การแก้ไขตนเองด้วยอุบายทางธรรม




          สมเด็จพระพุทธองค์ ทรงตรัสสอนไว้ด้วยอุบายทางธรรมมากมายหลายวิธี เพื่อให้จิตของพวกเจ้า ซึ่งมีกิเลสร้อยรัดอยู่ (สังโยชน์) ๑๐ ข้อ หลุดออกตามลำดับจนเกิดเป็น อธิศีล อธิจิต และอธิปัญญา ได้ตามลำดับ ผมเลือกยกเอามาแต่เฉพาะบางส่วนที่ผมเห็นว่าเหมาะสมสำหรับบุคคลในกลุ่มที่ติดตามกันมาด้วยการสนทนาธรรมเพื่อนำไปสู่ความหลุดพ้นเป็นเวลา ๑๖ ปีแล้วเป็นสำคัญ พระองค์ตรัสสอนไว้มีความสำคัญโดยย่อดังนี้

          ๑. อย่าเพ่งโทษผู้อื่น ใครจักดีจักเลวก็เรื่องของเขา พยายามรักษาใจเราอย่าให้มีอคติกับใคร ถ้าจักละอารมณ์ ๒ ต้องดูจุดนี้ให้ดีๆ

          ๒. พยายามอย่าเห็นว่าใครดี ใครเลว ให้พิจารณาดูว่าเป็นกฎของกรรมหมดทั้งสิ้น เป็นเรื่องธรรมดา วางเสียให้ได้อารมณ์ก็จักเย็นลง ไฟราคะ ไฟโทสะ ก็จักเบาลง

          ๓. ถามคนทั้งโลกไม่มีใครอยากเลว ทุกคนอยากดี แต่อารมณ์อกุศลกรรมบังคับ ทำให้จิตคิดเลว ปากพูดเลว กายทำเลว เพราะคิดว่าการกระทำของตนนั้นดี เพราะกฎของกรรมบังคับ ให้ดูเขาเป็นตัวอย่าง แต่จงอย่าไปเพ่งโทษเขา ให้เพ่งโทษตนเอง เพราะสังโยชน์ ๑๐ ยังไม่ขาด จักเป็นคนดีไปไม่ได้

          ๔. จงหมั่นอาราธนาบารมีพระรัตนตรัย แผ่เมตตาไปให้ผู้มีอุปการคุณเนืองๆ style='font-size:18.0pt;font-family:"Browallia New"'>จักทำให้เขาเป็นสุขด้วยผลบุญนี้เพราะคนกตัญญูรู้คุณคน รู้คุณพระ พรหม เทวดา นางฟ้า ย่อมไม่มีที่อับจน หากจักลำบากบ้าง ก็เพราะกฎของกรรมที่เข้ามาสนอง ซึ่งเป็นเหตุสุดวิสัยที่ใคร ๆ จักช่วยได้

          ๕. หากกฎของกรรมเกิดแก่เจ้า จงกำหนดรู้ และพึงยอมรับด้วยความสงบโดยใช้ปัญญาพิจารณา ก็จักทราบทั้งเหตุทั้งผลอยู่ในนั้นเสร็จ การยอมรับกฎของกรรม คือ การยอมรับความจริง หรืออริยสัจ ทำปัญญาให้เกิด นำไปสู่ความพ้นทุกข์ได้ในที่สุด

          ๖. อย่าฟื้นฝอยหาตะเข็บ จะทำให้คนรุ่นหลังตกนรก เพราะปรามาสพระรัตนตรัย เรื่องเหล่านี้ปุถุชนคนธรรมดาจะเข้าใจยาก (ผมขอยกตัวอย่างทางโลก พอถึงวันปฏิวัติ รัฐประหารมีการฆ่ากัน ทำร้ายกัน พวกเขาก็จะกระตุ้นให้คนรุ่นหลังซึ่งไม่รู้เรื่องให้รู้ กันลืม บังคับให้จำแต่ของเลวๆ ทำจิตให้เศร้าหมองอยู่เสมอ เพื่อตายแล้วจะได้ไปสู่ทุคติ เหมือนพวกในอดีตเหล่านั้น)

          ๗. อย่าลืมคนที่พลาดพลั้งเสียทีนั้น ส่วนใหญ่ประมาท ทำอะไรไม่ใคร่ครวญเสียก่อน ชอบคิดแต่ส่วนดี จะเอาแต่ได้ เอาแต่คุณ เอาแต่สุข เพราะลืมไปว่าธรรมในโลกนี้มีเป็นคู่เสมอ จะเอาแต่อย่างเดียวไม่ได้ ไม่คิดให้ครบวงจร เพราะส่วนเสียเป็นโทษเป็นทุกข์ที่จักเกิดตามมามิได้คิด ด้วยเหตุที่มีอุปาทานผิดๆนั่นเอง สภาวะของโลกจึงนำไปสู่ความฉิบหาย หรือทุกข์ หรืออนัตตา ในที่สุด

