ประสบการณ์

จากการปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนาของข้าพเจ้า

โดย : พลตำรวจโท นายแพทย์ สมศักดิ์ สืบสงวน





          ข้าพเจ้า เริ่มต้นปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนาเมื่ออายุ ๔๗ ปี ซึ่งช้าและประมาทมากไปหน่อย เพราะความตายเป็นของเที่ยง แต่ชีวิตเป็นของไม่เที่ยง โชคยังดีที่ยังไม่ตายเสียก่อนจะได้ปฏิบัติ ทั้ง ๆ ที่เกิดมาเป็นชาวพุทธ ได้พบพระพุทธศาสนา แต่ไปคิดผิด ๆ ว่าไว้แก่เสียก่อนจึงค่อยปฏิบัติก็ได้ หมายถึงปลดเกษียณออกจากราชการแล้วค่อยปฏิบัติก็ยังทัน จึงได้เก็บสะสมหนังสือแจกในงานศพไว้มากมายโดยไม่ได้อ่าน แต่เมื่อเกิดความทุกข์ เพราะมีความปรารถนาไม่สมหวังขึ้นกับตน เมื่อ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ จุดนี้แหละเป็นจุดเริ่มต้นในชีวิตของการปฏิบัติธรรมของข้าพเจ้า (รายละเอียดขออนุญาตไม่เขียนเพราะเป็นเรื่องน่าเบื่อของผู้อื่นและก็เป็นอดีตไปแล้ว)

          พอเข้าปี ๑๗ พระท่านก็มาโปรด ท่านมาถูกจังหวะพอดี เพราะหากมาตอนที่ข้าพเจ้ายังไม่เห็นทุกข์ โอกาสที่ข้าพเจ้าจะเห็นธรรมะนั้นยาก หากเข้ามาในจังหวะนี้ก็เห็นง่าย สอนให้เข้าใจได้ง่าย ตามพุทธพจน์ที่ทรงตรัสไว้ตอนหนึ่งว่า ที่ตถาคตเพียรสอนพวกเธออยู่นี้ จุดประสงค์ก็เพื่อให้พวกเธอได้เห็นทุกข์ตามความเป็นจริง เพราะตราบใดที่พวกเธอยังไม่เห็นทุกข์ พวกเธอก็ไม่มีทางพ้นทุกข์ไปได้ ทุกข์เป็นอริยสัจ (ทุกขสัจ)

          อีกตอนหนึ่งทรงตรัสว่า ผู้ใดเห็นทุกข์ ผู้นั้นเห็นธรรม ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นตถาคต อีกตอนหนึ่งทรงตรัสว่า พระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ ต่างก็บรรลุเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยอริยสัจด้วยกันทั้งสิ้น และพระสาวกของตถาคตต่างก็บรรลุเป็นพระอรหันต์ด้วยอริยสัจด้วยกันทุกองค์ มีทางนี้ทางเดียว ทางอื่นไม่มี

          อีกตอนหนึ่งในมหาปรินิพพานสูตร อันเป็นพระสูตรสุดท้ายที่พระองค์ทรงตรัสสอนไว้ ก่อนจะเข้าสู่ปรินิพพาน ขอยกเอาแต่บางตอนที่ข้าพเจ้าเห็นว่าควรนำมาเขียนไว้ให้พวกเพื่อนแพทย์ได้รับทราบ

          ๑. หลังจากที่พระองค์ทรงปลงอายุสังขารแล้ว หมายความว่า นับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปอีก ๓ เดือน พระองค์จะทรงเข้าสู่การดับขันธ์ปรินิพพาน

          ๒. พระอานนท์วิตกว่า หากพระองค์ไม่อยู่แล้ว ใครจะเป็นผู้ทำนายว่า พระองค์นี้องค์นั้นตายแล้ว จิตเขาจะไปอยู่ที่ไหน ทรงตรัสว่า ให้ใช้สังโยชน์ ๑๐ เป็นเครื่องตัดสิน ผู้ใดตัดสังโยชน์ ๓ ข้อแรกได้ ก็เป็นพระโสดาบัน หรือพระสกิทาคามี (ตัดให้หยาบๆ หรือกลางๆ หรือให้ละเอียด เพราะพระโสดาบันมี ๓ ระดับ ขอไม่เขียนรายละเอียด) หากตัดสังโยชน์ ๕ ข้อแรกได้ ก็เป็นพระอนาคามี หากตัดสังโยชน์ได้หมด ๑๐ ข้อก็เป็นพระอรหันต์

          ๓. ระหว่าง ๓ เดือนนี้ พระพุทธองค์ไม่สอนพระวินัย พระสูตร และพระอภิธรรม แต่สอนอยู่เพียงแค่ ศีล สมาธิ ปัญญา เท่านั้น ทรงเน้นตัวปฏิบัติเพื่อให้พ้นทุกข์เท่านั้น (ซึ่งย่อมาจากอริยมรรค ๘)

          ๔. พระอานนท์วิตกว่าหากพระองค์ไม่อยู่แล้ว พระองค์จะตั้งใครเป็นตัวแทน ทรงตรัสว่า พระธรรมจักเป็นศาสดาแทนเรา หมายความว่า ความเป็นพระพุทธเจ้ามิได้อยู่ที่ขันธ์ ๕ หรือร่างกายของพระองค์ แต่อยู่ที่พระธรรมต่างหาก

          จุดนี้เองที่มีผู้เข้าใจผิดกันมาก กลัวว่าพระพุทธศาสนาจะเสื่อม ความจริงพระธรรมไม่มีคำว่าเสื่อม เพราะเป็นสัจธรรมคือจริงอยู่ตลอดกาล ที่เสื่อมคือจิตของคนที่ยังหนาอยู่ด้วยกิเลส ตัณหา อุปาทาน และอกุศลกรรมเท่านั้น ที่เสื่อมไปจากความดีในพระพุทธศาสนา

          อีกจุดหนึ่งก็คือ คนเข้าใจผิดคิดว่าในเมื่อร่างกายของพระองค์ถูกเผาไปหมดแล้ว แล้วเราจะพบพระพุทธเจ้าได้อย่างไร จุดนี้คนส่วนใหญ่ที่ไม่ได้ปฏิบัติธรรมอย่างจริงจัง ปฏิบัติเพียงแค่อ่านศึกษาคัมภีร์ตามปริยัติ แต่มิได้นำไปปฏิบัติให้เกิดผล ตัวจริงของพระพุทธศาสนาอยู่ที่ผล จริงที่ผลไม่ใช่จริงตามตำราหรือตัวหนังสือ ใครปฏิบัติได้ถึง ไหนก็หมดสงสัยได้ในจุดนั้น และรู้ได้ เห็นได้เฉพาะตน (ธรรมของตถาคตเป็นปัจจัตตัง) ดังนั้น คนใดรู้แค่ตำรา รู้แค่ตัวหนังสือจึงยังรู้ไม่จริง ข้าพเจ้าขออุปมาอุปไมยว่ารู้แค่ ก - ข เท่านั้น (ขั้นอนุบาลเท่านั้น)

          สรุปว่า เราจะสิ้นความสงสัยได้ในพระพุทธศาสนา ด้วยการปฏิบัติตามคำสั่งคำสอนของพระองค์เท่านั้น ถึงเมื่อไรก็จะสิ้นสงสัยเองในขณะจิตนั้น และจะรู้ได้ด้วยตนเองเฉพาะตน เรื่องของพระพุทธศาสนาจึงละเอียด ประณีต ยากยิ่งนักที่ปุถุชนคนธรรมดา ๆ จะพึงเข้าใจได้

          ความจริงจิตเป็นอมตะไม่มีคำว่าตาย ผู้ตาย คือ ขันธ์ ๕ หรือร่างกาย จิตสร้างกรรมอะไรไว้ ยึดสิ่งใดไว้ก็ไปตามนั้น คือ ไปตามกรรม พระองค์จึงใช้คำว่าจุติ คือ จิตหรือตัวเราจริงๆ ไม่เคยตาย พอร่างกายพังหรือตายหรืออนัตตา เราหรือจิตที่อาศัยอยู่ก็ต้องไปเกิดใหม่ตามกรรมที่ตนทำเอาไว้เอง ตามกฎของกรรม คือ ทำดีก็ได้ดี (สุคติ) ทำชั่วก็ไปไม่ดี (ทุคติ)

          เพื่อความเข้าใจในจุดนี้ ซึ่งค่อนข้างจะเข้าใจยาก จึงขอยกเอาบุคคลผู้หนึ่งในโลกมนุษย์ ซึ่งทุกคนรู้จักท่านดี คือ ไอสไตน์ ท่านเขียนไว้มีความสำคัญโดยย่อดังนี้ว่า ข้าพเจ้าเป็นคนไม่มีศาสนา แต่ข้าพเจ้าได้ศึกษาศาสนาใหญ่ ๆ ในโลกดูแล้วทั้งหมด ข้าพเจ้าขอยกให้พุทธศาสนาเป็นศาสนาที่มีเหตุ มีผลมากที่สุด หากจะบังคับให้ข้าพเจ้านับถือศาสนา ข้าพเจ้าก็ขอเลือกพระพุทธศาสนาเป็นที่พึ่ง

          อีกจุดหนึ่ง ไอสไตน์ได้พบทฤษฎีเรื่องสารไม่มีวันสูญหายไปจากโลก ซึ่งทั่วโลกยังรับรองอยู่จนถึงทุกวันนี้ ท่านกล่าวถึงวัตถุธาตุใด ๆ ในโลกว่า ล้วนประกอบไปด้วยธาตุทั้ง ๔ คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไป วนเวียนกันอยู่อย่างนี้แหละ ไม่สูญหายไปไหนหรอก แต่ข้าพเจ้ามีความสงสัยอยู่จุดหนึ่ง คือ คนหรือมนุษย์เรานี่แหละ พอตายไปร่างกายก็สลายตัว กลับไปเป็นดิน น้ำ ลม ไฟ แต่ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่มันไม่ตาย และมันมีอำนาจมากด้วย ข้าพเจ้าไม่รู้จะเรียกมันว่าอะไร จึงขอใช้เรียกมันว่า power (เพาเวอร์) เพราะมันมีอำนาจ ตัว power ของไอสไตน์นี่แหละ คือ จิตซึ่งเป็นอมตะ ไม่มีคำว่าตาย และมีอำนาจมากหากรู้วิธีอบรมฝึกฝนมันให้ถูกต้องถูกทาง ทฤษฎีทั้งหลายของไอสไตน์นี้ พระพุทธเจ้าท่านทรงพบมาก่อนแล้วถึง ๒,๕๐๐ กว่าปี หากไอสไตน์ได้เกิดมาในสมัยที่พระองค์ยังทรงมีพระชนม์ชีพอยู่ และได้ฟังเทศน์จากพระองค์เพียงครั้งเดียว ก็มีหวังมีดวงตาเห็นธรรมแน่ เพราะว่าท่านมีพื้นฐานของพระธรรมสูงอยู่แล้ว (บารมีธรรม)

          อีกจุดหนึ่งที่ไอสไตน์เขียนไว้ ความว่า สิ่งที่ท่านเห็นอยู่นี้ ท่านเห็นจริง แต่สิ่งที่ถูกท่านเห็นนั้น มันไม่จริง เพราะคน สัตว์ วัตถุธาตุใด ๆ ในโลกนี้มันเคลื่อนไป หรือเปลี่ยนแปลงไปอยู่ตลอดเวลา คือ เปลี่ยนจากสภาวะหนึ่งไปสู่อีกสภาวะหนึ่ง ช้าบ้าง - เร็วบ้าง ไม่เหมือนกัน จุดนี้แหละที่ข้าพเจ้าอ่านแล้วขนลุกทั้งตัว เพราะไอสไตน์ท่านเห็นอริยสัจขั้นสูง คือ กฎของไตรลักษณ์ หรือวิปัสสนาญาณขั้นสูงในพระพุทธศาสนา ผู้ใดจิตยังหยาบอยู่อ่านแล้วจะงงเพราะสงสัย ไม่เข้าใจ จึงขอยกเอาของจริงที่พระอริยเจ้าชั้นสูงท่านหนึ่ง คือ หลวงปู่ขาว อนาลโย

          ท่านเล่าว่าวันหนึ่งท่านไปยืนดูน้ำที่ริมฝั่ง เห็นน้ำไหลจากเหนือลงใต้ หรือจากที่สูงลงที่ต่ำ เมื่อจิตท่านรวมตัวสงบลงเป็นหนึ่ง ท่านก็เห็นธรรม มีความสำคัญว่า เรายืนดูน้ำที่ไหลในแม่น้ำ เรามองเห็นน้ำ การมองเห็นน้ำนั้นเราเห็นจริง แต่น้ำที่เรากำลังมองเห็นนั้นมันไม่จริง เพราะเป็นน้ำใหม่ที่ไหลเข้ามาแทนที่น้ำเก่าตลอดเวลา น้ำเก่าที่เราได้สัมผัสเห็นนั้น มันไหลไปไกลแล้ว สิ่งที่เราดูอยู่จึงเป็นเพียงภาพลวงตา เป็นแค่สภาวะธรรมะที่เกิดดับๆ ติดต่อกันไปเป็นสันตติอย่างไม่ขาดสาย ก็คือกฎของไตรลักษณ์ขั้นละเอียดหรืออริยสัจขั้นสูงนั่นเอง ขออนุญาตหยุดไว้แค่นี้

          ๕. พระองค์ทรงตรัสว่า ตราบใดที่ยังมีบุคคลปฏิบัติตามอริยมรรค ๘ ของตถาคต (ย่อแล้ว คือ ศีล - สมาธิ - ปัญญา) ตราบนั้นโลกนี้จะไม่มีวันว่างเว้นไปจากพระอริยเจ้า จงอย่าลืมว่าพระพุทธเจ้าตรัสสิ่งใดเป็นหนึ่งเสมอ ไม่มีเป็นสอง หมายความว่าตรัสคำใดก็เป็นไปตามนั้นไม่เป็นอื่น ตรัสอย่างใดก็เป็นจริงตามนั้นตลอดไป เพราะทุก ๆ คำที่ตรัสเป็นอริยสัจ ซึ่งแปลว่า ความจริงที่พระพุทธองค์ได้พิสูจน์แล้วหรือตรัสอย่างไรก็ทำได้ตามนั้น

