(พระธรรม ที่ทรงตรัสสอนในเดือนมิถุนายน ๒๕๔๐)

ปกิณกะธรรม




          สมเด็จองค์ปฐมทรงตรัสสอนปกิณกะธรรมไว้ มีความสำคัญดังนี้

          ๑. พิจารณากฎของกรรมให้มาก อย่าฝืนกฎของกรรมจักทำให้จิตเห็นทุกข์มากยิ่งขึ้น และจงเตือนตนไว้เสมอ กรรมเหล่าใดถ้าหากตนเองไม่เคยได้ก่อไว้ กรรมเหล่านั้นจักเข้ามาสนองตนเองไม่ได้เลย พิจารณาทุกข์อันเกิดจากผลแห่งกฎของกรรมให้ผลให้เห็นชัด ๆ ต่อไปจักได้สำรวมกาย - วาจา - ใจ ให้มากขึ้น กรรมใหม่จักได้ไม่ก่อกันอีกต่อไป กรรมเท่าที่ตามมาสนองก็ชดใช้เขาไป ทำได้อย่างนี้จิตจักคลายจากความทุกข์ ความสงบของจิตจักมีมากขึ้น เพราะการยอมรับนับถือกรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ และถ้าหากสำรวมกาย - วาจา - ใจให้สงบจากการไม่สร้างกรรมชั่วใหม่แล้ว จิตก็จักมีกำลังใจมาทางด้านปฏิบัติธรรม เพื่อพระนิพานได้ดีเป็นอันมาก

          ๒. ให้พิจารณาเรื่องศีล ๓ ขั้นให้มาก ๆ ไม่ว่ารักษาศีลโดยไม่ละเมิดศีลด้วยตนเอง อันเป็นการสำรวมกายให้เรียบร้อย ไม่ยุยงส่งเสริมให้ผู้อื่นละเมิดศีล ทางวาจา ไม่ยินดีด้วยเมื่อบุคคลอื่นละเมิดศีลแล้ว ทางด้านจิตใจ แล้วศีลที่กล่าวมาก็ให้รักษาอยู่ในกำลังใจของตน ศีล ๕ ก็ให้เป็นปกติในศีล ๕ ทั้งกาย - วาจา - ใจ ศีล ๘ ก็ให้เป็นปกติในศีล ๘ ทั้งกาย-วาจา-ใจ ศีล ๒๒๗ เป็นศีลของพระ ก็ให้ดูท่านพระ...เป็นตัวอย่าง ท่านรักษาไว้ดีแล้วทั้งทางกาย - วาจา - ใจ การปฏิบัติเหล่านี้จึงเป็นปัจจัยให้เข้าถึงพระนิพพานได้โดยง่าย จุดนี้เป็นบ่อเกิดเบื้องต้นของ สัมมาทิฏฐิ อันนำไปสู่สมาธิ อันเป็นโลกุตรสมาธิ หรือ สัมมาสมาธิ ด้วยกำลังของศีลที่มั่นคง (อธิศีล) เมื่อสมาธิไม่เสื่อม ก็นำไปสู่ปัญญา (สัมมาปัญญา) ใช้พิจารณาขันธ์ ๕ ตามความเป็นจริง ก็จักตัดกิเลสเป็นสมุจเฉทปหานได้ นักปฏิบัติทุกคนจักต้องให้ความสำคัญแก่ศีล รักษาศีลให้เป็นชีวิตจิตใจ ปฏิบัติไปจนเป็นอธิศีลเมื่อไหร่ ก็ถึงพระโสดาบัน เป็นพระอริยเจ้าเบื้องต้นของพระพุทธศาสนา คำว่าอบายภูมิ ๔ จักไม่เป็นที่ไปสำหรับบุคคลผู้นั้นอีก

