เนื่องในงาน

สมโภชสมณศักดิ์

พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยาน

๑๘ มีนาคม ๒๕๓๓

(จากหนังสือลูกศิษย์บันทึก เล่ม ๑)
โดย พล.ต.ท.นพ.สมศักดิ์ สืบสงวน




          วันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๓๒ เป็นวันเฉลิมพระชนมพรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ ในวันนี้หลวงพ่อท่านได้เลื่อนสมณศักดิ์จาก พระสุธรรมยานเถระ เป็น “พระราชพรหมยาน” บรรดาศิษย์และลูกหลานของท่านต่างก็ไปแสดงมุฑิตาจิตกับท่านที่วัดสามพระยาเป็นจำนวนมาก โดยมีสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ เป็นประธาน และในวันพุธที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๓๒ บรรดาศิษย์และลูกหลานของท่านจำนวนมากได้จัดขบวนรถไปส่งหลวงพ่อท่านจากกรุงเทพถึงวัดท่าซุง จ.อุทัยธานี และทำพิธีต้อนรับท่านอย่างสมเกียรติ ซึ่งมีรายละเอียดอยู่แล้วในหนังสือธัมมวิโมกข์ จากนั้นเหล่าศิษย์ของท่านมีความเห็นว่าควรจะมีหนังสือสักเล่มหนึ่งออกมาให้ทันงานฉลองสมณศักดิ์พัดยศ ในวันที่ ๑๗-๑๘ มีนาคม ๒๕๓๓ นี้ โดยให้บรรดาศิษย์ของท่านเขียนเรื่องที่ประทับใจเกี่ยวกับหลวงพ่อท่าน สำหรับประสบการณ์ของแต่ละคน ซึ่งควรจะมีทุกคน แล้วมารวมกันเข้าเป็นเล่มเพื่อให้ทันวันงาน

          สำหรับตัวผมเองเมื่อรับนโยบายมาจากหมู่คณะแล้ว หลังจากได้ใคร่ครวญดูก็พบว่า ความประทับใจเกี่ยวกับหลวงพ่อท่านมีอยู่มาก เพราะประทับใจในปฏิปทาของท่านทั้งด้านธรรมะและจริยาส่วนตัวตลอดมา ตั้งแต่ได้พบท่านเมื่อปลายปี พ.ศ. ๒๕๑๗ จนถึงปัจจุบัน ยิ่งปฏิบัติธรรมตามแนวที่ท่านแนะนำ (ทาน ศีล ภาวนา หรือ ศีล สมาธิ ปัญญา) ก็ยิ่งเกิดความประทับใจในความดีของท่านชัดขึ้นและมากขึ้นเท่านั้น ตลอดเวลาประมาณ ๑๕ ปี ที่ผมได้เห็นท่านสอนให้ศิษย์ทุกคนปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธองค์ตลอดมาด้วยอุบายในธรรมปฏิบัติ ๓ ข้อ คือ ทาน ศีล ภาวนา หรือ ศีล สมาธิ ปัญญา ซึ่งตรงกับอริยมรรคอันมีองค์ ๘ ย่อแล้วเหลือ ๓ คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ท่านไม่เคยสอนศิษย์ให้ออกนอกทางเลย สำหรับทาน ศีล ภาวนานี้เป็นวิธีปฏิบัติบูชาที่พระพุทธองค์ทรงสอนไว้ มีความโดยย่อว่า “อานนท์ การบูชาเราด้วย ดอกไม้ ธูป เทียน หรือวัตถุต่าง ๆ เป็นของดี มีอานิสงส์สูง เมื่อตายแล้วก็สามารถไปสู่สุคติได้ แต่ยังไม่พ้นทุกข์จริง ยังต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ต่อไป ตถาคตต้องการให้พวกเธอปฏิบัติบูชา อันมีทาน ศีล ภาวนา ซึ่งมีอานิสงส์สูงกว่าอามิสบูชา (บูชาด้วยวัตถุ) มากนัก เพราะสามารถทำให้พวกเธอพ้นทุกข์ได้อย่างถาวร”

          ข้อพิจารณาโดยย่อ ทาน เป็นตัวตัดความโลภ คนขาดเมตตาหรือขาดปัญญา ไม่สามารถให้ทานหรือทำทานได้ ยิ่งทำทานบ่อย ๆ ก็ยิ่งตัดความโลภให้เบาบางลง ๆ จนมีกำลังใจสูงขึ้นๆ ในทานบารมี หากมีศีลและภาวนาเป็นตัวส่งเสริมด้วย ทานตัวนี้จะกลายเป็นปรมัตถทาน (ยอดของทาน) คือ ธรรมทาน และอภัยทาน ในที่สุด ศีล เป็นตัวตัดความโกรธ ภาวนา เป็นตัวตัดความหลง แต่ก็มีคนบางกลุ่ม ศิษย์บางคนยังไม่เข้าใจท่านดี ทำให้เกิดความสงสัยในปฏิปทาของท่าน ขอยกตัวอย่างสัก ๑-๒ เรื่อง เช่น

