พระธรรมที่ทรงตรัสสอนไว้ในเดือน

มีนาคม ๒๕๔๕




          สมเด็จองค์ปฐมทรงตรัสสอนไว้ มีความสำคัญดังนี้

          (ในเดือนนี้ทรงตรัสสอน อารมณ์พระอรหันต์นั้นเป็นเช่นไร ให้เพียรพยายามปฏิบัติตามท่านในทางสายกลาง แต่ต้อง ไม่เข้าข้างตนเอง ทำได้บ้าง ไม่ได้บ้างก็เป็นของธรรมดา จงอย่าละความเพียร ก็แล้วกัน)

          ๑. “พระอรหันต์อยู่ที่ไหนก็สงบ แม้นจักอยู่ท่ามกลางความตายก็สงบ จงอย่าห่วงใยในพระอรหันต์ ท่านไม่เป็นอะไรไปหรอก ร่างกายหรือขันธ์ ๕ ย่อมไม่ใช่ท่าน อารมณ์ห่วงอาลัยในขันธ์ ๕ ย่อมไม่มี ถ้าท่านมีหน้าที่ที่ไหน ท่านย่อมรู้จักไปที่นั่น ถ้าท่านมีหน้าที่ที่วัดท่าซุง ก็ย่อมอยู่ที่วัดท่าซุง ถ้าหากหมดหน้าที่ท่านก็นิพพาน”

          ๒. ท่านพระ......เตือนหมอและเพื่อนของหมอว่า ขอให้ทั้งสองคนระวังตัว เพราะการอยู่ในวัดนี้อาจมีภัยใหญ่หลวงต้องสำรวมกาย วาจา ใจ ให้มาก ๆ อย่าได้พูดถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ ภายในวัด เพราะอาจจะไปถึงหูของคณะกรรมการสงฆ์ได้ ขอให้สงบปาก สงบคำพูดไว้ให้ดี

          ๓. สมเด็จองค์ปฐม ทรงตรัสว่า ให้รักษากำลังใจ ภาวนาและพิจารณาเอาไว้ทุกครั้งที่ว่างจากกิจการงาน พยายามอย่าเผลอ จงระลึกนึกไว้เสมอว่า อายุมากขึ้นทุกวินาทีหรือทุกขณะจิตมีค่า เนื่องจากชีวิตใกล้ความตายเข้าไปทุกที

          ๔. ทำใจให้สงบ ยอมรับสภาพทุกอย่างตามความเป็นจริง พยายามพิจารณาทุกอย่างตามความเป็นจริง แล้วจิตจักสงบมีความสุข

          ๕. ดูกำลังใจ ดูกำลังงานให้พอดีกับร่างกายด้วย อะไรละได้ก็สมควรที่จะละ อย่าทรมานร่างกายให้มากจนเกินไป

          ๖. รักษาอารมณ์ใจให้เป็นสุข เห็นธรรมดาของร่างกายให้มาก รู้ลมหายใจเข้า รู้ลมหายใจออกให้มาก จิตจักได้ไม่แส่ส่ายออกไปภายนอก งานที่ทำทุกอย่างอย่าห่วง ให้ทำไปตามหน้าที่ด้วยใจสบาย ๆ ดูสภาวะของร่างกายตามความเป็นจริง อย่าไปฝืนมัน ทำได้ก็ค่อย ๆ ทำไป ถ้าทำไม่ได้ ก็จงอย่ามีอารมณ์เสียใจ ให้วางลงตรงนี้ อย่าได้หนักใจอะไรเลย

          ๗. ร่างกายนี้เป็นของไม่เที่ยง เป็นที่รวมแห่งความทุกข์ทั้งหมด ดูร่างกายให้เห็นธรรมดา แล้วพยายามคลายกังวลด้วยปัญญา ที่เห็นทุกอย่างตามความเป็นจริง อย่าไปท้อใจกับร่างกาย ให้เห็นปกติของร่างกายให้มาก ทำจิตให้ยอมรับร่างกายตามความเป็นจริง อย่าไปท้อใจกับร่างกาย ให้เห็นปกติของร่างกายให้มาก ทำจิตให้ยอมรับร่างกายตามความเป็นจริง ให้หมั่นตรวจจิตดูอารมณ์ของจิตเอาไว้ให้ดี

