(พระธรรม ที่ทรงตรัสสอนในเดือนมิถุนายน ๒๕๓๖)




ชีวิตของคนเรา พบอริยสัจอยู่ตลอดเวลากับโรคปากเสีย

          เมื่อวันศุกร์ที่ ๒๕ มิ.ย. ๒๕๓๖ เพื่อนผู้ร่วมปฏิบัติธรรมของผมท่านเล่าให้ผมฟังมีความสำคัญโดยย่อ ๆ ว่า ในวันนั้นท่านเห็นห้องข้าง ๆ ที่ท่านอาศัยอยู่ เขาเปิดไฟวัดทิ้งไว้ในห้องนอนเขาตลอดคืน พอตาเห็นรูป จิตก็ไหวเกิดอารมณ์ปฏิฆะ ห้ามมันเท่าไหร่มันก็ไม่ยอมดับง่าย ๆ เดี๋ยวเกิดเดี๋ยวดับอยู่อย่างนั้น หรือดับไม่จริง หลวงพ่อท่านก็เมตตามาสอนว่า ไปเห็นคนอื่นมีจุดบกพร่อง แต่จิตตนเองมีช่องโหว่กลับมองไม่เห็น ไปเห็นสิ่งจุกจิกภายนอกว่าสำคัญ ลืมความสำคัญ ที่จะรักษาอารมณ์ของใจให้อยู่ในธรรม ยังติเขาอยู่มากเพียงใด เราก็ยังเลวมากเพียงนั้น ยังไม่รู้กาลสมัยเพียงใด เราก็ยังเลวมากเพียงนั้น ถ้าเห็นแล้ว รู้ตัวแล้ว ก็ต้องรีบขอขมาพระ

          ในคืนวันนั้น หลวงพ่อฤๅษี ท่านก็เมตตามาสอนให้ดังนี้

          ๑. ห้ามเอ็งแล้ว ระงับปากไว้ไม่อยู่หรือ (ก็รับว่า ห้ามไม่อยู่ เพราะมันอดห่วงผลประโยชน์ของวัดไม่ได้)

          ๒. ห่วงนะมันดีอยู่ แต่ว่าควรห่วงให้ถูกเรื่อง อย่าทำใจให้เดือดร้อนมากจนเกินไป อารมณ์จิตมันไม่เป็นสุข เสียผลประโยชน์ของการปฏิบัติธรรม มันดีอยู่หรือ (ก็ยอมรับและขอขมาท่าน)

          ๓. ทีหลังอย่าทำ เรื่องกฎระเบียบของวัด มีพระเจ้าหน้าที่ท่านคอยดูแลอยู่แล้ว พรหม - เทวดาท่านมีอย่ายุ่ง วางอารมณ์ใจให้สงบดีกว่า

          ๔. ขอให้ระวังอารมณ์จิตให้ดี ๆ จะมีเหตุการณ์หนุนเนื่องเข้ามาทดสอบจิตของเอ็งบ่อย ๆ ไม่ว่าจะราคะหรือปฏิฆะ

          ๕. แพ้มันไปบ้างอย่างวันนี้ ก็พยายามหักอารมณ์ให้ลงตัวธรรมดาให้ได้ แต่พยายามอย่าให้มันแพ้บ่อยนัก ประเดี๋ยวจิตมันจะเคยชิน เพราะคบความชั่วมานาน ต้องอดทนต่อต้าน คิดถึงกฎของกรรมให้มาก ๆ หน่อย เอ็งนี่มันขันแตกอยู่เรื่อย อย่าทิ้งลมหายใจบ่อยนักซิ

          ๖. เรื่องของคุณหมอ เอ็งไม่ต้องห่วง เสียเงินเป็นแสนเป็นล้าน เพราะผลของกรรม เป็นกฎของกรรมเก่า เจ้าหนี้มันตามมาทันแล้ว ก็ชดใช้มันไปนะหมอ เป็นการพิสูจน์สัจธรรมของพระพุทธเจ้าว่าเป็นจริง มีลาภก็ต้องเสื่อมลาภเป็นธรรมดา ขอให้คิดถึงหลักความจริง ไม่ว่าคน - สัตว์ - วัตถุธาตุใด ๆ ในโลกนี้ หรือโลกทั้งโลกก็ว่าได้ มันก็เกิด มันก็มีดับไปเป็นธรรมดา มีความไม่เที่ยงเป็นปกติ ยึดไม่ได้ ยึดเมื่อไหร่ทุกข์เมื่อนั้น อันนี้เป็นอริยสัจ ซึ่งแปลว่า ของจริงที่พระอริยเจ้าท่านเคารพนับถือ เพราะเป็นกฎธรรมดา ในเมื่อหมอพบความจริงแล้ว ก็ได้พิสูจน์ของหมอเองว่า ยอมรับในกฎของธรรมดานี้หรือไม่

          ๗. จริง ๆ แล้วในชีวิตของคนเรา พบกับอริยสัจอยู่ตลอดเวลา แต่จิตมันยอมรับความจริงนั้นหรือเปล่า เห็นเกิด - เสื่อม - ดับ เห็นไตรลักษณ์ หากยอมรับนับถืออย่างจริงใจนั่นแหละคือ เห็นทุกข์ เห็นความไม่เที่ยง เห็นอริยสัจ พระอริยเจ้าท่านเห็นธรรมดาที่ตรงนี้ จึงเท่ากับเห็นกฎของกรรม จนจิตยอมรับนับถือเป็นธรรมดา จิตจึงพ้นทุกข์ได้ เพราะไม่ต่อกรรม ไม่เกาะกรรมอีกต่อไป