          ตัวอย่างที่ ๑ พิธีสะเดาะเคราะห์ เกิดความสงสัยว่า พิธีที่ทำขึ้นจะมีผลจริงหรือ เป็นต้น บางท่านเชื่อแต่ไม่สามารถจะชี้แจงหรืออธิบายให้ผู้ที่สงสัยเข้าใจได้ และบางรายกลับคล้อยตามผู้อื่นเขา พากันเข้าป่าเข้ารกไปก็มี ผมในฐานะผู้ซึ่งมาร่วมในพิธีเหล่านี้เกือบทุกครั้ง และอยู่ครบทุกรอบที่ท่านทำพิธีในวันนั้น ๆ ขอยืนยันว่า ก่อนเริ่มทำพิธี ท่านจะอธิบายและชี้แจงให้ทุกคนที่มาร่วมในพิธีทราบ ซึ่งพอสรุปเป็นข้อ ๆ เพื่อความเข้าใจและจำง่าย ดังนี้

          ๑. เคราะห์ หมายถึงผลของบาปในอดีต (ชาติ) เช่น ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดมุสาวาท ดื่มสุราเมรัย เป็นต้น

          ๒. เคราะห์ที่เราจะสะเดาะ คือ บาปเก่าเป็นเศษของกรรมเก่าหรือวิบากกรรมที่ติดตามเรามาในอดีต

          ๓. ตัวเคราะห์จริง ๆ เราหนีไม่ได้ เพราะเป็นกฎของกรรม (ประโยคนี้หลวงพ่อท่านไม่เคยลืมพูดเลยทุกครั้ง และทุกรอบที่ทำพิธี) แต่เราใช้วิธีทำบุญหรือทำความดีเพื่อหนีเศษของกรรม

          ๔. การสะเดาะเคราะห์จึงเป็นการคลายเคราะห์ ที่เกาะกินใจอยู่ในปัจจุบัน หมายถึงอกุศลกรรมตัวที่กำลังให้ผลหรือที่กำลังให้โทษอยู่ในปัจจุบัน บาปส่วนไหนที่ยังไม่ให้ผล หรือยังตามไม่ทัน เราก็ยังสะเดาะมันไม่ได้ เพราะบาปเหล่านี้เราไม่ได้ทำเพียงชาติเดียว แต่ทำกันมาทุกชาติ บาปอย่างไหนให้โทษก็เกิดทุกข์แบบนั้น

 

          : ขั้นตอนของพิธี

          ๑. ทุกคนที่มาในงานต่างก็ทำทานหรือทำบุญด้วยวิธีใดวิธีหนึ่งซึ่งตนเองศรัทธา แต่ส่วนใหญ่จะทำสังฆทาน พอได้เวลาก็เริ่มทำพิธีบวงสรวง

          ๒. หลวงพ่อนำให้ทุกคนบูชาพระรัตนตรัยด้วยความเคารพ

          ๓. หลวงพ่อให้ทุกคนรับศีล ๕ ด้วยความเคารพ โดยให้ทุกคนตั้งเจตนาที่จะงดเว้นกระทำความชั่ว ๕ ประการ (เพราะเจตนาที่จะงดเว้นกระทำชั่ว ๕ อย่าง คือตัวศีล ผู้ใดรับศีลสักร้อยครั้งพันครั้ง หากใจไม่มีเจตนาที่จะงดเว้นกระทำความชั่วทั้ง ๕ ประการแล้ว จะรับกี่ครั้งก็ไม่เป็นศีล)

          ๔. หลวงพ่อย้ำให้ทุกคนทราบว่า ตัวเคราะห์จริง ๆ สะเดาะไม่ได้ เพราะเป็นกฎแห่งกรรม ให้ทุกคนตั้งใจคิดว่าวันนี้เรามางานศพของเคราะห์กรรม ขณะนี้ร่างกายที่เราอาศัยอยู่ชั่วคราวได้ตายไป พร้อมกับวิบากกรรมหรือเคราะห์กรรม ตัวเราจริง ๆ คือจิตที่อาศัยร่างกายอยู่ไม่เคยตาย ให้คิดว่าเคราะห์กรรมต่างๆ จงสลายตัวไป หรือตายไปด้วยอำนาจของพระพุทธ พระธรรม และพระอริยสงฆ์ อันหาประมาณมิได้ เมื่อพระสวดมาติกา ขณะพระกำลังสวดให้ตั้งใจฟังด้วยความเคารพเสมือนหนึ่งเรามางานศพของเคราะห์กรรม (ฟังอภิธรรมด้วยจิตที่มีสติ สมาธิ ปัญญา)

          ๕. ต่อไปพระจะสวดบังสุกุลตาย ขณะนั้นให้ตั้งจิตคิดว่าพระท่านกำลังบังสุกุลศพให้กับเคราะห์กรรมที่ตายไปแล้ว