          ๓. ร่างกายไม่มีสาระแก่นสารใด ๆ ที่จักยึดถือได้ว่าเป็นเรา เป็นของเรา ให้พิจารณาร่างกายโดยแยกเป็นธาตุ ๔ ให้มาก แยกส่วนอาการ ๓๒ ฝึกฝนให้จิตทรงตัว ค่อย ๆ คิด ต้องฝึกฝนจิตให้คิดเหมือนกับสมัยที่ฝึกการคิดรักษาศีลทำอย่างไรนั่นแหละ เรียกว่า พยายามทำให้จิตรู้จักใช้ปัญญา ไม่ใช่เอาแต่สัญญา ความทรงจำอย่างเดียวจักไม่ได้ผล อย่างกรณีคุณหมอก็เช่นกันที่บอกว่าไม่ไหวในเรื่อง กายคตาและอสุภะ ให้รู้ว่านั่นเป็นสัญญา แล้วก็มีจุดหนึ่งที่มีเหตุทำให้คิดไม่ค่อยจักได้ คือกำลังใจยังไม่เต็ม คือเข้าไม่ถึงธรรมส่วนนี้นี่เอง คือจิตยังไม่มีกำลัง จุดนี้จักต้องรู้จักฝึกฝนจิตให้รักการพิจารณาร่างกาย อย่าปล่อยให้จิตไหลลงสู่เบื้องต่ำไปเรื่อย ๆ จักขาดทุน คนเราถ้ามัวแต่ประมาทไม่รีบเพียรฝึกฝนจิตให้ตัดสังโยชน์ที่คั่งค้างอยู่ คิดแต่ว่าจักรอบารมีเก่าเข้ามาถึงเอง บางครั้งก็อาจจักสายเกินไป กล่าวคือ มีกรรมเข้ามาตัดรอนให้ชีวิตต้องตายไปเสียก่อน ไปเกิดเป็นพรหม เป็นเทวดาก็ไม่สิ้นทุกข์ หรือกลับมาเกิดเป็นคนก็ทุกข์ใหญ่ หรือโชคร้ายไปสู่อบายภูมิ ๔ ยิ่งทุกข์มหาศาล การฝึกฝนจิตให้รู้จักคิดหรือ ธัมมวิจยะ เรื่องของร่างกายตามความเป็นจริง ตามคำสั่งสอนที่ทรงตรัสไว้มากมายหลายวิธี เป็นการเสริมปัญญาบารมีให้เต็มอยู่ในธรรมปัจจุบัน มีความเพียร-ความอดทน-อดกลั้น ต่อคลื่นอารมณ์ที่เข้ามากระทบ มีสัจจะตั้งใจจะทำอะไรก็พยายามให้เป็นไปตามนั้นเสมอ ทำความดีทุกอย่างโดยไม่หวังผลตอบแทนใด ๆ ทั้งสิ้น ทุกอย่างทำเพื่อพระนิพพานจุดเดียว ทำทุกอย่างโดยมีปัญญาคุมไม่ปล่อยให้จิตลอยไปลอยมาเหมือนเรือที่ไม่มีหางเสือ สุดแต่คลื่นจักพาไปทางไหน เรือจักจมเมื่อไหร่ก็ได้ จิตคนเราก็เช่นกัน คนฉลาดเขาจักไม่ทิ้งบารมี ๑๐ กันด้วยเหตุนี้ อย่ามุ่งจักเอาแต่ทางลัดด้วยกำลังของ มโนมยิทธิ ให้หมั่นถามจิตตนเองดู ภาพกสิณพระนิพานทรงตัวอยู่ได้ทั้งวันหรือเปล่า ถ้ายังไม่ได้ทั้งวันแล้วคิดว่าตายแล้วไปได้แน่ ก็จักประมาทเกินไป เมื่อรู้ตัวว่ายังทำไม่ได้ ก็พึงเร่งตัดสังโยชน์ให้มาก ๆ จักพ้นขันธ์ ๕ ก็จักต้องพิจารณาขันธ์ ๕ อย่างจริงจัง ถ้าไม่รู้จักขันธ์ ๕ ตามความเป็นจริง ก็พ้นจากขันธ์ ๕ ไม่ได้

