(พระธรรมที่ทรงตรัสสอนในเดือนมิถุนายน ๒๕๔๑)

พระธรรม




          สมเด็จองค์ปฐม ทรงตรัสสอนปกิณกะธรรมไว้ มีความสำคัญดังนี้

          ๑. อย่ากังวลใจในงานที่ทำอยู่ทั้งหมด ทำได้แค่ไหนให้พอใจแค่นั้น ทุกอย่างทำตามหน้าที่ ทำให้ดีที่สุดเท่าที่จักทำได้ ทำให้เต็มกำลังใจ อย่าท้อแท้ต่องาน ทำงานจักไม่ได้ผล แม้การปฏิบัติธรรมก็เช่นกัน พึงรักษาอารมณ์ใจให้เต็มเข้าไว้ ทำไปโดยไม่ห่วงกังวล งานจักได้ดีทั้งทางโลกและทางธรรม ในขณะปฏิบัติธรรม จงอย่าห่วงใครว่าเขาจักไปถึงไหน ให้ห่วงจิตตนเองว่าไปถึงไหนจักดีกว่า อย่าทำตัวเป็นเตี้ยอุ้มค่อม (ภาระของตนก็หนักหนาสาหัสอยู่แล้วทั้งงานทางโลกและทางธรรม) ไม่พึงหวังช่วยใคร ให้ได้มรรคผลนิพพาน พึงช่วยตนเองให้ได้ มรรค ผลนิพพานเสียก่อน การก้าวสู่โลกุตรธรรมยังไม่ถึงกึ่งกลางเลย (ใช้สังโยชน์ ๑๐ ประการเป็นเครื่องวัดใจ) จงอย่าทะนงตนว่าเป็นผู้รู้ เที่ยวสอน เที่ยวห่วงคนอื่น แต่ลืมมองผลของการปฏิบัติของตนเอง ให้ปล่อยวางบุคคลทั้งหลายลงเสีย หันมาดูจิตตนเองเป็นสำคัญ จงอย่าประมาทในชีวิต ความตายอาจเกิดขึ้นได้ทุก ๆ ขณะจิต

          ๒. หน้าฝน ฝนตก ทำให้ร่างกายแปรปรวน อาจป่วยไข้ไม่สบาย ให้ดูเป็นวิปัสสนาญาณ ร่างกายประกอบด้วยธาตุ ๔, มีอาการ ๓๒, สกปรก - ไม่เที่ยง ทั้งภายในและภายนอก มีอนัตตาไปในที่สุด ให้เห็นเป็นปกติธรรมของโลก จิตไม่ติดข้องอยู่กับความไม่เที่ยงของโลก (อนิจจาวะตะสังขารา) ผู้เห็นโทษ เห็นทุกข์ จักพึงหาเครื่องบรรเทาทุกขเวทนาอันเกิดจากโลกภายนอกและภายใน เพื่อยังอัตภาพให้เป็นไป เป็นการลดการเบียดเบียนจิตใจ เพื่อจักให้จิตได้มีความสุข อันจักเป็นกำลังปฏิบัติธรรมให้ได้ผล จงอย่าประมาทในกรรม คิดว่าเราจักไม่ป่วย โดยความประมาท ไม่ป้องกันร่างกายให้เหมาะสมกับสถานการณ์ กายป่วยจำเป็นต้องรักษา หรือกินยาป้องกันโรคอันพึงป้องกันได้ก็ควรทำ ความประมาททำให้เสียการงานทั้งทางโลกและทางธรรม กันไว้ดีกว่าแก้ อนึ่ง จิตที่ยังเจริญไปไม่พึงที่สุด หากตายไปก็ยังไปไม่ถึงซึ่งพระนิพพาน นับว่าตายเพราะความโง่ของตนเอง ขาดพรหมวิหาร ๔ สองข้อแรก

          ๓. หากจิตยังไม่เหนือกิเลส ก็ต้องตกเป็นทาสของกิเลสบ้างเป็นธรรมดา แต่ให้มีความเพียรที่จักต่อสู้กับกิเลสอย่างตั้งใจเพื่อชนะกิเลส แพ้ก็รู้ว่าแพ้ แต่ไม่ละความเพียร สักวันก็ต้องเอาชนะจนได้ ถ้าหากมีความตั้งใจจริง

