(พระธรรมที่ทรงตรัสสอนในเดือนเมษายน ๒๕๓๙)

การทอดอาลัยในชีวิตเป็น สักกายทิฎฐิ

จิตยังห่วงใยขันธ์ ๕ อยู่




          สมเด็จองค์ปฐม ทรงมีพระเมตตาตรัสสอนเรื่องนี้ไว้ มีความสำคัญดังนี้

          ๑. ที่เจ้าเข้าใจว่า การทอดอาลัยในชีวิต คือ หมดกำลังใจที่จะต่อสู้กับกิเลสนั้นถูกต้อง จุดนั้นแหละคือ สักกายทิฎฐิ ยังมีความห่วงใยในชีวิต ซึ่งก็เป็นธรรมดาของผู้ที่ยังไม่เข้าถึงพระอรหันต์ แต่ก็มีความจำเป็นที่จักต้องซักซ้อมอารมณ์นี้เข้าไว้เหมือนกัน พระอรหันต์ท่านทรงเอาไว้ได้ตลอดเวลา อย่างพวกเจ้าก็พยายามวางความทอดอาลัยในชีวิตชั่วคราว หรือชั่วขณะหนึ่งๆ ในขณะที่ระลึกขึ้นมาได้

          ๒. งานทางโลกทุกอย่างทำแล้วก็เป็นอย่างนี้แหละ คือทำแล้วมันก้าวไปหาความเสื่อมอยู่เสมอ ไม่มีอะไรเที่ยงแท้แน่นอน ชีวิตยังคงอยู่ก็แก้ไขปรับปรุงซ่อมแซมกันไป เหมือนกับการมีร่างกายก็ก้าวเข้าไปสู่ความเสื่อมตลอดเวลา ก็ จักต้องหาอาหารและยารักษาโรคประทังชีวิตให้เป็นไปฉันใดก็ฉันนั้น อย่าทำจิตให้เศร้าหมอง ให้เห็นเป็นเรื่องธรรมดา แม้สิ่งที่ทำไปแล้วมันพังลงมาอีกสักกี่ครั้ง ก็ต้องเห็นเป็นเรื่องธรรมดา

          ๓. เมื่อมีอารมณ์จิตเฉื่อยชา ก็ให้คอยดูแต่อารมณ์อย่าให้กรรม อกุศลกรรมเกิดขึ้นกับจิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวหงุดหงิดที่ไม่สามารถบังคับจิตให้เจริญพระกรรมฐานตามที่ต้องการได้ ต้องควบคุมดูอารมณ์จิตเข้าไว้ให้ดี บางครั้งก็ไม่พึงบังคับจิตให้มากจนเกินไป ปล่อยจิตให้เป็นอิสระบ้าง เพียงแต่ตามคอยดู อย่าให้จิตคิดชั่วก็แล้วกัน

          ๔. อย่าสนใจว่าใครเจริญพระกรรมฐานอย่างไร แล้วเป็นอย่างไร ถ้าจักเอามาตรฐานก็เอาพระสูตรเป็นหลักในการปฏิบัติในนั้นไม่มีการผิดพลาด หากจิตฝืดให้ฟังเทปหรืออ่านหนังสือธรรมะช่วยแก้ไขจิตได้ เพราะการฟังธรรมะ หรืออ่านหนังสือพึงทำจิตให้สบายๆ มีอารมณ์เบาๆ วางกังวลในร่างกายลงเสีย สุขภาพไม่ดีมันก็เป็นเรื่องของกาย เราห้ามมันไม่ได้ ได้แต่ให้ยารักษาโรคบรรเทาทุกขเวทนาไปตามแต่ที่จักทำได้ ถ้าหากวางกังวลจุดนี้ลงไปได้ จิตจักเป็นสุขมาก