          ๖. ต่อไปพระจะสวดบังสุกุลเป็น และให้พรพระ ถือเป็นการเกิดใหม่ตอนนี้ให้ตั้งใจคิดว่าขณะนี้เราเกิดใหม่ ส่วนเคราะห์กรรมทั้งหลายได้ตายไปแล้ว (กับกายสมมุติ) ก่อนที่เคราะห์กรรมจะตาย เราได้ทำบุญทำทาน เราได้บูชาพระพุทธ พระธรรม พระอริยสงฆ์ เป็นที่พึ่ง เรามีศีล ๕ ครบพร้อม ทั้งมีเทวดาและพรหมคุ้มครองเรา เราเกิดใหม่พร้อมด้วยอานิสงส์ของทาน ศีล ภาวนา คือ ร่ำรวย มี โชคลาภ มีอำนาจ มีสุขภาพดี และมีปัญญา (ฉลาด)

          : ข้อพิจารณา

          พิธีสะเดาะเคราะห์ จึงเป็นอุบายให้คนปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบของคนทั่ว ๆ ไป และมีผลโดยตรงกับผู้ที่กำลังมีความทุกข์ทางกาย และใจ แต่ด้วยอุบายนี้เขากลับได้ผลอันหาค่ามิได้ โดยเขาไม่รู้ตัว คือ การพ้นนรกอย่างถาวร ดังนี้

          ๑. เป็นอุบายให้คนปฏิบัติบูชาตามพระประสงค์ของพระพุทธองค์ คือ ทาน รักษาศีล และเจริญภาวนา หรือ ศีล สมาธิ ปัญญาอันเป็นอริยมรรค ซึ่งจะนำไปสู่อริยผล (พระพุทธองค์ตรัสว่า ตราบใดที่ยังมีผู้ปฏิบัติตามอริยมรรคอยู่ ตราบนั้นโลกนี้จะไม่ว่างจากพระอริยเจ้า) "

          ๒. เป็นอุบายให้คนปฏิบัติตามโอวาทปาฏิโมกข์ ซึ่งเป็นหัวใจของพุทธศาสนา ที่พระองค์ให้พระทุกองค์ออกประกาศพระศาสนาของพระองค์ โดยใช้หลักการสอนเหมือนกันหมด คือ

               ๒.๑ จงละความชั่วทั้งหมด (ที่ตัวเรา) ก็คือการทำบุญทำทาน และรักษาศีล

               ๒.๒ จงกระทำแต่ความดี ความดีหรือชั่วเกิดที่ใจก่อนเสมอ ก็คือ ให้ทำจิตใจให้เกิดสมาธิไว้เสมอ

               ๒.๓ จงทำจิตให้ผ่องใสอยู่เสมอ เพื่อให้พ้นจากอำนาจของกิเลส (นิวรณ์) การที่จะทำให้จิตผ่องใสอยู่เสมอได้ ต้องใช้ปัญญาเท่านั้นเป็นตัวตัด พระองค์ทรงยืนยันว่าพระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์สอนอย่างนี้เหมือนกันหมด ซึ่งอุบายในพิธีสะเดาะเคราะห์นี้ ก็มีครบทุกอย่าง คือ ทาน ศีล สมาธิ ปัญญา (สมาธิ เท่ากับ สมถะ, ปัญญา เท่ากับ วิปัสสนา ซึ่งคำว่าภาวนาก็แยกออกเป็นสมถะภาวนากับวิปัสสนาภาวนา)

         ๓. เป็นอุบายให้คนตัดสังโยชน์ ๓ ข้อแรก ได้โดยไม่รู้ตัว หรือปฏิบัติตามปฏิปทาของพระโสดาบัน ถึงแม้จะยังไม่มีผล ก็อยู่ในขั้นของพระโสดาปัตติมรรคแล้ว เพราะในพิธีนี้มีการตัดสักกายทิฎฐิชั้นต้น คือ ให้พิจารณามรณานุสสติด้วยปัญญาทุกครั้ง โดยเฉพาะตอนสวดมาติกาและสวดบังสุกุลตาย ให้ทุกคนบูชาพระรัตนตรัยด้วยความเคารพ และให้ทุกคนตั้งจิตด้วยเจตนาที่จะงดเว้นกระทำความชั่วทั้ง ๕ ประการ จึงเป็นการละวิจิกิจฉา และสีลัพพตปรามาส ตามลำดับ (ธรรมทั้ง ๓ ข้อนี้ ผู้ปฏิบัติตามเท่านั้นจึงจะเกิดมีผลขึ้น และเมื่อเกิดผลแล้ว จะรู้ได้ เป็นได้ เข้าใจได้ด้วยตนเองเฉพาะตน)

         ๔. คนส่วนใหญ่ที่มาเข้าพิธี ต้องการสะเดาะเคราะห์ในทางโลก ซึ่งพวกเขายังติดอยู่ แต่ด้วยอุบายอันประเสริฐนี้ ทำให้เขาพ้นนรกได้ตลอดกาลด้วยเป็นของแถม (หากพวกเขาปฏิบัติตามด้วยศรัทธาอย่างแท้จริงบ่อย ๆ จนตัวปัญญาเกิดขึ้นกับใจของเขาเอง เขาก็จะเข้าใจและหมดสงสัยในธรรมเหล่านี้)

         ๕. ทุกครั้งที่เขามาเข้าพิธีสะเดาะเคราะห์ โดยการปฏิบัติบูชาตามข้อ ๑-๒ และ ๓ นี้ ผู้ได้รับผลบุญหรือความดีก็คือตัวผู้ปฏิบัติเอง เขายิ่งทำก็ยิ่งได้ไม่มีทางขาดทุน มีแต่กำไร และไม่ต้องเสี่ยง เหมือนทำการค้าขายด้วย