          ๔. ร่างกายไม่ใช่เรา จุดนี้จักต้องพิจารณาบ่อย ๆ เพื่อให้จิตทรงตัว เป็นการตัด สักกายทิฏฐิ เบื้องสูง มิใช่สักเพียงแต่ว่าพิจารณาความตายให้จิตทรงตัวเท่านั้น อารมณ์ยอมรับความตายที่มีกันมาแต่พระโสดาบัน ยังเป็นอารมณ์หยาบอยู่ เพราะยังยึดนั่นเกาะนี่ หากแต่การพิจารณาร่างกายเป็นธาตุ ๔ มีอาการ ๓๒ ประกอบด้วยปฏิกูล คือ สิ่งสกปรกที่สุดของร่างกายเป็นอสุภะ หรือ นวสี ๙ จุด นี้ หมั่นเจริญเพื่อการลด - ละ ในการยึดมั่นถือมั่นเป็นอารมณ์ละเอียด ทุกคนที่ปรารถนาละขันธ์ ๕ ให้ได้อย่างจริงจัง จักต้องทำจุดนี้ให้มาก ๆ ของเหล่านี้มองเห็นกันไม่ยาก แต่การที่จักทรงจิตอยู่ให้มั่นคง มิใช่ของง่าย และ ขอให้ทุกคนจงอย่าประมาทในกรรม ชีวิตเป็นของไม่เที่ยง ความตายเป็นของเที่ยง บางขณะเผลอไปแล้วก็ตั้งต้นใหม่ อย่าตำหนิตนว่าเลว วัดกำลังใจเข้าไว้เสมอ ถ้าทำไม่ได้หรือไม่ได้ทำเลยในแต่ละวัน นั่นและจัดว่าเลวแท้

          ๕. ให้ใจเย็น ๆ กฎของกรรมทั้งหลายค่อย ๆ คลายตัวไปในไม่ช้า และให้เห็นทุกสิ่งทุกอย่างไม่เที่ยง ทุกอย่างเป็นทุกข์ ทุกอย่างเป็นอนัตตาสลายตัวไปหมด ถ้าหากไปยึดเข้าไว้ก็เป็นทุกข์ ให้ปล่อยวางโดยพิจารณาขันธ์ ๕ ของตัวเองเป็นหลักใหญ่ การพ้นทุกข์อยู่ที่จิตของเราเอง มิใช่ไปพ้นทุกข์ที่บุคคลอื่น ให้พิจารณาจิตของตนเอง อย่าไปแก้ไขจิตของบุคคลอื่น ยิ่งเรื่องของร่างกายมันก็เป็นไปตามธรรมชาติของมัน ที่สุดก็เป็นอนัตตา อย่าไปยึดถือร่างกาย ถ้าหากต้องการพระนิพพานก็จงละไปให้ถึงที่สุด พิจารณาอาการ ๓๒ ให้จิตทรงตัว แล้วการตัดร่างกายจักง่ายเข้า มุ่งตัดร่างกายของตนเองเป็นสำคัญ ถ้าหากตัดร่างกายของตนเองได้แล้ว ร่างกายของบุคคลอื่นก็จักตัดได้เอง อย่าไปห่วงใคร งานทุกอย่างทำตามหน้าที่ โดยพยายามอย่าเอาจิตไปเกาะ ทำเสร็จแล้วก็แล้วดับไป การทำงานของร่างกายก็เหมือนกับการมีชีวิตอยู่ นั่นเป็นหน้าที่ของมัน แล้วในที่สุดงานก็ดี ชีวิตของร่างกายก็ดี ย่อมถึงกาลอนัตตาไปในที่สุด เราทำงาน หรือมีชีวิตอยู่เพื่อรอความตายเท่านั้น ให้มีความรู้สึกเอาไว้เสมอ ความตายมาถึงเมื่อไหร่ จุดที่จิตเราต้องการคือพระนิพพานเท่านั้น ในยามปกติจึงพึงทำกาย - วาจา - ใจให้พร้อมอยู่ในศีล - สมาธิ - ปัญญา เพื่อพระนิพพานด้วย