          ๕. วันนี้การปฏิบัติธรรมของเจ้า ยิ่งทำยิ่งแย่ลง ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลก นักปฏิบัติจักต้องประกอบกับสภาวะอย่างนี้มีอยู่เป็นเรื่องธรรมดา ทุกคนปฏิบัติไปสักระยะหนึ่ง ก็เจอสภาพขันธมาร (ทุกข์ของกายหรือเวทนาของกาย) เข้ามาสอบจิตแล้วก็ต้องสอบตกก่อนทุกคน จึงจักสอบผ่านไปได้ในภายหลัง อดทนเข้าไว้ รักษาอารมณ์ใจอย่าให้ท้อถอย พยายามใจเย็นสงบจิตสงบใจ ดูโอกาสเมื่อขันธมารเบาลง จิตโปร่งก็ค่อยเริ่มปฏิบัติอย่างตั้งใจเอาจริงต่อไป ในขณะที่ร่างกายมันไม่สบายอยู่นี้ ไม่ปล่อยวางอารมณ์ตามอัธยาศัยดูการเคลื่อนไหวของจิตไปตามใจของจิตบ้าง จิตจักได้เบาระวังอย่าให้มันคิดชั่วก็แล้วกัน โดยเฉพาะเรื่องอารมณ์ห่วงงาน ทำได้แค่ไหนให้พอใจแค่นั้น กรรมฐานก็เช่นกัน ทำได้แค่ไหนให้พอใจแค่นั้น อย่าให้ขาดทุน จักได้ไม่กังวลเช่นกัน อย่าทำอะไรให้มันเกินพอดี จักเหนื่อยเปล่า เพราะเป็นการเบียดเบียนกายกับจิตตนเองเกินไป ต้องพิจารณาให้รอบคอบแล้วหมั่นปรับปรุงตัวเองด้วย

          ๖. ปฏิปทาใดพระ อริยเจ้าปฏิบัติแล้วพ้นทุกข์ ก็ให้ทำตามปฏิปทานั้น ตรวจสอบจากพระไตรปิฎกดีที่สุด ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ ทุกข้อสอนให้พ้นทุกข์หมด อย่าไปติงว่าพระวินัย พระสูตร พระอภิธรรมบทไหนไม่ดี เพราะทุกหมวด ทุกบทสอนให้พ้นทุกข์หมด ถ้าไปติงว่าไม่ดีเข้า แสดงว่าจิตได้เอากิเลสเข้าไปปรุงแต่งแล้ว ตนเองยังศึกษาไม่พอ มีความเข้าใจไม่ถ่องแท้ แล้วตีความเอาตามความเข้าใจ อันเป็นกิเลสส่วนตนนั่นแหละเป็นการปรามาสพระธรรมโดยตรง โดยไม่รู้สึกตัวก็เป็นโทษทั้งสิ้น

          (ขอยกตัวอย่างสัก ๒ เรื่อง)

          เรื่องแรกพระดังสำนักหนึ่ง ซึ่งความจริงยังไม่ใช่พระเพราะศีลของท่านไม่ครบ แค่ศีล ๕ ยังไม่มี แล้วศีล ๒๒๗ ข้อจะมีได้อย่างไร เกือบทุกคนที่ไปเยี่ยมสำนักสงฆ์ที่เป็น มิจฉาทิฎฐิ นั้น จะเห็นว่าท่านเลี้ยงปลาตู้ กักขังสัตว์เบียดเบียนสัตว์โดยตรง แล้วยังซ้อนลูกน้ำ ให้ปลากินทุกวันด้วยตนเอง แสดงว่าเห็นลูกน้ำไม่มีชีวิต เป็นสัตว์ที่ไม่มีประโยชน์ จึงได้ทำกรรมชั่วเช่นนั้น หรือตัดพระวินัยทิ้งไปไม่สนใจในเรื่องศีล หรือไม่เชื่อเอาเลย เพราะสำนักนี้สอนว่า คนตายแล้วสูญ ไม่เชื่อว่ากฎของกรรมมีจริง พระนิพพานไม่มี นิพพานก็สูญ และที่สุดก็ว่า นรก - สวรรค์ - พรหมไม่มี พรหม - เทวดา - นางฟ้ามีที่ไหน ล้วนเป็นเรื่องเหลวไหลทั้งสิ้น ขณะนี้ท่านตายไปแล้ว ท่านไม่เชื่อว่านรกมี จึงต้องตกนรกตามกรรมที่ตนทำไว้ ตรงไปตรงมาตามกฎของกรรม ซึ่งเที่ยงเสมอ และให้ผลไม่มีผิดตัวด้วย