         ๖. เหตุที่ต้องทำพิธีกันบ่อย ๆ ก็เพราะบาปส่วนไหนที่ยังไม่ให้ผล หรือยังตามมาไม่ทัน เราก็ยังสะเดาะมันไม่ได้ เพราะทุกคนมิได้ทำบาปเพียงชาติเดียว แต่ทำมาทุก ๆ ชาติ บาปอย่างไหนกำลังให้โทษก็เกิดทุกข์แบบนั้น ผู้ไม่ประมาทท่านเข้าใจเรื่องกฎแห่งกรรมดี จึงมาเข้าพิธีบ่อย ๆ (เมื่อท่านมีโอกาส)

         ๗. ในพิธีเป่ายันต์เกราะเพชร และพิธีอื่น ๆ ของหลวงพ่อ ท่านก็ใช้อุบายให้อยู่ในหลักข้อ ๑-๒ และ ๓ (ตามข้อพิจารณา) นี้ทั้งสิ้น คือ เดินตามคำสอนของพระพุทธเจ้าทุกประการ ผู้ที่ยังสงสัยก็ดี ยังไม่เกิดศรัทธาก็ดี หรือยังนึกตำหนิอยู่ก็ดี มีเหตุมาจากการขาดการพิจารณา จึงทำให้ไม่เข้าใจกุศลเจตนาของหลวงพ่อท่าน

         ตัวอย่างที่ ๒ เรื่องมาติกมาตา (มีคนอื่นหลายคนที่ยังสงสัย เรื่องการรู้วาระจิต ของผู้อื่น และบางคนไม่เชื่อเอาเลยก็มี) เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ประทับใจผมมาก เพราะฟังครั้งแรกก็เกิดปีติ เมื่อน้อมธรรมที่ได้ยินได้ฟังนี้ เข้ามาพิจารณาในตนก็ยิ่งเกิดจินตมยปัญญาขึ้นมากมาย และเมื่อนำเอาสิ่งที่ได้จากการพิจารณานี้มาประพฤติและปฏิบัติ ก็ยิ่งรู้ ยิ่งเห็น ยิ่งเข้าใจในธรรม ซึ่งมีอยู่เดิมนั้นให้กระจ่างขึ้น ๆ ตามลำดับ และนึกรักเคารพและบูชาในความดีของหลวงพ่อท่านมากขึ้นเท่านั้น แต่เรื่องนี้อาจจะไม่ประทับใจผู้อื่นก็ได้ เพราะผมได้ทดลองถามเรื่องปฏิปทาของท่านมาติกมาตากับพระ ฆราวาสทั้งชายหญิง ทั้งเด็กที่อายุไม่ถึง ๒๐ และผู้ใหญ่ประมาณ ๒๐ ท่าน ปรากฏว่าไม่มีใคร เล่าเรื่องให้ฟังได้ หรือบางท่านจำไม่ได้เอาเลย เรื่องโดยย่อของท่านมีดังนี้

         พระ ๖๐ รูปไปขอกรรมฐานจากพระพุทธองค์ก่อนจะเข้าป่าหาที่สงบเพื่อปฏิบัติธรรม เมื่อได้รับคำแนะนำแล้วก็ไปยังหมู่บ้านมาติกคามซึ่งมีแม่บ้านคือมาติกมาตา เป็นผู้รับรองเรื่องอาหารการกินตลอดพรรษา พระ ๖๐ รูปก็จำพรรษาอยู่ที่นั่น โดยมีข้อตกลงกันว่า

         ๑. ให้แยกกันอยู่ (ไม่คลุกคลีด้วยหมู่) เพื่อความสงบ

         ๒. ให้เลือกสถานที่อยู่กันเองตามอัธยาศัย

         ๓. ให้ต่างคนต่างภาวนา (ศีล สมาธิ ปัญญา)

         ๔. เมื่อได้ยินสัญญาณให้มารวมกันตามจุดนัดหมาย

         กรรมฐานที่พระองค์ให้มีสองอย่าง คือ กายกับจิตแยกออกเป็นอานาปานุสสติ มรณานุสสติ กายคตานุสสติ (พิจารณาอาการ ๓๒) ธาตุ ๔ และ อสุภกรรมฐาน กรรมฐานทุกหมวดจะรวมลงที่สังโยชน์ข้อหนึ่งทั้งสิ้น (สักกายทิฎฐิ)