          ๖. ถ้าจิตฟุ้งซ่านให้พยายามจับอานาปาเข้าไว้ รวมทั้งใช้ปัญญาพิจารณากฎของกรรมตามความเป็นจริง (กรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ) ถ้าหากจิตยังละ สักกายทิฏฐิ ไม่ได้ ก็ย่อมยังมีอารมณ์โกรธ - โลภ - หลงอยู่เป็นธรรมดา และชอบทำอะไรตามใจตนเองเป็นใหญ่อย่างนี้ทุกคน และก็เป็นธรรมดาอีกที่อยากให้ทุกคนตามใจเรา บางครั้งทำอะไรให้ใครก็ยังหวังผลตอบแทนอยู่ในใจ มิใช่ทำเพื่อพระนิพพาน ก็เป็นธรรมดาอีกนั่นแหละ ทุกอย่างล้วนอยู่ในตัว สักกายทิฏฐิ ซึ่งแปลว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เนื่องด้วยร่างกาย ซึ่งเมื่อรู้แล้วก็พึงละเสีย อย่าคิดว่ายากหากตั้งใจละให้จริง ก็จักละได้

          ๗. ติดตรงไหนให้ตัดตรงนั้น ให้มองทุกสิ่งไม่เที่ยง - เป็นทุกข์ - เป็นอนัตตาแล้ว ก็เห็นโลกทั้งโลกเป็นอยู่อย่างนั้น ยึดถืออันใดมิได้ จิตหวนเข้ามาพึ่งหรือยึดสิ่งที่เที่ยงแล้ว คือคุณพระรัตนตรัย ยึดพระธรรมคำสั่งสอนของพระตถาคตเจ้า เจริญจิตให้มั่นคงอยู่ในศีล - สมาธิ - ปัญญา หรือ ทาน-ศีล-ภาวนา มุ่งหวังพระนิพพานจุดเดียว เอาบารมี ๑๐ เสริมเป็นกำลังใจให้เต็มอยู่เสมอ พิจารณาดูสุขใน โลกียะวิสัย จุดไหนที่ยังเกาะอยู่หาต้นเหตุให้พบแล้วแก้ไขเสีย ถามจิตให้จิตตอบ เรื่องนี้มิใช่จักเตือนแต่เจ้าเท่านั้น แม้แต่คุณหมอเองก็ตาม ติดอยู่จุดไหนให้พิจารณาจุดนั้นถึงที่สุด แล้วจักพบแต่ความสุขที่มั่นคงของจิต อันเป็นผลที่ได้จากการปฏิบัติอย่างแท้จริง โดยไม่ต้องไปแสวงหาที่ภายนอก หรือจากบุคคลอื่นเลย อย่าลืม ติดตรงไหน ให้ตัดตรงนั้น