          เรื่องที่ ๒ สมมุติสงฆ์ ซึ่งทางโลกสมมุติตั้งให้เป็นเจ้าคุณชั้นเทพ แล้วอาศัยอยู่ในวัดดังในกรุงเทพฯ พูด - คุยเก่งมากในทางโลก วันหนึ่งท่านออกทีวีได้อัดเทปไว้เป็นหลักฐาน ท่านคุยว่าท่านเป็นคณะกรรมการที่จะทำสังคายนาพระไตรปิฎก ท่านได้ศึกษาพระไตรปิฎกหมดแล้ว เห็นว่าหมวดฤทธิ์ทั้งหลายที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้แล้วนำมาจาร (เขียน) ไว้ในพระไตรปิฎกนั้นเหลือเชื่อ ต้องตัดออกทิ้งไปให้หมด แล้วอธิบายยืดยาวโดยเอาตนเองเป็นมาตรฐานว่า ในเมื่อตนเองทำไม่ได้ คนอื่นก็ต้องทำไม่ได้เช่นกัน ก็น่าสงสารท่านตรงนี้ที่หลงตัวหลงตนขนาดนั้น เพราะปริยัติ ที่ท่านเรียนมาได้ ป.๑ - ป.๙ เป็นพิษ คือ เรียนแล้วไม่ได้นำมาปฏิบัติให้เกิดผล ปฏิเวธจึงไม่เกิดกับท่าน ขณะนี้ยังไม่ตาย ก็ต้องให้อภัยไว้ก่อน เพราะก่อนตายท่านอาจกลับใจได้แบบพระเทวทัต ซึ่งแม้จะกลับใจได้ขอขมาพระรัตนตรัย ขอขมาต่อพระพุทธองค์แล้วก็ตาม ก็ยังต้องลงอเวจีมหานรก (ขุม ๘) อยู่ดี แต่อยู่ไม่นานครบถึง ๑ กัป ในรายนี้ก็เหมือนกัน

 

บารมี ๑๐ ประการต้องรักษาให้ครบ

          ๑. ให้ดูคำว่ากำลังใจเต็ม คือบารมี ๑๐ ประการ ได้รับการรักษาให้เต็มอยู่ในจิตครบทั้ง ๑๐ ประการ หรือเปล่านี่เป็นเพียงแค่บารมีต้น ๑๐ ประการ ลองสอบอารมณ์จิตดูว่ายังพร่อง หรือขาดข้อไหนบ้าง ขั้นแรกต้องให้เต็มอย่าพร่อง จนแน่ใจว่า ทำได้ครบทั้ง ๑๐ บารมี แล้วจึงค่อยก้าวเข้าสู่ขั้นที่สอง คือ อุปบารมี และขั้นที่ ๓ ปรมัติถบารมีต่อไป

          ๒. การรับทานหรือการให้ทานก็ดี พึงดูบารมี ๑๐ ควบคู่ไปด้วยเสมอ จักทำให้การปฏิบัตินั้นเป็นการเจริญพระกรรมฐานไปในตัว เช่น อย่าขัดศรัทธาของผู้ให้ ใครจักให้สิ่งอันใดแก่เราก็จงรับไว้ก่อน แล้วค่อยพึงแจกจ่ายขยับขยายไปให้บุคคลอื่นต่อไปในภายหลัง และพึงวางอารมณ์ให้ถูก อย่าได้มีความพอใจ หรือไม่พอใจในของที่เขาให้ทั้งปวง จิตจักได้ไม่มีอารมณ์ขุ่นมัวไปด้วยกิเลส