         นางมาติกมาตาขอทราบวิธีปฏิบัติกรรมฐานจากพระ เมื่อพระแนะนำให้แล้ว นางนำไปปฏิบัติดู ก็เกิดบรรลุเป็นพระอนาคามีผล พร้อมด้วยปฏิสัมภิทาญาณ สามารถรู้วาระจิตของพระทั้ง ๖๐ รูป ว่า เหตุที่ท่านยังไม่บรรลุผล ก็เพราะขัดข้องเรื่องอาหาร กายอยากได้ข้าวสวยกลับได้ข้าวต้ม กายอยากได้ข้าวต้มกลับได้ข้าวสวย อยากได้ผักกลับได้เนื้อ อยากได้เนื้อกลับได้ผัก เป็นต้น ทำให้ฉันอาหารได้น้อย เมื่อกายไม่ผ่องใส จิตก็ไม่ผ่องใส นางจึงแก้ที่ต้นเหตุ จัดถวายอาหารให้ตรงกับจริตของแต่ละองค์ท่านก็ฉันได้มาก เมื่อกายผ่องใส จิตก็ผ่องใส ต่างบรรลุเป็นพระอรหันต์พร้อมปฏิสัมภิทาญาณหมดทุกองค์ เมื่อออกพรรษาก็พากันกลับไปเฝ้าพระองค์ และเล่าเรื่องของมาติกมาตาผู้รู้วาระจิตของพระได้ให้พระองค์ฟัง ขณะนั้นมีพระองค์หนึ่งได้ยิน จึงคิดว่าหากตนไปอยู่ที่นั่นคงจะสบาย จึงขออนุญาตพระองค์ไปปฏิบัติธรรมที่มาติกคามบ้าง เมื่อไปถึงก็ได้ทดลองดูทุกอย่างว่า เธอจะรู้วาระจิตได้จริงไหม ผลปรากฏว่าจริงทุกประการ เลยเกิดความกลัวขึ้นว่า หากตนคิดไม่ดีหรือคิดชั่ว นางก็คงจะรู้ ความกลัวนางจะรู้วาระจิตตนว่ายังเลวอยู่ จึงหนีกลับมาหาพระพุทธเจ้า และเล่าความจริงทั้งหมดให้ฟัง พระองค์ก็สั่งให้พระองค์นั้นกลับไปที่เดิม โดยตรัสสอนว่า“ เธอจงใช้การรู้วาระจิตของนางนั้นให้เป็นประโยชน์ ให้คอยห้ามใจตนเองอยู่เสมอ อย่าให้มีอารมณ์ชั่วเกิดขึ้น เขารู้อารมณ์เราเป็นของดี จะได้เป็นการควบคุมอารมณ์ของเราไม่ให้คิดชั่วได้อย่างดี ” เมื่อพระองค์นั้นกลับไปก็ปฏิบัติตามที่พระองค์แนะนำ โดยมีสติสัมปชัญญะอยู่เสมอ (ใช้อัตตนา โจทยัตตานัง คือ คอยจับผิดที่ใจตนอยู่เสมอ) มีสติดี สมาธิกับปัญญาก็ดีตาม อารมณ์ชั่วก็ไม่เกิดกับจิต ไม่กี่วันก็บรรลุเป็นพระอรหันต์ พร้อมปฏิสัมภิทาญาณ ผมจึงขออนุญาตเรียกพระองค์สุดท้ายนี้ว่า พระองค์ที่ ๖๑

         ข้อพิจารณา เรื่องมาติกมาตานี้ สำหรับส่วนตัวผมเห็นว่า เป็นธรรมที่ลึกละเอียดและประณีตมาก ซึ่งจะมากน้อยแค่ไหนย่อมขึ้นอยู่กับพื้นฐานของจิตและธรรมของแต่ละคน ซึ่งไม่เสมอกัน ดังนั้น ข้อพิจารณาของผมจึงเป็นเพียงความคิดส่วนตัว ไม่จำเป็นจะต้องถูกต้องหรือยังไม่เป็นตัวอย่างที่ดี เพราะเป็นเพียงข้อเสนอแนะเท่านั้น หากท่านผู้ใดอ่านแล้วไม่เห็นด้วย ผมก็ต้องขออภัยไว้ก่อน ณ โอกาสนี้ด้วย

         ๑. นางมาติกมาตาบรรลุเป็นพระอนาคามี พร้อมปฏิสัมภิทาญาณ และรู้วาระจิตของผู้อื่นได้ (มีเจโตปริยญาณ) ตามตำราพื้นฐานเดิมของจิตจะต้องมีสมาบัติ ๘ อยู่แล้วในอดีต และเป็นตัวอย่างที่ดีว่า ผู้หญิงที่มีพื้นฐานสมาบัติ ๘ อยู่ทุกคน ก็มีโอกาสที่จะบรรลุเป็นพระอนาคามีพร้อมปฏิสัมภิทาญาณได้ และไม่ต้องทิ้งขันธ์ ๕ (ตาย) สามารถอยู่ช่วยพระพุทธศาสนาได้อย่างดีเหมือนกับท่านมาติกมาตา (วิธีปฏิบัติโปรดดูคู่มือปฏิบัติพระกรรมฐาน ธัมมวิโมกข์ ฉบับที่ ๙๙ หน้า ๙๓-๑๐๐)