          ๘. ร่างกายไม่มีแก่นสารสาระก็จริงอยู่ แต่การดำรงอัตภาพให้เป็นไปในช่วงที่มีชีวิตอยู่ ก็เป็นสิ่งที่สำคัญ ทำให้จิตที่อาศัยกายอยู่มีความสุขได้ด้วยการเดินสายกลาง ไม่เบียดเบียนร่างกายตนเองด้วย ไม่เบียดเบียนจิตใจของตนเองด้วย ไม่สร้างกิเลสคือ ความทะยานอยากให้เกิดขึ้นในรสอาหารมากจนเกินไปด้วย หากแต่ให้คำนึงถึงสุขภาพของร่างกายเป็นสำคัญ เรื่องนี้เป็นความละเอียดอ่อนของจิต เพราะจิตรู้ จิตอาศัยอยู่ในเรือนคือ ร่างกายนี้ ยิ่งเรียนรู้ศึกษาเรื่องธาตุ ๖ (ดิน - น้ำ - ลม - ไฟ - อากาศ และวิญญาณธาตุ) ศึกษาอาการ ๓๒ พร้อมแล้ว เห็นการประชุมธาตุการทำงานของอาการ ๓๒ วิญญาณธาตุคืออายตนะทั้ง ๖ หรือประสาทสัมผัสทั้ง ๖ ของร่างกาย เพราะความหลง - โกรธ - โลภ ไม่มี วิญญาณธาตุหรือายตนะ ก็ไม่เบียดเบียนกายกับจิต เห็น-รู้การทำงานของธาตุของอาการ ๓๒ เป็นไปตามปกติหน้าที่ ร่างกายก็สบาย จิตก็สบายจักมีการเจ็บไข้ได้ป่วยบ้างก็ตามกฎของกรรม อันเป็นวิบากกรรมในอดีตชาติตามมาให้ผล ล้วนเป็นกฎธรรมดาของร่างกาย (สัทธรรม ๕) การดำรงชีวิตอยู่ของอัตภาพร่างกาย ตถาคตจึงกล่าวถึงปัจจัย ๔ หรือ ปัจจเวท ๔ ให้ภิกษุสงฆ์ได้พิจารณาเพื่อกายเป็นสุข จิตเป็นสุขในมัชฌิมาปฏิปทา ๔ อย่างนี้เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับชีวิต เพื่อรักษาร่างกายไว้เพื่อประกอบความดี คือเพียรเพื่อมรรคผลนิพพานแห่งจิตของตนเท่านั้น เป็นประการสำคัญ

          ๙. ให้ถือทุกอย่างเป็นกรรมฐาน ห้ามบ่นถึงสุขภาพไม่ดี ห้ามบ่นถึงโชคชะตาไม่ดี เพราะทุกอย่างล้วนเป็นครูทดสอบอารมณ์จิตของตน ทุกคนที่ปรารถนาจักไปพระนิพพาน ก็จักต้องมีข้อทดสอบทยอยเข้ามากระทบอยู่เนือง ๆ ให้พิจารณาเข้าหาทุกข์ อันเป็นอริยสัจ กรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ อันเป็นตัวปัญญาสูงสุดในพุทธศาสนาเป็นหลักสำคัญ พิจารณาเข้าหาสัทธรรมทั้ง ๕ ซึ่งทุกคนจักต้องพบ คือความปรารถนาไม่สมหวังก็เป็นทุกข์ หากจิตไม่ยอมรับจิตก็จักดิ้นรน ก็ยิ่งเพิ่มทุกข์ให้กับจิตตนเองเป็นธรรมดา ให้พิจารณาตามเหตุตามผลตามความเป็นจริง จิตที่ยอมรับในกฎของกรรมก็จักคลายความเดือดร้อนลงได้มาก คือ รู้อย่างผู้มีปัญญา ฉลาดในธรรม รู้ว่าสิ่งใดเป็นบุญกุศล สิ่งใดเป็นบาปอกุศล รู้แล้วยอมรับในกฎของกรรม กฎของธรรมดาอันเป็นอริยสัจ จิตก็จักไม่ปรุงแต่ง หรือหวั่นไหวไปในกรรมนั้น ๆ ทุกอย่างเป็นธรรมดาหมด จิตก็สงบเป็นสุข เป็นอัพยากฤตธรรม หรือ อัพยากตาธรรมา จำไว้พระตถาคตเจ้าทั้งหลายสอนให้พ้นทุกข์ ด้วยการให้รู้จักตัวทุกข์ จึงจักพ้นทุกข์ได้ มิใช่สอนให้หนีทุกข์ และไม่รู้จักตัวทุกข์ก็พ้นทุกข์ไม่ได้ ก็คือ อริยสัจหรือกรรมทั้งหลายมาแต่เหตุนั่นเอง

