พระธรรม

ในเดือน...มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๔




          สมเด็จองค์ปฐมทรงตรัสสอนปกิณกะธรรมไว้ มีความสำคัญดังนี้

          (ในเดือนนี้หัวข้อธรรมะที่ทรงตรัสสอน เป็นปกิณกะธรรมเกือบทั้งหมด ให้เห็นประโยชน์ของบารมี ๑๐ มีมาก จงอย่าทิ้ง จักเอาดีไม่ได้ พระอรหันต์สุกขวิปัสสโก ความรู้ทั่ว ๆ ไปในโลกที่มี่ประโยชน์ควรรู้ไว้ จะช่วยการปฏิบัติธรรมให้ได้เร็วขึ้น)

          ๑. กรรมฐานที่ท่านฤๅษีเคยให้ไว้ในสมัยก่อนนั้น พึงนำขึ้นมาปฏิบัติ เพราะนั่นจักตรงจริตของเจ้า และเป็นกรรมฐานที่เคยได้มาแต่กาลก่อน ให้ทำต่อเนื่องแล้วจักเห็นผลของการปฏิบัติ (สำหรับเพื่อนผม ท่านให้ใช้อาโลกสิณ หรือกสิณแสงสว่าง ส่วนผมนั้นท่านให้เพ่งสีขาว หรือกสิณสีขาว) ให้พยายามทรงภาพกสิณไว้ อย่าทิ้ง

          ๒. ดูปฏิปทาของท่านฤๅษีเข้าไว้ แล้วให้จดจำตรงกำลังใจ (บารมีเต็ม) ให้นำมาปฏิบัติด้วย จักทำให้มีกำลังใจ-มีความมั่นใจ-มีความตั้งใจไปพระนิพพานอย่างจริงจัง และจริงใจเสมอ จงจดจำตรงที่พระกล่าวว่า วิปัสสนาญาณอ่อน จึงทำให้ไปพระนิพพานไม่ได้ แต่บุคคลใดได้สุกขวิปัสสโกก็เห็นพระนิพพานไม่ชัด แต่หากบุคคลนั้นเจริญวิปัสสนาญาณจนได้ระดับตัดอาสวะกิเลสเป็นสมุจเฉทประหาน อารมณ์หยั่งลงสู่พระนิพพาน ย่อมปรากฏให้รู้ชัดแก่จิต เขาย่อมรู้ชัดว่าอาสวะสิ้นไปแล้ว-ภาพชาติสิ้นไปแล้ว ความเกิดหรือจุติในภพชาติสิ้นไปแล้ว ความกำเริบในอาสวะไม่มีกับจิตของเขาอีกแล้ว จิตรู้อยู่ พระนิพพานบังเกิดขึ้นกับจิตแล้ว ให้จำอย่างนี้เข้าไว้

          ๓. สุกขวิปัสสโกย่อมรู้ได้อยู่เรื่องพระนิพพานเช่นนี้ อารมณ์ขัดข้องหมองใจที่เป็นกิเลสใด ๆ ย่อมสิ้นซากไป ไม่มีให้ปรากฏอยู่ในจิตเลย มีความผ่องใส-รื่นเริงอยู่ในจิตตลอดเวลา ปราศจากอำนาจราคะ-โทสะ-โมหะครอบงำจิต แม้แต่ชั่วขณะจิตก็ไม่มี นี่คือความเป็นพระอรหันต์

          ๔. ให้พยายามดูอารมณ์จิตเข้าไว้ให้ดี ชำระจิตอย่าให้เกาะทุกข์แม้แต่นิดหนึ่ง ทุกข์นั้นต้องให้รู้ รู้ในทุกสิ่งทุกอย่างเป็นทุกข์ แต่สักเพียงว่ารู้-สักเพียงแต่เครื่องอาศัย ชำระจิตอย่าให้ติดอยู่ด้วย แล้วจักถึงที่สุดของความทุกข์ จิตจักละได้ซึ่งความทุกข์ทั้งปวง ทรงสติ-สัมปชัญญะเอาไว้ให้ดี ให้ตั้งใจทำทุกอย่างเพื่อพระนิพพาน