          ๔. ให้พิจารณาเห็นความทุกข์ทั้งหมดเกิดขึ้นมาด้วยความหลงในร่างกายเป็นเหตุ ให้สังเกตแล้วนำมาเปรียบเทียบกันกับอารมณ์จิตของตนเอง เพราะทุกข์ที่เกิดขึ้นได้เนื่องด้วยมีร่างกายเป็นเหตุเช่นกัน (ไม่มีร่างกายหรือไม่เกิด จึงเป็นสุขอย่างยิ่ง หรือนิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง) คนหรือสัตว์ในโลกต่างมีกรรมแตกต่างกัน ด้วยอารมณ์โกรธ - โลภ - หลงพาไป ถ้าหากต้องการพ้นโลก ไม่ใช่ไปแก้กรรมทั้งภายนอกหรือภายใน จักต้องแก้ที่จิตใจของตนเอง เห็นทุกข์ เห็นแล้วจักต้องเดินตามอริยสัจ ๔ ให้ครบ คือเห็นทุกข์ เห็นสมุทัยต้นเหตุแห่งทุกข์ นิโรธคือการดับทุกข์ หรือปล่อยวางทุกข์ ด้วยเห็นความเกิดความดับเป็นเรื่องของธรรมดา ส่วนมรรค คือ ศีล - สมาธิ - ปัญญา หรือขยายไปเป็นองค์ ๘ เป็นหนทางการปฏิบัติกาย - วาจา - ใจ ให้เข้าสู่ทางพ้นทุกข์อย่างแท้จริง เรื่องอารมณ์กลัวตาย - กลัวอุบัติเหตุ - กลัวเจ็บป่วย ล้วนเกี่ยวเนื่องกับอุปาทานขันธ์ ๕ หรือร่างกายทั้งสิ้น จัดเป็นสักกายทิฎฐิทั้งสิ้น จัดเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับผู้ที่ยังไม่เข้าถึงพระอรหัตผล ผู้ใดกล่าวว่าไม่กลัว ผู้นั้นย่อมมีความหลงผิดในจิตใจเป็นอันมาก ดังนั้นเมื่อเจ้ากลัว ก็จงภาวนาในขณะเดินทาง อย่าไปคนเดียว - อย่าอยู่คนเดียว ให้ไปกับพระ - อยู่กับพระ มีการจับภาพพระนิพพาน พิจารณาให้เห็นทุกข์ตามความเป็นจริง มี มรณานัสสติควบอุปสมานัสสติอยู่กับจิต ด้วยความไม่ประมาทในธรรม รู้ว่ารูป - นามหรือขันธ์ ๕ นี้หาใช่เรา หาใช่ของเราไม่ จุดนี้แหละจึงจักวางอคติ ๔ ลงได้อย่างสิ้นเชิง ส่วนอารมณ์นิพพิทาญาณ อันเป็นอารมณ์เบื่อกายเบื่อเกิด จงอย่าให้เกิดมากเกินไป พึงลงตัวธรรมดาให้มาก

          ๕. โลกไม่เที่ยง โลกเป็นทุกข์ โลกเป็นอนัตตา ธาตุ ๔ ประชุมกัน มีความแปรปรวนอยู่อย่างนี้เป็นปกติธรรมของโลก ถ้าหากยังข้องติดอยู่กับโลก ไม่ว่าด้วยกรณีใด ๆ เช่น อากาศร้อนมาก, ความเย็นก็เย็นจัด, ไฟไหม้, น้ำท่วม, แผ่นดินไหว, ภูเขาไฟระเบิดคนตายมากมาย เหล่านี้ล้วนเป็นกฎของกรรม เป็นเรื่องของธรรมชาติลงโทษ หากยังไม่เห็นกฎของธรรมดา ก็จักต้องมาจุติให้พบกับโลกที่ไม่เที่ยงอยู่อย่างนี้อีก และจงอย่าคิดว่ากรรมเหล่านี้จักไม่มาถึงเรา โลกนี้แปรปรวนรุนแรงเพิ่มขึ้นทุกวัน ไม่ว่าจักเป็นภัยธรรมชาติหรือภัยจากมนุษย์ด้วยกันเอง จงทำใจเอาไว้เสมอว่านี้เป็นธรรมดา อย่าไปแก้ไขโลก ให้ปล่อยวาง เบื่อหน่ายในโลกเสีย อย่าเห็นจุดใดจุดหนึ่งว่ามีความสุข จักทำให้หลงโลกและติดโลก ทำให้ต้องจุติอีกต่อไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด พิจารณาให้เห็นทุกอย่างตามความเป็นจริง จนจิตใจยอมรับกฎของธรรมดา จิตเบื่อหน่าย แล้วที่สุดจิตก็จักปล่อยวาง จิตสงบเป็นสุขอย่างแท้จริงด้วยปัญญาที่เห็นทุกสิ่งทุกอย่างตามความเป็นจริงนั้น (ประเทศไทยแม้จักโดนภัยธรรมชาติบ้าง ก็ยังเบากว่าประเทศอื่นมาก)