          ๑๐. ร่างกายที่ประกอบด้วยกายกับจิต คือ ตู้พระไตรปิฎกแสดงธรรมอยู่ตลอดเวลา พวกเจ้ามีปัญญาก็เห็น ไม่มีปัญญาก็ไม่เห็น เช่น มีความไม่เที่ยงอยู่เป็นปกติ กาย - เวทนา อารมณ์ของจิต และธรรมะที่เป็นสมมุติธรรม ล้วนเกิด - ดับ ๆ เป็นสันตติธรรม เกิด - ดับ ๆ อยู่อย่างนั้น ยึดถือเข้าก็เป็นทุกข์ ผู้รู้ไปรู้ธรรมเกิด - ดับ หรือธรรมไม่เที่ยงทั้ง ๔ นี้ก็คือตัวเรา หรือจิตใจ หรือจุติวิญญาณที่มาอาศัยร่างกายที่ไม่เที่ยงนี้อยู่ชั่วคราวตามกฎของกรรม แล้วเห็นความตายของร่างกายนี้เป็นธรรมดา ทุกชีวิตหนีความตายไม่พ้น ให้พิจารณาไปจนจิตปล่อยวางร่างกาย เบื่อหน่ายในร่างกาย แล้วตั้งใจมั่นว่าจักไม่กลับมามีร่างกายอย่างนี้อีกต่อไป ในแนวทางของวิปัสสนาญาณ ๙ หรือตามปกิณกะธรรมที่ให้ไว้มากมายหลายวิธี ล้วนเป็นอุบายในการพิจารณาเพื่อละปล่อย - วางร่างกาย หรือขันธ์ ๕ ว่ามันหาใช่เรา หาใช่ของเราไม่ จิตเราชอบอุบายใดก็ให้เร่งรัดปฏิบัติตามอุบายนั้น ๆ โดยมีสังโยชน์ ๑๐ เป็นเครื่องวัด ซึ่งหากเข้าใจก็คือมุ่งให้เกิดอธิศีล-อธิจิต และอธิปัญญาตามลำดับนั่นเอง และมีบารมี ๑๐ เป็นเครื่องช่วย มีอานาปานัสสติที่จักต้องเจริญอยู่ตลอดเวลา เพื่อระงับนิวรณ์ทั้ง ๕ ทำจิตให้สงบเป็นสุข ช่วยระงับเวทนาของกายไปด้วยในตัว พิจารณา กายคตาควบอสุภกรรมฐาน และ มรณา ควบอุปสมานุสสติอยู่เสมอ ด้วยความไม่ประมาทในชีวิต จิตใครจิตมัน จักต้องรีบปฏิบัติธรรมให้เห็นผลที่จิตของตนเอง เพราะธรรมของตถาคตเป็น ปัจจัตตัง ทุกอย่างมุ่งหวังพระนิพพานเป็นหลักใหญ่ แต่อย่าคิดเอาตัวรอดแต่ผู้เดียว ในพุทธศาสนาจักเกื้อกูลกันเป็นทอด ๆ เพื่อจรรโลงพระพุทธศาสนาไม่ใช่สอนให้เห็นแก่ตัว แต่ที่สำคัญ จักต้องตัดสังโยชน์ เบื้องต่ำ ๓ ข้อแรกให้ได้ก่อน คือ พ้นจากอบายภูมิ ๔ จิตเป็นพระโสดาบันแล้ว จึงจักออกประกาศพระพุทธศาสนาได้ เพราะจักไม่สอนผิด ไม่พูดผิด ๆ ในพระธรรมคำสั่งสอนของตถาคตแล้ว ไม่สงสัยในธรรมของตถาคตเรื่องพระนิพพานแล้ว จิตรู้แค่ไหนก็สอนแค่นั้น ไม่เดาส่ง ไม่คาดคะเนเอาแบบโหร ไม่แสดงธรรมที่ยังไม่มีในตนเป็นอันขาด