         ๒. หลวงพ่อท่านจะเป็นพระดีระดับไหน ผมไม่ทราบ แต่ผมมีสิทธิ์ที่จะสงสัยได้ โดยอาศัยตำราและหลักความจริงที่ว่าผู้ใดที่สามารถรู้ได้ว่าผู้อื่นมีความดีระดับไหน มีภูมิรู้ระดับใด ผู้นั้นจะต้องมีความดีและความรู้อยู่ในระดับนั้น หรือเหนือกว่าจึงจะรู้ได้ เช่น เราอยู่ ม.๖ เมื่อพบกับผู้อื่นที่อยู่ต่ำกว่า ม.๖ เราย่อมรู้ได้ว่าเขาอยู่ระดับไหน เพราะเราผ่านมาแล้ว หรือยู่ ม.๖ ด้วยกันก็รู้ได้ แต่หากเขาสูงกว่าเรา เราจะไม่มีโอกาสรู้ได้เลยว่าสูงแค่ไหน ระดับใด นอกจากคาดคะเน หรือเดา ซึ่งโอกาสผิดมีได้เกือบ ๑๐๐% โดยอาศัยหลักความจริงข้อนี้ ผมให้ท่านที่ยังมีความสงสัยในความดีของหลวงพ่อท่าน จงย้อนกลับไปอ่านหนังสือเรื่องฤๅษีทัศนาจร ตอนอรหันต์ทัวร์ดู แล้วความสงสัยของท่านจะหมดไปเอง

         ๓. สิ่งที่ผมทราบแน่ๆ เพราะประสบกับตนเองไม่ใช่ครั้งเดียว หรือสองครั้ง แต่เกิน ๑๐ ครั้ง คำว่ากว่าของผม เพราะผมขี้เกียจนับ เนื่องจากจิตของผมหมดความสงสัยในความดีของหลวงพ่อท่านเป็นต้นเหตุ ดังนั้น หากจะนับกันจริง ๆ คำว่ากว่าของผมอาจเป็นกว่าอีก ๔๐-๕๐ ครั้งก็ได้

              ๓.๑ ท่านมีเจโตปริยญาณ รู้อารมณ์จิตของคนและสัตว์ เรื่องนี้เกือบจะพูดได้ว่า รู้ตั้งแต่พบกับท่านครั้งแรกเมื่อปลายปี พ.ศ. ๒๕๑๗ และรู้ตลอดมาจนถึงปัจจุบัน หากอยู่กับท่านตลอดวัน ก็พบได้ตลอดวัน และเข้าใจว่าเรื่องที่บรรดาศิษย์เขียนเรื่องที่ประทับใจ เกี่ยวกับหลวงพ่อนั้น ๙๐% คงเป็นเรื่องเกี่ยวกับข้อนี้ ผมจึงไม่ขอยกตัวอย่าง

              ๓.๒ ทิพยโสต มีหูเป็นทิพย์ สามารถฟังเสียงที่อยู่ไกล ๆ หรือเสียงอมนุษย์ เรื่องนี้ผมเองในอดีตถูกท่านเตือน หรือทักท้วงในสิ่งที่ผมพูดไม่ถูก หรือพูดในสิ่งที่ไม่สมควรมาแล้ว ได้เคยถามท่านตรง ๆ ขณะที่อยู่กันหนึ่งต่อหนึ่ง (อยู่กัน ๒ คน) ในเรื่องนี้ท่านตอบว่า แม้จะอยู่ไกลแค่ไหน หากท่านต้องการรู้ ต้องการได้ยิน ท่านก็รู้ได้ ได้ยินได้ เรื่องนี้ท่านไม่ทำเป็นสาธารณะ หากทำเฉพาะบุคคลที่เห็นสมควรว่าควรทำ ส่วนพวกอวดดีหรือพวกที่ชูงวงเข้ามาหาท่าน ท่านจะไม่สนใจ คือ ชักสะพานเสีย ผมเข้าใจว่าคงมีศิษย์หลายคนเขียนเกี่ยวกับเรื่องนี้