          ๖. ร่างกายที่เห็นอยู่นี้เป็นของใครก็ไม่รู้ มันเป็นสมบัติของโลก ซึ่งไม่มีใครสามารถเอาไปได้ ทั้งๆ ที่รู้อยู่ว่าไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา แต่จิตยังมีความยินดี - ยินร้ายกับร่างกาย เนื่องด้วยอารมณ์วิปัสสนาญาณอ่อนไป จักต้องเร่งรัดพิจารณาร่างกายให้มากขึ้นกว่านี้ สลับกับการรู้ลมหายใจเข้าออกให้มากๆ และเนื่องด้วยอารมณ์ฟุ้งซ่านในนิวรณ์ ๕ ก็เป็นเหตุหนึ่งซึ่งทำให้จิตเสียสมาธิ หรือเสียความตั้งใจมั่น อันจักประกอบความเพียรในความดี คือการตัดขันธ์ ๕ ให้สิ้นไป จุดนี้เป็นจุดอ่อนของนักปฏิบัติทุกคนจักต้องเอาจริง สอบจิตของตนเองอยู่ตลอดเวลา ตถาคตเป็นเพียงผู้บอก แต่จักทำได้หรือไม่ได้ ก็ขึ้นอยู่กับกำลังใจของพวกเจ้าเอง

          ๗. การนินทา - สรรเสริญก็เป็นโลกธรรมดา ไม่ควรจักเก็บเอามาใส่ใจ คนทุกคนที่เกิดมาในโลกแม้แต่สัตว์เดรัจฉานก็ไม่พ้นการถูกนินทา - สรรเสริญไปได้ ถ้าหากยังใส่ใจอยู่ ก็เท่ากับยังติดข้องอยู่ในโลก ให้วางอารมณ์นี้ลงเสีย คิดให้เห็นด้วยปัญญาว่าหาสาระไม่ได้ อาศัยปัญญาบารมีเท่านั้นเป็นพื้นฐานให้ออกจากโลกธรรม ๘ ประการ และให้พิจารณาเป็นวิปัสสนาญาณว่า โลกธรรม ๘ กระทบเราได้ ก็เนื่องด้วยการมีขันธ์ ๕ เป็นปัจจัย และที่ทุกข์อยู่ ก็เนื่องด้วยการยึดขันธ์ ๕ นี้ว่าเป็นเรา เป็นของเรามีในเรา เรามีในขันธ์ ๕ หากเห็นด้วยปัญญาเสียแล้ว ย่อมวางขันธ์ ๕ ลงได้ ความยึดมั่นถือมั่นเป็นอัตตาตัวตน ให้เป็นทุกข์ด้วยโลกธรรมก็ไม่มี ความสุขก็จักเกิดขึ้นในจิตใจ ไม่เดือดร้อนไปด้วยโลกธรรมทั้งปวง

          ๘. ปล่อยวางให้มากที่สุด ไม่ว่าอะไรมากระทบ ให้ถือว่าไม่ใช่เรื่องที่น่าสนใจ เวลานี้ให้ยึดอารมณ์พระกรรมฐานเป็นสำคัญ สิ่งอื่นใดทั้งหมดให้ปล่อยวาง งานทั้งหมดที่ทำก็ทำไปตามหน้าที่ นอกเหนือสิ่งอื่นใด ก็คือรักษากำลังใจให้สม่ำเสมอ อย่าให้จิตหดหู่ อย่าให้จิตฮึกเหิมมากจนเกินไป พยายามมองทุกอย่างให้เป็นเรื่องธรรมดา เพียรวางโลกให้ได้ จิตอย่าไปติดข้องอยู่กับธรรมดาของโลก เพียรรักษาอารมณ์ใจให้เข้มแข็ง มุ่งมั่นเพื่อพระนิพพานเท่านั้น การป่วย - การตายก็เรื่องธรรมดา ถ้าหากสิ่งเหล่านี้มาบังเกิดกับเจ้า จงดีใจว่าโอกาสที่จักพ้นทุกข์ใกล้เข้ามาถึงแล้ว เรากำลังใกล้พระนิพพานเข้าไปแล้ว จงหมั่นพยายามฝึกจิตให้เข้มแข็งอยู่ใน มรณา และอุปสมานัสสติ ซ้อมตายและพร้อมที่จักตายไว้เสมอ เพื่อความไม่ประมาทในสัทธรรม ๕ ต่อสู้และยอมรับตามกฎของธรรมดาของการป่วย เจ็บ และความตายของร่างกายอย่างไม่หวั่นไหว ด้วยการใช้ปัญญาพิจารณาว่า ผู้ตายคือขันธ์ ๕ ผู้ป่วยเจ็บมีเวทนาอยู่นี้คือ ขันธ์ ๕ หรือร่างกาย จิตเราเป็นเพียงผู้มาอาศัยอยู่ชั่วคราวเท่านั้น มันไม่เคยตาย มันเป็นอมตะ อุปาทานขันธ์ ๕ อันเป็นตัวยึดมั่นถือมั่น ต้องปล่อยวางให้สนิทว่า ขันธ์ ๕ นี้หาใช่เรา หาใช่ของเรา เราไม่มีในมัน มันไม่มีในเรา การป่วย การตายเป็นเรื่องของขันธ์ ๕ แต่จิตใจเราหาได้ป่วยได้ตายไม่ หากมันพังเมื่อไหร่ เป้าหมายที่จิตใจเราจักไปต้องเป็นพระนิพพานแห่งเดียวเท่านั้น (รู้ลม - รู้ตาย - รู้นิพพาน)