          ๑๑. อย่าไปเอาวิชา - ความรู้ - ศักดิ์ศรี - ฐานะ - ตระกูล มาเป็นเครื่องตัดกิเลส เพราะนั่นเป็นเพียงสิ่งภายนอก มิใช่ตัวจิตแท้ ๆ ถ้าไปยึดถือเอา ก็เป็นมานะกิเลส ให้พิจารณาถึงตัวจิตล้วน ๆ วิชาความรู้นั้นเกิดจากสัญญา แต่วิชชาในพุทธศาสนา คนที่ไม่ได้ศึกษาวิชาทางโลกมาเลย เช่น ชาวนา - ชาวสวน - ชาวไร่ มาศึกษาวิชชาทางธรรมก็ยังจบกิจได้โดยอาศัยปัญญาตัดกิเลสในจิตของตนเอง คือกรรมภายใน อันมีศีล-สมาธิ-ปัญญา ซึ่งเป็นกรรมภายใน หรือ ทาน - ศีล - ภาวนา ซึ่งเป็นปฏิบัติบูชา เป็นกรรมหรือการกระทำทางกาย - วาจา - ใจ ของตนเอง หาได้เกี่ยวกับวิชา - ความรู้ - ศักดิ์ศรี - ฐานะ หรือตระกูลแม้แต่อันใด ดังนั้นจงอย่าไปติดแม้อันใดอันหนึ่งที่ว่ามานี้ เพราะปุถุชนมีความทะเยอทะยานอยากไม่รู้จกพอในสิ่งเหล่านี้ (จิตพร่องอยู่เป็นนิจ เพราะตกเป็นทาสของตัณหา) กล่าวคือ อยากมีวิชาดี - ความรู้ดี - ศักดิ์ศรีดี - ฐานะดี และตระกูลดี จักดีแค่ไหนก็ยังไม่รู้จักพอ ยังจักขอให้ดีกว่าบุคคลอื่น จำไว้ในการปฏิบัติธรรมเพื่อนำไปสู่ความหลุดพ้น จงอย่าหวังผลตอบแทนในการกระทำความดีทั้งหมด แม้แต่คำว่าขอบใจหรือคำสรรเสริญ เรามุ่งทำเพื่อพระนิพพานจุดเดียว หากทำได้จิตจักเป็นสุขเป็นที่สุด อย่าไปเอาอารมณ์ของปุถุชนมาเป็นอารมณ์ของตน เพราะปุถุชนทำอะไรนิดหนึ่ง ก็หวังผลตอบแทนเป็นธรรมดา และคำว่าทำดีแล้วจงอย่าติดดี ก็คือการกระทำดีที่เป็นกุศล แล้วไม่หวังผลตอบแทนใด ๆ ทั้งสิ้น แม้แต่คำสรรเสริญจากบุคคลภายนอก แต่ก็ต้องไม่สรรเสริญตนเองด้วย

          ๑๒. คุณหมอสบสันต์มีโอกาสบวช ก็นับว่าโชคดี เพราะโอกาสอย่างนี้หาได้ยาก การปฏิบัติของคุณหมอก็ไม่ทิ้งกรรมฐานอยู่แล้ว เรียกว่าเข้าถึงพระพุทธศาสนาได้เต็มตัวทั้งกาย - วาจา - ใจ เมื่อเข้าสู่ร่มผ้ากาสาวพัสตร์ ก็เป็นโชคดี เพราะโอกาสอำนวยหนทางทุกอย่างเปิดช่องให้สะดวกหมด แต่สำหรับคุณ หมอสมศักดิ์นั้น โอกาสยังไม่มี การบวชเป็นเรื่องของบุญวาสนาบารมีด้วย อยู่ที่ความพร้อมของกายหรือครอบครัวด้วย เมื่อคุณหมอยังไม่สะดวกก็บวชใจไปพลาง ๆ ก่อน ตัดสังโยชน์ ๑๐ ได้ขาดก็เป็นพระอรหันต์ได้เช่นกัน ทุกอย่างเป็นบุญกรรมที่ทำเอาไว้ก่อนในอดีต การบวชใจบวชได้ทุกคน แต่การบวชกายนั้นมีได้แต่เฉพาะบางคนเท่านั้น

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่