              ๓.๓ อิทธิฤทธิ์เรื่องนี้มีคนส่วนน้อยที่เห็น เช่น ถ่ายรูปไม่ติดตัวท่าน แต่ติดเฉพาะสิ่งที่อยู่รอบ ๆ ตัวท่าน ผมพบครั้งแรกเมื่อวันทอดกฐินที่วัดท่าซุง พ.ศ. ๒๕๑๘ ผู้ถ่ายภาพคือพยาบาล โรงพยาบาลตำรวจ ขณะที่ถ่ายรูปท่าน ผมนั่งอยู่ด้วย หากท่านไม่ต้องการให้ผู้หนึ่งผู้ใดเห็นท่าน ก็ไม่สามารถจะเห็นท่านได้ เมื่อสิบกว่าปีที่แล้วท่านยังแสดง แต่ปัจจุบันท่านบอกว่าอายุท่านมากแล้ว สังขารก็ป่วยทุกวัน จะมากหรือน้อยเท่านั้น เรื่องฤทธิ์ท่านก็เพลาไป ระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๑๘-๒๕๒๑ ท่านต้องใช้ฤทธิ์มาก เพราะขณะนั้นมีผู้ตามปองร้ายท่านอยู่ตลอดเวลา ท่านไม่เคยกลัวพวกนี้ ทั้ง ๆ ที่มันพยายามดักยิงท่าน จ้างคนให้มายิงท่านถึงในวัด ท่านเคยพบกับมันจัง ๆ แค่หนึ่งต่อหนึ่ง (อยู่กัน ๒ คน) ก็เคยที่ใต้ถุนกุฏิเก่าของท่าน ท่านอยู่กับหมาอีกหนึ่งตัวที่คอยเฝ้าท่านอยู่ตลอดเวลา มันก็ทำอะไรท่านไม่ได้ ซ้ำร้ายกลับยอมรับสารภาพผิด และยอมบอกชื่อผู้ที่จ้างวานจ้างเป็นเงินเท่าใด ให้ฆ่าใครบ้าง (สำหรับภาคใต้) รายชื่อพระที่มัน (คม.) สั่งฆ่าองค์แรก คือ หลวงพ่อจำเนียร วัดถ้ำเสือ จ.กระบี่ หลวงพ่ออยู่อันดับสี่ เรื่องของหลวงพ่อมีมากมายในระหว่าง ๓-๔ ปีนี้ ซึ่งเป็นปีที่ (คม.) เขากำลังมีอิทธิพลมาก จนพวกเราพากันหนาว ๆ ร้อน ๆ ต้องออกหน่วยทุกเดือน บางเดือนก็ทุกอาทิตย์ และบางครั้งอยู่กันนานสุดถึง ๑๗ วันก็มี ทั้งนี้ก็โดยมีหลวงพ่อท่านเป็นหัวหน้าคณะทุกครั้ง นี่คือข้อเท็จจริงในปฏิปทาของท่าน ซึ่งเหนื่อยแสนเหนื่อย แต่ก็ทำด้วยความเมตตา ทำเพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และปวงชนชาวไทยทั้งมวล ผมขอฉายตัวอย่างเพียงแค่นี้ เพราะเรื่องฤทธิ์นี้มีเรื่องเล่ามากมาย จึงขอสรุปว่าท่านมีอิทธิฤทธิ์อย่างแน่นอน

         ๔. ทิพยจักษุญาณ มีจิตเป็นทิพย์คล้ายกับลูกตาเห็น สิ่งนี้ผมก็หมดสงสัยในตัวท่าน เพราะได้อยู่ใกล้ชิดท่านมากในฐานะแพทย์ประจำตัว ระหว่างปี พ.ศ.๒๕๑๘-๒๕๒๔ ปัจจุบันมีแพทย์รุ่นน้องมารับหน้าที่แทนอีกหลายท่าน เพราะสังขารของหลวงพ่อท่านร่วงโรยลงมาก เพราะขาดการพักผ่อนตามสมควร จำเป็นต้องมีแพทย์ช่วยดูแลหลาย ๆ คน

         ๕. เมื่อมีทิพยจักษุญาณซึ่งเป็นญาณแม่ ก็ย่อมต้องมีญาณลูก อีก ๗ อย่างเกิดขึ้นตาม คือ จุตูปปาตญาณ, เจโตปริยญาณ, ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ, อตีตังสญาณ, อนาคตังญาณ, ปัจจุปปันนังสญาณ และยถากัมมุตาญาณ สิ่งเหล่านี้ผมก็ไม่สงสัยในท่าน จึงขอผ่านไป

         ๖. ในเมื่อพระก็ดี ฆราวาสก็ดีซึ่งอยู่กับท่านที่วัดเกือบตลอดเวลา จึงไม่คิดอย่างพระองค์ที่ ๖๑ ผมเพียงแค่คิดฝันตามอารมณ์ฟุ้งของผมเท่านั้น จงอย่าคิดเลยไปว่าผมเตือนหรือผมตำหนิท่าน เพราะตัวผมเองยังไม่มีความดีพอที่จะไปสอนใคร แนะนำใครแบบครู หรืออาจารย์สอนศิษย์ได้ ผมยังจำคำเตือนของหลวงพ่อท่านได้เสมอ (เมื่อปี ๒๕๒๐) ว่า“ คุณหมอการที่จะเป็นครูบาอาจารย์สอนผู้อื่นได้นั้น อย่างน้อยที่สุดเราจะต้องมีเจโตปริยญาณก่อน คือ รู้วาระจิตของผู้อื่นให้ได้ดีก่อน มิฉะนั้น ลูกศิษย์มันจะหลอกเราได้ตลอดเวลา ” คำเตือนของท่านนี้ยังก้องอยู่ในหูและฝังใจผมอยู่จนทุกวันนี้ มันเตือนผมอยู่ตลอดเวลาไม่ให้หลงตัวเอง ให้รู้ตัวเองอยู่เสมอว่า ตราบใดที่แกยังไม่สามารถรู้วาระจิตของผู้อื่นได้ดีแล้ว จงอย่าได้บังอาจตั้งตัวเองเป็นอาจารย์เป็นอันขาด ดังนั้น ใครจะเรียกเราอย่างไรไม่สำคัญขอให้ใจเรารู้อยู่ว่าเราเป็นใครก็พอ และรู้อยู่เสมอว่า เราไม่สามารถจะหลบหลวงพ่อท่านได้ แม้แต่ในอารมณ์คิด ไม่ว่าเราจะอยู่ที่ใดก็ตาม ท่านเคยคุยกับผมหนึ่งต่อหนึ่ง (อยู่กัน ๒ คน) เกี่ยวกับการรู้วาระจิตผู้อื่นว่า “ หมอ เรื่องการรู้ความคิดของหมอนั้นไม่ยาก ถึงแม้หมอจะคิดไว้นานสักกี่ปี อาตมาก็รู้ได้ อย่าว่าแต่ชาตินี้เลย แม้หมอคิดไว้แต่ชาติก่อน หากอาตมาต้องการจะรู้ก็รู้ได้ ” การที่ผมเอาเรื่องนี้มาเปิดเผย ก็เพราะถึงโอกาสและวาระอันควรแล้วที่จะต้องเปิด เพราะศิษย์ที่ยังไม่รู้จะได้รู้ว่า พวกเรามีครูบาอาจารย์ระดับใด และจะได้ระวังวาจาหรือคำพูดของตัวไว้บ้าง (กรรมบถ ๑๐ หมวดวาจา ๔) ตลอดจนให้ระวังอารมณ์ชั่วของเราไว้ตลอดเวลา แล้วท่านอาจจะโชคดีเหมือนพระองค์ที่ ๖๑