          ๙. ให้คิดถึง หลวงพ่อฤาหรือท่านฤๅษี,หลวงปู่วัย, หลวงปู่บุดดา, สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ วัดสามพระยา, หลวงปู่ตื้อ, หลวงปู่สิม ถ้ำผาปล่อง, หลวงปู่จง, สมเด็จพุฒาจารย์ วัดสระเกศ, หลวงปู่ หลุย เป็นต้น ซึ่งพวกเราส่วนใหญ่ได้รับคำสอนของท่านมาหลายครั้งหลายหนแล้ว ธรรมที่ท่านเมตตาสั่งสอนให้ก็ล้วนเป็นอริยสัจทั้งสิ้น เพียงแต่มีอุบายแตกต่างกันเล็กน้อยเท่านั้น สรุปสั้นๆ ว่าไม่มีใครสามารถเอาสมบัติของโลก ซึ่งไม่เที่ยงไปได้เลย สมบัติของเราจริงคือจิต จิตเป็นของเรา เราจะต้องรักษาจิตให้ผ่องใสอยู่เสมอ ซึ่งมีรายละเอียดอยู่มาก

          - อะไรที่ขัดต่อศีล - สมาธิ - ปัญญา, ทาน - ศีล - ภาวนา จงอย่าทำ

          - อะไรที่เป็นกิเลส - ตัณหา - อุปาทานและสร้างอกุศลกรรม จงอย่าทำ

          - อะไรที่ทำให้เกิดอารมณ์โลภ - โกรธ - หลง, โทสะ - ราคะ - โมหะ, โมหะ - โทสะ - ราคะ จงอย่าทำ

          ซึ่งสรุปแล้วคืออวิชชาทั้งสิ้น มีอุบายให้พ้นทุกข์ได้ถึง ๘๔,๐๐๐ วิธี ทุกบท ทุกอุบาย ทุกๆ ปกิณกะธรรม ล้วนเป็นอริยสัจทั้งสิ้น ให้เลือกเอาตามจริต - นิสัยและกรรมของแต่ละคน ซึ่งต่างทำกันมาไม่เท่ากัน อุบายไหนจิตชอบให้ทำบทนั้นจะสำเร็จเร็ว เพราะจิตชอบ เป็นต้น จุดนี้มิใช่เป็นการแนะนำ หากแต่จักต้องทำให้ได้ จิตจึงจักมีกำลังตัดกิเลสได้