          ๕. ดูร่างกายให้พิจารณาเป็นปฏิกูลบรรพ แม้แต่การกินอาหารก็พิจารณาเป็นอาหาเรปฏิกูลสัญญา จิตจักได้ถอนจากราคะได้ (เพื่อนผมก็คิดว่า ตนเองยังเป็นผู้ไม่ได้ดิบได้ดีกับใคร ยังแย่อยู่มาก) ทรงตรัสว่า ให้เพียรเข้าไว้ซิ การละกิเลส-ตัณหา-อุปาทานและอกุศลกรรม ตนย่อมเป็นผู้รู้ดีกว่าบุคคลอื่น ๆ จิตหลุดพ้นได้ หรือยังหลุดพ้นไม่ได้ ย่อมรู้อยู่แก่จิต เป็นพยานได้ด้วยตนเอง แต่อย่าหลงผิดก็แล้วกัน ไม่ได้แต่คิดว่าได้นั่นซิแย่ เพียรทำไปเรื่อย ๆ คิดหน้าคิดหลังให้รอบคอบ รู้คุณ-รู้โทษแล้วก็จักละได้ในที่สุด ให้พยายามพิจารณา อาทิเช่น สังขารร่างกายมันไม่เที่ยง มันเป็นธรรมดาของมันอยู่อย่างนี้ อย่าไปมุ่งหวังให้มันดี เห็นธรรมดาเข้าไว้ จิตจักได้เป็นสุข ไม่หวังในการมีร่างกายอีกต่อไป ทำใจให้ยอมรับสภาพของร่างกายตามความเป็นจริง รู้คุณ-รู้โทษในจิตที่ไปติดในร่างกาย ให้แก้ที่จิตดวงเดียวนี้แหละ อริยมรรค-อริยผลย่อมเกิดได้ที่จิต ด้วยการพิจารณาร่างกายตามความเป็นจริงเท่านั้น

          ๖. ให้พยายามสำรวจจิต ดูความบกพร่องของข้อวัตรปฏิบัติเอาไว้ให้เสมอ อย่าเข้าข้างตนเอง แล้วสิ่งใดสงสัยว่าจักละเมิดศีล-ละเมิดธรรม จงอย่าทำ ให้ปล่อยวางไปเลย อะไรเป็นเหตุให้เกิดความอึดอัดขัดข้องใจ จงอย่ากระทำในสิ่งนั้น การรักษาจิตย่อมมีความสำคัญยิ่งกว่าอื่นใดทั้งปวง การนอนก็จงอย่านอนเพลินอย่างคนไร้สติ ให้ปฏิบัติในขณะที่ก่อนจักหลับด้วย ทรงจิตให้ดี แล้วจักหายเพลียได้

          ๗. อย่าประมาทในชีวิต สุขภาพร่างกายมันเสื่อมลงไปด้วยโรคทุก ๆ ขณะจิต ดังนั้นจึงควรรักษาจิตให้ดี ๆ ตัดกังวล-ตัดเรื่องภายนอกออกไปเสียจากจิต พิจารณาจิตกับร่างกายตามความเป็นจริงเท่านั้นเป็นพอ การกระทบกับเรื่องราวภายนอกก็ต้องมีการรับรู้เป็นของธรรมดา เพราะอายตนะไม่เสีย ประสาทสัมผัสยังมีการทำงานเป็นปกติ เพียงแต่รับรู้ไม่ต้องไปปรุงแต่งธรรม รู้แล้ววางไป ด้วยการรับรู้แล้วยอมรับนับถือกฎของธรรมดาเท่านั้นเป็นพอ

          ๘. ผู้ใดมีปัญญาย่อมไม่ทิ้งบารมี ๑๐ ออกไปจากใจ เพราะบารมี ๑๐ คือกำลังใจตัดตรงเพื่อพระนิพพาน เขาจักฉลาดเอาจิตเกาะบารมี ๑๐ นำบารมี ๑๐ เข้าตรวจสอบศีล-สมาธิ-ปัญญาอยู่เสมอ ทำอยู่อย่างนี้จนสามารถตัดกิเลสเป็นสมุจเฉทปหานได้ในที่สุด ให้ระวังสุขภาพให้ดี อากาศเริ่มจักแปรปรวนอีกแล้ว จงอย่าประมาท รักษากายแล้วรักษาใจด้วย รักษาวาจาด้วย โดยการพิจารณาศีล-สมาธิ-ปัญญาให้เป็นปกติ ด้วยการดูบารมี ๑๐ ให้ละเอียดถี่ถ้วนยิ่งขึ้น

          ๙. รักษากำลังใจเอาไว้ให้ดี อย่าไปท้อแท้กับร่างกาย เห็นปกติธรรมของร่างกาย ทำความเบื่อหน่ายในร่างกาย เห็นธรรมดาว่ามันเป็นอย่างนั้นเป็นปกติของมัน จิตยอมรับร่างกายตามความเป็นจริง จงเป็นผู้อย่าหวังในร่างกาย ชำระจิตให้ปล่อยวางให้มากที่สุด ไม่ว่ารูปหรือนาม วางไปเสีย ฝึกฝนตนนี้เอาไว้ให้ดี การเผลอย่อมมีเป็นของธรรมดา อย่าทิ้งกำลังใจ (บารมี ๑๐)