          ๘. เอ็งเข้าใจรึ (ก็รับว่าเข้าใจ แต่จิตยังไม่ค่อยยอมรับนับถือกฎของกรรมอย่างจริงใจ เพราะจิตยังตกเป็นทาสของอารมณ์อยู่) เออ ให้เข้าใจไว้ก่อนก็แล้วกัน เห็นลายแทง เห็นเส้นทางของขุมทรัพย์ใหญ่อยู่รำไร เดินไปคลำไปก็ยังถูกทาง ดีกว่าไม่เห็น เที่ยวเดินเที่ยวคลำสะเปะสะปะไป จะหลงทางเสียเปล่า ๆ

          ๙. เอ็งอย่าท้อใจ เรื่องอุปสรรคของการปฏิบัติ มันย่อมมีเป็นธรรมดา คำว่าราบรื่นย่อมไม่มีสำหรับจิตของคนที่ยังอารมณ์กิเลสครอบงำอยู่ อย่างไรจิตเรามันคบตัณหามานาน โมหะ - โทสะ - ราคะ มันทำให้เรามีอุปสรรคมานับชาติไม่ถ้วนหรือเอ็งจะนับการเกิดไหว (ก็รับว่านับไม่ไหว)

          ๑๐. ก็ไม่ต้องนับ ให้คิดว่าเกิดเท่าไหร่ ก็ตายหมดเท่านั้น จะเอาอะไรกับร่างกาย พยายามคิดถึงการเกิด การตาย ที่นับประมาณนั้นไม่ได้ ทำความเบื่อหน่ายลงไปว่า เราจะไม่เกิดไม่ตายอีก พอกันทีสำหรับร่างกายที่เต็มไปด้วยความทุกข์นี้ แล้วก็หันมาพยายามระงับอารมณ์ที่เกิดขึ้นมาเป็นอุปสรรคขัดขวางการปฏิบัติธรรมลงเสีย แพ้ได้ แพ้ไป พยายามดึงอารมณ์จิตมาให้เป็นสมาธิใหม่ เราแพ้มันมาตั้งหลายแสนชาติอสงไขยกัปแล้ว เหตุการณ์มันผ่านไป ชั่วขณะจิตหนึ่งก็เป็นอดีตไปแล้ว อย่าไปเก็บเอามาเป็นความเศร้าหมองฝังใจ ปลดทิ้งไปตั้งหน้าสู้กับคลื่นอารมณ์ลูกใหม่อีกต่อไป

          ๑๑. ในเมื่อชีวิตยังทรงอยู่ เราก็จะไม่ท้อถอย ยืนหยัดสู้มันไป ดูอดีตว่าที่แพ้นั้น แพ้เพราะอะไร นำมาเป็นบทเรียนเตือนใจว่า เราจะไม่แพ้มันอีกแบบนั้น เหมือนคนถูกตบไปทีหนึ่ง คราวหลังเห็นเขาเงื้อมือมาอีก เราไม่เข้าไปรับมัน ก็พ้นจากการถูกตบไปได้ เห็นท่าเห็นเชิง กิเลสก็เหมือนกัน เห็นท่าเห็นเชิงรู้เท่าทัน มันก็ทำอะไรเราไม่ได้

          ๑๒. เรื่องวิหารหลวงพ่อใหญ่ จะทำอะไรให้ปรึกษาท่านก่อน ที่เอ็งตั้งใจจะเขียนจิตรกรรมฝาผนัง เป็นประวัติหลวงพ่อใหญ่ครึ่งหนึ่ง หลวงพ่อฤๅษีครึ่งหนึ่ง ให้ทำฝาผนังให้เรียบร้อยก่อน แต่ต้องซ่อมหลังคาให้ดีก่อน เพราะถ้าฝนตก น้ำรั่วภาพจะเสียหายได้

          ๑๓. ส่วนเรื่องจะนำภาพสมเด็จองค์ปฐมมาขึ้นที่ฝาผนัง ให้ขออนุญาตท่านก่อน เมื่อขอ ท่านก็ทรงอนุญาต และตรัสว่า ตถาคตอนุญาต เพราะจักเป็นผลงานประกาศให้ชาวโลกทราบว่า ท่านฤๅษีเป็นผู้ดำริหล่อองค์แทนของตถาคต เป็นองค์แรกของโลกในพุทธันดรนี้ และเป็นการยืนยันให้ชาวโลกให้ทราบว่า พระพุทธเจ้ามีมากมายอย่างหาประมาณมิได้ ในแต่ละพุทธันดร จักได้ยืนยันถึงพระธรรมที่มีเหมือนกันมาโดยตลอด มีพระอริยสงฆ์เป็นผู้ประกาศสัจธรรมสืบต่อกันมา เป็นแนวทางให้พ้นทุกข์ได้