          ๑๐. เวลานี้เศรษฐกิจทรุดตัวลง ค่าครองชีพสูงขึ้น ให้พิจารณาเห็นทุกข์ให้มากๆ ทุกอย่างราคาจักสูงขึ้น อันเป็นภาระที่จำต้องยอมรับ จงใช้ชีวิตแบบเศรษฐกิจพอเพียงอย่างที่รัชกาลที่ ๙ ทรงตรัสแนะนำไว้ ทุกอย่างให้มันพอดีทั้งรายรับและรายจ่าย ชีวิตในช่วงนี้จึงต้องประหยัด หรือแม้แต่ทนไม่ได้ต้องต้องทนเนื่องจากกฎของกรรมเป็นอย่างนี้ สงครามน้อยใหญ่จักปะทุขึ้นมาตามลำดับ นี่ก็เป็นกฎของกรรมซึ่งหลีกเลี่ยงไม่พ้น ถ้าหากชาติที่แล้วพวกเจ้ากระทำตนให้ถึงซึ่งพระนิพพานเสียก่อน ก็ไม่ต้องเกิดมาพบกับกลียุคเช่นนี้ นี่ก็เป็นกฎของกรรมส่งผลให้เกิดมาในยุคเช่นนี้พอดี จึงมีอันต้องทน แล้วพึงตั้งใจให้มั่นคง ตายเมื่อไหร่ให้ถึงซึ่งพระนิพพานเมื่อนั้น แต่ในขณะที่มีชีวิตอยู่ ก็พึงเตรียมรับสถานการณ์ในทุกรูปแบบ จงจำไว้ว่าเลี่ยงไม่พ้นก็จงอย่าดิ้นรนเพื่อจักให้พ้น เพราะกฎของกรรมนั้นเที่ยงเสมอ จงทำจิตให้ยอมรับในกฎของกรรม และใช้โอกาสที่มีชีวิตอยู่นี้ปฏิบัติความดีเพื่อพระนิพพานด้วย จิตจักได้สงบ มีความเข้มแข็งต่อสู้กับอุปสรรคต่อไป ระหว่างมีชีวิตอยู่นี้ อย่าจริงจังกับงานให้มากนัก จักเกิดอารมณ์เครียด ให้ทำแบบสบายๆ ทำจริงๆ แต่ใจเบาๆ ถือมีความเบาใจในการทำงาน (เดินสายกลางตามหลักพรหมวิหาร ๔ ไม่ตึงไป คือ ไม่เบียดเบียนตนเอง ไม่หย่อนไป คือ ไม่ขี้เกียจไป กลายเป็นเบียดเบียนผู้อื่นเขา) การปฏิบัติกรรมฐานก็เช่นกัน ทำจริงแต่จักต้องมีอารมณ์เบาๆ ถ้าเครียดเมื่อไหร่ก็ไม่ได้ผลเมื่อนั้น อนึ่งการเห็นทุกสิ่งทุกอย่างเป็นธรรมดา จุดนี้สำคัญมาก เพราะจักเป็นเหตุให้จิตใจก้าวไปสู่ความเป็นพระอริยเจ้าเบื้องสูงได้ง่าย ให้ทำความเข้าใจและยอมรับกฎของธรรมดาให้มาก

          (ธัมมวิจัย ธรรมในข้อ ๑๐ อ่านแล้วหนักใจ หากไม่อยู่ในปัจจุบันธรรม ทรงตรัสไว้เมื่อวันพุธที่ ๑๕ มิ.ย.๒๕๔๑ คือ ๑๑ ปีมาแล้ว ขณะที่เขียนอยู่นี้ เป็นวันพฤหัสบดีที่ ๑๐ มิ.ย. ๒๕๕๒ ทุกประเทศทั่วโลกเขากำลังเร่าร้อนด้วยไฟภายใน ๓ กอง คือ โมหะ - โทสะ - ราคะ เมืองไทยก็ร้อนด้วยไฟ ๓ กองนี้ แต่ร้อนน้อยกว่าเขามาก แม้ขันธโลกคือตัวเราก็ยังมีไฟ ๓ กองนี้อยู่ แต่อยู่กับพระพุทธ - พระธรรม - พระอริยสงฆ์ อยู่กับพระรัตนตรัย อันเป็นอัปมาโณ คนฉลาดไม่มีใครทิ้งแก้ว ๓ ดวงนี้ไปจากจิตของเขา พวกเราที่สนทนาธรรมเพื่อนำไปสู่ความหลุดพ้น (ทุกข์) ยังเกาะกลุ่มกันอยู่ตลอดเวลามาจากวันที่ ๓๐ ต.ค.๒๕๓๕ ถึงปัจจุบันก็ ๑๗ ปีเต็มแล้ว ขอจงอย่าสนใจกลุ่มอื่น เพราะเป็นกฎของกรรม กรรมใครกรรมมัน จงอย่าเสียเวลากับกรรมของผู้อื่น เร่งรัดตนเองให้มากๆ ปิดนรกโดยตัดสังโยชน์เบื้องต่ำ ๓ ข้อแรกให้ได้เร็วที่สุด งานอื่นเป็นงานรอง จงเป็นผู้มีธุระน้อย หากต้องการจะไปนิพพานในชาตินี้ งานตัดสังโยชน์ ๑๐ ประการเป็นงานหลัก ซึ่งยากก็จริงอยู่ ให้ปฏิบัติด้วยอารมณ์เบาๆ สบายๆ แต่ทางลัด จงอย่าทิ้ง รู้ลม - รู้ตาย - รู้นิพพาน เรื่องอนาคตจงอย่าใส่ใจ เพราะยังไม่ถึง อย่าตีตนไปก่อนไข้ อย่าเป็นโรคปอดแหก - กลัวตาย - กลัวทุกข์โดยขาดสติทุกอย่างให้เดินสายกลาง และจงอย่าลืมว่า ทรงตรัสไว้ชัดว่า ภัยพิบัติของโลกเป็นกฎของกรรมซึ่งเที่ยงเสมอ มีทุกจุดในโลก แต่สำหรับประเทศไทยแล้ว นับว่ายังน้อยมาก หากจักเทียบกับประเทศอื่นๆ ในโลก ให้อ่านข้อ ๕ ประกอบ)

