: อารมณ์คือกระแสของจิต (คลื่นอารมณ์)

            ในวันเดียวกันนี้ หลวงพ่อฤๅษีท่านเมตตามาสอนต่อมีความสำคัญดังนี้

          ๑. "อารมณ์ก็คือกระแสของจิต พวกเจ้าต้องหมั่นศึกษาไว้ อารมณ์ราคะกับปฏิฆะ มีแยกไว้ละเอียดโดยพระพุทธเจ้าในจริต ๖ อารมณ์ใดๆ ที่เกิดแก่จิต ย่อมหนีจริต ๖ ไม่พ้น เพราะมันคือธรรมารมณ์ ซึ่งนักปฏิบัติกรรมฐานต้องรอบรู้หมดทุก ๆ อารมณ์ และสามารถแยกได้ว่า อารมณ์ที่กำลังทรงอยู่นี้ เป็นจริตใดในจริต ๖ เป็นราคะหรือปฏิฆะ ซึ่งมีกรรมฐานแก้จริตอยู่ ก็ให้ใช้ตามนั้น แก้จริตที่เกิดขึ้น ไม่ใช่เอะอะจะใช้อารมณ์สังขารุเบกขาญาณลูกเดียว”

          ๒. "พวกเจ้ายังเข้าใจผิด ยังไม่ถึงเวลา เพราะจิตมันยังไม่ยอมเฉยจริง ยังมีอารมณ์อยู่  จึงยังใช้อารมณ์สังขารุเบกขาญาณไม่ได้ ต้องใช้จริต ๖ รบกันไปก่อน จนกระทั่งจิตทรงตัวดีแล้วจึงค่อยซ้อมอารมณ์สังขารุเบกขาญาณ”

          ๓. "ตราบใดที่อารมณ์ยังไม่หมด จริต ๖ ยังเล่นงานอยู่ในจิต อาการตำหนิอารมณ์ก็ต้องเกิด เพราะไม่รู้เท่าทันจริตว่าพอใจหรือไม่พอใจ อย่าให้ความหลงของจิตเข้ามาครอบงำ การกระโดดเข้าสู่อารมณ์สังขารุเบกขาญาณลูกเดียว ก็มีหวังตกม้าตายลูกเดียว เพราะมันวางเฉยไม่จริง จิตไม่มีกำลังที่จะวางเฉยตลอดไปได้"

          ๔. ระวัง...อย่าเพิ่งไปคิดว่าจะต้องทำได้ ทุกอย่างมันมีขั้นตอน อารมณ์ของจิตเรา ถ้าเราไม่รู้แล้วใครจะมารู้ได้ แยกจริต ๖ ให้ออก ดูราคะและปฏิฆะให้ออก จึงจะรบกับมันได้ รบกับมันถูก ข้าศึกรูปร่างหน้าตาอย่างไรต้องรู้ รู้แม้กระทั่งการโจมตีวิธีรบของข้าศึก ที่เข้ามาสิงใจเราอยู่นั้นเป็นอย่างไร ถ้ารู้ไม่จริงมีหวังถูกมันฆ่าตายทุกที ถ้าอยากชนะก็ต้องชนะอย่างรู้เท่าทัน ไม่ใช่รู้แบบท่องจำว่าจริต ๖ มีอย่างนี้ ราคะ-ปฏิฆะมีอย่างนี้ รู้กรรมฐานแก้จริต แต่ไม่รู้จักรูปร่างหน้าตาของจริต ๖ ที่แท้จริงก็ป่วยการ เปรียบเหมือนมีอาวุธอยู่ในมือ แต่ไม่รู้หน้าตารูปร่างของข้าศึกเป็นอย่างไร มัวยืนเซ่ออยู่ ข้าศึกมาข้างหลังใช้ไม้ตีหัวก็อยู่หมัดแล้ว งงเห็นดาว ไม่รู้ว่าถูกตีได้อย่างไร ดังนั้นจึงต้องศึกษาจริต ๖ ให้ดี ๆ เอากับมันจริง ๆ ให้รู้จริงจึงจะวิมุติได้

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่