          ๑๔. เจ้าอย่าลืม จารึกลงเบื้องล่างของภาพ ถึงประวัติของการที่ท่านฤๅษีสร้างองค์สมเด็จพระปฐม และอย่าลืมจารึกถึงหลักธรรมคำสอน ๓ ประการในโอวาทปาฏิโมกข์ พระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ ตรัสรู้ด้วยเห็นอริยสัจใน ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ เหมือน ๆ กันหมดทุกพระองค์ หลักสูตรในพุทธศาสนา สามารถพิสูจน์ได้ด้วยตนเอง

 

พยายามเห็นธรรมดาในธรรมดาให้มาก ๆ

และเรื่องดีภายนอกกับดีภายใน

          เมื่อวันเสาร์ที่ ๒๖ มิ.ย.๒๕๓๖ สมเด็จองค์ปฐม ทรงพระเมตตาตรัสสอนให้ไว้ มีความสำคัญดังนี้

          ๑. จงทำจิตให้ยอมรับกฎของกรรมโดยความสงบ เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นเป็นกฎของธรรมดา

          ๒. ปัญหาใด ๆ เกิดขึ้นจงอย่าใช้อารมณ์แก้ปัญหา จงนิสัมมะ กะระณัง เสยโย ใคร่ครวญด้วยปัญญา เอาปัญญาเข้าแก้ไข

          ๓. ให้หมั่นนึกถึงความตายให้มาก ๆ อย่าลืมทุกลมหายใจเข้า - ออกเจ้าอาจตายได้ ร่างกายมันตาย จิตอย่าเกาะงานให้มากนัก ทำไปเรื่อย ๆ โอนอ่อนผ่อนตามสถานการณ์

          ๔. ยึดหลักเอาจิตปฏิบัติธรรมให้มากที่สุด งานอื่นไม่มีความสำคัญเท่ากับงานทางธรรม ให้ทำงานการซ่อมแซมไป สักแต่ว่าเป็นหน้าที่ จิตระลึกนึกถึงปลายทางเพื่อพระนิพพานไว้เสมอ

          ๕. ปัญหาใด ๆ เกิดขึ้น ก็ให้พิจารณาลงตัวธรรมดาให้หมด อย่าคิดว่า งานซ่อมแซมสำคัญมากกว่าการเอาจิตปฏิบัติธรรม

          ๖. ร่างกายทำหน้าที่ของกาย จิตทำหน้าที่ของจิต พยายามอย่าให้จิตบกพร่องก็แล้วกัน งานซ่อมแซมก็ทำไป เพราะเป็นหลักที่เจ้าจักอยู่วัดได้ ใครจักเห็นความดีหรือไม่เห็นก็ไม่สำคัญ หรือเจ้าคิดจักทำความดีอวดใครเขา (ตอบว่าเปล่าค่ะ)

          ๗. ดีภายนอกก็ควรทำ ดีภายในก็ยิ่งต้องทำให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป จุดหมายปลายทางที่เจ้าต้องการจักจบกิจ ก็จงหมั่นคิดถึงจุดหมายปลายทางนั้นให้ขึ้นใจ (ทรงหมายถึง ทำทุกอย่างก็เพื่อพระนิพพานจุดเดียว)

          ๘. พิจารณาอารมณ์ของจิตตนเองไว้เสมอว่า เวลานี้ไปสู่ทิศทางใด ออกนอกลู่นอกทางพระนิพพานหรือเปล่า อย่าดูอารมณ์ของผู้อื่น ดูอารมณ์ของเจ้าเอาไว้ให้ดี ๆ

          ๙. พยายามเห็นธรรมดาในธรรมดาให้มาก ๆ ทุกคนที่ยังตัดสังโยชน์ ๑๐ ไม่ได้ครบ ก็ต้องมีอารมณ์แสดงออกมาเป็นธรรมดา ปกติมันเป็นอย่างนั้น เจ้าจักยึดถืออารมณ์นั้นเพื่อประโยชน์อันใด

          ๑๐. หลงอารมณ์ เกาะยึดอารมณ์ทำให้จิตเศร้าหมอง นั่นแหละคือจิตหลง เดินทางผิดมรรคผลนิพพานละ

          ๑๑. คิดให้ดี ๆ อย่าวู่วาม จักเสียผลทั้งทางโลกและทางธรรม (อย่าใจร้อน ให้ใจเย็น ๆ)

          ๑๒. ตั้งใจดีแล้วก็ต้องตั้งวาจาและกายให้ดี มีความเหมาะสมกับสถานการณ์ด้วย

          ๑๓. ทัศนะส่วนตัวจักเป็นอย่างไร พยายามอย่าแสดงออกให้มากนัก จงหมั่นเก็บเอาไว้ในใจ อย่าให้รั่วไหลออกมาทางกายและวาจา จักเป็นผลเสียมากกว่าผลดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องกิจกรรมของวัดของสงฆ์ แม้จักไม่เห็นด้วยก็จงอย่าแสดงทัศนะส่วนตัวออกมา

          ๑๔. ขอให้แต่นี้ไป เจ้าจงหมั่นสงบปากสงบกายให้มาก ๆ จักเป็นภัยอันตรายย้อนเข้าหาตัว

          ๑๕. เจ้าแย่อย่างนี้มานานแล้ว นับอสงไขยกัป กลับใจเสียใหม่ ถ้าแก้นิสัยอย่างนี้ไม่ได้ เห็นจักเอาดีได้ยาก (ก็รับว่า จะพยายาม)