          ๓. วันนี้เป็นวันสงกรานต์ (๑๔ เม.ย. ๒๕๓๙) มีคนมาวัด ขอร่วมพักในห้องของเจ้า ก็ต้องวางกำลังใจให้สบาย หากมีคนต้องการสนทนาธรรมกับเจ้า ก็พึงให้ได้ตามที่ได้ปฏิบัติมา อย่าคิดว่าเป็นภาระหรือวิตกกังวลจนเกินเหตุ อย่า ลืมการให้ธรรมะเป็นทานชนะทานทั้งปวง อย่าคิดความสงบสุขในส่วนตนจนเกินไป พึงทำไปด้วยความเหมาะสม เราปฏิบัติได้แค่ไหนก็แนะนำแค่นั้นต่อบุคคลที่มีศรัทธาต่อเรา พระตถาคตเจ้าทุกๆ พระองค์ก็แนะนำตามนี้ คือถ้าเขาไม่มีศรัทธาก็จักไม่แนะนำเลย

          ๔. เรื่องศีลระดับที่ ๓ ซึ่งท่านพระ...นำมาพูด โดยอ้างว่า ท่านฟังจากคำสอนของท่านฤๅษี แล้วนำมาพิจารณาและปฏิบัติตามจนได้ผลแล้วความว่า

          ศีลขั้นที่ ๑ ไม่ละเมิดศีลด้วยตนเอง เป็นการเอาศีลคุมกายให้เรียบร้อย

          ศีลขั้นที่ ๒ ไม่ยุยงส่งเสริมให้ผู้อื่นละเมิดศีล เป็นการเอาศีลคุมวาจา ให้เรียบร้อย

          ศีลขั้นที่ ๓ ไม่ยินดีด้วยเมื่อบุคคลอื่นได้ละเมิดศีลแล้วเป็นการเอาศีลคุมใจ ให้เรียบร้อย

          ถ้าหากทำได้สมบูรณ์ตามลำดับ จิตก็จักเข้าถึงอุเบกขา ไม่เดือดร้อนในกรรมของใครๆ จิตจักเยือกเย็นยาก มีความเคารพในกฎของกรรมสูงนั้น จุดนี้ถูกต้องแล้ว และเป็นจุดเดียวกับการที่ทำให้ไม่ไปยุ่งกับจริยาของผู้อื่นได้เป็นอย่างดี จุดนี้พวกเจ้าสมควรพิจารณาและปฏิบัติตามท่านพระ...ให้มาก

          ๕. ปัญญาในพุทธศาสนา คือ การรู้แจ้งเห็นจริงในอริยสัจหรือการรู้เท่าทันกองสังขารของกายและจิต ได้ชื่อว่าปัญญา ให้ลบสัญญาเก่าๆ อันเกี่ยวกับการยึดมั่นถือมั่นในรูป - เวทนา - สัญญา - สังขาร - วิญญาณว่าเป็นเรามาโดยตลอดนี้เสีย หมั่นทำให้บ่อยๆ โดยการพิจารณาขันธ์ ๕ ตามความเป็นจริง พิจารณาด้วยอารมณ์ที่ยอมรับนับถืออย่างจริงใจ แล้วจิตจักมีความสุขมาก มีความสดชื่นมาก