          จุดนี้ขอให้ทุกท่านโปรดระวัง เพราะในขณะนี้มีนักปริยัติซึ่งรู้แค่ตำรา หรือตัวหนังสือ หรือนักวิชาการรู้แค่จำความได้ ยังไม่ได้นำไปปฏิบัติให้เกิดผล จึงยังไม่รู้จริง แต่เอาคำสั่งสอนของพระองค์ไปวิพากษ์วิจารณ์ ปรุงแต่งธรรมของพระองค์ ซึ่งเป็นอจินไตย หมายความว่า พุทธวิสัยนั้นไม่มีใครจะรู้ได้ตามความเป็นจริง หากตนเองยังไม่ใช่พระพุทธเจ้า ต้องปฏิบัติตนให้เป็นพระพุทธเจ้าเสียก่อนจึงจะรู้ พวกรู้ไม่จริงเหล่านี้ ชอบเขียน พูด สนทนาออกทางทีวีบ้าง วิทยุบ้าง พูดในที่ประชุมต่าง ๆ บ้าง เมื่อยังรู้ไม่จริงก็ย่อมต้องเข้าใจผิด พูดผิด แนะนำผู้อื่นให้เขาเข้าใจผิดตามไปด้วย เป็นการตู่พระองค์โดยตรง สิ่งใดที่พระองค์มิได้ตรัสกับกล่าวว่าพระองค์ตรัส สิ่งที่พระองค์ตรัสไว้กลับว่าพระองค์มิได้ตรัส และที่สำคัญ คือ ตีความหมายผิด ถือเอาความหมายที่ผิด ๆ ไปแนะนำผู้ให้เขาเข้าใจผิดตามตัวด้วย โทษจึงสูงมาก เป็นการปรามาสพระธรรม ซึ่งก็เท่ากับปรามาสพระองค์โดยตรง โทษที่ทรงตรัสว่ามีจุดเดียว คือ ต้องลงอเวจีมหานรก (ขุมที่ ๘) เขาลงนรกคนเดียวไม่เป็นไร เพราะสมควรแก่กรรมที่เขาเป็นผู้ทำเอาไว้เอง แต่จงอย่าชักชวนผู้อื่นให้ลงตามเขาไปด้วย เรื่องนรก สวรรค์ พรหม พระนิพพาน เทวดา นางฟ้า พระอริยเจ้าขั้นต่าง ๆ เหล่านี้พระองค์เป็นผู้สอนผู้ตรัสไว้ทั้งสิ้น หากไม่จริงพระองค์จะไม่ตรัส (ตามที่ได้เขียนไว้แล้วในตอนแรก)

          ในโลกนี้ไม่มีอะไรจะมีคุณค่าเหนือไปกว่าพระธรรม ในเมื่อพระธรรมมีคุณอนันต์ก็มีโทษมหันต์ เช่นกัน เหมือนยารักษาโรคต่าง ๆ หากหมอนำไปใช้ผิดโรคหรือใช้ผิดขนาด ใช้เกินขนาดก็มีโทษถึงตายได้ พระธรรมก็เช่นกัน ไม่รู้ก็จงอย่าพูด อย่าเดา อย่าคาดคะเน เพราะผิดก็ต้องลงอเวจีทุกราย พวกที่ออกมาคัดค้านคำสอนของพระองค์มีอยู่มาก หลายสำนักปฏิเสธเรื่องเทวดา นางฟ้า นรกสวรรค์ พระนิพพาน อ้างว่าตายแล้วเป็นสูญ พวกนี้เขาไม่เชื่อคำสอนของพระพุทธเจ้า แต่กลับอ้างตนเองว่าเป็นพุทธแท้ ๆ ทั้ง ๆ ที่เป็นเดียรถีย์ (คนนอกศาสนา) อาศัยเครื่องแบบของพระไปหากินหลอกชาวพุทธที่ไม่เข้าใจให้หลงตามเขา (ควรอายท่านไอสไตน์หรือไม่)

พระในพระพุทธศาสนาทรงตรัสไว้ว่ามี ๔ ระดับ ดังนี้

          ๑. พระโสดาบันต้องตัดสังโยชน์ ๓ ข้อแรกได้ ความสำคัญอยู่ที่มีศีลบริสุทธิ์เท่านั้น พระโสดาบันท่านไม่มีความประมาทในความตาย รู้ตัวว่าเกิดมาแล้วต้องตาย แต่ตายเมื่อไหร่ท่านไม่รู้ จึงไม่ประมาทในความตาย หรือพูดย่อ ๆ ว่า ความตายเป็นของเที่ยง แต่ชีวิตเป็นของไม่เที่ยง จงอย่าประมาทในชีวิต และท่านไม่สงสัยในคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า อีกจุดหนึ่งที่ทรงตรัสไว้ว่า พระโสดาบันมีศีลบริสุทธิ์ แต่มีสมาธิเล็กน้อยและปัญญาเล็กน้อย จะเห็นได้ว่าสมัยพระองค์ยังทรงพระชนม์ชีพอยู่ พระโสดาบันมีมากมายทั้งชายและหญิง เช่นนางวิสาขา นางขุตชุตตรา พระนางสามาวดี และบริวารอีก ๕๐๐ อนาถบิณฑริกเศรษฐี เป็นต้น ทรงยกย่องเรียกว่าพระโสดาบันอยู่เสมอ โดยไม่จำเป็นต้องบวชแม้แต่ท่านเดียว เพราะความเป็นพระอยู่ที่ใจ มิใช่อยู่ที่เครื่องแบบ หรือต้องเป็นเพศชาย คนเข้าใจผิดกันมาก

          ส่วนพวกที่มาบวชพระโกนหัวห่มผ้าเหลือง แต่จิตยังไม่เป็นพระ คือ ตัดสังโยชน์ ๓ ข้อแรกยังไม่ได้ พระต้องรักษาศีล ๒๒๗ ข้อ ส่วนฆราวาสรักษาเพียง ๕ ข้อ จึงเป็นพระได้ง่ายกว่ามาก พวกที่ใจยังไม่เป็นพระ สมมุติสงฆ์หรือนักบวชเท่านั้น พวกนี้แหละที่สร้างปัญหาให้กับพระพุทธศาสนามาตลอดมาจนถึงปัจจุบัน แม้ในสมัยของพระองค์ พระในวัดที่พระองค์ปกครองอยู่ ก็ยังเป็นกบฏต่อพระองค์ มีพระเทวทัตเป็นหัวหน้า และ เรื่องภิกขุโกสัมพี เป็นต้น ในปัจจุบันภิกษุในเมืองไทยมีกว่าสามแสนองค์ ส่วนใหญ่เป็นแค่นักบวช จึงเป็นของธรรมดาที่มีข่าวไม่ดีออกมาเสมอ แต่คนมักใช้คำพูดผิด ๆ ว่า พระเลว พระไม่ดี พระชั่ว ซึ่งควรใช้ให้ถูกว่านักบวชหรือสมมุติสงฆ์แทนจึงจะถูก เพราะหากเขาเป็นพระแล้ว ขอรับรองว่าจะไม่ประพฤติชั่วแบบนั้น ผู้ตำหนิพระโดยไม่ระบุชื่อว่าชื่ออะไร จึงเป็นการตำหนิตั้งแต่พระโสดาบันจนถึงพระพุทธเจ้า เลยเป็นบาปเพราะปากเสีย เท่ากับปรามาสพระรัตนตรัยเช่นกัน

          ขอทุกท่านจงระวังด้วย เพราะบุญบาปมิได้อยู่ที่วัด อยู่ที่พระคัมภีร์หรือที่ใด หากแต่อยู่ที่อารมณ์จิตของท่านเอง หากท่านคิดดีบุญก็เกิดกับท่านในปัจจุบัน หากท่านคิดชั่วบาปก็เกิดกับท่านในปัจจุบันเช่นกัน พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า วันหนึ่ง ๆ ไม่มีใครมาทำร้ายเธอได้มากเท่ากับอารมณ์จิตของเธอทำร้ายจิตของเธอเอง และ ศาสนาของตถาคตจริงเฉพาะในปัจจุบันเท่านั้น อดีตก็ไม่ใช่เพราะผ่านมาแล้ว อนาคตก็ไม่ใช่เพราะยังไม่ถึง นักปฏิบัติส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจจุดนี้

          ขอสรุปว่า พระโสดาบัน คือ ชาวบ้านชั้นดีที่มีศีลบริสุทธิ์หากินโดยสุจริต ยังมีครอบครัวได้ปกติเช่นนางวิสาขา (เป็นพระโสดาบันเมื่ออายุแค่ ๗ ปี) ท่านก็แต่งงานเมื่ออายุ ๑๖ ปี มีลูกชายหญิง ๒๐ คน ทำมาค้าขายเป็นปกติ แต่พวกนักบวชปริยัติท่านแปลความหมายเสียจนเหมือนกับคนธรรมดา ๆ ไม่สามารถจะเป็นได้

          ๒. พระสกิทาคามี มีศีลบริสุทธิ์แล้ว ยังต้องมีกรรมบถ๑๐ ครบด้วย

          ๓. พระอนาคามีผ่านพระสกิทาคามีแล้ว ยังต้องเห็นว่าร่างกายคนเต็มไปด้วยความสกปรก และรักษาอารมณ์พอใจ (โลภะหรือราคะ) กับอารมณ์ไม่พอใจ (ปฏิฆะหรือโทสะ) ตัดอารมณ์ทั้งสองอย่างได้ด้วย

          ๔. พระอรหันต์ตัดสังโยชน์ได้หมด ๑๐ ข้อ

          สรุปว่าพระจริงๆ ในพระพุทธศาสนามีแค่ ๔ ระดับ นอกนั้นทรงเรียกว่านักบวชหรือสมมุติสงฆ์ทั้งสิ้น ที่ไม่เขียนรายละเอียด เพราะธรรมเหล่านี้เป็น อจินไตย คือ เป็นความรู้เฉพาะตน บุคคลอื่นไม่ควรรู้ ทรงตรัสไว้มี ๔ อย่าง คือ อจินไตย ๔

          ๑. พุทธวิสัยเรื่องของพระพุทธเจ้า ไม่ควรสงสัย เพ่งเล็ง หรือติเตียน เพราะจะต้องเป็นพระพุทธเจ้าเสียก่อนจึงจะรู้ได้

          ๒. ฌานวิสัย เรื่องของฌาน ๑ - ๔ (รูปฌาน) และอรูปฌาน อีก ๔ ใครปฏิบัติไม่ถึง มัวแต่อ่านตำรา กางตำราปฏิบัติ ไม่มีทางรู้จริงได้ ผู้ใดไม่เคยได้ปฏิบัติ พูดไปย่อมผิดด้วยประการทั้งปวง

          ๓. ญาณวิสัย ญาณ คือ ตัวปัญญาที่เกิดกับจิต รู้ได้เฉพาะตนของใครก็ของมัน อธิบายได้แบบข้อ ๒

          ๔. โลกะจินไตย เรื่องของโลก โลกเกิดเมื่อไหร่ ดับเมื่อไหร่ ชาวโลกมักสนใจและเดากันคาดคะเน อ้างเหตุผลของตน ก็อธิบายได้แบบเดียวกัน

          พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ทรงประกาศศาสนาของพระองค์ในวันมาฆบูชาตรงกันหมด ด้วยหลักสำคัญ ๓ ประการ อันเป็น หัวใจ ของพระพุทธศาสนา คือ

          ๑. จงละกรรมชั่วทั้งมวล (กรรม แปลว่า การกระทำทั้งทาง กาย วาจา และใจ)

          ๒. จงกระทำแต่กรรมดี

          ๓. จงทำจิตให้ผ่องใสอยู่เสมอ เพื่อให้พ้นจากอำนาจของกิเลส

          ทรงเน้นประโยคที่ ๔ ว่า พระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ ตรัสอย่างนี้เหมือนกันหมด เรื่องหัวใจของพระพุทธศาสนานี้ คนไทยพุทธที่ไปต่างประเทศมักถูกชาวต่างประเทศถามเรื่องนี้อยู่เสมอ และส่วนใหญ่ตอบไม่ถูก หรือตอบไม่ตรงจุด ส่วนหัวใจในการปฏิบัติธรรมในพุทธศาสนา คือ อริยมรรค ๘ ย่อแล้วเหลือ ๓ คือ ศีล สมาธิ ปัญญา(ตามที่ทรงกล่าวไว้ในมหาปรินิพพานสูตร ซึ่งเขียนไว้ตอนต้น)

          ข้อ๑. ทรงอธิบายว่าจงละความชั่ว (กรรมชั่ว) ทั้งมวลไว้โดยย่อดังนี้ ขึ้นชื่อว่าความชั่วในอดีตนั้น ไม่มีใครเลยที่ไม่เคยทำมาก่อน แต่เมื่อรู้แล้วก็ให้เลิกทำเสีย ไม่ควรเอาความชั่วในอดีตมาคิด เพราะคิดแล้วจะทำให้จิตเศร้าหมอง (เป็นกิเลส) ขาดทุนทุกครั้งที่คิด ยกเว้นคิดเพื่อใช้เป็นครูสอนจิตเพื่อจะได้ไม่ทำอีก วิธีปฏิบัติก็คือ โดยการรักษาศีลให้บริสุทธิ์

          ข้อ ๒.จงกระทำแต่ความดี (กรรมดี) ความดี ชั่วนั้นเริ่มจากใจก่อนเสมอ เพราะจิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว วิธีปฏิบัติก็คือ พยายามทำจิตให้เป็นสมาธิหรือเป็นฌานอยู่เสมอ นิวรณ์หรือความชั่วของจิตก็เกิดไม่ได้ (ฌานตัดกิเลสไม่ได้ แต่ระงับกิเลสได้ชั่วคราว)

          ข้อ ๓. จงทำจิตให้ผ่องใส ด้วยการเจริญปัญญา หรือวิปัสสนา จึงจะตัดกิเลสให้ขาด หรือทำให้กิเลสตายได้ สรุปก็คือ ศีล สมาธิ ปัญญา นั่นเอง

          ขอย้อนมากล่าวถึงพวกเราที่เป็นหมอบ้างว่า หมอทุกคนได้เห็นคนเกิด คนแก่ คนเจ็บ คนตาย คนที่ต้องพลัดพรากจากของรักของชอบ คนที่มีความปรารถนาไม่สมหวังมานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นทุกข์ (ทุกขสัจ) เมื่อเป็นธรรมภายนอกแล้ว ไม่เคยน้อยเอาธรรมภายนอกนั้นเข้ามาเป็นธรรมภายใน (โอปนยิโก) เห็นแล้วปล่อยไป ๆ ทิ้งของจริง ทิ้งพระธรรมไปหมด จึงยังเอาดีไม่ได้สักคน ส่วนพระองค์ทรงเห็นเพียงครั้งเดียวตอนที่ยังเป็นเจ้าชายสิทธัตถะอยู่ ทรงเสด็จหนีออกไปเที่ยวนอกพระราชวังกับนายฉันนะ ได้เห็นคนเกิด แก่ เจ็บ ตาย และเห็นสมณะหรือพระภิกษุ ซึ่งสมัยนั้นพระยังไม่มี แต่เทวดาเนรมิตให้เห็น เห็นแล้วทรงน้อมเข้ามาคิดพิจารณาว่า สิ่งที่พระองค์เห็นนั้นล้วนเต็มไปด้วยความทุกข์ (เพราะในพระราชวัง ๓ หลัง ๓ ฤดู จัดไว้เพื่อบำรุงบำเรอแต่ความสุข พระราชบิดาและพระราชมารดาสั่งห้ามไม่ให้มีสิ่งเหล่านี้อย่างนี้เด็ดขาด)