          ๑๐. เรื่องน้ำจะท่วมโลกหรือไม่ และเรื่องไฟบรรลัยกัลป์ล้างโลก ความโดยย่อมีอยู่ว่า เพื่อผมท่านเกิดวิตกจริต นึกถึงเรื่องอนาคตธรรมที่ยังมาไม่ถึง ทำให้จิตมีความกังวล สร้างทุกข์ให้เกิดกับใจโดยคิดว่า เมื่อโลกร้อนขึ้นจะทำให้หิมะที่ชั่วโลกละลาย ทำให้น้ำทะเลสูงขึ้น จะมาถึงเมืองไทยหรือไม่ ทรงตรัสว่า “ปกติธรรมน้ำในที่สูงย่อมไหลลงในที่ลุ่มราบต่ำกว่าอยู่เสมอ น้ำมีสภาพเหลวย่อมไปถึงกันได้ด้วยกันหมด” เพื่อนผมก็นึกถึงอนาคตธรรมต่อไปว่า ตอนที่โลกเข้าสภาวะอนัตตา ในตอนนั้นพระอาทิตย์จะก่อตัวขึ้นเพิ่มเป็นดวงที่ ๒-ดวงที่ ๓-ดวงที่ ๔ ไปจนกระทั่งครบ ๗ ดวง (ตามที่พระท่านบอกไว้) ความร้อนจากแสงพระอาทิตย์จะทำให้หิมะละลาย เป็นเหตุให้น้ำท่วมโลกได้ แต่ขณะเดียวกันความร้อนก็ทำให้น้ำระเหยแห้งไปหมด ในที่สุดทุกสิ่งทุกอย่างในโลกต้องหลอมเหลวกายเป็นน้ำด้วยความร้อน เรียกว่าไฟบรรลัยกัลป์ล้างโลก เรื่องเหล่านี้ทรงสั่งให้บันทึกไว้ เพื่อประโยชน์แก่คนรุ่นหลัง เพราะทุกอย่างเป็นอริยสัจ ที่ให้บันทึกเพื่อให้มุ่งอริยสัจ คือ เห็นทุกสิ่งทุกอย่างมันไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีอนัตตาไปในที่สุด บันทึกเพื่อให้เห็นทุกข์ ถ้าไม่เห็นทุกข์ก็ไปพระนิพพานไม่ได้

          ๑๑. ให้ยอมรับกฎของธรรมดา ให้เห็นธรรมดาของทุกสิ่งทุกอย่างในโลก ไม่ว่าคนหรือสัตว์ วัตถุธาตุก็มีธรรมดาอยู่อย่างนั้น ถ้ายอมรับกฎของธรรมดา จิตจักไม่มีอารมณ์ขัดข้องหมองใจ จิตจักมีอารมณ์เบาใจ ไม่หนักใจด้วยประการใด ๆ ทั้งปวง ให้ตรวจสอบอารมณ์จิตของตนเองเข้าไว้ ถ้าไม่หลอกตัวเองก็จักเห็นจุดบกพร่องอยู่อีกมากมาย วางเรื่องภายนอกออกไปจากจิต นั่นไม่ใช่ธุระของเรา มาแก้ภายในจิตนี้แล้วจักพ้นทุกข์ได้ ดูร่างกายตามความเป็นจริงแล้วให้ดูอารมณ์จิตตามความเป็นจริงด้วย กระแสของจิตอารมณ์เป็นเครื่องบ่งบอกถึงกิเลสที่ยังมีมากอยู่ในจิต อย่าไปหลงดูหรือตำหนิกรรมของบุคคลอื่น

          ๑๒. การสนใจเรื่องบุคคลภายนอกนั้น คือ อาการของจิตฟุ้งซ่าน แส่ส่ายไปในกุศลบ้าง-อกุศลบ้าง ไม่ลงอารมณ์อุเบกขารมณ์ จิตไม่เป็นกลาง ความหลังของคนอื่นที่ทำไม่ดี ให้วางไปเสีย อย่าจำเอาไว้ เป็นการเก็บกรรมของบุคคลอื่นเอาไว้ไม่รู้ลืม ทำ-ทำไม มีประโยชน์อะไร แล้วทำอย่างนั้นสามารถทำให้เราไปพระนิพพานได้ไหม ถ้าไม่ได้ก็จงอย่าทำ ต้องหมั่นหักห้ามนิวรณ์ด้วยอานาปานุสสติให้พยายามแก้ไข ถ้ารับไม่อยู่ก็ปล่อยให้มันคิดไป มีกิเลสอะไรเกิดขึ้นกับความคิดนั้นๆ แล้วจักเห็นความเลวของจิตของตนอีกมากมายที่ชอบไปยุ่งกับเรื่องของบุคคลอื่น จำไว้ว่านี่ไม่ใช่มรรคผลนิพพาน เป็นอาการจิตที่ชินไปกับกิเลสอันชอบไปข้องอยู่กับโลกนั่นเอง จงอย่าทำ เลิกได้เป็นดี

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่