(พระธรรมที่ทรงตรัสสอนในเดือน มีนาคม - เมษายน ๒๕๓๘)

มีร่างกายก็เหมือนมีลูกอ่อน ที่ต้องเลี้ยงดูมันตลอดเวลา




 

          ต้นเหตุ เพราะเพื่อนผมท่านไปเยี่ยมคนงานที่ประสบอุบัติเหตุ กระดูกสันหลังหัก เป็นอัมพาต ร่างกายส่วนล่างและแขนข้างขวา ช่วยตนเองไม่ได้ พ่อแม่ ต้องมาช่วยอาบน้ำ เช็ดขี้ เยี่ยว และป้อนข้าวให้ เหมือนกับต้องเลี้ยงลูกอ่อนตอนแรกคลอดจากครรภ์มารดา มองแล้วก็เห็นทุกข์ได้ชัดจากการไปเยี่ยมคนงานรายนี้

          สมเด็จองค์ปฐม ทรงมีพระเมตตาตรัสสอนเรื่องนี้ไว้ดังนี้

          ๑. กฎของกรรมมันให้ผลเป็นอย่างนี้แหละ ไม่มีใครหนีกฎของกรรมไปได้พ้น

          ๒. สภาวะของลูกอ่อน พ่อแม่ต้องคอยป้อนข้าว ป้อนน้ำ ให้หยูกยา เช็ดขี้ เช็ดเยี่ยวกันไปนั้น ล้วนแต่เป็นทุกข์ สภาวะนั้นๆ จำใจจำยอมให้ต้องทำให้ ในการเช็ดขี้ เช็ดเยี่ยว ซึ่งเป็นสิ่งโสโครก จิตทุกๆ คนย่อมมีความรังเกียจ แต่ในความเป็นพ่อเป็นแม่ย่อมทำได้ แม้จักรังเกียจก็จำยอม

          ๓. แต่ในสภาวะเช่นนี้เป็นเพียงงานชั่วคราว ถ้ามีลูกเป็นเด็กอ่อนจริงๆ ลูกพอพ้นปฐมวัยก็ช่วยตนเองได้ พ่อแม่ ไม่ต้องป้อนข้าวอาบน้ำให้ ไม่ต้องเช็ดขี้ เช็ดเยี่ยวอีก เพราะลูกเติบโตช่วยตนเองได้ อย่างรายนี้ก็เช่นกัน ถ้าร่างกายฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดตายไป ก็พ้นสภาพที่จักช่วยเหลือ แต่ร่างกายที่ทุพพลภาพอยู่ขณะนี้ มีสภาวะเหมือนเด็กอ่อนที่จักต้องเลี้ยงดู มีใครกำหนดรู้เห็นบ้าง

          ๔. แม้แต่ร่างกายที่จิตเราอาศัยมันอยู่ชั่วคราวนี้ก็เช่นกัน มีใครกำหนดรู้เห็นบ้าง ที่มันบังคับให้เราต้องหาข้าว หาน้ำให้มันกิน ให้เราต้องอาบน้ำให้มัน ต้องหายาให้มัน ต้องเช็ดขี้ เช็ดเยี่ยวอันแสนจักสกปรกให้มัน จักมีผู้ใดเล็งเห็นบ้าง ว่าทุกข์หรือไม่ทุกข์ ในสภาวะลูกอ่อนที่ไม่รู้จักโตอย่างนี้

          ๕. ถ้าเราไม่รู้จักละตัดออกจากร่างกายนี้ ยังมีความหลงใหลว่าสภาวะนี้เป็นเราเป็นของเรา จิตใจมันยังเกาะอยู่ในสภาวะนี้ ร่างกายนี้มันพังลงไป เราก็ยังต้องกลับมามีร่างกายเยี่ยงลูกอ่อนนี้อีก เลยไม่ต้องหลุดจากความลำบาก มีภาระคืองานทำให้กับร่างกายอยู่ตลอดเวลา

          ๖. งานทางโลกหยุดได้ แต่งานภาระของขันธ์ ๕ นี่หยุดไม่ได้เลยแม้แต่วินาทีเดียว ให้ดูการหายใจเข้าออก มันทำงานอยู่ตลอดเวลา จักเห็นได้ว่าในเวลาเป็นโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินของลมหายใจเราก็ทุกข์ เพราะต้อง หาหยูกหายาให้มัน สรุปแล้วหน้าที่การงานทั่วไปเราหยุดสักวันหรือกี่วันก็ยังหยุดได้ แต่ภาระของขันธ์ ๕ เราหยุดมันไม่ได้เลย

          ๗. พิจารณาไปเยี่ยงนี้เถิด ถามจิตตนเองดูว่ายังปรารถนาร่างกายที่อยู่ในสภาวะลูกอ่อนอย่างนี้อีกหรือ กำหนดรู้ให้จิตยอมรับนับถือสภาวะของร่างกายตามความเป็นจริง จนกว่าจักคลายความยึดมั่นถือมั่นในกายนี้ เมื่อนั้นแหละความเป็นพระ อริยเจ้าเบื้องสูง จักปรากฏแก่พวกเจ้า

 

อย่าติดขันธ์ ๕ จนเกินไป

          สมเด็จองค์ปฐม ทรงมีพระเมตตาตรัสสอนเรื่องนี้ไว้ดังนี้

          ๑. อย่าเอาจิตไปเกาะเวทนาของขันธ์ ๕ ให้มากนัก ปล่อยวางเสียบ้าง เหนื่อยนักก็พักเสียบ้างในตอนกลางวัน