          ๖. ในการพิจารณาขันธ์ ๕ ก็ดี พิจารณาศีล - สมาธิ - ปัญญา ก็คือ ให้พิจารณาให้ลึกๆ ลงไปตามลำดับ จนกว่าจิตจักมีอารมณ์สงบ - สบาย - ยอมรับนับถือในความจริงของขันธ์ ๕ และยอมรับนับถือในความจริงของศีล - สมาธิ - ปัญญา และจงอย่าคิดว่าที่รู้อยู่นั้นดีแล้ว จงเตือนจิตของตนเองไว้เสมอๆ ว่าตราบใดที่ยังไม่เข้าถึงพระอรหัตผล ตราบนั้นอย่าคิดว่าตนเองรู้ดีแล้วเป็นอันขาด และจงหมั่นศึกษาพระธรรมวินัยให้มากๆ จิตจักได้มีความสงบเยือกเย็น และมีความละเอียดในธรรมยิ่งๆ ขึ้นไป

          ๗. ให้เห็นการเจ็บป่วยเป็นกฎของกรรม เป็นเรื่องธรรมดาของผู้มีร่างกาย ซึ่งเป็นรังของโรค แม้แต่พวกเจ้าเองก็เหมือนกัน ไม่มีใครหนีความเป็นโรคไปได้พ้น แม้ในที่สุดร่างกายนี้ก็ต้องมีความตายเป็นของธรรมดา กรรมเป็นผลมาจากการกระทำของตนเองซึ่งมีมาแต่อดีต จึงเป็นคนหลงอย่างยิ่งที่มีการตัดพ้อต่อว่ากฎของกรรม ให้ดูตัวอย่างพระมหาโมคคัลลานะ ก็ยังถูกกฎของกรรมเข้าเล่นงาน หรือแม้แต่องค์สมเด็จปัจจุบันมีความดีสูงสุดในพุทธันดรนี้ ก่อนจักเข้าสู่ปรินิพพานก็ยังประชวรหนัก ถ่ายออกมาเป็นเลือด ยังทุกขเวทนาให้เกิดแก่พระวรกายยิ่งนัก ทุกท่านทุกองค์ ยอมรับกฎของกรรมโดยดุษฎี ถ้าหากพวกเจ้าได้ยินใครกล่าวเช่นนี้ ก็ให้ชี้แจงไปอย่างนี้ ถ้าหากบุคคลผู้นั้นมีศรัทธาอันพอจักชี้แจงได้

          ๘. การพิจารณาทุกข์ทุกครั้ง ให้ลงตรงขันธ์ ๕ ตัวรับทุกข์ แต่ก็ไม่ควรลืมต้นเหตุแห่งทุกข์ คือกามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา อันเป็นผลทำให้เกิดมามีขันธ์ ๕ พิจารณาอย่างนี้แล้ว เพียรละซึ่งสมุทัยเหล่านี้เสีย มองให้ครบวงจรก็จักเป็นทางออกทางไปให้พ้นจากกองทุกข์ทั้งปวงได้

          ๙. อย่าฝืนจิต ในเมื่อไม่มีอารมณ์วิปัสสนาก็จงอย่าฝืนให้คอยตามดูอย่างเดียว ทำอารมณ์ใจให้สบายๆ จักได้ไม่หนักใจ อย่าใช้ปัญญาออกนอกลู่นอกทาง ให้คิดไว้เสมอว่าปัญญาในพุทธศาสนาคือการรอบรู้ในกองสังขาร ก็จงมองจุดนี้จุดเดียว ซึ่งเป็นจุดสำคัญอันจักนำไปให้จิตหลุดพ้นจาก สักกายทิฎฐิ หรือความผูกพันเกาะติดในขันธ์ ๕ หรือร่างกายนี้ อย่าไปคิดว่าเรื่องของคนอื่นจักสำคัญ ให้เห็นจุดนี้แหละที่โยงมาจากศีล-สมาธิ มาเป็นปัญญานี่แหละสำคัญ เป็น สัมมาทิฎฐิ อย่างแท้จริง ปฏิบัติไปก็จักได้มรรคผล ปฏิปทาที่พ้นทุกข์ได้อย่างแท้จริง และให้ดูมัชฌิมาไว้ด้วย อย่าเครียดอย่าหย่อนจนเกินไป ทำให้พอดีๆ จิตจักมีความสุขมาก ความหน่วงเหนี่ยวในขันธ์ ๕ จักเบาบางลงไป พิจารณาลงกฎของธรรมดาให้มาก จิตจักได้มีอารมณ์เยือกเย็น และยอมรับกฎของธรรมดา จนสามารถพ้นทุกข์ได้จนถึงที่สุด

