พระธรรมที่ทรงตรัสสอนไว้ในเดือน

พฤษภาคม ๒๕๔๗




          สมเด็จองค์ปฐมทรงตรัสสอนไว้ มีความสำคัญดังนี้

          ๑. เนื่องจากร่างกาย หรือขันธ์ ๕ ของผู้รับฟังพระธรรมคำสั่งสอนของพระองค์ไม่ดี ในเดือนนี้คำสอนใหม่จึงไม่ค่อยมี ทรงเน้นคำสอนเก่าให้ผู้รับฟังรู้ และทบทวนธรรมในอดีตไว้ ซึ่งล้วนแต่เป็นธรรมที่นำไปสู่ความพ้นทุกข์หรือความหลุดพ้นทุกข์ทั้งสิ้น ดังตัวอย่างเช่น ทำใจให้สบาย งานทำไปเรื่อยๆ ไม่ว่าทางโลกหรือทางธรรม ทำไปโดยไม่ประมาท ทำไปโดยไม่ดิ้นรนให้มากจนเกินไป จักเป็นตัณหา จงมองเห็นกฎธรรมดาให้มาก อย่าไปไม่พอใจกับสภาพที่เกิดขึ้นในขณะนี้ กฎของกรรมมันเป็นของมันอยู่อย่างนั้นเอง รักษาใจให้ยอมรับกฎของธรรมดา พอใจหรือไม่พอใจก็เป็นของมันอยู่อย่างนั้นเองอยู่ดี หมู่นี้สุขภาพทรุดตัว จงอย่าประมาทในชีวิต ทำจิตให้ตั้งมั่นในพระนิพพานเข้าไว้ จงอย่าประมาท อาจตายได้ตลอดเวลา ไม่มีใครหนีตายไปได้ เตรียมตัวเตรียมใจเอาไว้ให้ดี ไม่มีใครหนีพ้นไปได้ พิจารณาให้เห็นตามความเป็นจริงแล้วความหวั่นไหวกับความตายก็จักระงับไปได้ ในเดือนนี้ทรงตรัสสอนไว้สั้นๆ เพียงแค่นี้เอง

          ๒. ผมขออนุญาตเอาพระธรรมที่ทรงตรัสสอนไว้ในอดีตมาเขียนทบทวน ผู้อ่านส่วนใหญ่ซึ่งเอาหนังสือพระธรรมที่ผมเป็นผู้รวบรวมไว้เป็นเล่มๆ จนถึงปัจจุบันคือเล่มที่ ๑๗ แต่ไม่ค่อยจะมีเวลาอ่าน โดยอาศัยคำสอนในข้อที่ ๑ เป็นหลักและเขียนเป็นข้อๆ ตามลำดับ

          ๓. ทำใจให้สบาย งานทำไปเรื่อยๆ ไม่ว่าทางโลก หรือทางธรรม อย่ารักงานทางโลกให้มากไปกว่ารักจิต หรืองานทางธรรม รู้จักประมาณตนในการทำงานด้วย ไม่มีใครทำงานทางโลกเสร็จจริงๆ ได้ เพราะทุกสิ่งในโลกเป็นไตรลักษณ์ งานทางโลกให้ทำเท่าที่จักทำได้ ทำได้แค่ไหนให้พอใจแค่นั้น อย่าให้ขาดทุน อันเป็นอารมณ์สันโดษนั่นเอง

          ๔. การทำงานทุกชนิด ต้องไม่ประมาท ทำไปโดยไม่ดิ้นรนให้มากจนเกินไป จักเป็นตัณหา ผมขอใคร่ครวญธรรมจุดนี้ว่า พระองค์ทรงเน้นเรื่องความไม่ประมาท ด้วยเหตุผลว่าพระธรรมคำสอนที่พระองค์ทรงตรัสไว้ เพื่อให้เหมาะกับจริต-นิสัย และกรรมของแต่ละบุคคลซึ่งทำกันมาในอดีตไม่เสมอกัน พระองค์ทรงเป็นพระสัพพัญญู คือมีพุทธญาณแต่พระองค์เดียวในโลก ที่รู้กรรมหรือการกระทำของคนและสัตว์ได้หมดทุกอย่างโดยไม่มีคำว่าผิด-พลาด และรู้วิธีแก้กรรมเหล่านั้นได้แต่ผู้เดียวในโลก ขอเขียนไว้สั้นๆ แค่นี้ เพราะพุทธวิสัยไม่มีใครรู้ได้ จะต้องเป็นพระพุทธเจ้าเสียก่อนจึงจะรู้ได้

          ๕. จงมองเห็นกฎธรรมดาให้มาก ขอยกตัวอย่างกฎธรรมดาที่เคยตรัสสอนไว้ในอดีต เช่น

             ๕.๑ ปัญญาเกิดจากการใคร่ครวญ (ธัมมวิจยะ) พิจารณาเข้าหาความเป็นจริง คือตัวธรรมดา

             ๕.๒ การรักษาร่างกายจำเป็นต้องทำตามหน้าที่ ในทางสายกลาง ร่างกายทรุดโทรมลง (แก่) - เจ็บป่วย ก็เป็นของธรรมดา ไม่มีใครจักไปห้ามมันได้ อย่าให้มีอารมณ์หนักใจ เพราะขาดปัญญา ยึดเกาะร่างกายว่าเป็นเรา-เป็นของเรา