          ๑๑. ให้รู้จักรักษาตัวรอดเป็นยอดดีเอาไว้บ้าง อย่าทำเป็นนักเสียสละ เที่ยวรับงานที่ไม่ใช่หน้าที่ของตนมาทำเสียหมดทุกอย่าง หัดใคร่ครวญเสียก่อน จึงจักวางกาย - วาจา - ใจให้เหมาะสมได้ จักอยู่ในทางสายกลางอย่างแท้จริง จำไว้งานทางโลกทำเท่าไหร่ก็ไม่จบ ทำทุกอย่างตามหน้าที่เท่าที่ยังมีชีวิตอยู่ และพร้อมที่จักละวางงานทุกอย่างได้ทันทีเมื่อความตายมาถึง รู้รักษากำลังใจ เอากายทำงานทางโลก เอาจิตอยู่กับพระธรรม มีกำลังใจพร้อมละ - เลิกทุกอย่างได้ในขณะจิตเดียว จิตมุ่งพระนิพพานจุดเดียว อย่าลืมชีวิตเป็นของไม่เที่ยง ความตายเป็นของเที่ยง อาจเกิดได้ทุกขณะจิต มันไม่มีทั้งนิมิตและเครื่องหมาย โลกและ ขันธโลกไม่เที่ยง ไม่มีใครเอาสมบัติของโลกไปได้ ไม่มีใครเป็นใหญ่ได้ในโลก เพราะมีความตายเป็นที่สุด โลกพร่องอยู่เป็นนิจเพราะตกเป็นทาสของตัณหา ไม่รู้จักพอ ไม่รู้จักเบื่อ - ไม่รู้จักอิ่ม ในความโกรธ - โลภ - หลง ทุกสิ่งล้วนเป็นไตรลักษณ์ เวียนว่ายเป็นวัฏฏะ เป็นสันตติธรรมเหมือนลูกคลื่นในมหาสมุทร ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกจึงหาสาระไม่ได้ ไม่ควรยึด ไม่ควรเกาะ ไม่ควรกังวลด้วยประการใดๆ ทั้งปวง ยามมีชีวิตอยู่ ทำทุกอย่างตามหน้าที่ให้ดีที่สุด แต่ก็พร้อมละ - ปล่อยวางได้เมื่อถึงเวลา ด้วยความไม่ประมาท

          ๑๒. เห็นทุกข์ รู้ทุกข์ ก็ให้รู้จักพอในทุกข์ อย่าเพิ่มทุกข์เข้ามาทับถมกายและใจอีก แล้วทำทุกอย่าเพื่อพ้นทุกข์ คือ มุ่งพระนิพพานจุดเดียว พยายามทำใจให้วางเฉยให้มาก ด้วยการพิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างล้วนไม่เที่ยง มีอนัตตาเป็นที่สุด พยายามวางเฉยและปล่อยวาง ในระยะแรกก็ยากหน่อย จักต้องใช้กำลังใจหนัก ปล่อยบ้าง - เกาะบ้าง ก็เป็นของธรรมดา เอาความผิดพลาดเป็นครู โดยใช้อริยสัจเป็นหลักสำคัญในการแก้ปัญหา หาเหตุ - หาผลของการที่ผิดพลาดนั้น พบแล้วให้แก้ไขตรงนั้นแหละ จึงจักปฏิบัติได้ผล

          ๑๓. ก่อนจักทำอะไร ให้พิจารณาถึงผลได้ผลเสียก่อน จักช่วยให้งานผิดพลาดได้ยาก อย่าคิดจักได้ทางเดียว ให้คิดย้อนไปย้อนมาให้ครบวงจร อย่าใช้อารมณ์แก้ปัญหาให้ใช้ปัญญาแก้ปัญหา (วิปัสสนาญาณข้อ ๙ สัจจานุโลมิกญาณ) ไม่ว่าเหตุอันใดจักเกิดขึ้นมา จงมีสติระลึกว่า กรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ ทุกอย่างเราล้วนทำไว้ในอดีตทั้งสิ้น ใช้บารมี ๑๐ ช่วย อย่าน้อยใจ ใช้ปัญญาคุมมีวิริยะ - ขันติ - สัจจะบารมีช่วย ทุกอย่างทำเพื่อนิพพานจุดเดียว จบลงด้วยอนุสติสุดท้ายเสมอ โดยมีอานาปา, มรณา และอุปสมานัสสติ ก็เข้าพระนิพพานแบบง่ายๆ