          เมื่อพระองค์ได้พบความจริงแล้วว่า โลกนี้เต็มไปด้วยความทุกข์ การเกิดเป็นทุกข์ ความแก่เป็นทุกข์ ความป่วยไข้ไม่สบายเป็นทุกข์ ความตายก่อนจะตายล้วนเป็นทุกข์ การพลัดพรากจากของรักของชอบเป็นทุกข์ ความปรารถนาไม่สมหวังเป็นทุกข์ ทรงคิดว่าทุกข์ทั้งหมดนี้ล้วนมีต้นตอหรือมีสาเหตุมาจากการเกิดมีร่างกายทั้งสิ้น หากไม่เกิดเสียอย่างเดียว ทุกข์เหล่านี้ก็ไม่มี ธรรมะในโลกนี้มีอยู่เป็นคู่เสมอ สุขคู่กับทุกข์ กลางวันคู่กับกลางคืน หญิงคู่ชาย ดีคู่กับชั่ว เป็นต้น

          ดังนั้น เมื่อมีธรรมะที่ทำให้คนเกิดแล้วต้องแก่ ต้องเจ็บป่วย ต้องตายได้ ก็ต้องมีธรรมที่ทำให้คนไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บป่วย ไม่ตายได้เช่นกัน จึงทรงหนีออกบวชเพื่อแสวงหาโมกขธรรม หรือธรรมที่นำไปสู่ความหลุดพ้น (ทุกข์) ไม่ต้องเกิดมีร่างกายอีกต่อไป ทรงใช้ความเพียร ๖ ปี ก็บรรลุเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือเป็นพระอรหันต์องค์แรกในโลก ขออนุญาตกล่าวไว้ย่อ ๆ เพียงแค่นี้ ในการปฏิบัติธรรมของข้าพเจ้าเวลา ๒๖ ปี มีเรื่องเขียนได้ยาวมาก จึงขอเขียนแต่เฉพาะบางตอน เท่าที่เห็นว่าน่าจะเหมาะสมและมีประโยชน์ จึงเป็นเพียงปกิณกะธรรม หรือ ธรรมเล็ก ๆ น้อย ๆ ในพระพุทธศาสนามากกว่า

          ๑. อาจารย์หรือบิดาในทางธรรมของข้าพเจ้า คือ พระธรรมหรือพระพุทธเจ้าองค์เดียวเท่านั้น ส่วนอาจารย์ในมนุษย์โลก ซึ่งนำข้าพเจ้าให้ได้เห็นพระธรรมตามความเป็นจริง ก็คือ ท่านเจ้าคุณพระราชพรหมยาน (หลวงพ่อฤๅษี) ท่านใช้นามปากกาเขียนหนังสือประวัติหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค จ.อยุธยา ว่า ฤๅษีลิงดำ คำว่า ลิงดำ หลวงพ่อปานอาจารย์ของท่านเป็นผู้เรียก แต่เราเป็นศิษย์ของท่าน หรือแม้ผู้อื่นก็ไม่สมควรจะเรียกตาม ผมขอยืนยันว่า แม้แต่พระพุทธเจ้าท่าน ยังให้เกียรติเรียกหลวงพ่อว่า ท่านฤๅษี

          ๒. เมื่อได้อ่านหนังสือเรื่องประวัติหลวงพ่อปาน แล้วก็อยากพบท่าน เพราะเป็นพระองค์เดียวที่ไม่ปกปิดความไม่ดีของตนเอง ท่านให้เหตุผลว่าหากท่านตายไป ลูกศิษย์ของท่านก็เขียนแต่ส่วนดีของท่าน ดังนั้น ท่านจึงเขียนเรื่องของตนเองไว้ก่อนดีกว่า พอผมได้พบท่านแล้วก็อยู่กับท่านตลอดมา จนกระทั่งท่านมรณภาพหรือทิ้งขันธ์ ๕ ไปเมื่อ ๓๐ ต.ค. ๒๕๓๕ ท่านประกาศทั้งที่ต่างประเทศ (Chicago . USA) และที่ประเทศไทยที่วัดท่าซุง จ.อุทัยธานี ให้ข้าพเจ้ามีหน้าที่ตอบปัญหาธรรมะ (ช่วยท่าน เพราะขันธ์หรือร่างกายท่านป่วยอยู่เป็นปกติทุกวัน) หมายความว่า ตอนที่ท่านขึ้นพัก ช่วงนั้นใครมีปัญหาอะไรก็ให้ถามข้าพเจ้าได้ เมื่อท่านละขันธ์ ๕ หรือร่างกายไปแล้ว ข้าพเจ้าก็ทำหน้าที่ที่ท่านมอบให้ ทำตลอดมาจนปัจจุบันนี้

          ๓. การสอนให้ปฏิบัติธรรม ท่านใช้อานาปานัสสติ คือ การกำหนดรู้ลมหายใจเข้าและออกควบคำภาวนา หายใจเข้านึกตามว่า "พุธ" หายใจออกนึกตามว่า "โธ" (ขอไม่เขียนรายละเอียด) ตาจ้องดูพระพุทธรูปที่ตนมีอยู่ที่บ้าน หมายความว่าปฏิบัติ ทำจิตให้สงบได้ตั้งแต่ ฌานที่ ๑ - ๔ พุธ - โธได้พุทธานุสติ ส่วนจิตจับภาพพระ ใหม่ๆ ลืมตาเพ่งภาพหรือรูปพระก็เป็นกสิณ พระส่วนใหญ่เป็นสี เหลืองหรือสีดำ (อนุโลมว่าเป็นสีเขียว) การเพ่งภาพพระจึงเป็นทั้งกสิณและพุทธานุสติ คนส่วนใหญ่เข้าใจผิด มักพูดว่าไม่มีเวลาปฏิบัติพระกรรมฐาน เพราะเข้าใจผิด

          กรรมฐานเขาปฏิบัติกันที่กายเราและจิตเราเท่านั้น ไม่ให้ไปยุ่งกับกายผู้อื่นจิตผู้อื่น โดยปกติเราก็ต้องหายใจอยู่แล้ว หากเราเพียงกำหนดรู้ไปด้วยว่า ขณะนี้เราหายใจเข้าหรือหายใจออก มันก็เป็นกรรมฐานแล้ว ใครทำได้จิตก็สงบ เป็นสุข ไม่ฟุ้งซ่าน ไม่เอาจิตออกไปนอกตัวไปยุ่งกับจริยาของผู้อื่น กรรมของผู้อื่น, หากภาวนาพุทโธร่วมไปกับลมหายใจเข้าออกด้วย ก็เป็นกรรมฐาน (พุทธานุสติ) ผู้ชำนาญเขาจับภาพกสิณพระไปด้วยเลยได้ ๓ อย่างพร้อม ๆ กัน ในทุก ๆ อิริยาบถยืน เดิน นั่ง นอน วิ่ง ขับรถ อาบน้ำ ถูบ้าน แม้แต่ขณะขับถ่ายของเสียหรือดูทีวี ทำได้ตลอดเวลาหากเข้าใจ ทุกอย่างต้องฝึกทั้งสิ้น แต่ส่วนใหญ่ขี้เกียจทำ ใหม่ ๆ เอาแค่อย่างเดียวอะไรก็ได้ใน ๓ อย่างนี้ ทั้ง ๓ อย่างล้วนเป็นพระธรรมทั้งสิ้น (เป็นกรรมฐานทั้งสิ้น)

          ๔. พระธรรม คือ ตัวแทนของพระพุทธเจ้า หรือ ความเป็นพระพุทธเจ้าอยู่ที่พระธรรม (อานนท์เมื่อตถาคตปรินิพพานไปแล้ว พระธรรมจักเป็นศาสดาแทนเรา) พระอริยสงฆ์ท่านช่วยประกาศพระธรรมของพระองค์ คือ พุทธศาสนา ศาสนาแปลว่า คำสอน พุทธะ คือ พระพุทธเจ้าพุทธศาสนาจึงเป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าโดยตรง พระองค์จึงตรัสว่า พระพุทธ พระธรรม พระอริยสงฆ์ มีคุณค่าหรือมีความสำคัญเท่ากัน เรียกสั้นๆ ว่า พระรัตนตรัย

          ๕. ดังนั้น การปฏิบัติธรรมทุกจุด จึงล้วนเป็นพระธรรมทั้งสิ้น จะเป็นอานาปา ภาวนาพุท - โธ หรือจับกสิณภาพพระ ก็ล้วนเป็นพระธรรม ซึ่งถึงกันหมด มีคุณค่าหรือมีความสำคัญเท่ากัน จุดสำคัญ คือ ทรงยืนยันว่าป้องกันนรกได้ หากก่อนตายจิตเราจับอยู่กับพระธรรม หรือพระพุทธ หรือ พระอริยสงฆ์ ก็ไม่ตกนรกทั้งสิ้น เนื่องจากความตายเป็นของเที่ยง แต่ชีวิตเป็นของไม่เที่ยง จะตายเมื่อไรไม่มีใครรู้ได้ ท่านจึงไม่ให้เราประมาทในความตาย เพื่อนๆ ของเราก็มีอยู่หลายคนที่ประสบอุบัติเหตุแล้วก็ตาย หากเขาเข้าใจจุดนี้ว่า กรรมฐานเขาทำกันที่จิต การเดินมรรคเพื่อไปสู่ผลเขาทำกันที่จิต ไม่จำเป็นต้องไปทำที่วัด (เราไปวัดก็เพื่อไปพบญาติทางธรรมของเรา หรือไปทำบุญ (ภายนอก) หรือพบครูอาจารย์ เพื่อขอคำแนะนำ แล้วนำมาปฏิบัติด้วยตนเองต่อไป) หากเพื่อนเราเข้าใจขอรับรองว่าเขาไปสู่สุคติอย่างแน่นอน

          ๖. พระธรรมคำสั่งสอนของพระองค์ สอนไว้มากถึง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ หรือบทหรืออุบาย ทั้งนี้เพราะบุคคลในโลก มีจริต นิสัย กำลังใจ หรือบารมีและกรรมแตกต่างกัน พระองค์เป็นพระสัพพัญญูทรงรู้ทุกอย่าง ด้วยทรงมีสัพพัญญูญาณหรือพุทธญาณแต่เพียงผู้เดียวบุคคลอื่นไม่มี จึงต้องสอนไว้ถึง ๘๔,๐๐๐ วิธี เพื่อให้เหมาะกับจริต นิสัย กำลังใจ และกรรมของแต่ละคนซึ่งไม่เสมอกัน ครั้งใดเมื่อสอนหรือเทศนาและจบลงด้วยอริยสัจ ๔ อย่างน้อยที่สุดจะต้องมีผู้บรรลุดวงตาเห็นธรรมอย่างน้อย ๑ คน

          ๗. เรื่องมโนมยิทธิหรือฤทธิ์ทางใจ สามารถเอาจิตของเราออกไปท่องเที่ยวได้ในเมืองมนุษย์ นรก สวรรค์ พรหม แม้กระทั่งพระนิพพาน ขอยืนยันว่ามโนมยิทธิเป็น ๑ ใน ๖ ของอภิญญา ๖ ที่พระองค์สอนไว้ ขอเล่าย่อๆ ว่า หลวงพ่อท่านสอนมโนมยิทธิจริงๆ ในปี ๒๕๒๑ มี ๒ แบบ คือ แบบเต็มกำลังและครึ่งกำลัง

               ก. แบบครึ่งกำลัง ทำได้ง่าย เพราะท่านฝึกนำข้าพเจ้าให้เป็นคนแรกก็ทำได้เลย จากนั้นก็แนะให้ผู้อื่นทีละคนๆ โดยหลวงพ่อฝึกให้เอง ข้าพเจ้าก็คอยยกม้านั่งเตี้ยๆ ตามไปให้ท่านนั่ง เพื่อความสะดวกและนั่งสูงกว่าศิษย์เล็กน้อย ข้าพเจ้าจึงได้ประสบการณ์มากกว่าผู้อื่นทั้งหมดในครั้งนั้น เพราะได้รู้ได้เห็นอดีตของบุคคลเหล่านั้นไปด้วย ในปี ๒๑ นี้ คนยังมีจำนวนน้อย ต่อมาคนมาฝึกกันมากขึ้นๆ จนท่านองค์เดียวฝึกให้ไม่ไหว จึงจัดให้ลูกศิษย์ที่มีทิพจักขุญาณแจ่มใส หมายความว่าเห็นภาพด้วยจิตได้ชัดเจนเหมือนเปิดไฟสว่างไสว เพราะการเห็นของแต่ละท่านยังแตกต่างกันมาก บางท่านไม่เห็นเลย (เห็นทางใจไม่ใช่เอาลูกตาเห็น) แต่เขาสามารถสัมผัสได้ด้วยจิต บอกได้ถูกต้องเหมือนพวกที่เห็นภาพแจ่มใสทุกประการ แล้วในที่สุดเขาก็สามารถเห็นได้ บางคนได้แล้วเสื่อม เพราะศีลไม่บริสุทธิ์เป็นเหตุสำคัญ บางคนปรามาสพระธรรม เพราะความสงสัยในธรรมที่ตนปฏิบัติ

          สรุปว่า ท่านฝึกพิเศษให้ลูกศิษย์เก่า ๆ (รุ่นเก่า) เพื่อมาเป็นครูฝึกแทนท่าน ส่วนตัวท่านคุมพวกเหล่านี้ด้วยจิตอีกทีหนึ่ง ผลปรากฏว่ามีคนฝึกได้เป็นพัน เป็นหมื่น เป็นแสน ตามลำดับ ที่สุดเขานิมนต์ให้ไปสอนที่ต่างประเทศ ที่บ่อยที่สุด คือ สหรัฐอเมริกา ซึ่งมีคนไทยอยู่กันมาก คือ LA. Chicago , Denver ข้าพเจ้าก็ไปด้วยทุกครั้ง ยกเว้นครั้งแรกครั้งเดียว ต่อมาไป NewZealand ๒ ครั้ง อังกฤษ ๑ ครั้ง ข้าพเจ้าก็ไปด้วยเช่นกัน

          ขอเล่าตัวอย่างในประสบการณ์ของข้าพเจ้า คนไทยที่มาฝึกมีแพทย์และพยาบาลมากันมาก ผล ๑๐๐% ฝึกได้หมด พวกแพทย์ หลวงพ่อจะให้มาพบกับข้าพเจ้าก่อน เพื่อแนะนำวิธีอย่างแพทย์ เพราะแพทย์มักถือว่าตนฉลาดกว่าคนประกอบอาชีพอื่นๆ หากไปเกิดสงสัยขึ้นระหว่างฝึก นิวรณ์จะรบกวนจิตผลก็ไม่เกิด

