในธรรมปัจจุบัน คือ ขณะจิตปัจจุบันนั้นเอง

          ๗. หมั่นดูอารมณ์ของจิตใจของตนเองไว้เสมอ ทรงตรัสว่าถ้าหากหมั่นดูอารมณ์ของจิตใจของตนเอง ก็จักเลิกสนใจจริยาของผู้อื่น รวมทั้งจักมีสติสัมปชัญญะ รู้เท่าทันกิเลสภายในจิตใจมากขึ้น จุดนี้พึงทำให้มากๆ เพราะถึงเวลาแล้วที่จักฝึกฝนจิตใจให้ได้ที่พึงในตนเอง

          - การอยู่ของร่างกาย ย่อมจักอาศัยผู้อื่นเกื้อกูลพึ่งได้ แต่ด้านจิตใจ จักต้องพึงการฝึกฝนด้วยตนเอง โดยเดินตามทางแห่งอริยมรรค อริยผล (มรรค ๘ อริยมรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑ หรือ ศีล สมาธิ ปัญญา)

          - เกาะสังโยชน์เข้าไว้จักไม่พลาด เอาจิตวัดสังโยชน์เข้าไว้

          - หมั่นดูจิต ฝึกฝนจิตอย่างตั้งใจและจริงใจ แล้วจิตจักเป็นผู้รู้ตามความเป็นจริงของขันธ์ ๕ ได้ตลอด จักเห็นทางพ้นทุกข์จากอุปาทานขันธ์ ๕ ได้ชัดเจน

          ๘. งานทางโลกไม่มีใครสามารถทำให้เสร็จลุล่วงไปได้ จงอย่ากังวลใจกับเรื่องใดๆ ทั้งปวง ทำจิตให้สบาย แม้งานวิหารที่ยังค้างอยู่ก็อย่ากังวล ทำได้แค่ไหนก็แค่นั้น

          - งานทางโลกไม่มีใครสามารถทำให้เสร็จลุล่วงไปได้ เพราะงานเหล่านี้พร่องอยู่เป็นนิจ ตกอยู่สภาพอนิจจังอยู่ตลอดเวลา จงทำงานไปตามหน้าที่ตามความสามารถเท่าที่จักทำได้

          - จงรักษากำลังใจ ละความกังวลใจในทุกๆ เรื่องให้ได้อย่างเด็ดขาด โดยการใช้ปัญญาพิจารณาตามความเป็นจริงในทุกๆ เรื่อง

          ๙. อย่ากังวลใจทุกอย่างเป็นไปตามกฎของกรรม ในเมื่อร่างกายมันป่วย ก็ย่อมห้ามไม่ให้มันป่วยไม่ได้ การรักษาพยาบาลจำเป็นต้องมี เพื่อเป็นการระงับทุกขเวทนา อย่าฝืนทนโดยไม่รักษา จักเป็นการเพิ่มทุกข์ให้แก่จิตของตนเอง การทำถูกหรือผิดในแต่ละเรื่องราว จักต้องรู้จักตรึกตรองใคร่ครวญตามความเป็นจริงเข้าไว้เสมอ แล้วทำอะไรก็จักไม่เป็นการเบียดเบียนตนเองทางด้านร่างกายหรือจิตใจ

          ๑๐. จงวางอารมณ์ให้ยอมรับกฎของธรรมดา ทำงานทุกอย่างให้ใจเย็นๆ อย่าใจร้อน คิดหน้าคิดหลังให้รอบคอบเสียก่อน แล้งจึงดำเนินงานไป จักประสพผลสำเร็จได้ด้วยดี อย่าห่วงว่ากาลครั้งหน้าจักเป็นอย่างไร ให้สงบจิต สงบใจ อยู่ในธรรมปัจจุบันให้มากที่สุด เนื่องจากความสุขกายสุขใจจักเกิดขึ้นมาก

          การดำริที่จักไม่มีเบียดเบียนใครนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เพราะในที่สุดตนก็ต้องเป็นที่พึ่งแห่งตนอยู่ดี ไม่มีใครจักมาเป็นที่พึ่งให้แก่กันได้ตลอดกาลตลอดสมัย

          บัณฑิตย่อมรู้แจ้งชัดถึงความสันโดษ ทางด้านสงบทั้ง ทางกาย-ทางวาจา-ทางใจ

          บุตรตถาคตย่อมหลีกเร้นความวุ่นวาย ย่อมแสวงหาจิตวิเวก-กายวิเวก-วจีวิเวก ใครถึงจุดนี้แล้วย่อมเห็นค่าของความสงบกาย-สงบใจเป็นอันมาก ไม่มีใครนิยมความวุ่นวายอันเกลือกกลั้วไปด้วยโลกียวิสัย (ทรงตรัสสอนพระธรรมในข้อนี้ เพราะเพื่อนของผมท่านมีจิตวุ่นวาย เมื่อหมอเขานัดผ่าตัด ผู้ที่ยังไม่เคยถูกผ่าตัด จึงต้องมีอารมณ์ฟุ้งเป็นธรรมดา)

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่