          ๒. งานใดก็ไม่สำคัญเท่ากับงานของจิต ทำทุกอย่างให้จิตผ่องใสจากกิเลส (แม้ในขณะกายพัก จิตก็ยังทำงานทางธรรมได้ เพราะจิตไม่เหนื่อย งานทางโลกทำเท่าไหร่ก็ไม่เสร็จจริง เพราะงานทางโลกเป็นไตรลักษณ์ หาความเที่ยงไม่ได้ ซึ่งตรงข้ามกับงานทางธรรม เสร็จแล้วได้แล้วจริง ก็เที่ยงไม่ต้องกลับมามาทำใหม่)

          ๓. อย่าทำอารมณ์จิตให้หดหู่ไปกับอาการของขันธ์ ๕ นี้ ทุกข์ของกายเป็นเรื่องของกาย ย่อมเป็นไปตามกฎของกรรม จักฝืนกายไม่ให้มีเวทนาย่อมไม่ได้

          ๔. ทุกข์ของกายเป็นเพียงแค่กำหนดรู้ แก้ไขรักษาทุกข์นั้น ก็ได้เพียงแค่ระงับชั่วคราวเท่านั้น จักให้ตัดทุกข์ของกายไปจนหมดสิ้นในขณะที่กายนี้ยังคงมีอยู่นั้นย่อมไม่ได้

          ๕. สำหรับทุกข์ของจิตนี่แหละตัวสำคัญ เพราะอารมณ์ที่เศร้าหมองของจิตนี้ ถ้าหากไม่แก้ไข ก็ยังจักเป็นเหตุให้ต้องเกิดต้องตายอีก ปรารถนาจักไปพระนิพพานก็จักต้องควบคุมอารมณ์ของจิตให้ไปในทางที่ถูกต้องด้วย อย่าติดขันธ์ ๕ จนเกินไป

          ๖. ให้ตรวจดูสภาวะที่ไม่เที่ยงของขันธ์ ๕ ให้รู้เห็นตามความเป็นจริง ว่ากายนี้ไม่ใช่ของเรา ไม่มีในเรา เราจักผูกพันมันเพื่อประโยชน์อันใด

          ๗. วางอารมณ์ สังขารุเบกขาญาณเข้าไว้ เห็นทุกข์ของร่างกายแล้ว จงกำหนดรู้ว่าทุกข์อย่างนี้เกิดขึ้นได้เพราะการมีร่างกาย (อารมณ์วางเฉย หรืออารมณ์ช่างมันก็คือ ช่างเรื่องของร่างกายมัน หมายความว่า ทุกข์กายก็ดี เวทนาของกายก็ดี เป็นเรื่องของกายที่เขาแสดงธรรมของกายอยู่อย่างนั้นเป็นปกติธรรมดา ไม่มีใครจะไปทำให้เป็นอย่างอื่นไปได้ ใครฝืนล้วนเป็นอารมณ์หลงทั้งสิ้น)

          ๘. ให้พิจารณาต่อไปว่า อะไรเป็นต้นเหตุให้เกิดมามีร่างกาย เพราะกิเลส ตัณหา อุปาทาน อกุศลกรรม เกาะติดจิตเรามาเป็นเหตุให้เกิดร่างกาย เราจักไปแก้ไขที่กาย ให้มันหายเกิดได้ไหม แก้ไขให้มันหายเจ็บ หายป่วยก็ไม่ได้หายตลอด อย่างดีก็แค่ระงับทุกขเวทนาชั่วคราว ไม่นานมันก็ป่วยใหม่ ไม่นานมันก็แก่ มันก็ตาย ให้ตามรู้ความเป็นจริงของร่างกายนี้ แล้วหันมาแก้ไขอารมณ์จิตที่ติดในร่างกายนี้ดีกว่า จักได้พ้นทุกข์อย่างแท้จริง

 

คาถาทำน้ำมนต์ของสมเด็จองค์ปัจจุบัน

กับหลวงพ่อปานวัดบางนมโค

          หลวงพ่อฤๅษี ท่านเมตตามาสอนไว้ให้ มีหลักสำคัญดังนี้

          ๑. ให้มองภาพน้ำในขันทำน้ำมนต์ หลับตานึกภาพน้ำนั้นให้เป็นประกายพรึก

          ๒. ให้ สวดอิติปิโส ๗ จบ ในขณะนั้นท่านเห็นสมเด็จองค์ปัจจุบันและหลวงพ่อปานยืนอยู่ข้างขันน้ำมนต์ หมายความว่าพระองค์ท่านเสด็จมาช่วยสงเคราะห์ด้วย พุทโธอัปมาโณ

          ๓. เห็นภาพ (นิมิต) น้ำเทออกจากกระบอก ขณะนั้นให้อธิษฐานว่า หญิงที่มีครรภ์กินแล้ว ให้คลอดลูกง่ายๆ เหมือนกับเทน้ำออกจากกระบอก

          ๔. สมเด็จองค์ปัจจุบันตรัสว่า น้ำมนต์นี้ ใช้ได้แม้กระทั่งขับคุณไสย อวิชชาและอาถรรพณ์ ที่เข้ามาแปลกปลอมอยู่ในร่างกาย แม้กระทั่งนำไปพรมขับสิ่งอัปมงคลก็ใช้ได้

          ๕. การสวดอิติปิโส ๗ จบ เป็นพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ ใช้ได้ในทุกกรณี

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่