          ขอสรุปสั้นๆ ว่า ต้องอธิบายให้พวกแพทย์เข้าใจ มโนมยิทธิเป็นเรื่องอำนาจของสมาธิจิต เป็นวิชาที่พวกเราไม่เคยรู้มาก่อนเลย ดังนั้นจงอย่าสงสัย อย่าคิดว่าตนฉลาด หากคิดว่าฉลาดเมื่อไหร่ ก็โง่เมื่อนั้น ให้ท่านปฏิบัติตามเขาไปแบบโง่ ๆ คือ อย่าอวดรู้ อวดฉลาด เรามาเพื่อพิสูจน์ความจริง ทำตามเขาไปก่อน เสร็จแล้วจึงค่อยว่ากันใหม่ คนฉลาดอุปมาเหมือนเรามีแก้วที่มีน้ำเต็มแก้วแล้ว จึงไม่มีใครสามารถจะมาเติมน้ำลงในแก้วของเราได้อีก เติม ๑หยด น้ำก็ล้นออก ๑ หยด เติม ๑ ถัง น้ำก็ล้นออกมา ๑ ถัง จงทำตนเองเป็นบุคคลที่มีแก้วเปล่า ๆ ใครเติมอะไรใส่ลงมาในแก้วของเรา เราย่อมได้รับสิ่งนั้นไว้ได้ไม่มากก็น้อย เมื่อหมอทุกคนรับทราบ ตั้งอารมณ์จิตให้เป็นกลางๆ ผลหมอที่ Chicago ๗ - ๘ คน ได้หมดทุกคน และได้ดีด้วย คือ เห็นภาพชัดเจน แต่มีอยู่ปีหนึ่ง ผู้หญิงท่านหนึ่งมีสามีเป็นหมอแต่นับถือคริสต์ เธอพาสามีมาเจาะจงให้ข้าพเจ้าเป็นผู้ฝึก แม้จะลำบากใจข้าพเจ้าแค่ไหน เมื่อขอบารมีพระให้ท่านช่วยสงเคราะห์ ก็สามารถนำเขาไปเที่ยวสวรรค์ได้ พวกคริสต์เขาเคร่งในการปฏิบัติมากกว่าชาวพุทธ หากแนะนำเขาให้ไปพบพระเยซูคริสต์อาจารย์ของเขาได้ที่บนสวรรค์ (พระเยซูคริสต์ท่านก็ปรารถนาพุทธภูมิแต่บารมียังน้อยอยู่ ยังต้องบำเพ็ญบารมีต่อไปอีกนาน) พอลงมาเขาก็เปลี่ยนศาสนาของเขาเอง โดยที่เราไม่ต้องไปชักชวนเขา

               ข. มโนมยิทธิใหญ่ ฝึกได้ยากมากขึ้น จะต้องมีพื้นฐานของมโนมยิทธิเล็กมาก่อน จนคล่องตัวแล้วจึงมาฝึก ส่วนใหญ่มักจะได้เวลานี้ได้กันเป็นพันเป็นหมื่นแล้ว มันต่างกันตรงที่ว่ามโนใหญ่จะต้องทรงฌาน ๔ ให้ได้ เพราะฌาน ๔ จิตกับกายจะแยกออกจากกันได้ ๑๐๐% จิตเป็นสุขมากเพราะเวทนาของกายไม่มีแล้ว พระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์กับพระอรหันต์ทุกองค์ ต่างก็ดับขันธ์ หรือทิ้งขันธ์ ๕ หรือทิ้งร่างกายไปสู่นิพพาน ด้วยการเอาจิตออกจากกายด้วยฌาน ๔ ทั้งสิ้น เพราะจิตขณะนั้นบริสุทธิ์ สะอาด ปราศจากกิเลสใด ๆ ทั้งสิ้น แต่พวกเราไปได้เพราะขอบารมีพระท่านช่วยสงเคราะห์ จึงจะเข้าสู่พระนิพพานได้ มิฉะนั้นก็ไปได้แค่เที่ยวโลกมนุษย์ แค่สวรรค์ แค่พรหมเท่านั้น ตามบารมีหรือกำลังใจของแต่ละคน

          มโนใหญ่หรือเต็มกำลัง ภาพจะสว่างเหมือนกับพระอาทิตย์ในตอนเที่ยง ไม่ว่าจะฝึกในตอนกลางวันหรือกลางคืน สว่างเช่นนั้นจริงแต่เย็นเป็นสุข ภาพชัดเหมือนตาเห็นนี้แหละ จิตที่ออกไปต้องบังคับได้จังหวะ เร็วได้ ช้าได้ ให้เดินก็ได้ สามารถผ่านกำแพง ภูเขา ต้นไม้ ตึกได้สบายๆ ได้ใหม่ ๆ ยังกลัวอยู่บ้าง พอผ่านวัตถุได้ทุกอย่างก็หายกลัว ขอเขียนไว้แค่นี้ ใครอยากทำได้ก็ให้ไปฝึกที่วัดท่าซุง หรือที่ซอยสายลม ที่บ้านท่านเจ้ากรม พลอากาศโท หม่อมราชวงศ์เสริม สุขสวัสดิ์ ท่านเจ้าอาวาสองค์ปัจจุบัน จะนำคณะของท่านมาฝึกให้ทุกต้นเดือน (เสาร์ - อาทิตย์แรก เวลา ๑๒ - ๑๔ น.) ใครปฏิบัติได้ความสงสัยเรื่องกายกับจิตเป็นคนละส่วนกันก็หมดไป

          ๘. เรื่องประโยชน์ของมโนมยิทธิ มีมากสุดประมาณ แต่หากนำไปใช้ไม่ถูกก็เป็นโทษมากเช่นกัน (ตามที่เคยกล่าวไว้แล้วในเรื่องพระธรรม ซึ่งมีคุณอนันต์ ก็มีโทษมหันต์) ขอยกตัวอย่าง ดังนี้

               ก) เพื่อคลายความสงสัยในเรื่องนรก สวรรค์ พรหม พระนิพพานตายแล้วเกิดวนเวียนอยู่เป็นวัฏจักร ตามกรรมที่ตนเองทำเอาไว้ ธรรมเหล่านี้พระพุทธองค์ตรัสไว้จริง และก็เป็นจริงตามนั้นทุกประการ

               ข) เพื่อคลายความสงสัยในเรื่องฤทธิ์ต่างๆ ในพระพุทธศาสนา ขอรับรองว่าเป็นจริง เพราะได้พบได้เห็นด้วยตนเองอยู่เสมอๆ บุคคลที่มิได้ปฏิบัติธรรมตามที่พระองค์ทรงแนะนำไว้อย่างจริงจัง รับรองว่าไม่มีโอกาสได้เห็น เพราะไม่เชื่อพระองค์จริง หากเชื่อจริงต้องจริงโดยการปฏิบัติตามท่าน ไม่ใช่เชื่อแค่ปาก หลักสำคัญตามที่กล่าวแล้วในตอนต้น คือ ให้ละกรรมชั่ว ให้ทำแต่กรรมดี ให้พยายามทำจิตให้ผ่องใสอยู่เสมอ ด้วย ศีล สมาธิ ปัญญา หรือ ทาน ศีล ภาวนา

          ขอยกตัวอย่างสัก ๒ - ๓ เรื่อง สิ่งที่ข้าพเจ้าประสบมาเป็นเรื่องของ หลวงพ่อฤๅษีกับเหตุการณ์ระหว่าง ปี พ.ศ. ๒๕๑๗ - ๒๕๒๐ ขณะนั้นประเทศไทยถูกพวกผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์แทรกแซงทุกรูปแบบ โดยเฉพาะนครศรีธรรมราช และ สุราษฎร์ธานี โดนหนักมาก ขนาดเข้ามายึดโรงพักตำรวจไว้แล้วถอยไป ตำรวจและข้าราชการขวัญเสียกันหมด ช่วงนี้แหละที่ท่านหญิงวิภาวดีรังสิต (หัวหน้าหน่วยของในหลวง) ได้ร่วมงานกับหลวงพ่อฤๅษี ตามพระประสงค์ของพระองค์ ซึ่งได้ฝากหน่วยของพระองค์ไว้กับหลวงพ่อด้วย การตระเวนออกเยี่ยมตำรวจทหารที่ทำหน้าที่ อยู่ตามชายแดนทั่วประเทศ เหนือ ตะวันออก ชายแดนพม่า จนลงมาสุดทางใต้ของประเทศไทย ผมไปด้วยเกือบทุกครั้ง หน่วยของหลวงพ่อมี ๓ คือ หลวงพ่อ ครูบาธรรมชัย และผมทำหน้าที่เป็นหมอประจำตัวท่าน เพราะหลวงพ่อมีโรคประจำตัวอยู่ และทำหน้าที่ลูกศิษย์วัดไปในตัว บางครั้งถึงเวลาเพล ผมก็ถวายอาหารให้กับหลวงพ่อและครูบาธรรมชัยบนฮ.นั่นแหละ เรื่องของหลวงพ่อจึงมีมากมาย ผมจึงขอยกเอาเป็นแค่ตัวอย่างเพียงไม่กี่เรื่อง ขอเอาเรื่องตอนลงภาคใต้ ๑๗ วันเต็ม ส่วนใหญ่อยู่ที่นครศรีธรรมราชและสุราษฏร์ธานี

          เรื่องที่ ๑ เมื่อฮ.บินไปพบก้อนเมฆขนาดใหญ่ และหนาทึบขวางทางอยู่ ซึ่งตามปกติฮ.จะต้องบินอ้อมก้อนเมฆนี้ไป แต่นักบินเกิดลังเลใจถามหลวงพ่อว่าผ่านไปได้ไหมครับ หลวงพ่อตอบว่า ได้ นักบินก็นำเครื่องบินผ่านทันที เหตุมหัศจรรย์ก็ปรากฏ ก้อนเมฆใหญ่นั้นแยกออกเปิดเป็นทางตรงเหมือนถนนไฮ - เวย์ ให้ฮ.ผ่านไปอย่างสะดวก เมื่อฮ.ผ่านพ้นก้อนเมฆไปแล้ว พวกเราก็หันมาดูปรากฏว่าก้อนเมฆนั้นกลับมาชิดกันเหมือนปกติ เป็นที่น่าอัศจรรย์แก่นักบินที่ ๑ - ๒ และผู้โดยสารทุกคนอย่างยิ่ง

          เรื่องที่ ๒ เมื่อฮ.บินไป มีก้อนเมฆเล็กบ้างใหญ่บ้าง แต่ไม่หนาทึบ เมฆสีขาวๆ เหล่านี้ขวางทางบินของฮ. แต่พอฮ.บินเข้าไปใกล้กลุ่มเมฆเหล่านั้น ความอัศจรรย์ก็ปรากฏ คือ ก้อนเมฆเหล่านั้นถูกปัดออกไปให้พ้นทางบินของฮ.หมด เหมือนกับมีคนนั่งอยู่ที่ส่วนหัวของฮ. เอาพัดวิเศษโบกปัดให้เมฆเหล่านั้นออกไป เหมือนปัดปุยนุ่นฉะนั้น เป็นภาพที่น่าดูมาก ในเที่ยวบินนี้มีหมอและพยาบาลของท่านหญิงไปด้วย หมอผู้ชายซึ่งนั่งอยู่ริมขวาสุด (แถวที่ ๓) อุทานออกมาว่า เอ๊ะ มันเป็นไปได้อย่างไร

          เรื่องที่ ๓ วันหนึ่งฮ.ต้องบินผ่านเขตอันตราย ซึ่งมีพวกคอมมิวนิสต์อยู่เบื้องล่างจำนวนมาก นักบินซึ่งมั่นใจในองค์หลวงพ่อจึงขออนุญาตบินผ่านโดยไม่ต้องบินอ้อม เมื่อท่านอนุญาตก็บินตรง พอเข้าเขตสีแดง (เขตผ.ก.ค.) สิ่งอัศจรรย์ก็ปรากฏ มีเมฆขนาดใหญ่มากหนาทึบเกือบเป็นสีดำไม่ทราบว่าลอยมาจากไหน และลอยได้เร็วกว่าฮ. (ซึ่งปกติฮ.จะบินได้เร็วกว่าเมฆ) และเมฆก้อนนั้นลอยมาหยุดอยู่ใต้ฮ. ฮ.จะบินไปทางไหน เมฆก็ลอยไปทางนั้นด้วย เปลี่ยนทิศทาง บินซ้ายบ้าง ขวาบ้าง เมฆก็ลอยตามบังอยู่ข้างล่างฮ.ตลอดเวลา พอพ้นเขตอันตรายแล้ว เมฆก้อนนั้นก็ลอยจากไปทันที คราวนี้ผู้ที่ตาเหลือกเพราะเห็นความอัศจรรย์ไม่ใช่ใครอื่น คือตัวนักบินเอง

          เรื่องที่ ๔ วันหนึ่งขณะที่ฮ.บินออกไปเยี่ยมตำรวจ ทหาร โดยปกติผมจะนั่งแถวที่ ๓ ริมซ้ายที่สุด ถัดมาก็คือท่านหญิงวิภาวดีรังสิต ปกติทุกวันจะรับสั่ง (คุย) กับผมเสมอ วันนั้นท่านค่อนข้างสงบ ผมจึงหันหน้าไปด้านซ้ายของฮ.ก็พบสิ่งอัศจรรย์ ซึ่งไม่อาจจะลืมได้ในชีวิตของผม คือ ปรากฏมีรุ้งกินน้ำขนาดเล็กลอยอยู่ข้าง ๆ ฮ. สีสวยสดงดงามมากอย่างชนิดที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อนเลยในชีวิต ขนาดกว้างโดยประมาณ ๒ วา เมื่อเป็นปีติสุขก็เกิด แต่อดสงสัยไม่ได้ว่า อะไรหนอจึงสวยงามขนาดนี้ คิดว่าตนเองตาอาจจะฝาดไป ก็หลับตาแล้วลืมใหม่ ภาพก็คงเหมือนเดิม ขยี้ตาแล้วก็เหมือนเดิม หยิกขาตนเองแล้วภาพก็ยังคงเดิม จึงตื่นเต้นมาก จนลืมไปสะกิดท่านหญิงแล้วชี้ให้ท่านดู (ทอดพระเนตร) พอท่านหันพระพักตร์มาเห็นภาพนั้น ท่านและผมต่างก็พนมมือไหว้และอยู่ในความสงบ สักครู่ใหญ่ ๆ ภาพนั้นจึงได้หายไป ท่านหญิงรับสั่งถามว่า อะไรหนอ ผมตอบว่า ให้ถามหลวงพ่อ เมื่อฮ.จอดและเข้าที่พักแล้ว จึงได้ถามหลวงพ่อ คำตอบคือ ฉัพพรรณรังสี รัศมี ๖ ประการของพระพุทธเจ้า ทุกคนที่อยู่ฟังด้วยในที่นั้นต่างก็ยกมือขึ้นสาธุพร้อม ๆ กัน นี่เป็นพระเมตตาโดยตรงของพระพุทธองค์ที่ต้องการให้ใครเห็นก็ได้ ไม่ต้องการให้ใครเห็นก็ได้ นักบินที่ ๑ - ๒ หมอและพยาบาลของท่านหญิง ช่างเครื่องและตำรวจประจำปืนกลของฮ. ก็ไม่มีใครเห็น สิ่งนี้หรือธรรมนี้ เรียกว่า พุทโธอัปมาโณ คุณของพระพุทธเจ้าหาประมาณมิได้ การบินมีทุกวันออกเวลา ๐๗.๐๐ น.กลับถึงที่พักประมาณ ๑๘.๐๐ น. และมีสิ่งอัศจรรย์ให้เห็นได้ทุกวัน นี่เป็นแค่ตัวอย่างเท่านั้น