             ๕.๓ หมั่นดูอารมณ์จิตที่ชอบปฏิเสธความจริง ไม่ยอมรับกฎธรรมดาของร่างกาย ชอบหลงยึดกายว่าเป็นเรา-เป็นของเรา

             ๕.๔ กายไม่ดี อย่าไปแก้ไขที่กาย ให้แก้ที่จิต เพราะปกติธรรมมันเป็นอย่างนั้น ให้ลงตัวธรรมดา รักษากายเพียงเพื่อระงับทุกขเวทนาชั่วคราว มิใช่ให้หายจากโรค ให้สุขภาพดี หรือเพื่ออย่างอื่น เพราะกายเป็นรังของโรค โดยเฉพาะโรคหิวมีด้วยกันทุกคน

             ๕.๕ พระพุทธองค์สอนอยู่แค่สั้นๆ เพียงกายกับจิตเป็นสำคัญว่า กายนี้ไม่เที่ยง มีความตายเป็นที่สุด เป็นกฎธรรมดาที่ไม่มีใครจักฝืนได้

             ๕.๖ อะไรเกี่ยวกับขันธ์ ๕ ย่อมเป็นทุกข์ทั้งหมด ให้เห็นเป็นธรรมดา จิตอย่าทุกข์ตามกาย เพราะถ้าหากเห็นจิตฝืนความเป็นจริง จิตนั้นเป็นตัณหา อาทิให้รู้จักประมาณตนในการทำงานด้วย ทำเท่าที่จักทำได้ ทำได้แค่ไหน ให้พอใจแค่นั้น

             ๕.๗ พิจารณาอารมณ์กระทบให้เป็นประโยชน์แก่จิต ที่ถูกกระทบเพราะมีขันธ์ ๕ จิตไม่กังวลไปกับสิ่งกระทบ ให้ลงตัวธรรมดาหมด ตามกฎของกรรม

             ๕.๘ จงเพียรปล่อยวางความกังวลในขันธ์ ๕ วางขันธ์ ๕ ได้ ก็วางทุกอย่างได้ในโลก เห็นเป็นธรรมดาของมัน

             ๕.๙ จงฝึกวางอุเบกขารมณ์ให้เกิดกับจิต ด้วยการยอมรับนับถือกฎของธรรมดา พิจารณาทุกอย่างให้เห็นตามความเป็นจริง

             ๕.๑๐ จงเห็นธรรมดาให้มากs เห็นแล้วยอมรับด้วยจิตจึงจักสงบเป็นสุข เพราะไม่ฝืนกฎของธรรมดา

             ๕.๑๑ ร่างกายไม่ดี ก็เป็นธรรมดาของร่างกาย ทุกข์มีได้เพราะมีร่างกาย ร่างกายเกิดขึ้นได้ก็เพราะตัณหาของจิต

             ๕.๑๒ ถ้ารักษาอารมณ์จิตไม่ให้ปรุงแต่งธรรมเสียอย่างเดียว ทุกอย่างก็ไม่มีอะไรผิดธรรมดา

             ๕.๑๓ จงต่อสู้กับโรคภัยไข้เจ็บ ด้วยการยอมรับนับถือกฎของธรรมดา คิดไว้เสมอว่า ไม่มีใครหนีกฎของกรรมไปได้ ทุกคนที่เกิดมาในภพนี้ ล้วนแล้วแต่เป็นเผ่าพันธุ์ของกรรมทั้งสิ้น ไม่มีใครหนีกฎของกรรมไปได้ ดังนั้นจึงพึงฝึกฝนจิตเอาไว้ให้ยอมรับกฎของกรรม

             ๕.๑๔ ทำกำลังใจให้ดี โดยเห็นธรรมดาให้มาก ก็จักไม่เห็นใครเลวเลย ถ้ากำลังใจไม่ดี ก็จักเห็นคนอื่นเลวอยู่เสมอ กำลังใจดีแล้วก็จักเห็นทุกอย่างดีหมด

             ๕.๑๕ ควรวางอารมณ์เบื่อด้วยปัญญา โดยยอมรับว่าเป็นเรื่องธรรมดา ที่ว่าอารมณ์เบื่อไม่ดี เพราะจิตยังกลุ้ม-ยึดติดอยู่กับอารมณ์เบื่อนั้นๆ จิตไม่อยู่กับธรรมปัจจุบัน อดีตและอนาคตธรรมอันเป็นอารมณ์ปรุงแต่งธรรมจึงเกิดขึ้น

             ๕.๑๖ ทำใจให้ยอมรับกฎของกรรมให้มาก จงอย่ากังวลใจกับกรณีใดๆ ทั้งปวง และยอมรับว่า อะไรมันจักเกิด มันก็ต้องเกิด มองทุกอย่างให้ลงธรรมดาให้หมด จิตจักสบายใจ