          ๑๔. การเหน็ดเหนื่อยเป็นธรรมดาของคนทำงาน แต่ให้พิจารณากายและเวทนานี้มิใช่เรา เป็นเพียงเครื่องรับสัมผัส จิตผู้อาศัยเป็นผู้รับรู้เวทนาของกาย (ตามมหาสติปัฏฐาน) จึงต้องพิจารณาความเป็นจริงของร่างกาย (ขันธ์ ๕) บ่อยๆ ว่า หากไม่มีร่างกาย (รูป) เวทนา - สัญญา - สังขาร - วิญญาณ ก็ทำงานไม่ครบวงจร ดังนั้น หากตัดร่างกาย (รูป) อย่างเดียว แต่จิตไม่ปลดนาม ๔ ตัว คือ ปลดเวทนา - สัญญา - สังขาร - วิญญาณ ก็ยังตัดขันธ์ ๕ ไม่ได้ครบวงจร จิตต้องปลดด้วยจิต ต้องวางอุปาทานขันธ์ ๕ ให้ได้ด้วย หากไม่วางขันธ์ ๕ การเกิดมีร่างกายก็ยังต้องมีอีกต่อไป ดังนั้นจึงพึงนำจุดนี้มาพิจารณาให้เกิดประโยชน์ เพราะพระอรหันต์ในพระสูตรที่ท่านพ้นทุกข์ ด้วยการพิจารณาเวทนานุปัสสนา มหาสติปัฎฐานกันมาก แต่ต้องทำกันให้จริงจัง โอกาสจักเข้าถึงพระนิพพานมีได้มาก หากพิจารณาขันธ์ ๕ ให้ครบวงจร อย่าประมาทในชีวิต รู้ลม - รู้ตาย - รู้นิพพาน ไม่มีใครหนีกฎธรรมดาไปได้

          ๑๕. เรื่องโภชนาการเป็นของสำคัญ ไม่ว่าอาหารและยา กินกันส่งๆ ก็เป็นโทษง่าย พิจารณาแค่อาหาเรปฏิกูลสัญญาอย่างเดียว ยังโง่เกินไป จักต้องรู้คุณ - รู้โทษของอาหารที่จักกินเข้าไปด้วย คำว่ายังอัตภาพให้เป็นไป (กินพออยู่ได้) กับคำว่ากินเพื่อบรรเทาทุกขเวทนานั้นมีความหมายอย่างไร พึงพิจารณาให้ลึกซึ่งด้วย เช่น อาหารบูดเน่า หรือขึ้นรา - อาหารหมดอายุไม่สะอาดพอ หากกินแล้วเกิดเชื้อโรคขึ้นในร่างกาย ผลไม้เน่า - ขึ้นราเล็กน้อย ตัดทิ้งไปบางส่วนแล้วนำมากินบ้าง เครื่องดื่มหมดอายุ ส่วนใหญ่ต้นเหตุจากอารมณ์เสียดายของ แต่ไม่เสียดายร่างกาย จัดเป็นอารมณ์โลภ กินมากเกินไป เพราะเสียดายอาหาร อาหารก็ไม่ย่อย เป็นการเบียดเบียนร่างกายที่จิตเราอาศัยอยู่ขาดพรหมวิหาร ๔ เพราะรู้ไม่เท่าทันกิเลส พึงอยู่ในความไม่ประมาท ไม่เบียดเบียนทั้งตนเองและผู้อื่น ทุกอย่างให้เดินสายกลาง จึงจักสมบูรณ์ในการปฏิบัติ

          ๑๖. อย่าฝืนร่างกาย หากรู้สึกไม่ไหวต้องพัก จงอย่าทำจิตให้เศร้าหมอง ให้เห็นธรรมดาของร่างกาย นักปฏิบัติต้องรู้ว่าสมบัติของเราจริงๆ มีอย่างเดียวคือจิต เราต้องรักษาจิตให้มีอารมณ์ผ่องใส ด้วยปัญญารู้เท่าทันตามความเป็นจริง ให้ระวังผี ๓ ตัวคือ โกรธ - โลภ - หลงที่บดบังจิตเราอยู่ เพราะตัวอยากไปข้างหน้า คือ อยากไปพระนิพพานจนขาดปัญญา เอาสัญญานำหน้า เลยถูกผี ๓ ตัวหลอกอยู่เสมอ จะต้องใช้วิปัสสนา ๙ โดยเฉพาะข้อ ๙ สัจจานุโลมิกญาณให้เป็นประโยชน์ เดินหน้า - ถอยหลังด้วยความไม่ประมาทในธรรมอยู่เสมอ และจงอย่าลืมว่าธรรมทั้งหลายมีใจเป็นหัวหน้า มีใจเป็นใหญ่ ทุกสิ่งสำเร็จที่ใจ การพ้นทุกข์ พ้นที่ใจมิใช่พ้นที่กาย ให้ยอมรับทุกสิ่งทุกอย่างตามความเป็นจริง วางทุกสิ่งลงได้ด้วยปัญญา