          ๑๖. หมั่นระลึกถึงการสำรวมอายตนะให้มาก ๆ และหมั่นใช้ปัญญาพิจารณาปัญหาที่เข้ามากระทบทั้งปวงด้วย รู้ธรรมที่เข้ามากระทบ ทุกสิ่งในโลกนี้มันมีแต่ธรรมดา จงทำจิตให้ยอมรับกฎของธรรมดานั้น

          ๑๗. แล้วอย่าทำจิตให้เศร้าหมอง หมั่นกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก ควบกับมรณานัสสติเอาไว้เสมอ ๆ

          ๑๘. เห็นทุกข์ เห็นอนิจจัง เห็นอนัตตา ในธรรมที่เข้ามากระทบเสมอ ๆ และยอมรับตามนั้น

          ๑๙. จิตทรงฌานรักพระนิพพานเป็นอารมณ์เอาไว้ให้ชิน จิตก็จักมีความสุข คิดมานิดหนึ่ง ระลึกมาหน่อยหนึ่ง เพื่อพระนิพพานจุดเดียว แค่นั้นจิตก็จักเบาสบายใจขึ้น

          ๒๐. เวลานี้ปฏิฆะเริ่มเด่นขึ้นมาอีกแล้ว เจ้าก็อย่าทิ้งภาพพระเป็นอันขาด ระงับราคะแล้ว ก็ต้องระงับโทสะไปในตัว อย่าโง่เกินไป จับโน่นทิ้งนี่ ผลก็เกิดได้ยาก และขอให้คิดดี ๆ ก่อนพูดด้วย

 

ของจริงในพุทธศาสนา ต้องถูกกระทบก่อน

          เมื่อวันอังคารที่ ๒๙ มิ.ย. ๒๕๓๖ เพื่อนผู้ร่วมปฏิบัติธรรมของผม ท่านเล่าให้ผมฟังเกี่ยวกับเรื่องอารมณ์ของท่านกดไม่อยู่เมื่อถูกกระทบ ทั้ง ๆ ที่รู้อยู่ว่าไม่ดี จึงถูกอุปกิเลสเล่นงานเอาครบเครื่อง คือ ทั้งเสือก ทั้งซ่า ทั้งหลง ทั้งเป็นตำรวจ และชอบเป็นผู้แทน ผมจะไม่ขอเขียนรายละเอียด สรุปว่าสอบตกตลอด สมเด็จองค์ปฐม ท่านก็ทรงพระเมตตาตรัสสอนให้ดังนี้

          ๑. ทรงตรัสถามว่า ระงับความฟุ้งซ่านไม่อยู่หรือ (ก็รับว่าไม่อยู่ ซ้ำร้าย บางครั้งจิตมันคัดค้าน และปรามาสพระรัตนตรัยอย่างไม่มีเหตุผลด้วย) ทรงตรัสว่า ก็เป็นธรรมดาของกิเลสมารแทรก เจ้าก็จงหมั่นขึ้นมากราบขอขมาพระรัตนตรัยให้ทุกครั้ง มีธรรมนิมิตเตือนแล้วให้เจ้าระวังโทสะจริตไว้ให้ดี ๆ จักพาจิตเจ้าหลงทาง เป็นมิจฉาทิฎฐิได้

          ๒. ราคะเบาลง ปฏิฆะก็จักเล่นงาน เพราะฉะนั้น กรรมฐานแก้อารมณ์ทั้ง ๒ อย่าง ห้ามทั้งเป็นอันขาด แล้วจงหมั่นนึกถึงอุปสมานัสสติ อันเป็นจุดหมายปลายทางของการปฏิบัติพระกรรมฐานทั้งหมดด้วย

          ๓. ฟุ้งก็ให้รู้ว่าฟุ้งด้วยสาเหตุอันใด แล้วจงหมั่นระงับที่สาเหตุอันนั้น

          ๔. อย่ากลัวอารมณ์กระทบ เพราะจักเป็นเครื่องวัดทดสอบจิต ว่าปฏิบัติธรรมไปได้ถึงระดับใดแล้ว หากไม่มีอารมณ์กระทบ ไฉนเลยจักทราบอารมณ์หวั่นไหวของจิตตนได้ ธรรมของตถาคตมิใช่สิ่งเนิ่นช้า ยิ่งกระทบมากเท่าไหร่ จักได้ล่วงรู้การปฏิบัติธรรมมีผลหรือไม่มากขึ้นเท่านั้น จักละราคะ ราคะกระทบ จักละปฏิฆะ ปฏิฆะกระทบเป็นเรื่องธรรมดา ทรงสติไว้ให้ดี ๆ กรรมฐานแก้จริตมีอยู่แล้ว ต้องหมั่นใช้ให้ถูกกอง เหมือนดาบคมอยู่ในฝัก ไม่หมั่นลับ ไม่หมั่นซ้อม จักชักออกมาฟาดฟันศัตรู คือข้าศึกกิเลสของใจได้ว่องไวทันการณ์หรือไฉน มัวแต่อืดอาดดาบก็เป็นสนิมเขรอะสิ้นคม สิ้นกระบวนท่าฉะนั้นและเจ้า เข้าใจไหม (ก็ยอมรับว่าเข้าใจ แต่ทำไมตอนนั้นทำไมเราจึงไม่คิดอย่างนี้)