               ค) เพื่อคลายความสงสัยเรื่องร่างกายนี้ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เราคือจิตที่อาศัยมันอยู่ชั่วคราวเท่านั้น บุคคลใดยังปฏิบัติธรรมได้ไม่ถึงจุดนี้ ย่อมมีความสงสัยเป็นธรรมดา แต่ปฏิบัติได้ถึงทรงฌาน ๔ ได้ จิตกับกายแยกจากกัน ๑๐๐% ความสงสัยก็หมดไปเอง มโนใหญ่ตามที่เขียนไว้ในตอนแรก เห็นกายอีกกายหนึ่งถอดออกมาจากกายเนื้อชัดเจน กายนี้ละเอียดมาก ผ่านวัตถุต่าง ๆ ได้ทุกชนิด จะให้ลอย (เหาะ) ไปช้าก็ได้ เร็วก็ได้ ไม่ขอเขียนรายละเอียดถึงแล้วจึงจะรู้ได้เองเฉพาะตน ขอยกตัวอย่างให้ฟัง ๒ - ๓ คนที่จำได้ แต่ต้องเจ็บป่วยตามวาระกรรมที่ตนเองทำไว้ในอดีต และต้องถูกผ่าตัดใหญ่ ต้องถูกดมยาสลบ หรือถูกฉีดให้สลบ

               รายที่ ๑ เป็นพยาบาล เนื้องอกที่มดลูก จำเป็นต้องผ่าตัดเอาออก แต่เธอกลัวการผ่าตัด จึงบอกเพื่อนที่เป็นหมอเพศเดียวกันว่า ฉันกลัวให้ฉีดยาให้หมดความรู้สึกก่อนจะไปห้องผ่าตัด หมอก็ทำตามและผ่าตัดเรียบร้อย นำกลับมาห้องพัก แต่คนไข้ไม่ยอมฟื้นทั้ง ๆ ที่ความดัน ชีพจร การหายใจปกติทุกอย่าง เพื่อน ๆ และญาติรอกันเต็มห้องเป็นชั่วโมง เธอก็รู้สึกตัวลุกขึ้นนั่งได้ทันที ชี้หน้าเพื่อนหมอที่ผ่าตัดเธอว่า ทำไมไม่เอาฉันไปผ่าตัดเสียที ฉันรำคาญเต็มทนแล้ว ทุกคนในห้องก็หัวเราะชอบใจ ต้นเหตุเพราะเธอกลัวผ่าตัด จึงเข้าฌาน ๔ แล้วมโนมยิทธิเอาจิตของเธออกไปท่องเที่ยวตามที่ต่าง ๆ เสียเพลิน พอกลับมาพบตัวเองยังอยู่ในห้องพัก เลยคิดว่าเขายังไม่ได้เอาเธอไปผ่าตัด

               รายที่ ๒ เป็นหญิงเช่นกัน สามีเป็นหมอ ต้องผ่าตัดเอาลูกออกทางหน้าท้อง เพราะกระดูกเชิงกรานของเธอเล็ก เมื่อผ่าตัดเสร็จก็นำกลับห้อง เธอก็เล่าให้สามีฟังว่าหมอคนที่ผ่าตัดเธอชื่ออะไร ผู้ช่วยชื่ออะไร พยาบาลชื่ออะไร ลูกเกิดเป็นผู้ชาย เวลาเท่าไหร่ น้ำหนักตัวเท่าไหร่ บอกได้ถูกต้องทุกประการ สามีก็ตกใจถามว่าเธอรู้ได้อย่างไร คำตอบก็คือขณะที่เขาดมยาสลบให้เธอนั้น จิตของเธอมิได้สลบตามร่างกาย จิตของเธอออกมายืนดูเขาผาตัดอยู่ตลอดเวลา (ใช้มโนใหญ่ออกมายืนดู)

               รายที่ ๓ ก็เป็นหญิงยังเป็นโสดอยู่ มีเนื้องอกที่รังไข่ หมอแนะนำให้ผ่าตัด เธอก็ยอม ตอนที่เขาให้ยาสลบ จิตเธอก็หนีไปอยู่บนนิพพาน (ด้วยมโนมยิทธิ) เช่นกัน ไปกราบพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าก็สอนเธอถึงวิธีตัดขันธ์ ๕ (วิธีพิจารณาว่าร่างกายนี้เต็มไปด้วยความสกปรก ไม่เที่ยง เต็มไปด้วยความทุกข์ มันหาใช่เรา หาใช่ของเราไม่) ผมก็ถามเธอว่า แล้วเธอรู้ได้อย่างไรว่า หมอเขาผ่าตัดเสร็จเมื่อไหร่ เธอตอบว่า พระพุทธเจ้าบอกกับเธอว่า ให้รีบกลับลงมาไปข้างล่างได้แล้ว ประเดี๋ยวพวกหมอเขาจะพากันวุ่นวาย เธอก็กราบพระบาทของพระองค์ แล้วลงมาเข้าร่างกาย ก็พบว่าหมอเขากำลังเย็บหนังท้องพอดี และเริ่มรู้สึกตัว

          สรุปว่า ยาสลบ ทำให้สมองหรือประสาทของร่างกายสลบหรือหมดความรู้สึกได้ แต่ไม่สามารถทำให้จิตสลบได้ ผู้มีวิชามโนมยิทธิ สามารถหนีไปท่องเที่ยวที่ไหนก่อนชั่วคราวได้อย่างรายที่ ๑ ซึ่งกลัวการผ่าตัดก็คือกลัวตายนั่นเอง ส่วนรายที่ ๒ เป็นบุคคลที่กล้าหาญมาก สามารถใช้วิชามโนมยิทธิออกมายืนดูเขาผ่าตัดร่างกายของตนเองตลอดเวลา และ รายสุดท้าย ผมขอชมเธอเป็นพิเศษ เพราะเป็นผู้ไม่ประมาทในความตาย จิตเธอขึ้นเฝ้าพระพุทธเจ้าอยู่บนพระนิพพาน หากเกิดร่างกายของเธอตายไปเพราะการผ่าตัด จิตของเธอ (ตัวเธอเอง) ก็อยู่บนพระนิพพานแล้ว นับว่าโชคดีหากเป็นเช่นนั้นจริง เพราะเธอไม่อยากเกิดมามีร่างกายให้พบกับความทุกข์ ความไม่เที่ยง ความสกปรก ต้องเป็นขี้ข้าอาบน้ำ แต่งตัว ล้างขี้อันแสนสกปรก ตั้งแต่หัวถึงเท้าให้มันทุกวัน วันละหลายหน (หากนับจากหัวลงมาก็ ขี้หัว ขี้ตา ขี้หู ขี้มูก ขี้ฟัน ขี้เหงื่อ ขี้ไคล ขี้เต่า ขี้มือ ขี้เล็บ ขี้ตีน แล้วยังแถมขี้เกียจอีกต่างหาก) เธอว่าเข็ดแล้ว ขอเป็นขี้ข้ามันชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย ร่างกายมันพักเมื่อไหร่จิตเธอก็สบายเมื่อนั้น คือ ไปพระนิพพาน เพราะเธอซ้อมตาย และพร้อมที่จะตายได้ตลอดเวลา วันหนึ่งข้างหน้าก็จะต้องถึงสภาวะธรรมอันนี้ด้วยกันทุกคน

               ง) ใช้เป็นทางลัดเพื่อเข้าสู่พระนิพพานได้อย่างดียิ่ง เช่นในรายที่ ๓ (รายสุดท้าย) เป็นต้น ผมขออธิบายเพื่อความเข้าใจง่ายขึ้น จิตไม่มีเวลา เวลาของจิตไม่มี หรือไม่มีเครื่องมืออะไรจะวัดเวลาของจิตได้ นักวิทยาศาสตร์ท่านเก่งมาก สามารถวัดสิ่งที่เร็วที่สุดในโลกได้คือ แสง วิ่งได้เร็ว ๑๘๖,๐๐๐ ไมล์ต่อวินาที หรือ ๓ รอบโลกมนุษย์ และบอกว่าดาวบางดวงอยู่ห่างโลกมากถึง ๑๐๐ ปีแสง หรือ ๓๐๐ ปีแสงก็มี (ไอสไตน์) หากผมจะถามไอสไตน์ว่าดาวดวงไหนล่ะ ไอสไตน์ก็จะชี้ให้ผมดู พอผมดูจิตผมก็ถึงดาวดวงนั้นทันทีไม่มีเวลาหรือเครื่องมืออะไรจะวัดได้ การไปพระนิพพานเขาเอาจิตไป ร่างกายเอาไปไม่ได้ ผู้ชำนาญท่านซ้อมเอาจิตไปพระนิพพานได้ แค่นึกก็ถึงทันที เมื่อนั้น (ขออธิบายแค่นี้ให้มาฝึก หากทำได้ก็หมดสงสัย) ขออ้างพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าตอนหนึ่งว่า ธรรมของตถาคตจริงในปัจจุบัน เท่านั้น อดีตก็ไม่ใช่เพราะผ่านมาแล้วอนาคตก็ไม่ใช่เพราะยังไม่ถึง หมายความว่า หากเราสามารถทำจิตของเรา ให้ว่างจากกิเลส ตัณหา อุปาทานและอกุศลกรรมได้ชั่วขณะจิตหนึ่ง ในช่วงนั้นจิตเราก็สามารถเข้าถึงพระนิพพานได้ แต่เราไม่สามารถทำได้ตลอดเวลา แบบพระอรหันต์ แต่พระองค์ทรงตรัสชมว่า เป็นความดีที่ประเสริฐยิ่ง ทรงตรัสว่า เธอจงอย่าดูถูกความดีเล็กๆ น้อยๆ น้ำทีละหยด ก็สามารถทำให้น้ำเต็มตุ่มได้ฉันใด ความดีเล็กๆ น้อยๆ ที่เธอสะสมไว้ ก็สามารถทำให้เธอจบกิจในพระพุทธศาสนาได้ฉันนั้น

          ๙. เรื่องวัตถุมงคลมีจริง หมายความว่า พุทธานุภาพ ธรรมานุภาพ สังฆานุภาพ หรือ พุทโธอัปมาโณ ธัมโมอัปมาโณ สังโฆอัปมาโณ (คุณของพระพุทธ พระธรรม พระอริยสงฆ์ หาประมาณมิได้) มีอยู่จริง จะขอยกตัวอย่างสัก ๓ - ๔ เรื่อง ที่ได้เห็นมากับตาตนเอง

               ๙.๑ เรื่องทหารยึดเทือกเขาภูพานคืนจากผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ พวกเราทุกคนคงจำกันได้ว่า ระหว่างปี ๒๕๑๗ - ๒๕๒๐ นั้น ผ.ก.ค.ยึดที่มั่นตามป่าไปได้เกือบทั่วประเทศ ขอเล่าย่อ ๆ ดังนี้ ผ.ก.ค.ยึดเทือกเขาภูพานเป็นฐานใหญ่ของเขา และท้าทายฝ่ายทหารว่า หากจะตีเขาได้จะต้องใช้ทหารหลายกองพลและใช้เวลาหลายเดือน แต่ฝ่ายทหารตีได้ภายใน ๓ วัน โดยใช้ทหารเพียงแค่ ๓ กองร้อยเท่านั้น ก่อนเข้าประมาณ ๑ อาทิตย์ หลวงพ่อฤๅษีพร้อมศิษย์ ซึ่งมีผมอยู่ด้วยไปที่กองทัพภาค ๒ มี พล.ต.ยุทธศิลป์ เกสรสุข เป็นรองแม่ทัพ (ยศและตำแหน่งในขณะนั้น)ได้ทำพิธีบวงสรวงพระ พรหม เทวดา แล้วแจกผ้ายันต์สีแดง ธงมหาพิชัยสงคราม ให้รองแม่ทัพ เพื่อนำไปแจกให้ทหารที่จะเข้าตี พอเรากลับกรุงเทพได้ ๑ - ๒ วัน เขาก็เข้าตี วันที่ ๑ ใช้ ๑ กองร้อย รองแม่ทัพบัญชาอยู่บนเครื่องบิน ตีเข้าไปเพื่อหยั่งเชิง ยังไม่เอาจริง ผลมีทหารตาย ๑ คน ค้นตัวไม่มีผ้ายันต์แดง ปรากฏว่าเป็นทหารใหม่ที่เพิ่งย้ายเข้ามาวานนี้ จากจังหวัดราชบุรี วันที่ ๒ ใช้ ๒ กองร้อย ผลมีทหารตาย ๒ คน ก็ไม่มีผ้ายันต์แดง และเป็นทหารใหม่ที่เพิ่งย้ายเข้ามาเช่นกัน ความลับไม่มีในโลก ทหารทุกคนที่จะเข้าตีจริงๆ ในวันที่ ๓ ใครไม่มีผ้ายันต์ ไม่ยอมออกรบ รองแม่ทัพต้องบินตอนกลางคืน เพื่อมาหาหลวงพ่อฤๅษีที่วัดท่าซุง จังหวัดอุทัยธานี เพื่อขอผ้ายันต์เพิ่ม วันที่ ๓ (วันตีจริงๆ) เมื่อทุกคนได้ผ้ายันต์ครบกำลังใจก็เต็ม ๑๐๐% แค่ ๓ กองร้อยก็ยึดฐานใหญ่ได้สำเร็จ เหตุผลเพราะทหารทุกคนในวันนั้นไม่มีใครหลบกระสุนหรือหมอบลงกับพื้น หรือหาที่กำบังเหมือน ๒ วันแรก เมื่อได้ยินเสียงปืนฝ่ายตรงข้าม ทุกคนดาหน้าเข้ายึดเอาดื้อ ๆ โดยไม่กลัว จึงยึดได้ในเวลาอันสั้น และไม่มีใครเสียชีวิตเลย หลังยึดได้หลวงพ่อก็พาศิษย์ของท่านมาเยี่ยมทหาร และขอรับทราบผล พอสรุปผลย่อๆ ดังนี้

               ก) ส่วนใหญ่บอกว่าไม่โดนลูกปืนแต่เฉี่ยวหรือเฉียดตัวไป รู้สึกว่าลูกปืนมันวิ่งมาเต็มไปหมด แต่ไม่ยักโดนตัว

               ข) บางคนว่าโดนเหมือนกัน แต่ไม่เข้า ไม่รู้สึกเจ็บ มีความรู้สึกคล้ายๆ มีแมลงหรือผึ้งบินมาชนตัวเท่านั้น

               ค) มี ๑ รายเล่าว่า ขณะที่เดินบ้างวิ่งบ้างเข้าตีข้าศึก รู้สึกหิว จึงเอามือล้วงมาม่าในกระเป๋ากินไปด้วย แต่แปลกใจว่าทำไมมาม่าจึงแข็งเหนียวนัก เลยคายออกมาดู ปรากฏว่าเป็นลูกปืนที่ข้าศึกยิงมาโดนตัว แต่ไม่เข้า ลูกกระสุนแบนเหมือนถูกบี้

               ง) บางคนเล่าว่าขณะวิ่งไปยิงปืนไป เห็นข้าศึกมีอาการแปลกๆ คือ ยืนตาค้างคล้ายหุ่นหรือสภาพคนตกใจสุดขีด (เกิดอาการ “นะ จัง งัง” ขึ้น) เพราะไม่เคยเห็นคนที่ไม่ยอมหลบกระสุน ยิ่งเท่าไหร่ก็เฉยๆ ไม่สะดุ้ง ไม่สะเทือน