          ๘. ทำใจให้สบาย อาการป่วยไข้ไม่สบาย ก็เป็นเรื่องของร่างกาย ให้พิจารณากฎของกรรมให้มาก จิตจักได้ละจากบาปอกุศลได้มาก และจงอย่าประมาทคิดว่าตนเองดีแล้วเป็นอันขาด จักทำให้ปัญญาถอยหลัง จงกล่าวโทษโจทตนเองเอาไว้เสมอ

          ๙. ทรงตรัสว่า รักษากำลังใจของบุคคลอื่นเป็นของยาก ให้รักษากำลังใจของตนเอง โดยพิจารณาให้เห็นธรรมดาให้มาก ๆ

          ๑๐. รักษากำลังใจให้พร้อมตัดกิเลสเอาไว้เสมอ ๆ ขอจงอย่าไปประมาทในชีวิต คิดและพิจารณาทุกอย่างตามความเป็นจริง แล้วจิตจักไม่มีความประมาทในชีวิต คิดอยู่เสมอว่าจักตาย ฝึกจิตให้รู้จักการปล่อยวางเอาไว้เสมอ

          ๑๑. รักษากำลังใจปล่อยวางขันธ์ ๕ เอาไว้ให้ดี ยิ่งมีเวทนามากเท่าไหร่ ให้เพียรปล่อยวางให้มากเท่านั้น โดยการพิจารณาร่างกายตามความเป็นจริง ไม่มีอะไรเป็นเราเป็นของเรา การอยู่ก็เต็มไปด้วยความทุกข์ ถ้าไม่ชำระจิตให้ปล่อยวางขันธ์ ๕ ตามความเป็นจริง จิตยังข้องอยู่กับขันธ์ ๕ แม้แต่นิดเดียว ตายแล้วก็จักต้องกลับมา มีขันธ์ ๕ ใหม่ให้ต้องเป็นอย่างนี้อีก

          ๑๒. จงทำใจให้สงบ อย่าไปวุ่นวายกับเหตุการณ์ที่ครุกรุ่นอยู่ในโลก ให้เห็นเป็นกฎของกรรม เป็นธรรมดาของผู้ที่ยังมีกิเลส รักษากาย วาจา ใจ ให้เรียบร้อย อย่าไปเดือดร้อนด้วยกรณีทั้งปวง

          ๑๓. จงอย่าไปวิพากษ์วิจารณ์ใคร ให้เห็นเป็นธรรมดาให้หมด จักได้รักษาอารมณ์ให้เป็นอุเบกขาได้ ร่างกายทุกร่างกายมาตามกรรม ไปตามกรรมทั้งนั้น ให้พยายามพิจารณากฎของกรรมให้เข้าใจ แล้วจิตจักยอมรับกฎของกรรมได้ง่าย กฎของกรรมเป็นอริยสัจ จงลงอุเบกขารมณ์เอาไว้ อย่าไปสร้างความรังเกียจใครให้เกิดขึ้นในใจของตน ยิ่งเห็นคนหรือสมมุติสงฆ์ทำชั่วยิ่งมาก ยิ่งพึงสงสารให้มาก พรหมวิหาร ๔ ให้อยู่ประจำใจ จักมีความสงสารคนเหบ่านี้ ที่สร้างกรรมให้บังเกิดขึ้นกับตนเอง พิจารณาให้เห็นตามความเป็นจริง แล้วจิตจักสงบ ไม่วุ่นวายไปกับกรณีทั้งปวง

          ๑๔. ให้อยู่โดยความสงบจักดีมากกว่าทำจิตให้วุ่นวายไป หมั่นภาวนาและพิจารณาให้มาก พยายามฝึกสติให้รู้อยู่ ให้รู้ตลอดเวลาว่าจิตมันทำงานทางธรรมอยู่หรือไม่ จิตมีอารมณ์เป็นกุศลหรืออกุศลก็รู้อยู่ แล้วเพียรวางอารมณ์ให้อยู่กับอุเบกขารมณ์ให้มาก ๆ รักษาจิตเข้าไว้ อย่ารักษากายอย่างเดียว ประคองจิตเข้าไว้อย่าให้ร้อนไปกับกิเลสทั้งภายในและภายนอกทั้งปวง จงระลึกเอาไว้เสมอว่าร่างกายนี้ไม่ช้ามันก็ตาย เราคือจิตมาอาศัยเรือนกายนี้เพียงชั่วคราวเท่านั้น