          ๑๐. อย่าไปแก้ธรรมภายนอก ให้แก้ธรรมภายใน คืออารมณ์ใจของเรานี้คือธรรมภายใน ธรรมภายนอกจักเป็นอย่างไรก็ช่างมัน ให้เห็นเป็นธรรมดาเข้าไว้ ไม่จำเป็นต้องไปแก้ไข เหมือนกับอายตนะ ๖ รับสัมผัสธรรมแก้ไขอะไรไม่ได้ ตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง จมูกได้กลิ่น ลิ้นได้รับรส กายได้รับสัมผัสก็เป็นอยู่ตามปกติธรรมอย่างนั้น ตา - หู - จมูก - ลิ้น - กายก็เป็นอย่างนั้น รูป - เสียง - กลิ่น -รส -สัมผัส ก็เป็นอย่างนั้น ธรรมเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องไปแก้ไขเป็นปกติธรรมทุกอย่างเป็นธรรมดาหมดทุกอย่าง ให้แก้ไขอารมณ์ใจที่ไปเกาะติดและปรุงแต่งธรรมเหล่านั้นขึ้นมาเป็นกิเลส

          ๑๑. ให้ดูจิตเห็นอารมณ์ของจิตเข้าไว้เป็นสำคัญ จงพยายามดูไฟภายในเข้าไว้ กิเลสหรือสังโยชน์ตัวไหน ยังกินใจอยู่หนักอยู่หรือไม่ แล้วทำอย่างไรให้จิตมีปัญญาพิจารณาสังโยชน์ตามความเป็นจริง อย่าให้อารมณ์จิตมันหลอก ดีแต่จำนึกได้แค่สัญญา จุดนั้นประโยชน์จักเกิดขั้นน้อยมาก ให้พยายามใคร่ครวญด้วยเหตุผลอยู่เสมอๆ แล้วผลของการปฏิบัติพระกรรมฐานจักก้าวหน้าไปได้

 

อุบัติเหตุคือเหตุที่เกิดขึ้นโดยไม่คาดฝัน

          ๑. หลวงปู่สิม ท่านเคยสอนให้ซ้อมตายด้วยอุบัติเหตุ คือ พุ่งจิตให้เข้าถึงพระนิพพานให้ได้ ในขณะจิตเดียวเมื่อเกิดอุบัติเหตุ โดยไม่สนใจกาย ไม่สนใจเวทนาของกาย เมื่อตอนซ้อมทำได้ดี แต่พอเจอของจริงกลับทำไม่ได้ เพราะคำว่าอุบัติเหตุ หมายถึงเหตุที่เกิดขึ้นโดยไม่คาดฝัน หรือไม่บอกให้รู้ล่วงหน้า ดังนั้น ผู้ใดไม่หมั่นซ้อมให้ชำนาญ ก็ไม่มีทางสอบผ่านได้ จุดนี้ท่านฤๅษีจึงแนะนำให้มุดไว้ก่อนมันจะมา หมายถึงซ้อมอยู่เป็นปกติด้วยความไม่ประมาทในกิเลส เช่น ไฟจากราคะ - โทสะ - โมหะ ซึ่งรวมทั้งอุบัติเหตุด้วย