          ๘. อย่าเอาอารมณ์คนอื่นมาใส่ใจเรา ยกเว้นอารมณ์ของพระอริยเจ้าเท่านั้น ที่ควรใส่ใจอารมณ์ ๒ เกิด เพราะชอบยุ่งกับผู้อื่นที่เป็น โลกียวิสัย จำเลวชอบ จำดีไม่ค่อยสนใจ ก็ขาดทุนทุกที เพราะลืมมงคลภายในที่ว่า อย่าคบคนพาล จงคบบัณฑิต บูชาคนที่ควรบูชา ชอบมีอารมณ์ขี้เก็บ หรือเก็บขี้อยู่เสมอ

          ๙. การพ้นสุขหรือทุกข์ใน โลกียวิสัย จักต้องเน้นที่จิตให้ทรงพรหมวิหาร ๔ เป็นสำคัญ รักษาจิตเข้าไว้ด้วยเมตตา กรุณา คือรัก สงสารจิตของตนเองก่อน มุทิตามีความอ่อนโยนให้แก่จิตของตนเอง ไม่สร้างความเร่าร้อนให้แก่จิต มีอุเบกขา คือ ความสงบ วางเฉยในสิ่งที่มากระทบอารมณ์ของจิตทั้งปวง ทั้ง ๔ ประการนี้ต้องพยายามทรงไว้เป็นอารมณ์ทั้งวัน แต่จำไว้ว่าให้ทำแบบสบายๆ ทำด้วยความพอใจ คือ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา มีความรักในพรหมวิหาร ๔ มีความเพียรที่จักรักษาพรหมวิหาร ๔ และใช้ปัญญาใคร่ครวญพรหมวิหาร ๔ อยู่เสมอๆ การตัดอารมณ์ที่จักติดในปฏิกิริยาของบุคคลอื่นก็เป็นของไม่ยาก หรือตัดวางอารมณ์ปฏิกิริยาของตนเองที่ไหวไปด้วยความโกรธ โลภ หลง ก็เป็นของไม่ยาก ขอให้จงใคร่ครวญพิจารณาตามนี้ให้ดีๆ

               ก) ธรรมของพระพุทธเจ้า สอนให้เราเห็นทุกข์ตามความเป็นจริงของการเกิดมามีร่างกาย (ทุกขสัจ)

               ข) ให้เห็นต้นเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ อยู่ที่ใจ (สมุทัย) มี ตัณหา ๓ ประการ คือ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา ใจยึดมั่นถือมั่นเป็นอุปาทาน ไม่ยอมวาง

               ค) ให้เห็นผลของการปล่อย ละ วาง สมุทัยได้แล้ว หรือดับต้นเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ได้ แล้วมีผลอย่างไร (นิโรธ)

               ง) แนะนำวิธีปฏิบัติเพื่อให้ถึงความพ้นทุกข์ได้ ด้วยศีล สมาธิ ปัญญา คือ ดับการเกิดมีร่างกายได้อย่างถาวรเด็ดขาดตลอดกาล หรือพ้นทุกข์อย่างถาวร คือ ต้องเข้าสู่แดนพระนิพพานด้วยอริยสัจ ๔ เท่านั้น ทรงตรัสเน้นให้เห็นว่าพระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ ทรงตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าด้วยอริยสัจ ๔ เหมือนกันหมดทุกๆ พระองค์ และพระอริย สาวกของพระองค์ทุกองค์ ต่างก็บรรลุเป็นพระอรหันต์ได้ด้วยอริยสัจ ๔ ด้วยกันทั้งสิ้น มีทางนี้ทางเดียวทางอื่นไม่มี