         ๗. หากพิจารณากันโดยธรรมเกี่ยวกับพระองค์ที่ ๖๑ จะเห็นได้ว่าท่านมี

              ๗.๑ เทวธรรม (หิริ-โอตตัปปะ) คือ ละอายต่อความชั่ว และเกรงกลัวผลของความชั่ว ทั้งต่อหน้าและลับหลังตลอดเวลา

              ๗.๒ ท่านรู้วาระจิตของท่านหรืออารมณ์ของท่านได้ดี และไม่ยินดีด้วยในอารมณ์ชั่วของท่าน เมื่อรู้ว่ามีผู้อื่นรู้อารมณ์ชั่วของตน ท่านจึงละอายมากจนหนีกลับมาหาพระพุทธเจ้า หากพวกเราจำปฏิปทาของท่านมาปฏิบัติบ้างสัก ๕๐% หลวงพ่อท่านคงจะพอใจมาก

              ๗.๓ เมื่อเทวธรรมของท่านมีกำลังสูง ศีลของท่านซึ่งบริสุทธิ์อยู่แล้วก็ยิ่งบริสุทธิ์ยิ่งขึ้น อันเป็นผลทำให้จิตของท่านบริสุทธิ์ยิ่งขึ้น (สมาธิตั้งมั่นยิ่งขึ้น) อันเป็นผลทำให้ปัญญาของท่านสูงตามจิตที่บริสุทธิ์ เพราะศีล สมาธิ ปัญญา เวลาปฏิบัติมันแยกกันไม่ได้ ต้องไปด้วยกัน หรือเป็นอันเดียวกัน

              ๗.๔ พื้นฐานเดิมของท่านจะต้องได้สมาบัติ ๘ ไว้แล้วในอดีต ท่านจึงบรรลุเป็นพระอรหันต์พร้อมปฏิสัมภิทาญาณโดยไม่ยาก ทั้งหมดนี้เป็นเพียงจินตนาการของจิตของผม ในระหว่างที่ยกเอาความดีของพระองค์ที่ ๖๑ ขึ้นมาใคร่ครวญและพิจารณาเท่านั้น

         สุดท้ายนี้ผมขอยกคำสอนของพระพุทธองค์ ซึ่งตรัสแก่พระองค์ที่ ๖๑ มากล่าวอีกครั้งว่า “ เธอจงใช้การรู้วาระจิตของนางมาติกมาตาให้เป็นประโยชน์ โดยให้คอยห้ามใจตนเองอยู่เสมอ อย่าให้มีอารมณ์ชั่วเกิดขึ้น เขารู้อารมณ์เราเป็นของดี จะได้เป็นการควบคุมอารมณ์ของเราไม่ให้คิดชั่วได้อย่างดี ”

         ในการปฏิบัติธรรม ผมมีความเห็นส่วนตัว หลังจากใคร่ครวญเรื่องมาติกมาตา แล้วว่า

         ๑. ยอดของการรู้ ก็คือรู้อารมณ์ของตนเอง รู้ความชั่วของตนเอง รู้จิตของตนเอง

         ๒. ยอดของการเห็น ก็คือเห็นอารมณ์ของตนเอง เห็นจิตของตนเอง เห็นความชั่วของตนเอง

         พระราชนิพนธ์ของรัชกาลที่ ๕ เกี่ยวกับมรณานุสสติ ซึ่งผมได้อ่านพบเห็นว่าไพเราะจับใจ ทั้งเนื้อหาและสาระควรแก่การจดจำ แล้วนำไปปฏิบัติ คือ

 

         เห็นหน้ากันเมื่อเช้า         สายตาย

         สายสุขสบาย                  บ่ายม้วย

         บ่ายยังร่าเริงกาย             เย็นดับ ชีพนา

         เย็นอยู่หยอกลูกด้วย       ค่ำม้วยดับสูญฯ

         (มาติกมาตาอยู่ธัมมวิโมกข์ ฉบับที่ ๑๐๑ หน้า ๗๙-๘๕)


กลับหน้าหลัก


ไปเล่มที่
ไปเล่มที่