          ๑๕. การพิจารณาไตรลักษณ์ให้เข้าสู่อริยสัจ มองทุกอย่างตามความเป็นจริง อย่าไปฝืนความจริง พิจารณาจนจิตยอมรับ ไม่ฝืนในกฎของธรรมดา หรือกฎของกรรมก็อันเดียวกัน อย่าฝืนให้จิตยอมรับ การยอมรับกฎของธรรมดาจักเกิดได้ด้วยกำลังของวิปัสสนาญาณ ทำให้จิตรู้แล้วจิตรู้ก็จักไม่ฝืนกฎของกรรม และที่พิจารณาว่าพระอรหันต์ไม่ว่าจะอยู่ในสภาพไหน จิตก็เป็นสุขนั้นถูกต้องแล้ว ความหวั่นไหวใด ๆ ย่อมไม่เกิดขึ้นกับจิตของพระอรหันต์ ดั่งตัวอย่าง เรื่องพระอรหันต์ในปากเสือ ขันธ์ ๕ ของท่านกำลังถูกเสือกัดกิน พอจะตายท่านก็จบกิจพอดี จิตท่านมีความสุข ความหวั่นไหวกับความตายของร่างกายที่ถูกเสือกัดกินนั้นไม่มี ให้พยายามนำมาปฏิบัติได้หรือไม่ได้ ก็จงพยายามตั้งใจทำ เต็มใจทำ รักษากำลังใจให้เต็มในบารมี ๑๐ อยู่ตลอดเวลา แล้วผลก็จักบังเกิดได้เมื่อถึงเวลา

          ๑๖. ทำงานทุกอย่างอย่าหวังผลตอบแทน ให้มุ่งตัดกิเลสเป็นสำคัญ การทำงานโดยไม่หวังผลตอบแทน จิตก็จักสงบเยือกเย็น ไม่เร่าร้อนไปด้วยอารมณ์กิเลส ทำด้วยจิตเป็นสุข ทำเต็มความสามารถ เพื่อเป็นพุทธบูชา-ธรรมบูชา-สังฆบูชา ทำอย่างนี้ไปพระนิพพานได้ง่าย

          ๑๗. รักษากำลังให้ดีที่สุดเท่าที่จักทำได้ ให้พิจารณาอยู่เสมอว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ นั้นไม่ใช่เรา ไม่มีในเรา เราไม่มีในขันธ์ ๕ ถ้าพิจารณาไปอย่างนี้ได้ ก็จักสู้กับเวทนาที่เกิดขึ้นกับร่างกายได้ คราวใดถ้าหากรู้สึกเหนื่อยขึ้นมา ก็ให้จับสมถภาวนาแทน ที่สำคัญที่สุดคือ พยายามรักษาอารมณ์ใจให้เป็นสุข เยือกเย็น สบาย ๆ อย่าเร่งรีบทำไปให้จิตมีกำลัง มีความสบายไม่เร่าร้อน ไม่กระสับกระส่าย ความผ่องใสของจิตจักต้องไม่มีอารมณ์กังวล ไม่มีความหนักไปด้วยกรณีทั้งปวง และอย่าฝืนกำลังใจ กล่าวคือ หมั่นดูความผ่องใสของจิตใจให้สบายจริง ๆ ไม่มีการแสแสร้งแกล้งทำ จักต้องทำให้ได้จริง ๆ ไม่ต้องเอานาน ทำได้ทีละ ๑ นาทีก็พอ ค่อย ๆ ทำไป สะสมกำลังใจให้ได้ในชั่วขณะจิตเดียว พยายามทำไปเรื่อย ๆ ปลดทุกสิ่งทุกอย่างออกจากใจให้ได้ในขณะจิตนั้น ๆ

          ๑๘ “ชำระจิตให้วางกังวลห่วงใยในสิ่งใดทั้งปวง แม้กระทั่งห่วงชีวิตก็ไม่ควรมี ถ้าวางได้ให้สังเกตอารมณ์ของจิตจักเบาลงไปมาก ความหนักใจก็จักน้อยลงไปตามลำดับ และอย่าคิดอะไรไปล่วงหน้า วางจิตให้อยู่แต่ให้รู้จักปัจจุบันธรรม แล้วชำระจิตให้หมดจดจากกิเลสในปัจจุบันนั่นเอง ทำได้บ้าง ทำไม่ได้บ้างก็เป็นเรื่องธรรมดา อย่าละความเพียรก็แล้วกัน”

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่