             ๕.๑๗ จงอย่ากลัวตาย เพราะจิตเราไม่เคยตาย เป็นอมตะ ผู้ตายคือร่างกายที่จิตเราอาศัยอยู่ชั่วคราวเท่านั้น ใช้ปัญญาเตือนจิตให้ยอมรับกฎธรรมดาของร่างกายเข้าไว้ หมั่นเตือนจิตบ่อยๆ จิตก็จักชินเป็นฌาน รู้ลม-รู้ตาย-รู้นิพพาน เป็นทางลัดเข้าสู่พระนิพพานได้ง่ายๆ

             ๕.๑๘ การฝึกสติ จักต้องอาศัยอานาปาเป็นหลักสำคัญแต่อย่าเครียด ให้มีสติรู้อยู่เนืองๆ เผลอก็เป็นของธรรมดา ตั้งต้นใหม่ ทำบ่อยๆ เข้า จิตก็จักชินในการรู้ลมหายใจเข้า-ออก สติ-สัมปชัญญะก็จักดีขึ้น ตามลำดับ

             ๕.๑๙ เมื่อคนมีบารมีไม่เท่ากัน กรรม(ทางกาย-วาจา-ใจ) ก็ไม่เท่ากันเป็นธรรมดา จงอย่านำปฏิปทาของผู้บรรลุแล้ว มาเปรียบเทียบเข้า จักลำบากใจมาก จงดูแบบอย่างได้ ทำตามได้ แต่อย่าเครียด อย่าหวังจักได้อย่างท่าน ทำได้แค่ไหน ให้พอใจแค่นั้น จิตจักได้เป็นสุข โดยทำปัจจุบันให้ดีที่สุดเท่านั้นเป็นพอ

             ๕.๒๐ ไม่มีอะไรน่าห่วง หรือเป็นปัญหา หากมองหรือพิจารณาให้เห็นเป็นธรรมดา ทุกอย่างลงธรรมดาหมด จิตก็จักสงบเป็นสุข ไม่ดิ้นรนด้วยกรณีใดๆ ทั้งปวง

             ๕.๒๑ การเห็นธรรมดา จิตจักไม่เร่าร้อน เห็นสิ่งดีก็ไม่เร่าร้อน เพราะเห็นเป็นธรรมดา จิตจักคลายจากความเกาะติดในสิ่งที่มากระทบทั้งหมด แต่ต้องค่อยเป็นค่อยไป ทำกำลังใจให้มั่นคงอยู่อย่างนั้นเป็นปกติ แล้วจักละทุกสิ่งทุกอย่างได้ในที่สุด

             ๕.๒๒ การรักษาอารมณ์ให้เป็นสุข-สงบ-ไม่หวั่นไหว ไม่ใช่เป็นอารมณ์บังคับ เป็นอารมณ์ปล่อยวางที่รู้เท่าทันขันธ์ ๕ ตามความเป็นจริงด้วยปัญญา ให้เห็นการเกิด-แก่-เจ็บ-ตายของคน และสัตว์เป็นของธรรมดา เป็นครูสอนจิต ใช้ปัญญาพิจารณาธรรมเหล่านี้ว่า มันเป็นธรรมดาอยู่อย่างนั้นเปลี่ยนแปลงไม่ได้ เพราะเป็นกฎของกรรม

             ๕.๒๓ เห็นธรรมภายนอกแล้วน้อมเข้ามาเป็นธรรมภายใน แม้เราเองย่อมเป็นเช่นนั้นเหมือนกันเป็นธรรมดา ทำจิตให้ยอมรับทุกอย่างตามความเป็นจริง ไม่มีอารมณ์ปฏิฆะ หรือไม่พอใจทั้งมวลคือ เศร้าใจ-เสียใจ-หนักใจ-กังวลใจ-น้อยใจ ทำใจให้เบาสบายๆ จิตไม่เกาะติดสมบัติของโลก เพราะจิตรู้ว่าไม่มีใครสามารถเอาสมบัติของโลกไปได้ สมบัติของโลกที่เรารักที่สุดก็คือ ร่างกายที่จิตเราอาศัยอยู่ชั่วคราว ก็เอาไปไม่ได้ แล้วสมบัติอื่นๆ จักเอาไปได้อย่างไร

          ๖. การมีสติกำหดรู้อารมณ์ตนเองอยู่เสมอ คือผู้ไม่ประมาท หากมีอานาปาเข้มแข็ง จิตย่อมมีกำลัง และพร้อมด้วยสติ-สัมปชัญญะ ทำให้ขณะนั้นจะมีสมาธิ และปัญญามั่นคงสู้กับกิเลสได้ โดยใช้หลักกรรมทั้งหลายมาแต่เหตุทั้งสิ้น เป็นหลักสำคัญในการแก้ปัญหา ซึ่งก็คืออริยสัจ ๔ นั่นเอง

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่