               จ) ฐานที่ยึดได้ใหญ่มาก มีโรงพยาบาลพร้อมเวชภัณฑ์ครบ โรงพละศึกษา สนามบาส โรงครัวขนาดใหญ่ พร้อมเสบียงกินได้เป็นปี อาวุธมากมาย เครื่องปั่นไฟและน้ำมัน มีการทดน้ำไว้ใช้ได้ตลอดปี เฉพาะราวตากผ้าหากใช้รถ ๑๐ ล้อขนก็ยังไม่หมด นี่คือกำลังพลฝ่ายเขา และแสดงว่าเขาอยู่กันมานานหลายปีแล้ว

               ฉ) กำลังแค่ ๓ กองร้อย ยึดไว้คงไม่พอรักษาพื้นที่ได้ กลางคืนเขาอาจย้อนกลับมาตีคืน จึงสั่งให้เผาและทำลายให้หมด แต่จริง ๆ แล้วผมว่ามันเข็ดไปจนตาย เพราะกลัวทหารหุ่นที่ยิงไม่ตายเหล่านี้ไปตลอดชีวิต ซึ่งก็เป็นความจริง ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ผ.ก.ค.ก็หายซ่าไปเลย

               ๙.๒ เรื่องอานุภาพของธงมหาพิชัยสงครามที่หาดใหญ่ ขอเล่าย่อๆ ว่า ครั้งหนึ่งหลวงพ่อและท่านหญิงพร้อมคณะไปแจกธงนี้แก่ทหารภาค ๔ (ใต้) ผมก็เป็นผู้แจกด้วย ทหารภาคใต้มีทั้งพุทธและอิสลาม ผมเดินแจกทีละคนๆ พวกอิสลามเขาไม่ยอมรับ หลังแจกแล้วประมาณ ๗ วัน แม่ทัพภาค ๔ พร้อมขบวนรถ ๙ คัน ถูก ผ.ก.ค. ซุ่มโจมตีมีทหารตาย ๙ คน ทุกคนเป็นอิสลามทั้งหมด เพราะไม่มีธงมหาพิชัยสงคราม คนอื่น ๆ เขามีกันครบทุกคน การไปเยี่ยมครั้งที่ ๒ ทหารยืนเข้าแถวรับแจกธงมหาพิชัยสงคราม เพราะความลับไม่มีในโลก ครั้งนี้พวกอิสลามแกแย่งจากมือผู้แจกเลย กลัวจะไม่ได้ ยอมรับตรงๆ ว่าผมกลัวธงหมดครับ

               ๙.๓ เรื่องยึดเขาศูนย์ได้ในไม่ถึงครึ่งวัน (ซึ่งมีแร่อยู่ ๑๐๐% หมายความว่ารถตักๆ ไป ๑ ครั้ง พบว่าเป็นแร่ล้วนๆ ๑๐๐%) ผ.ก.ค.ยึดเขานี้ไว้เป็นปี และขายแร่ให้พ่อค้าแร่เท่านั้น ตำรวจกลัวมาก เพราะเขาอยู่ในที่เปรียบกว่า พอตำรวจได้รับแจกธงนี้ครบทุกคน รุ่งขึ้นก็เข้ายึด ไม่กี่ชั่วโมงก็ยึดได้ เหตุผลที่ตำรวจเล่าให้ฟังก็คล้ายๆ กับที่ทหารยึดเทือกเขาภูพานได้นั่นเอง (เขาศูนย์ อยู่ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช) ขณะแจกผ้ายันต์นี้ ท่านหญิงและผมยืนอยู่ด้วยบนโรงพัก มีชาวบ้านมาขอรับบ้าง ๒ - ๓ คน แต่มีอยู่ ๑ คน หลวงพ่อให้บอกว่า ผ้ายันต์นี้ไม่ช่วยคนเลวนะ ช่วยได้แต่คนดี คนเลวมารับไปหากไปปล้นเขา หรือทรยศต่อประเทศชาติ จะถูกยิงเข้าที่แสกหน้าทะลุท้ายทอย เขายืนยันว่าเขาเลิกประพฤติชั่วแล้ว หลวงพ่อย้ำครั้งที่ ๒ เขาก็ยังยืนยันตามเดิม หลวงพ่อก็แจกให้ไป ๒ วันต่อมา ตำรวจมารายงานว่าบุคคลผู้นั้นถูกยิงตายแล้ว กระสุนเข้าแสกหน้าทะลุออกด้านหลัง ถูกยิงตายตอนกลางคืน ระหว่างที่ตำรวจกับ ผ.ก.ค. ปะทะกัน บุคคลผู้นี้เป็นสายให้ผ.ก.ค.ครับ เรื่องพุทธานุภาพนี้ผมได้พบเห็นมามากมายเป็นร้อย ๆ เรื่อง รวมทั้งประสบกับตนเองก็มาก แต่ขอเล่าไว้แค่เป็นตัวอย่างเท่านั้น

          ๑๐. วัตถุมงคล หรือพุทธานุภาพ หรือพุทโธอัปมาโณ ต่างกับไสยศาสตร์อย่างไร คำตอบ คือ วัตถุมงคลไม่มีคำว่าเสื่อมหรือสลายตัว แม้จะตกลงไปในส้วม ผู้หญิงเดินข้ามหรือนั่งทับ เดินลอดใต้ถุนบ้าน แม้จะฉีกขาด แตกหัก พุทธานุภาพที่มีอยู่ในวัตถุมงคลนั้นๆ ก็ยังไม่เสื่อม ส่วนวัตถุที่เป็นไสยศาสตร์เสื่อมได้ง่าย เพียงแค่เดินลอดราวผ้านุ่ง ลอดใต้ถุนบ้านก็เสื่อมไปแล้ว

          อีกประการหนึ่ง บางทีท่านเสด็จมาเองได้ เช่น พระบรมสารีริกธาตุ พระธาตุของพระอรหันต์บางองค์ พระเครื่องที่เข้าพุทธาภิเษกแล้วรุ่นเก่า ๆ (ความจริงหากเข้าพุทธาภิเษกเมื่อวานนี้ ก็ถือว่าเป็นของเก่าแล้ว) สิ่งเหล่านี้ท่านมาหาเองได้ และทำนองเดียวกัน ท่านก็เสด็จไปได้หรือหายไปได้เช่นกันหากผู้นั้นประพฤติตัวไม่ดี ที่พบกับตัวเองก็มาก ที่เขาเอามาให้ดูด้วยตาก็มาก จึงถือว่าเป็นของธรรมดาสำหรับตัวข้าพเจ้า บางคนไม่เคยพบก็เห็นว่าเป็นของอัศจรรย์อย่างยิ่ง (ซึ่งก็เป็นของธรรมดาสำหรับผู้นั้น) สำหรับตัวผมเองเวลาท่านเสด็จมา (พระบรมสารีริกธาตุ) หรือท่านมา (พระธาตุ) ท่านมาครั้งละมาก ๆ เมื่อมีมากผมก็แจกเพื่อนผู้ปฏิบัติธรรม หรือญาติของผมเสียที และอัญเชิญท่านไปถวายให้หลวงพ่อฤๅษีที่วัดบ้าง ตอนที่อัญเชิญไปวัดขณะนั้น หลวงพ่อท่านอยู่ข้างบน (ชั้น ๒) ผมจึงตั้งพระบรมสารีริกธาตุไว้ในที่อันสมควร พอหลวงพ่อท่านลงมาชั้นล่างเดินผ่านพระบรมสารีริกธาตุ ท่านก็พูดว่า พระบรมสารีริกธาตุนี้เป็นของใคร พออาตมาเดินผ่านพระพุทธองค์ท่านก็รับรองแล้ว ผมก็กราบเรียนท่านว่า ผมนำมาถวายหลวงพ่อขอรับ เรื่องของพระธาตุก็เช่นกัน เมื่อมีมากมายผมก็แจกเขาไปตามวาระและโอกาสอันสมควร ในปัจจุบันท่านหยุดเสด็จแล้วเพราะรู้ว่าจิตของผมเริ่มคลายการเกาะ ยึด ติด ในวัตถุมงคลลงได้มากตามสมควร ด้วยปัญญาอันชอบ หมายความว่าสิ่งของ วัตถุมงคลล้วนเป็นของดี ใครยึดเกาะของดี ความดี สิ่งเป็นมงคลล้วนเป็นบุญกุศล สามารถป้องกันนรกได้ แต่ไปไม่ถึงพระนิพพาน เพราะเป็นแค่มงคลภายนอก ท่านให้สนใจมงคลภายใน ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ด้วยการปฏิบัติด้วยจิตตนเองเท่านั้น โมทนาบุญกันไม่ได้ ต้องทำเอาเอง ด้วยอิทธิบาท ๔ สัมมัปปทาน ๔ หรือมหาสติปัฎฐาน ๔ เท่านั้น ขอเขียนสั้น ๆ ว่า เป็นความเพียรในพระพุทธศาสนา ซึ่งนำไปสู่ความหลุดพ้นซึ่งพระพุทธองค์ทรงตรัสสอน (โพธิปักขิยธรรม ๗ หมวด หรือ ๓๗ ทาง กล่าวโดยย่อ ๆ คือ อิทธิบาท ๔ สัมมัปปทาน ๔ มหาสติปัฏฐาน ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ และอริยมรรค ๘) รายละเอียดของดไว้

          ขอสรุปว่า ทุกอย่างเป็นข้อทดสอบอารมณ์จิตของเราทั้งสิ้น บุคคลใดมีกำลังใจต่ำหรืออ่อน ก็ยังจำเป็นต้องยึดเกาะของหยาบไว้ก่อน (เกาะดีดีกว่าเกาะเลว เกาะบุญดีกว่าเกาะบาป) เมื่อกำลังใจ (บารมี) แก่กล้าขึ้น พระองค์จะสอนให้เห็นโทษของการยึด เกาะติด และสอนให้เห็นคุณของการปล่อยละ วาง ด้วยปัญญา สอนให้เหมาะสมกับจริต นิสัย กำลังใจ (บารมี) และกรรมของแต่ละคนซึ่งไม่เสมอกัน บุคคลใดจิตอยู่ขั้นอนุบาลก็สอนธรรมขั้นอนุบาล บุคคลใดจิตอยู่ขั้นประถมก็สอนธรรมขั้นประถม บุคคลใดจิตอยู่ขั้นมัธยมก็สอนธรรมขั้นมัธยม บุคคลใดจิตอยู่ขั้นมหาวิทยาลัยก็สอนขั้นมหาวิทยาลัย ขอเขียนไว้หยาบๆ แค่นี้ เพราะธรรมในพุทธศาสนาจะรู้แจ้งเห็นจริงได้ตามความเป็นจริง ด้วยการปฏิบัติเท่านั้น และเมื่อรู้เมื่อเห็นธรรมนั้น ๆ แล้ว ย่อมรู้ได้เห็นได้เฉพาะตน (ให้ดูเรื่องอจินไตยประกอบ)

          ๑๑. พระอริยเจ้าชั้นสูงหายตัวได้ หรือไม่ต้องการให้ใครเห็นก็เห็นท่านไม่ได้ หรือให้เห็นได้แต่เฉพาะบางคนก็ได้ หรือท่านพูดคุยกับใครอยู่ ต้องการให้รู้แต่เฉพาะบุคคลใด บุคคลอื่นที่ฟังอยู่ด้วยได้ยินท่านคุยกัน แต่ไม่รู้เรื่องว่าคุยอะไรกันก็ได้ สิ่งเหล่านี้ผมเองได้พบเห็นด้วยตาตนเอง ด้วยหูตนเอง ไม่ใช่เป็นคำบอกเล่า (เขาว่า...เขาว่า....) ขอเขียนไว้ก่อนจะตายเพราะอายุมากแล้ว คงอยู่ได้ไม่กี่วันหรอก ขอยกตัวอย่างสัก ๒ - ๓ เรื่อง

          เรื่องที่ ๑ ระหว่างปี ๒๕๑๙ - ๒๕๒๑ ผมเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลตำรวจ วันหนึ่งเดินกลับจากเซ็นทรัลชิดลมตอน ๑๒.๐๐ น. เศษ ระหว่างทางเห็นพระ ๒ องค์ ห่มผ้าสีกรักและสีเหลืองสดเดินอยู่ข้างหน้า สังเกตเห็นว่าเท้าของท่านทั้งสองไม่ค่อยจะแตะพ้น จึงรีบเดินตาม แต่ยิ่งรีบเดินก็ยิ่งอยู่ห่างจากท่าน จึงวิ่งเหยาะๆ ตามก็ยังตามไม่ทัน พอถึงสี่แยกราชประสงค์ ท่านทั้งสองก็หายไป ผมก็มองดูทางขวามือถึงประตูน้ำก็ไม่พบ มองซ้ายมือถึงโรงพยาบาลจุฬาฯ ก็ไม่พบ มองตรงไปข้างหน้าถึงสี่แยกปทุมวันก็ไม่มี เลยงงไปหมด ตอนกลางคืน วันนั้นบังเอิญหลวงพ่อฤๅษีท่านมาจากจังหวัดอุทัยธานี เพื่อสอนพระกรรมฐานที่ซอยสายลม ผมก็ไปพบท่านเล่าเรื่องที่พบเห็นในตอนกลางวันให้ท่านฟัง ท่านก็หัวเราะ ผมถามท่านว่าพระสององค์นั้นคือใครครับ ท่านตอบว่าเพื่อนของอาตมาเอง (หมายถึงท่านฤๅษีองค์เล็กกับฤๅษีองค์ขาว เพื่อนสนิทของท่านสมัยอยู่ที่วัดบางนมโค จังหวัดอยุธยา) ผมถามว่าแล้วท่านมาทำไมครับ ท่านตอบว่ามาล้อคุณหมอเล่น ผมขอวิจารณ์ดังนี้

          ท่านฤๅษีทั้งสององค์หลวงพ่อเคยเล่าให้ฟังว่า ท่านเป็นพระอภิญญาหลวงพ่อปานอาจารย์ท่านสั่งไว้ว่า ห้ามเธออยู่ในเมือง ให้อยู่แต่ในป่า มิฉะนั้น พวกชาวบ้านเขาจะพากันติดในฤทธิ์ของท่าน แต่ไม่สนใจพระธรรม ในวันนั้นท่านต้องการให้ผมเห็นท่านได้คนเดียว คนอื่นๆ บนถนนไม่มีใครเห็น อาจารย์ หมออุดม โปษกฤษณะ ก็เคยเล่าให้ฟังขณะท่านใส่บาตรพระตอนเช้า ขอเล่าย่อๆ ท่านก็งงแบบผม และมาถามหลวงพ่อฤๅษีเช่นกัน แต่ท่านบอกว่ามาโปรดโยมหมออุดม เพราะในอดีตเคยเป็นโยมของท่านมาก่อน มาเพื่อให้อาจารย์หมออุดมได้บุญ