          ๕. ทรงตรัสว่า ก็เป็นเรื่องธรรมดา จิตเจ้ายังมีกิเลส คบกับกิเลสมานานนับอสงไขยกัปไม่ถ้วน จู่ ๆ จักให้ออกจากห้วงกิเลสเหล่านี้ได้อย่างง่ายดายนั้น มันเป็นไปไม่ได้ เจ้าจักต้องพยายามกำหนดรู้อารมณ์ของจิต เพียรใช้กรรมฐานแก้อย่างหนัก ไปจนกว่าอารมณ์นั้นถูกละ ถูกวาง ถูกตัดออกไปจากจิตจริง ๆ มันก็ต้องใช้เวลา อย่าใจร้อนให้เสียผลของการปฏิบัติก็แล้วกัน จำไว้ ความใจร้อนคืออารมณ์ปฏิฆะอันหนึ่งนั่นแหละ

          ๖. ขอให้ระวังอารมณ์ใจร้อนเอาไว้ให้ดี ๆ มันทำให้เสียผลของการปฏิบัติธรรมมามากต่อมากรายแล้ว คิดมันไว แต่ใจมันไม่ได้มรรคผลจริงก็ไม่มีประโยชน์ ต้องใจเย็นคิดใคร่ครวญด้วยปัญญาที่เห็นความจริงตามอริยสัจจนจิตยอมรับ ปฏิบัติไปตามนั้นอย่างมั่นคง แน่วแน่ไม่แปรปรวน นั่นแหละจึงจักเป็นของแท้ ของจริง

          จากนั้น หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค ท่านก็มาขออนุญาตอบรม (ผมขออนุญาตตั้งชื่อว่า อารมณ์ปรามาสพระรัตนตรัย) มีความสำคัญดังนี้

          ๑. เอ็งด่าพระ ตำหนิธรรม ก็เพราะใจร้อนเรื่องพ่อจะกลับเมื่อไหร่ใช่ไหม (ก็ยอมรับว่าใช่ แต่พอมีเรื่องอื่นมากระทบจิตมันเลยพาลเป็น ๒ เท่า เกิดมิจฉาทิฎฐิ แต่ก็สงสัยว่าไม่จริงแล้วพระท่านตรัสทำไม ธรรมอื่น ๆ จริงทุกอย่าง พระท่านคงไม่ทำร้ายจิตเราด้วยเรื่องหลวงพ่อไม่จริงหรอก แล้วพาลไปตำหนิพระท่านว่าทำร้ายเรายังไม่พอ พลอยให้คุณหมอถูกทำร้ายไปด้วย แต่พอได้สติ ก็ทราบว่าอารมณ์จิตของเราเองทำร้ายจิตเราเอง ขาดเมตตาตนเอง จุดไฟเผาใจตนเองตลอด ก็ขึ้นไปกราบขอขมาพระทันที แต่พอเผลอมันก็เอาใหม่อีก ก็กลับขึ้นไปขอขมาอีก พอลงมาก็ด่ามัน มึงอยากลงนรกหรือไง ขนาดท่านสุปพุทธะกุฏฐิ ซึ่งเป็นพระโสดาบัน ท่านก็เว้นขาดจากการปรามาสพระรัตนตรัย แม้พระอินทร์จะมาทดสอบท่าน ท่านก็สอบผ่านได้ กว่าจะสงบอารมณ์ลงได้ก็แสนยาก)

          ๒. หลวงพ่อฤๅษีท่านก็หัวเราะ กล่าวว่า ยังรู้เรื่องอยู่ ก็ยังไม่เป็นไร ระวังให้ดี พ่อเคยเป็นมาแล้ว เผลอ ๆ ด่าพระพุทธเจ้าเข้าให้ เอ็งต้องพยายามเบรกอารมณ์ของจิตตัวนี้ให้ดี ๆ อยู่ ๆ มันเกิดอยากด่าพระขึ้นมาเฉย ๆ โดยไม่มีเหตุผล และไม่ทันได้คิดตั้งสติด้วย (ฟังท่านแล้วซักกลัว ถามว่าหากเกิดอารมณ์แบบนี้แล้วจะแก้ไขอย่างไร)

          ๓. ก็ให้รีบกำหนดรู้ลมหายใจ ควบมรณานุสสติ คิดว่าความตายมันเข้ามาถึงแล้วในขณะนี้ คือขณะเกิดปรามาสพระรัตนตรัย ถามจิตมันว่าเอ็งลงนรกแน่ตายคราวนี้ ให้จิตมันเห็นภาพนรกควบคู่กันไปด้วยเลย รับรองชะงักอยู่ที่ใช้ความตายนี่แหละ จิตมันจะชะงักตีตื้นขึ้นมา ก็ให้รีบจับภาพพระขึ้นกราบขอขมาพระรัตนตรัย มันเกิดบ่อยเราก็ต้องทำบ่อยให้มันชิน จิตจะได้มีกำลังต่อสู้กับอารมณ์ปรามาสพระรัตนตรัย

          ๔. อย่าท้อถอยเพราะมันเป็นของจริง กิเลสมารมันจะเข้ามาเล่นงานเอ็งทุกอย่าง รวมทั้งขันธมารด้วย ต้องรู้จักแก้ ต้องรู้จักต่อสู้กับอารมณ์