          ๒. เห็นหรือยัง จิตที่ยังเกาะติดอยู่กับขันธ์ ๕ ในขณะที่ประสบอุบัติเหตุ ไฟช็อตขึ้นมา มองจุดนี้ให้ดีๆ เพราะนั่นแหละคือของจริง ชีวิตเป็นของไม่เที่ยง ความตายเป็นของเที่ยง และความตายของชีวิตไม่มีนิมิตเครื่องหมายจริงๆ เพราะฉะนั้น พวกเจ้าพึงซ้อมจิตให้เกาะพระนิพพานเข้าไว้ และใช้ปัญญาพิจารณาขันธ์ ๕ ว่ามันไม่ใช่เราไม่เป็นของเรา ไม่มีในเราให้มากๆ จิตจักได้คลายความหน่วงเหนี่ยวในขันธ์ ๕ ลงได้ อย่าไปคิดว่าร่างกายมันจักตายดีๆ เพราะกฎของกรรมปาณาติบาตอันพวกเจ้าได้สร้างมาแล้วในอดีตชาติ มันจักส่งผลเข้ามาเป็นระยะ ๆ ป่วยไข้ไม่สบายบ้าง ประสบกับอุบัติเหตุบ้าง ชีวิตของร่างกายก็มีโอกาสจักตายเลวๆ ได้ คือหมายถึงไม่ใช่แก่ตาย แต่เป็นอายุสั้นพลันตายก็ได้ ขออย่าให้มีความประมาทในชีวิตก็แล้วกัน จดจำบทเรียนใกล้ตายหรือเกือบตายในครั้งนี้เอาไว้สอนใจ เตือนสติเอาไว้ให้ดีๆ

          ๓. เมื่อเห็นธรรมดาแล้ว ก็จงอย่าไปสนใจจริยาของผู้อื่น และเมื่อเห็นธรรมดาของร่างกาย อันจักตายได้ตลอดเวลา ก็พึงสนใจอารมณ์ของใจให้มาก ๆ เพราะการรู้อารมณ์นั่นแหละทำให้พ้นทุกข์ได้ เวลาปัจจุบันสำหรับนักปฏิบัตินั้นสำคัญมาก เพราะอดีต - อนาคตเป็นตัวฟุ้งออกไป ให้จิตอยู่ในปัจจุบันเป็นหลัก จักมีความสุขความสงบมาก การห่วงไปข้างหน้ารังแต่จักทำให้เกิดวิตกกังวลไม่เกิดผลประโยชน์อันใด การคิดถึงอดีตที่ล่วงมาแล้ว ก็แก้ไขอะไรไม่ได้ เพราะฉะนั้นการปฏิบัติให้ดูขณะจิตในปัจจุบันเข้าไว้ อย่าทิ้งการพิจารณา กายคตา, มรณา และอสุภะกรรมฐาน เพราะสิ่งเหล่านี้ซ้อมอยู่ในกายทุกเมื่อเชื่อวัน พยายามพิจารณาให้เห็นตามความเป็นจริง

          ๔. อย่าท้อใจไปกับอุปสรรคภายนอกให้ตัดทิ้งไป จงดูอุปสรรคภายในคือดูอารมณ์ของจิต พยายามคุมกำลังใจให้เข้มแข็งไว้โดยการตรวจดูบารมี ๑๐ ทุกวัน จุดไหนบกพร่องให้พิจารณาจุดนั้นด้วยปัญญา อย่าคิดว่าทำไม่ได้ให้อาศัยความใจเย็น ความสงบของจิตหรือการระงับนิวรณ์ ๕ ประการ ชั่วขณะหนึ่ง เมื่อจิตหยุดจากกิเลสชั่วคราวดีแล้วก็ตั้งสติ มีสัมปชัญญะกำหนดในพฤติกรรมของตนเองว่า กาย - วาจา - ใจของตนเอง อยู่ในศีล - สมาธิ - ปัญญาหรือไม่ มีกำลังใจบกพร่องในบารมี ๑๐ ข้อไหนบ้าง ทุกวันนี้มองกันไม่เห็น เพราะโมหะมันขัง จิตตกเป็นทาสของนิวรณ์ ๕ ประการอยู่เรื่อยมา ให้รู้ตัวกันไว้เสียบ้าง จึงจักเห็นผลของการปฏิบัติ

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่