          เรื่องที่ ๒ ประมาณปี ๒๕๔๒ ผมซึ่งเป็นประธานฝ่ายฆราวาสได้สร้างพระพุทธบาทจำลองไว้ในพระพุทธศาสนา ให้กับวัดท่าซุง จ.อุทัยธานี แทนอันเก่าซึ่งถูกขโมยไป ในวันทำบุญฉลองมีผู้คนที่ร่วมศรัทธาสร้างพระพุทธบาทนี้ มาร่วมทำบุญฉลองกันมากมาย ผมได้นิมนต์พระ ๑๐ องค์ จัดเก้าอี้ ๑๐ ตัว พร้อมซอง ๑๐ ซอง ถวายปัจจัยให้กับท่าน พอจะถึงเวลามีพระที่ไม่ได้นิมนต์มาเพิ่มอีก ๒ องค์ องค์หนึ่งผมรู้จัก เพราะเป็นลูกศิษย์หลวงพ่อที่วัดนี้มาก่อน พอท่านทราบข่าวก็มาฉลองด้วย ก็นิมนต์ท่านเพิ่มเก้าอี้อีกหนึ่งตัวกับอีกหนึ่งซอง แต่องค์ที่สอง ท่านห่มผ้าสีกรักเพียงองค์เดียวก็นิมนต์ท่าน เพิ่มเก้าอีกหนึ่งตัวและอีกหนึ่งซอง พระองค์นี้พิเศษ เพราะไม่มีใครกล้าสบตาท่าน หรือไม่กล้าจ้องหน้าท่าน พระอีก ๑๑ องค์ ก็มีความรู้สึกเหมือนกับผม (เพราะเป็นพระวัดท่าซุงทุกองค์ และทุกองค์ต่างก็ได้มโนมยิทธิ) หลวงพี่องค์ที่ ๑๑ ที่มาเพิ่ม ท่านให้ลูกศิษย์ของท่านถ่ายรูปพระองค์ที่ ๑๒ สั่งว่าเอ็งถ่ายรูปพระองค์นี้ให้หมดม้วนเลยนะ ลูกศิษย์ก็ทำตามสั่ง พอถ่ายรูปแรกปรากฏว่ากล้องวิ่งไม่ยอมหยุดจนหมดม้วนจริง ๆ เลย ไม่ติดอะไรเลย ในงานมีคนถ่ายรูปกันมาก รวมทั้งผมด้วย ผลรูปถ่ายติด แต่ทุกรูปจะมีอะไรมาบังใบหน้าของพระองค์ที่ ๑๒ ไว้ทุกรูป

          เมื่อพิธีจบ พระวัดท่าซุงหลายองค์พยายามเดินตามท่านที่สุดท่านเดินไปหลังโบสถ์เก่าของวัดแล้วก็หายไปเฉยๆ จึง งง กันหมด หลังจากนั้นก็มาปรึกษากันว่าพระองค์ที่ ๑๒ คือใคร แต่จิตของผมคิดว่าเป็นท่านฤๅษีองค์เล็กเพื่อนของหลวงพ่อ ซึ่งก็เป็นจริงตามนั้น เพราะทุกคนสามารถจะถามพระเบื้องบน หรือถามหลวงพ่อฤๅษีได้ เพราะจิตไม่เคยตาย จิตเป็นอมตะ ผู้ตายคือร่างกายหรือขันธ์ ๕ ขอจบสั้นๆ แค่นี้ เพราะมีตัวอย่างอีกมากที่พบมาด้วยตนเอง

          (หมายเหตุ) พระอรหันต์ในพระพุทธศาสนา พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้โดยย่อว่ามี ๔ ระดับ

          ๑. พระอรหันต์สุกขวิปัสสโก จบกิจในพระพุทธศาสนา แต่ไม่มีฤทธิ์ คือ ไม่เห็นสวรรค์ นรก ไม่เห็นเทวดา นางฟ้า พรหม และพระนิพพาน แต่จิตไม่สงสัยในเรื่องเหล่านี้ หมายความว่า กิเลส ตัณหา อุปาทาน และอกุศลกรรม หรืออารมณ์โลภ (ราคะ) โกรธและหลงหมดไปจากจิตแล้วเด็ดขาด (แต่มีบางองค์ท่านจบกิจแบบสุกขวิปัสสโกจริงอยู่ แต่บุญเก่าที่ทำไว้เคยมีฤทธิ์ทางใด ฤทธิ์เหล่านั้นก็จะปรากฏกับจิตท่านเองโดยไม่ต้องฝึก)

          ๒. พระอรหันต์เตวิชโช (วิชชาสา) จบกิจในพระพุทธศาสนาพร้อมด้วยคุณธรรม ๓ ประการ คือ ระลึกชาติได้ มีทิพยจักขุญาณ มีอาสวขยญาณ

          ๓. พระอรหันต์อภิญญา ๖ (ฉฬภิญโญ) จบกิจในพระพุทธศาสนาพร้อมคุณธรรม ๖ ประการ คือ

               ก. มีอิทธิฤทธิ์แสดงฤทธิ์ต่างๆ ได้ เช่น หายตัว เหาะได้ ดำดิน มโนมยิทธิ เป็นต้น

               ข. มีทิพยโสต มีหูทิพย์ อยู่ไกลแสนไกลก็ได้ยิน

               ค. มีทิพยจักษุญาณ มีจิตเป็นทิพย์เหมือนกับตาเห็นหรือเห็นด้วยจิต

               ง. เจโตปริยญาณ รู้วาระจิตของผู้อื่นได้ทั้งคนและสัตว์

               จ. ปุพเพนิวาสานุสติญาณ ระลักชาติได้

               ฉ. อาสวขยญาณ มีปัญญาตัดกิเลสให้หมดสิ้นไปจากจิตได้โดยเด็ดขาด ในบุคคลธรรมดา ๆ ที่ไม่ใช่พระอริยเจ้าสามารถทำอภิญญา ๖ ข้อแรกได้ หรือได้ในบางข้อก็เรียกว่าได้อภิญญา แต่เป็นโลกียะ คือ ไม่เที่ยง ยังเสี่ยงได้ง่าย หากไปประพฤติชั่วเช่นท่านเทวทัต ซึ่งท่านก็ได้อภิญญา ๕ ครบ ๕ ข้อ แต่ข้อสำคัญข้อที่ ๖ คือ กิเลสยังไม่หมด เมื่อคิดทำร้ายพระพุทธเจ้า อภิญญาก็เสื่อมหมด ที่สุดก็ลงนรก ๘ (อเวจี)ไป

          ให้สนใจแต่ธัมมวิโมกข์ หรือธรรมที่นำไปสู่ความหลุดพ้นเท่านั้น คือ อริยมรรค ๘ (ศีล สมาธิ ปัญญา) หรือทาน ศีล ภาวนา เพื่อตัดอารมณ์ โลภ โกรธ และหลง ให้หมดไป

          ๔. พระอรหันต์ปฏิสัมภิทาญาณ จบกิจในพระพุทธศาสนา พร้อมคุณธรรมพิเศษ คือ ท่านทรงพระไตรปิฎกเข้าใจในธรรมภาษิตของพระพุทธเจ้าได้ถูกต้อง สามารถย่อธรรมะหรือขยายธรรมะได้โดยพิสดาร เข้าใจภาษาต่างๆ ได้ทุกภาษาทั้งมนุษย์และสัตว์ ทั้งนี้รวมทั้งคุณธรรมของอภิญญา ๖ และวิชชาสาม (เตวิชโช) ด้วย

          ๑๒. ขอสรุปเป็นข้อสุดท้าย เพราะจะยาวเกินพอดี พระท่านบอกว่า โตแล้วให้เรียนลัด หมายความว่าพวกเราแพทย์รุ่น ๕๗ อายุก็ ๗๐ ปีขึ้นไปทุกคน เวลาก็เหลือน้อย ไม่ควรประมาทในความตาย ธรรมของตถาคตสอนไว้มากมายถึง ๘๔,๐๐๐บท (อุบาย) ทุกบทล้วนนำไปสู่ความพ้นทุกข์ทั้งสิ้น ทุกบทล้วนเป็นอริยสัจ ซึ่งแปลว่า ความจริงที่ตถาคตได้พิสูจน์แล้ว ที่ต้องสอนไว้มากขนาดนี้ เพราะบุคคลในโลกนี้มีจริต นิสัย กำลังใจ (บารมี) และกรรมแตกต่างกัน จึงต้องใช้อุบายให้เหมาะสมกับกรรมของเขาแต่ละคนๆ ซึ่งไม่เสมอกัน พวกเธอจึงไม่จำเป็นต้องรู้ ต้องปฏิบัติให้ครบทั้งหมด ให้พิจารณาว่าธรรมใดที่เหมาะสมกับจริต นิสัย กำลังใจ และกรรมของเธอ ก็ให้ปฏิบัติตามนั้น ก็สามารถทำให้จิตของเธอพ้นทุกข์ได้

          ธรรมะ ๘๔,๐๐๐ บทนี้ ย่อแล้วเหลือประโยคเดียว คือจงอย่าประมาท(ในความตาย) คนสัตว์เกิดมาเท่าไหร่ตายหมดเท่านั้น ความตายเป็นของเที่ยง แต่ชีวิตเป็นของไม่เที่ยง (คือ จะตายเมื่อไหร่ไม่มีใครรู้ เพื่อนๆ รุ่นเราก็แสดงสัจธรรมเรื่องมรณานุสติให้พวกเราได้เห็นมาตามลำดับ ตั้งแต่อายุเพียงแค่ ๓๐ ปีกว่าๆ ตลอดมาจนถึง ๗๐ ปีกว่า ประมาณ ๕๐ คนแล้วในไม่ช้าสัจธรรมอันนี้หรือสภาวะธรรมนี้ย่อมต้องมาถึงเราอย่างแน่นอนไม่ช้าก็เร็ว) เมื่อชีวิตเป็นของไม่เที่ยง บรรดาผู้สูงอายุทั้งหลายก็ไม่ควรประมาท ควรเร่งรัดตัวเองหันมาสนใจแต่ธรรมที่นำไปสู่ความพ้นทุกข์กันเถิด อย่าไปอยากรู้ อยากเห็นอะไรที่อยู่นอกหรือโลกภายนอก ให้สนใจแต่ตัวของเราเอง ซึ่งประกอบด้วยกายกับจิต หรือโลกภายในดีกว่า หมายความว่า จงอย่าสนใจกายภายนอก หรือกายผู้อื่น และอย่าสนใจจิตของผู้อื่น หากต้องการผลหรือมรรคผลเร็ว ทรงแนะวิธีปฏิบัติสั้นๆ ไว้ ๕ ข้อ คือ จงอย่าสนใจเรื่องของผู้อื่นหรือจริยาของผู้อื่น จงอย่ายกตนข่มผู้อื่น จงอย่าคอยจับผิดผู้อื่น ให้คอยแต่จับผิดตนเองและแก้ไขตนเองตลอดเวลา จงอย่าหลงคิดว่าตนเองดีแล้ว เพราะกิเลสของเรายังมีอยู่มาก และจงอย่าไปเที่ยวแบกทุกข์ของชาวบ้าน เพราะทุกข์ที่ตัวเราที่จิตของเราชอบสร้างขึ้นก็มีอยู่มากพอแล้ว

          ผมขอสรุปสั้นๆ เป็นภาษาไทยชัดๆ เพื่อให้จำได้ง่ายๆ คือ อย่าเสือก อย่าซ่า อย่าเป็นตำรวจ อย่าหลง อย่าเป็นผู้แทน ขอจงเอาไปพิจารณา แล้วจะเกิดปัญญาขึ้นกับจิตของท่านเอง

          อีกจุดหนึ่งในเรื่องของการปฏิบัติแบบง่ายๆ และได้มรรคผลเร็ว คือ ๘๔,๐๐๐ บท ให้ย่อเหลือเพียงแค่ประโยคเดียวว่า จงปฏิบัติตามคำสั่งและคำสอนของตถาคต หมายความว่าคำสั่ง คือ ศีล ทุกคนที่ศรัทธาในพุทธศาสนาจักต้องมีศีลครบตามฐานะ (ฆราวาสก็ศีล ๕ ชีก็ศีล ๘ เณรก็ศีล ๑๐ พระก็ศีล ๒๒๗ ครบ) เพราะศีลเป็นธรรมที่ป้องกันไม่ให้ตกนรก ศีลเป็นรากฐานของพระธรรม ศีลเป็นมารดาของพระพุทธศาสนา ศีลทุกข้อล้วนมีโทษลงนรกทั้งสิ้น ทรงตรัสสอนไว้ชัดแจ้ง คำสอนทรงสอนไว้ ๘๔,๐๐๐ วิธี ย่อแล้วเหลือ ๑๐ ข้อ คือ สังโยชน์ ๑๐ (สังโยชน์ คือ กิเลสที่คอยร้อยรัดจิตเราไว้ไม่ให้พ้นทุกข์) ทรงตรัสว่าเป็นบันได ๑๐ ขั้น ที่เราใช้เป็นเครื่องวัดอารมณ์ของจิตไว้เสมอ (วัดกิเลส ตัณหา อุปาทาน และอกุศลกรรม หรือวัดอารมณ์โลภ โกรธ หลง ของตัวเอง)

          หากเราตัดสังโยชน์ ๓ ข้อแรกได้ ก็จะเป็นพระอริยเจ้าเบื้องต่ำ คือ พระโสดาบัน หรือพระสกิทาคามี

          หากเราตัดสังโยชน์ ๕ ข้อแรกได้ ก็จะเป็นพระอริยเจ้าเบื้องสูง คือ พระอนาคามี

          หากเราตัดสังโยชน์ ๑๐ ข้อได้ ก็จะเป็นพระอรหันต์ (มีหลักฐานชัดในมหาปรินิพพานสูตร ซึ่งพระอานนท์เป็นผู้ถาม)

          สำหรับพวกหมอหรือแพทย์ทรงยกย่องว่าเป็นผู้มีพรหมวิหาร ๔ อยู่กับจิตแล้วเป็นทุนเดิม จัดเป็นผู้มีบารมีหรือกำลังใจสูงกว่าอาชีพอื่นๆ เป็นผู้ฉลาดในธรรมหากนำเอามาใช้ให้เป็นประโยชน์ เพราะ ๘๔,๐๐๐ บทนี้ ก็สอนอยู่แค่กายกับจิตเท่านั้น หมอรู้เรื่องของร่างกายได้ดีกว่าอาชีพอื่นๆ ศึกษาจริงๆ แค่รู้อารมณ์จิตของตนเองตามความเป็นจริง และอย่าไปฝืนความจริงเท่านั้น ก็สามารถจบกิจในพระพุทธศาสนาได้เร็วกว่าพวกอื่น บุคคลใดที่มีพุทธจริตหรือเป็นคนฉลาด จึงเน้นสอนให้ตัดสังโยชน์ข้อแรกข้อเดียว ก็สามารถจบกิจในพระพุทธศาสนาได้ พวกนักปริยัติรู้แค่ตัวหนังสือ ไม่นำไปปฏิบัติต่อให้เกิดผลจึงยังมีกิเลส ตัณหา อุปาทาน อยู่มาก ใช้ปัญญาของตนแปลสังโยชน์ข้อแรกให้ผิดความหมายของพระองค์ไปได้มากมาย เป็นการสร้างอกุศลกรรม ให้กับตนเองเนืองๆ ข้อเท็จจริงมีดังนี้