          ๕. ขันธมารก็เหมือนกัน ปวดตรงไหน เจ็บตรงไหน เอาจิตผ่าออก แยกส่วนออกให้หมด ถ้าระงับไม่ไหว ก็หลบเข้าฌานเสียบ้าง ตั้งใจไว้เลยขันธมารอย่างนี้ ขอทนเป็นชาติสุดท้าย เอ็งตายเมื่อไหร่ ข้าขอไปพระนิพพานเมื่อนั้น

          ๖. อย่าไปคิดว่าสำคัญนัก ขันธมารเล่นงานเราได้ก็ตอนที่เรามีร่างกายเท่านั้น ศัตรูหรือข้าศึกตัวสำคัญ คือกิเลสมาร ต้องขจัดมันทิ้งไปจากจิตให้ได้ ร่างกายมันเกิดแล้วก็แก่ เจ็บตาย ไปในที่สุด แต่กิเลสมารถ้าขจัดมันไม่ได้ ร่างกายตายกิเลสมันไม่ได้ตายไปด้วย ตัวนี้ซิสำคัญ มันจะพาเราไปเกิดไปเวียนว่ายอยู่ในวัฏฏะสงสารอีกต่อ ๆ ไป

          ๗. เอ็งต้องแยกให้ถูก เรื่องของจิตหรือเรื่องของกาย จิตเกาะกายก็ต้องใช้กายคตา, อสุภ มรณาและอุสมา จิตเกาะอารมณ์เลวก็ต้องใช้อริยสัจ วิปัสสนาให้เห็นทุกข์ของอารมณ์นั้น ๆ อันจะส่งผลให้เอ็งต้องโคจรไปตามกรรมนั้น ๆ อีก มโนกรรมนี่แหละ เป็นตัวส่งผลให้เกิดตามภาพตามชาติต่าง ๆ ระวังเอาไว้ให้ดี

          ๘. การระงับความคิดต้องใช้อานาปา ทำจิตให้มีสติทรงตัวรู้เท่าทันความคิดหรือมโนกรรมนั้น ๆ

          ๙. แล้วเอ็งก็อย่าใจร้อน ความที่เอ็งใจร้อน ก็คือจิตที่ขาดสติ คือทิ้งอานาปาและมรณานุสสติ เท่ากับประมาทนั่นแหละ ขอให้คิดดี ๆ ผลร้ายของความใจร้อนมันมีมาก ถ้าเกิดตายตอนนั้น เอ็งจะต้องเสียใจ เพราะกิเลสมารยังไม่หมดจากใจ เอ็งก็ต้องจุติไปตามอารมณ์ใจร้อนนั้น

          ๑๐. จำเรื่องหลวงปู่อี๋เตือนเรื่องความตาย ไม่กำหนดรู้เอาไว้ให้ดี ๆ ประเดี๋ยวเอ็งก็จะเหมือนขึ้นรถ ๒ แถว ที่ออกจากป้ายไปไม่ทันรู้ตัว ไม่รู้จุดหมายปลายทาง

          จากนั้น หลวงปู่อี๋ ท่านก็มากับหลวงปู่จง และขออนุญาต สมเด็จองค์ปฐม สอนต่อดังนี้

          ๑. เอ็งอย่าประมาทในความตาย รู้ลมทุกครั้งให้รู้ความตายไปด้วยทุกครั้ง คนมันตายให้เห็นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ร่างกายมันมาตามกรรม มันก็ไปตามกรรม เราจะรู้มันได้อย่างไรว่าเมื่อไหร่กรรมมันจะมาถึง ทำให้ร่างกายมันตาย ตายเมื่อไหร่มันไม่แน่ แต่ที่แน่ ๆ คือร่างกายมันต้องตาย เพราะฉะนั้นเอ็งจะต้องพร้อมตายอยู่เสมอ รู้ลม รู้ตาย รู้พระนิพพานไปด้วย อันนี้มันจะตัดกิเลสมารทุกตัวได้ชะงักนัก ถ้าเอ็งไม่โง่จนเกินไป

          ๒. หมั่นคิด หมั่นซ้อม หมั่นทำให้มันเป็นฌาน เป็นได้หรือไม่ได้ไม่สำคัญ เอาแค่ให้จิตมันชิน และยอมรับความพร้อมตาย พร้อมจะไปนิพพานก็แล้วกัน

          ๓. จำไว้มาถึงขั้นนี้แล้ว รบกับธรรมในจิต จะต้องเข้มแข็ง ไม่ใช่ปากเปียกปากอ่อน ไม่มีใครช่วยเอ็งได้ เอ็งต้องช่วยตัวเอ็งเอง เตือนสติ เตือนใจเอาไว้เสมอ ๆ รู้ลม รู้ตาย รู้นิพพาน

          ๔. อย่าเที่ยวปล่อยจิตให้มันไหลออกไปนอกเส้นทางพระนิพพานให้มากนัก หมั่นดึงจิตเข้าไว้ชักกะเย่อกับความชั่วของจิตด้วยความเพียร อย่าให้จิตขาดจากความดี ชนะความชั่วเข้าไว้จนความชั่วมันขาดจากจิตได้เมื่อไหร่ เมื่อนั้นแหละเอ็งก็ถึงเส้นชัยนิพพานเมื่อนั้น