          ๑๐. พระธรรมคำสั่งสอนของพระองค์ตรัสสอนไว้ถึง ๘๔๐๐๐ พระธรรมขันธ์เมื่อย่อแล้วเหลือประโยคเดียว มีความสำคัญสรุปว่า จงพร้อมอยู่ในความไม่ประมาทเถิด หรือจงอย่าประมาทนั่นเอง ดังนั้น ใครจักประมาทก็เรื่องของเขา จงอย่าสนใจปฏิกิริยาหรือจริยาของผู้อื่น เราอย่าประมาทเท่านั้นเป็นพอ ไม่ใช่หน้าที่ของเราจักไปตักเตือนเขา ให้เตือนจิตของเราเองดีกว่า ท่องคาถาบทหนึ่งว่า ช่างมัน ทุกอย่างเป็นเรื่องธรรมดา ไม่ว่าพระหรือฆราวาส ถ้ายังตัดสังโยชน์ ๑๐ ไม่หมด ก็จักต้องมีความประมาททุกคน ภิกษุที่ละเมิดศีลก็มาจากความประมาท คิดว่าอาบัติเล็กๆ น้อยๆ ไม่เป็นไร ความชั่วที่เกิดขึ้นได้ไม่ว่าจักเป็นมโนกรรม วจีกรรม กายกรรมก็ดี เนื่องมาจากความประมาททั้งสิ้น ประมาทเพราะขาดเทวธรรม หรือ หิริ โอตตัปปะ ประมาทเพราะขาด นิสัมมะกรณังเสยโย ประมาทเพราะคิดว่ากรรมเล็กๆน้อยๆไม่มีผล นี่เป็นหนทางแห่งความชั่วอีกทั้งประมาทเพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ทำอะไรก็คิดว่าดีแล้วอยู่เสมอ มีความหลงเป็นที่ตั้ง คิดเข้าข้างตนเอง หลอกตนเอง ยึดทิฏฐิ คือความคิดของตนเองเป็นใหญ่ เป็นเอกาธิปไตย (ยอมหักไม่ยอมงอ หมายความว่าไม่ยอมแพ้ความชั่วของผู้อื่นเพื่อที่จะชนะความชั่วของตนเอง โลกวุ่นวายอยู่ทุกวันนี้ก็ด้วยเหตุนี้เอง)

          ๑๑. อย่าลืมนะเจ้า ถ้าหากความคิดประเภทนี้เกิดขึ้นเมื่อไหร่ก็หันมาจับสังโยชน์ ๑๐ เป็นเครื่องวัดใจ เพื่อเตือนสติของตนให้มีสติสัมปชัญญะ กำหนดรู้ว่าสังโยชน์ ๑๐ ยังไม่ขาดหมดทุกข้อ คำว่าถูกต้องโดยไม่ผิดพลาดนั้นยังไม่มี ยังมีความประมาทอยู่ อย่าหลงคิดว่าตนเองดีเป็นอันขาด แม้พระอริย เจ้าเบื้องสูงท่านตัดสังโยชน์ ๑๐ ได้หมดแล้ว แต่ขันธ์ ๕ ยังอยู่ (ยังไม่ตาย) ท่านก็ยังไม่คิดว่าตนเองดี เพราะยังมีร่างกายเป็นเครื่องจองจำ มีภาระที่จักต้องเลี้ยงดูร่างกาย ท่านจึงยังอยู่ในความไม่ประมาท โดยเฉพาะความตาย มีอานาปานุสสติ มรณา และอุปสมานุสสติ อยู่ทุกขณะจิตด้วยความไม่ประมาทในธรรม ท่านทราบดีว่าผู้ที่ไม่ผิดพลาดเลย คือ รอบรู้ทุกสิ่งทุกอย่างโดยไม่ผิดพลาด มีแต่พระพุทธเจ้าองค์เดียวเท่านั้น ให้พวกเจ้าศึกษาจุดนี้ให้ดีๆ ถ้าทำได้ ความประมาทก็จักลดน้อยลงไป การตัดสังโยชน์ที่เหลืออยู่ก็เป็นของไม่ยาก

          ๑๒. สมเด็จพระพุทธกัสสป ทรงพระเมตตาตรัสสอนอุบายในการละขันธ์ ๕ โดยเฉพาะราคะ ทรงให้หลักโดยย่อว่า หากเห็นสิ่งใดว่าสวยสดงดงาม ให้เห็นเป็นนิมิตว่ามันไม่สวย โดยทำให้สิ่งนั้นหายไป หรือชำรุด แหว่ง หลุด ขาด ขนาดเล็กไป ใหญ่ไป ความสวยงามก็จะหมดไปทันที เช่น ตาสวย หากเอาลูกตานั้นออกไปเสียจะเป็นอย่างไร ผมสวย ก็ให้ผมหลุดหัวโล้นเป็นอย่างไร ฟันสวย ก็ให้ฟันหลุด ฟันหลอ ฟันหัก ฟันผุ ไม่มีฟันจะเป็นอย่างไร ผิวสวย ก็ลอกผิวนั้นออกจะเป็นอย่างไร ปากสวย ก็ให้ปากแหว่ง ปากกว้าง ปากจู๋จะเป็นอย่างไร จมูกสวย ก็ให้จมูกโหว่ จมูกหัก จมูกรูปชมพู่จะเป็นอย่างไร แม้ดูร่างกายทรวดทรงสมส่วน ก็ให้มันใหญ่โตมโหฬาร หรือผอมแห้งจะเป็นอย่างไร หรือลอกหนังเนื้อออกให้หมดเหลือแต่โครงกระดูกแล้วจะเป็นอย่างไร แม้อวัยวะเพศ และแขน ขา หากมันขาด ด้วน หงิก งอ ผิดรูปไป ขนาดมันใหญ่ไป เล็กไป จะเป็นอย่างไรเป็นต้น ในอาการ ๓๒ นี้ หากมันขาดไปหรือเล็กไปใหญ่ไปเกินพอดี ล้วนทำให้หมดความสวยงามลงทันที ทั้งหมดล้วนเป็นอุบายในการตัดอารมณ์ราคะได้หมดสิ้น แต่จงอย่าลืมว่า ให้ใช้อุบายนี้ด้วยนิมิต ใช้ปัญญาเป็นนิมิตเห็นเท่านั้น