          ๑๗. วางอดีตลงเสีย เพราะคิดครั้งใดขาดทุนทุกที ทำให้เกิดอารมณ์ ๒ พอใจกับไม่พอใจ เป็นวิภวตัณหาสร้างทุกข์ให้เกิดทุกครั้ง เหมือนหอกข้างแคร่ คอยทิ่มแทงจิตทุกครั้งที่ถูกกระทบเข้า คิดให้ดีๆ จึงจักวางทุกข์ได้ ทุกอย่างเป็นกฎของกรรม ในโลกนี้ล้วนตกอยู่ภายใต้กฎของกรรม หรือกฎธรรมดา หรืออริยสัจล้วนเป็นธรรมอันเดียวกัน เศรษฐกิจไม่ดี - ไฟไหม้, วาตภัย, อุทกภัย,ภัยจากขโมย โจร - ปล้น - จี้ แม้ภัยจากสงคราม ก็ล้วนเป็นกฎของกรรมแก้ไขไม่ได้ จักทนได้หรือไม่ได้ก็ต้องทน ให้เห็นทุกข์ให้มากๆ แล้วจักเบื่อโลก ปล่อยวางการเกาะติดโลก เห็นโทษของการมีขันธ์ ๕ จักทำให้เข้าถึงพระนิพพานได้ง่าย หลังจากเกิดสภาวะสงครามแล้ว พระพุทธศาสนาจักรุ่งเรืองมากขึ้น เนื่องจากคนเห็นทุกข์มากขึ้น มีผู้ปฏิบัติเพื่อให้ถึงหนทางพ้นทุกข์มากขึ้น พระอริยเจ้าก็มีมากขึ้นด้วย จากผลการปฏิบัติธรรมนั้น

          ๑๘. วิปัสสนาญาณ ๙ ธรรมที่ควรพิจารณาเนืองๆ หากต้องการจะไปสู่พระนิพพาน

               ๑) พิจารณาร่างกาย - คน - สัตว์ - วัตถุต่างๆ ในโลก เกิด - ดับๆ เป็นสันตติภายนอก เป็นไตรลักษณ์

               ๒) พิจารณาร่างกายคน - สัตว์ - วัตถุต่างๆ ในโลกพังหมดไม่มีเหลือ

               ๓) พิจารณาร่างกาย เห็นภัยจากการเกิดมีร่างกาย ที่ต้องพบกับสัทธรรม ๕, โลกธรรม ๘, กฎของกรรมตามมาให้ผล

               ๔) พิจารณาร่างกายเห็นทุกข์จากการเกิดมีร่างกาย ตั้งแต่จุติในครรภ์ จนกระทั่งตายเหมือนติดคุกตลอดชาติ

               ๕) พิจารณาข้อ ๑ - ๔ จนเกิดอารมณ์เบื่อกาย เบื่อเกิด เป็นนิพพิทาญาณ

               ๖) พิจารณาโดยใช้บารมี ๑๐ และสังโยชน์ ๑๐ เป็นหลักในการตัดกิเลสโลภ - โกรธ - หลง เพื่อให้หลุดพ้น

               ๗) พิจารณาโดยใช้จริตหก เป็นหลักในการตัดกิเลส โลภ - โกรธ - หลง เพื่อให้หลุดพ้น

               ๘) สังขารุเบกขาญาณ เกิดได้ด้วยพรหมวิหาร ๔ เต็ม มีอารมณ์ช่างมัน หรืออุเบกขาในเรื่องของร่างกาย

               ๙) สัจจานุโลมิกญาณ พิจารณาให้เห็นทุกข์จากข้อ ๑ - ๘ กลับไปกลับมา ให้เห็นอริยสัจตามความเป็นจริง

          หมายเหตุ การพิจารณาหมายถึงต้องมีสติกำหนดรู้อารมณ์จิตของตนด้วยว่า มันเกิด - ดับๆ เป็นสันตติ ไม่เที่ยงอยู่เสมอ ผู้รู้ก็คือจิตซึ่งเป็นเราเป็นของเรา และให้รู้ตลอดเวลา เป็นมหาสติปัฎฐาน

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่