          จากนั้น หลวงปู่จง ท่านก็มาสอนว่า

          ๑. ความชั่วในที่นี้ คือ กิเลสมารมันชั่ว การมีร่างกายมันก็ชั่ว เพราะอารมณ์จิตมันมีความทะยานอยาก อยากมีร่างกาย ขันธมารมันเล่นงานเราได้ เพราะจิตเกาะในร่างกาย มันชั่วเพราะสภาพของร่างกายมันมีแต่เกิด แก่ เจ็บ ตาย พลัดพรากจากของรักของชอบใจ ปรารถนาไม่สมหวัง มีการกระทบกระทั่งอยู่ตลอดเวลา มันไม่ดี แต่จิตเรามันโง่ไปหลงคิดว่าดี มันมีแต่ความทุกข์ แต่จิตหลงคิดว่ามันมีความสุข

          ๒. เวลานี้พวกเอ็งมันรู้กันแล้วว่า ทุกข์ของการมีร่างกายมันทุกข์ขนาดไหน ขอให้รู้เอาไว้ก็แล้วกัน

          ๓. แยกธาตุ ๔ ให้เป็นอาการ ๓๒ อยู่เรื่อย ๆ อย่าทิ้ง เกาะบ้างแกะบ้างก็ไม่เป็นไร อย่าไปหลงยึดว่ามันเป็นเรา เป็นของเราเสียสนิทก็แล้วกัน กำหนดรู้ไว้เนือง ๆ ไอ้ซากผีดิบนี่มันไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา

          ๔. รู้ไว้เสมอว่า มันต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตาย จิตพร้อมที่จะไปจากมันอยู่เสมอ ถ้ามันมีอาการแสดงออกจะแก่ จะเจ็บ จะตาย ก็จงยิ้มรับ รู้เอาไว้เสมอว่า อ้อ มึงก็เป็นอย่างนี้ของมึงเป็นธรรมดา อย่าไปอินังขังขอบมันให้มากนัก เราพร้อมที่จะไปพระนิพพานอยู่เสมอ ๆ

          ๕. อุปสมานัสสติจับไว้ให้เที่ยง อย่าให้คลาดไปจากจิต จำทำอะไรก็ต้องรู้ พร้อมตาย พร้อมไปพระนิพพานอยู่ตลอดเวลา

          จากนั้นหลวงปู่ตื้อ ท่านก็มาสอนว่า ทุกขณะจิตนะโว้ย (ก็นึกในใจว่า ต่อหน้าสมเด็จองค์ปฐม หลวงปู่ยังโว้ยเลย) หลวงปู่ท่านก็กราบองค์สมเด็จแล้วหันมาสอนว่า

          ๑. ภาษาเป็นสิ่งสมมุติ ในบรรดาพวกท่านที่จิตวิมุติแล้ว ย่อมไม่ติดอยู่ในสิ่งสมมุตินั้น (ก็ยอมรับคำสอนของท่านแต่โดยดี และขอขมาท่านที่คิดตำหนิท่าน)

          ๒. ไม่เจอกันนาน เอ็งดีขึ้นหรือเลวลง (ยอมรับว่าเลวลง) เออเมื่อยังเลวอยู่ก็หาดีต่อไป ถ้าเอ็งเลิกหาเมื่อไหร่ เอ็งก็เลวเมื่อนั้น

          ๓. อย่าลืม ขยันหาให้ทุกขณะจิตนะ เวลาทางธรรมมีเวลาเดียว คือ ขณะจิตในธรรมปัจจุบัน ที่เอ็งยุ่งอยู่ทุกวันนี้ เพราะเสือกเอาเวลาที่มันล่วงไปแล้ว เป็นอดีตธรรมบ้าง เอาเวลาที่ยังไม่ถึง เป็นอนาคตธรรมบ้าง ให้มันมาตีรวนอยู่ในอารมณ์ปัจจุบัน อย่างนี้เขาเรียกว่าโง่หรือฉลาด (ก็ยอมรับว่าโง่)

          ๔. โง่ซิ เพราะเสือกรู้ไม่เท่าทันสันตติ ขณะจิตมันเคลื่อนไป ธรรมมันก็เคลื่อนไปจิตมันเสือกไปดึงมันเข้ามาเก็บไว้ อย่างนี้เมื่อไหร่มันจะรู้เท่าทันของจริงได้ โง่อย่างนี้ต้องเรียกว่าโง่บัดซบโง่บรรลัย (ก็ยอมรับว่าโง่จริง ๆ)

          ๕. ไม่ต้องบอกก็รู้ ใครในที่นี้เขารู้หมดว่า เอ็งมันโง่ขนาดไหน เกิดอารมณ์ยึดอดีต ยึดอนาคต แทนที่จะรีบผลักไสมันทิ้งไปจากจิต เสือกไปกอดมันเสียแนบแน่น เสียดายขี้อยู่นั่นแหละ เหม็นตายห่า แล้วยังไม่รู้สึก

          ๖. มีแต่เขาจะรีบทิ้ง รีบล้างมันออกไป นี่รู้ว่าอารมณ์มันเศร้าหมองก็ยังไม่ยอมทิ้ง ไม่ยอมล้าง ปล่อยให้มันกินใจจนตายหรือไง (ก็ยอมรับท่านทุกข้อหา)