          สังโยชน์ข้อที่ ๑ สักกายทิฏฐิ มีความคิดว่าร่างกายนี้เป็นเราเป็นของเรา ซึ่งความจริงไม่ใช่มันประกอบด้วยธาตุ ๔ (ดิน น้ำ ลม ไฟ) (ให้ดูบทความโดยย่อที่ไอสไตน์เขียนไว้เรื่อง สสารไม่มีวันสูญหายไปจากโลก แต่มนุษย์มีอีกสิ่งหนึ่งที่มันไม่ตาย มันมีอำนาจมากด้วย ขอเรียกว่า power) พวกหมอรู้ละเอียดกว่าบุคคลอื่น คือ เรื่อง cell ต่างๆ ในร่างกาย ล้วนมีอายุของมันทั้งสิ้น พวกเราอายุกว่า ๗๐ ปี กันแล้ว cell ต่างๆ ที่เกิดออกมาจากท้องแม่ มันตายแล้วเกิด เกิดๆ มากี่พันกี่หมื่นครั้งแล้ว เกิดต่อเนื่องกันมา ภาษาของธรรมะเรียกว่าเกิด - ดับๆ ๆ เป็นสันตติธรรมจนถึงปัจจุบัน สภาวะธรรมอันนี้หยุดเมื่อไหร่ร่างกายก็พังหรือตายหรืออนัตตาเมื่อนั้น

          เขียนแค่นี้ พวกหมอทุกคนก็เข้าใจว่า จริงๆ แล้วร่างกายนี้มันหาใช่เรา หาใช่ของเราไม่ เราจึงบังคับมันไม่ได้ (ไม่ให้แก่ ไม่ให้ป่วย ไม่ให้ตายไม่ได้) ส่วนจิตซึ่งมีอำนาจมาก (power) นั้นมันไม่ตาย ตัวนี้แหละคือตัวเราเป็นของเรา เราจึงต้องฝึกฝนอบรมมันให้ได้ แต่ปฏิบัติจริงๆ ยากมาก เพราะเราคบกับกิเลสมานานแสนนาน อุปาทานจึงยึดติดว่ากายนี้เป็นเราเป็นของเรามาทุกๆ ชาติ เมื่อเราจะละจะปล่อยวาง มันจึงทำได้ยาก การปฏิบัติธรรมจึงเป็นการฝึกอารมณ์เดิม (อุปาทาน) ของตนตลอดเวลา เผลอเมื่อไหร่ก็ตามใจกิเลสทุกครั้งไป การละสักกายทิฏฐิจึงมี ๓ ระดับ บารมียังอ่อน (กำลังใจ) ปัญญาก็ยังมีน้อย จึงตัดได้เบาๆ เท่านั้น คือ รู้ตนเองอยู่เสมอว่าคนเราเกิดมาแล้วต้องตาย ไม่ประมาทในความตาย เพียงมีมรณานุสติอยู่กับจิต ความโลภ โกรธ หลง ก็จะเบาลงทันที ไม่เชื่อก็ทดลองดูได้ เพราะคนที่ไม่โง่จนเกินไป ย่อมรู้ทุกคนเกิดตายแล้วไม่มีใครเอาสมบัติของโลกไปได้ ไม่มีใครเป็นใหญ่ได้จริง ๆ ในโลก เพราะมีความตายเป็นที่สุด โลกภายนอกไม่มีอะไรเที่ยง โลกภายใน หรือขันธโลก หรือร่างกายก็ไม่เที่ยง แก่ลงทุกวัน เจ็บไข้ (ป่วย) แล้วที่สุดก็ต้องตายกันหมด

          โลกพร่องอยู่เป็นนิจ เพราะตกเป็นทาสของตัณหา (ความอยาก) ตอนแรกเกิดมาก็มาตัวเปล่า เวลาตายไปก็ไปตัวเปล่า ขณะมีชีวิตอยู่เราสะสมสมบัติอะไรไว้บ้าง เต็มบ้าน เต็มตู้ จนไม่มีที่จะเก็บ เพราะตกเป็นทาสของตัณหา (ความอยาก) เคยเอามาคิดกันบ้างหรือเปล่า พระอริยเจ้าเบื้องต้น คือ พระโสดาบัน พระสกิทาคามี ท่านเข้าใจธรรมข้อนี้แค่หยาบๆ จึงยังประกอบอาชีพเป็นสัมมาอาชีวะ (อยู่ในโลกในธรรม) ยังมีคู่ครอง ยังสะสมสมบัติอยู่ (โดยชอบ) เช่น นาง วิสาขาท่านมีลูก ๒๐ คน ยังทำมาค้าขายโดยสุจริตตลอดเวลา

          สรุปว่าพระอริยเจ้าเบื้องต้นก็คือชาวบ้านชั้นดีนี่เอง คือ

               ก) ไม่ประมาทในความตาย รู้ตนเองว่าจะต้องตายอยู่เป็นปกติ

               ข) ไม่สงสัยในคำสั่งสอนของพระพุทธองค์

               ค) มีศีล ๕ บริสุทธิ์ เพียงแค่นี้ท่านก็พ้นนรกได้ตลอดกาลแล้ว แต่คุณธรรมพิเศษในจิตของท่านอีกหนึ่งข้อก็คือ เริ่มเห็นทุกข์จากการเกิดมีร่างกาย ที่ต้องทำมาหาเลี้ยงมันทุกวัน งานทางโลกทำเท่าไหร่ก็ไม่จบ ต้องทำซ้ำๆ อยู่เสมอ เลยเบื่อการเกิด ไม่อยากเกิดอีก เป็นอารมณ์เบาๆ

          พระอริยเจ้าเบื้องสูงมี ๒ ระดับ คือ

          ระดับแรก พระอนาคามี จิตละเอียดขึ้น เห็นความสกปรกของร่างกาย ว่ากายนี้มีขี้ทั้งตัว ตั้งแต่หัวถึงเท้าขี้ทั้งนั้น ต้องเช็ด ต้องล้าง ต้องถู ต้องทำความสะอาดให้มันทุกวัน วันละหลายหนตลอดชีวิตจึงเห็นทุกข์ เห็นโทษ เห็นภัย จากการเกิดมีร่างกายได้ดีขึ้น จึงไม่อยากมีคู่ครอง เพราะมีปัญญามากขึ้น เห็นโทษของกามตามความเป็นจริง และเห็นคุณของการออกจากกามได้ชัดเจน จึงละสักกายทิฏฐิได้ละเอียดขึ้น

          ระดับสอง พระอรหันต์ ท่านมีปัญญามาก จึงรู้ชัดว่าร่างกายนี้มันไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เรา (จิต) ไม่ใช่มัน (กาย) มันไม่ใช่เรา จิตกับกายของท่านแยกออกจากกันได้เป็นอิสระ จึงมองเห็นธรรมจุดนี้ได้ชัดเจนและหมดสงสัย

          ที่พระท่านให้เน้นจุดนี้ก็เพราะ พวกหมอรู้เรื่องนี้ดีกว่าบุคคลอื่นๆ หากตัด ละ วางร่างกาย (สักกายทิฏฐิ) ได้ข้อเดียว ข้ออื่นๆ ก็หมดความหมาย คือ วางตัดกิเลสหลักใหญ่ได้ข้อเดียว ก็สามารถจบกิจในพระพุทธศาสนาได้แล้ว มีหลักฐานชัดในพระไตรปิฏก บุคคลที่ฉลาดทรงสอนแค่นี้จริงๆ สำหรับพวกเราเพื่อความไม่ประมาทในความตายจึงควรปิดนรกให้ได้ก่อน คือ เป็นแค่ชาวบ้านชั้นดี (พระโสดาบัน) ความสำคัญอยู่ที่การรักษาศีล ๕ ข้อให้บริสุทธิ์ตลอดเวลาเท่านั้น อีก ๒ ข้อเชื่อว่าทุกคนสามารถทำได้โดยไม่ยาก ส่วนการตัดสักกายทิฏฐิค่อยๆ พิจารณาไป วันหนึ่งมี ๒๔ ช.ม. พยายามใช้ปัญญาคิดพิจารณาตัดให้ละเอียด จนถึงร่างกายนี้มันไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเราจริงๆ ชั่วคราวแค่วันละ ๒ - ๓ นาทีก็พอ ใครทำได้พระองค์ทรงยกย่องว่าเป็นความดีอันประเสริฐสุด ทำให้ได้ทุกวัน จิตก็จะชินต่อความดี ฌานนั้นแปลว่าชิน จิตก็จะเป็นฌานในการตัดกิเลสได้ไว เมื่อวันจริงมาถึงจิตก็จะตัดของเขาเองตามที่ได้ซ้อมไว้ทุก ๆ วันเป็นอัตโนมัติ จิตไม่มีเวลาทุกอย่างสำเร็จได้ในขณะจิตเดียวทั้งสิ้น

          จึงขอจบไว้อย่างย่อๆ เพียงเท่านี้ หากเขียนไปมากกว่านี้ก็จะทำให้สับสน กลายเป็นตำราซึ่งยังไม่ใช่ของจริง ของจริงอยู่ที่ผล ความสงสัยในธรรมจะสิ้นไปโดยการปฏิบัติเท่านั้น ผลเกิดเมื่อไหร่ก็รู้จริงเมื่อนั้น และรู้ได้เฉพาะตน มรรคเขาเดินหรือปฏิบัติกันที่จิต (จิตเราอย่าไปยุ่งกับจิตผู้อื่น) ไม่ต้องไปปฏิบัติตามวัด ตามสำนักตามป่าเขา สามารถทำได้ทุกอิริยาบถ ใช้เวลาของจิต หรือเวลาภายใน ซึ่งเป็นอกาลิโกในการปฏิบัติ กายทำงานทางโลก จิตทำงานทางธรรมแยกจากกันได้ (หากเข้าใจ) ค่อยๆ ทำไปอย่าใจร้อน คนใจร้อนปฏิบัติธรรมไม่เป็นผล เพราะพระธรรมเป็นของเย็น เป็นของสงบ หากจิตไม่สงบเย็น ก็ไม่มีทางเห็นพระธรรมได้ตามความเป็นจริง

 

ขอให้ผู้อ่านทุกคนจงโชคดี

จากหนังสืออนุสรณ์แพทย์ศิริราช รุ่น ๕๗

๓๑ มีนาคม ๒๕๔๕

ผู้ร่วมทำบุญธรรมทาน เพื่อความหลุดพ้นทุกข์

          อันเนื่องมาจากลูกศิษย์หลวงพ่อฤๅษีกลุ่มหนึ่ง มีความสามัคคีร่วมกันตั้งวงสนทนาธรรม ที่นำไปสู่ความพ้นทุกข์ ตั้งแต่หลวงพ่อฤๅษียังไม่ทิ้งขันธ์ ๕ และเมื่อหลวงพ่อท่านทิ้งขันธ์ ๕ ไป เมื่อวันที่ ๓๐ ตุลาคม ๒๕๓๕ ก็ยังรวมกลุ่มกันใหญ่ขึ้นๆ ตามลำดับ ตลอดมาจนถึงปัจจุบัน ๑๔ ปีแล้ว (ยังไม่รวมเวลาก่อนหลวงพ่อท่านทิ้งขันธ์ ๕ อีกหลายปี) ๙๙% รู้ว่าการทำบุญเพื่อที่จะให้ได้บุญสูงสุด (ทำบุญเพื่อความหลุดพ้น) นั้นควรทำอย่างไร ตามหลักปรมัตถทานที่สมเด็จองค์ปฐมสอนไว้ มีความสำคัญย่อๆ ว่า

          ๑. ต้องไม่มีอารมณ์เสียดายในสิ่งที่ทำไปแล้ว

          ๒. ต้องไม่มีอารมณ์หวังผลตอบแทนใ ๆ ทั้งสิ้น แม้แต่คำว่าขอบใจ

          ๓. ต้องไม่อธิษฐานขออะไรทั้งสิ้น นอกจากขอพ้นทุกข์ภายในชาติปัจจุบันนี้เท่านั้น

          หมายความว่า ขอไปพระนิพพานในชาตินี้ หรือนึกในใจว่า นิพพานะ สุขขัง เท่านั้น

          ผมขออธิบายเพิ่มเติมว่า

          การอธิษฐานสั้นๆ แค่นี้ เป็นการตัดอวิชชาโดยตรง

          เพราะเป็นอารมณ์ที่ไม่เกาะมนุษยโลก - เทวโลก และพรหมโลก ไม่มีอารมณ์พอใจ หรือรัก หรือปรารถนาในโลกทั้งสามอีก เป็นอารมณ์ที่พ้นจากอำนาจของมารได้ชั่วคราว (คือจิตไม่มี หรือว่างจากกิเลส ตัณหา อุปาทาน และอกุศลกรรมชั่วคราว) หากทำบุญ - ทำทาน - ทำความดีครั้งใด ก็อธิษฐานแบบนี้ทุกครั้ง ตั้งใจมั่นว่าเราทำเพื่อพ้นทุกข์ เพื่อพระนิพพานจุดเดียว ทำบ่อย ๆ เข้าจิตเราก็จะชิน กลายเป็นฌานในความไม่อยากเกิดอีกต่อไป หรืออุปสมานุสตินั่นเอง มีผลเท่ากับตัดอวิชชาไปในตัว

          จิตเรามีสภาพ ๒ อย่าง คือ รู้กับเร็ว เมื่อเราบังคับจิตให้รู้ในเรื่องใด จนชินเป็นฌานแล้ว จิตก็จะเร็วไปตามนั้น ขันธ์ ๕ พังหรือตายเมื่อไหร่ จิตก็เร็วไปตามนั้น เพราะจิตไม่มีเวลาเป็นอกาลิโก

          ผู้บริจาคเงินทำบุญเป็นธรรมทาน เพื่อพ้นทุกข์ในชาตินี้ ๙๙% หรืออาจจะ ๑๐๐% ไม่หวังหรือติดในโลกธรรม จึงไม่มีใครทำบุญเพื่อเกาะโลกอีก ทุกคนทำด้วยปัญญา มีน้อยทำน้อย มีมากทำมาก ตามกำลังของตน มีตั้งแต่ ๑ บาทขึ้นไป จนถึงหลายหมื่นบาทก็มี ทำกันมากว่าสิบปีแล้ว และพิมพ์ธรรมะแจกกันมาหลายปี จนได้รวมเป็นเล่มแจก และจะพิมพ์แจกต่อ ๆ ไปจนกว่าจะตาย ผมจึงขออนุญาตไม่ลงชื่อผู้บริจาค เพราะผมไม่เคยบอกบุญใคร ทุกคนทำด้วยศรัทธาทั้งสิ้น หากจะจดไว้แล้วพิมพ์ไปด้วย คงจะยาวหลายสิบหน้า แต่หาสาระอะไรไม่ได้ หากต้องการพ้นทุกข์ในชาตินี้

เมื่อปลายปี พ.ศ. ๒๕๔๘ สมเด็จองค์ปฐมทรงตรัสว่า

วงสนทนาธรรมของคุณหมอนี้

หาได้ยากยิ่งนักในโลกนี้

เพราะพูดกันแต่ธรรมที่นำไปสู่ความพ้นทุกข์เท่านั้น


กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่