 

อารมณ์ในนิมิต

          สมเด็จองค์ปฐม ทรงพระเมตตาตรัสสอนไว้ดังนี้

          ๑. อารมณ์ในนิมิต จักเป็นอารมณ์ของจิตส่วนลึกๆ ที่มีกิเลสแฝงเร้นอยู่ อันยามปกติหากยังนอนไม่หลับ บุคคลผู้เข้าถึงฌาน ก็มักจักใช้ฌานกดเก็บอารมณ์อันเป็นกิเลสนั้นๆ หรือบางคนก็อาจจักกดด้วยการพิจารณาในวิปัสสนาญาณ ซึ่งยังมีกำลังอ่อนๆ อยู่

          ๒. แต่ตราบใดที่หลับแล้วด้วยความเผลอใจ มิได้กำหนดจิตให้อยู่ในฌาน ธรรมนิมิตก็จักปรากฏขึ้นมาทดสอบอารมณ์ของจิต ให้รู้ถึงส่วนลึกๆ ของความปรารถนาของอารมณ์จิตว่าเป็นเช่นใด ซึ่งเป็นปกติวิสัยขิงนักเจริญพระกรรมฐาน จักต้องพบกับข้อทดสอบตลอดเวลา ไม่ว่ายามหลับหรือยามตื่น

          ๓. หากบุคคลใดจิตติดอยู่กับอารมณ์พระกรรมฐาน จนเป็นอารมณ์ชินแล้ว คำว่าเผลอจักมีได้ยาก ยกเว้นในบางขณะที่ร่างกายมีอาการป่วยไข้ไม่สบายเท่านั้น จุดนั้นจิตจักเพลีย มีความเผลอได้ง่าย เจ้าก็เช่นกัน ให้สังเกตดูให้ดีๆ ก่อนที่จักถึงจุดตัดหลับ หากจิตทรงฌานอยู่ในอนุสติใดอนุสติหนึ่งได้อย่างมั่นคง หรือวิปัสสนาภาวนาอยู่ได้ตลอดจนกระทั่งหลับ อาการธรรมนิมิตที่จักทำให้สอบตกนั้นไม่มี

          ๔. ยกเว้นแต่กำลังภาวนาหรือพิจารณาไป จิตเกิดมีอารมณ์ฟุ้งซ่าน นิวรณ์ ๕ เข้ามาแทรกอารมณ์ของจิต ให้ออกนอกลู่นอกทางจากอารมณ์ของการเจริญพระกรรมฐาน แล้วจิตตัดหลับในขณะนั้น จุดนี้แหละ ธรรมนิมิตที่จักเข้ามาทดสอบอารมณ์ของจิต ก็แทรกเข้ามาได้ง่าย เหมือนกับประตูหน้าต่างที่มีช่องโหว่ แมลงย่อมบินเล็ดลอดเข้ามาได้ จิตว่างจากอารมณ์ของฌานหรือวิปัสสนาญาณ ฟุ้งไปเพราะนิวรณ์ ๕ เข้าแทรกก็เป็นช่องโหว่ ธรรมนิมิตก็เข้ามาได้เช่นกัน

          ๕. ต่อไปนี้พวกเจ้าต้องมีการกำหนดรู้อารมณ์ ไม่ว่ายามหลับหรือยามตื่นอย่างเช่น เมื่อเช้านี้เจ้าพิจารณาวิปัสสนาได้ดี มีผลกำลังทรงตัว แต่เพียงไม่นาน ความไม่กำหนดรู้ ลืมสำรวมอายตนะ ตากระทบรูป จิตที่ขาดสติ-สัมปชัญญะก็ทิ้งธรรมที่พิจารณา หันไปฟุ้งซ่านให้นิวรณ์เข้ามากินใจแทน เยี่ยงนี้แหละเจ้าที่จักต้องกำหนดรู้อารมณ์ของจิต ไม่ว่ายามหลับหรือยามตื่น หากจักต้องการชนะกิเลสเป็นสมุจเฉทปหาน ก็จักต้องทำได้ ค่อยๆ ทำไปด้วยความเพียร ต่อไปจิตจักมีอารมณ์ชิน ปิดกั้นนิวรณ์ ๕ ได้สนิทเอง

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่