          ๗. เอ็งไม่ต้องว่าแล้ว ให้รีบทิ้ง รีบล้างความเหม็นของขี้ลูกเดียว มัวแต่เสียดายขี้ ประเดี๋ยวก็ตายเสียก่อนหรอก อยากจะมาพระนิพพานกับเขาบ้าง ถ้าทิ้งถ้าล้างใจไม่เป็น ก็เห็นจะมาได้ยาก พยายามเข้านะ (ก็รับปากท่าน)

          จากนั้น สมเด็จองค์ปฐม ทรงแย้มพระโอษฐ์ ทรงตรัสว่า เจ้าจงจำคำสอนนี้ไว้ให้ดี ๆ ทบทวนเสมอ ๆ จิตจักเกิดปัญญา รู้เท่าทันความเป็นจริงของธรรมทั้งปวง

 

การนอนหลับที่ถูกควรเป็นอย่างไร

          เมื่อวันพุธที่ ๓๐ มิ.ย. ๒๕๓๖ สมเด็จองค์ปฐม ทรงพระเมตตาตรัสสอนว่า

          ๑. ทำกรรมฐานได้ผลดีบ้าง - เลวบ้าง อย่างกลุ้มใจ เพราะทุกอย่างมันไม่เที่ยง

          ๒. อย่าเอาผลของการปฏิบัติในแต่ละวันแต่ละเวลาไปวัดกัน มันจักทำให้ท้อถอย เพราะจิตมักจะติดดี คือยึดผลของการปฏิบัติดีมาเป็นมาตรฐานของการวัด ซึ่งมันไม่ถูก เพราะขึ้นอยู่กับสุขภาพของร่างกาย ซึ่งแปรปรวนอยู่เป็นปกติ ขึ้นอยู่กับสภาพของจิต ซึ่งมีอารมณ์แปรปรวนอยู่เป็นปกติ นี่เป็นเพราะตัวอุเบกขายังอ่อนกำลังอยู่ หรือสังขารุเบกขาญาณยังอ่อนไปนั่นเอง

          ๓. เรื่องการพักผ่อนให้เพียงพอ เจ้าเองก็หาเวลาได้ยากในเมื่อเป็นเช่นนี้ การหลับจักตามปกติในเวลานอน หรือทนไม่ไหวต้องนั่งหลับ ในเวลาที่เจริญพระกรรมฐาน ก็พยายามนึกถึงมรณานัสสติควบอุปสมานัสสติ โดยการปลงอสุภะจนกายเนื้อนั้นเน่าเปื่อยอนัตตาไป เห็นกายแก้ว นั่งหรือนอนหลับอยู่ในวิมานของตนเองที่พระนิพพานก่อนทุกครั้งไป เจ้าทำได้ไหม (ตอบว่า คิดว่าทำได้)

          ๔. ต้องทำได้ เพื่อความไม่ประมาท จงพิจารณารู้ไว้เสมอ ๆ ว่า การนั่งหลับก็ดี การนอนหลับก็ดี อิริยาบถนี้มีคนตายมาแล้วมากมาย หากไม่ตั้งเข็มทิศให้มุ่งไปยังจุดหมายปลายทางที่ต้องการ เจ้าเกิดตายลงในขณะนั้นจักว่าอย่างไร (ตอบว่าย่อมไม่ดีแน่)

          ๕. พยายามทำบ่อย ๆ จิตจักได้ชิน ขณะที่ก่อนจักหลับทุกครั้ง และให้กำหนดรู้ไว้ว่า ที่เจ้าต้องหลับ เพราะร่างกายมันเสื่อม ไม่หลับมันก็ทนไม่ไหว เป็นความทุกข์

          ๖. หลับแล้วไม่สบายใจ เพราะไม่ได้ผลของการปฏิบัติ ก็ทุกข์อีก เจ้าก็จงตัดใจ อย่ากลุ้ม ปลงมรณาไปเสียเลยว่า ทุกข์อย่างนี้ขอมีเป็นชาติสุดท้าย ถ้าหากกายมันตายไปในขณะหลับ ก็ขอไปพระนิพพานจุดเดียว (หมายความว่าการนอนหลับ ก็ขอเป็นครั้งสุดท้าย เป้าหมายคือนิพพานจุดเดียว)

          ๗. อย่าลืม การปฏิบัติต้องพร้อมทั้ง ๔ อิริยาบถ คือ ยืน - เดิน - นั่ง - นอน และทำกิจการงานใด ๆ ก็ยกให้เป็นพระกรรมฐานหมด กายส่วนกาย จิตส่วนจิต ต่างฝ่ายต่างทำงานควบคู่กันไปทั้งทางโลกและทางธรรม

          ๘. อย่าลืมรักษาอารมณ์ของจิตเอาไว้ให้ดี ๆ อย่าให้ไหลขึ้นไหลลงมากนัก จิตเหนื่อยจักพลอยทำให้กายเหนื่อยไปด้วย กล่าวคือหมดกำลังใจนั่นเอง จุดนี้ระมัดระวังเอาไว้ให้ดี ๆ อย่าให้เกิดแก่จิตเป็นอันขาด

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่