พระธรรม

ในเดือน...มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๓




          สมเด็จองค์ปฐมทรงตรัสสอนปกิณกะธรรมไว้ มีความสำคัญดังนี้

          ๑. การทำงานกับการทำจิต พึงจะไปด้วยกันทุกๆขณะจิต เอางานเอาสิ่งกระทบรอบด้านเข้ามาเป็นกรรมฐาน อย่าเมื่อวานนี้เจ้าดูจิตกระทบกับความร้อน ความอบอ้าวของอากาศในขณะทำงานในซุ้มพระพุทธบาทนั้น เป็นของถูกต้อง เนื่องจากเจ้าคิดถึงอารมณ์ของท่านฤๅษีที่เคยกล่าวไว้ว่า พระอรหันต์ท่านไม่ต้องมีอารมณ์ฝืนทนกับความร้อนของแสงแดด จิตของท่านลงธรรมดา จุดนี้เป็นสังขารุเบกขาญาณ ความที่จะทนกับอากาศหนาวเกินไป ร้อนเกินไปนั้น ไม่มีในพระอรหันต์ ร้อนหรือหนาวเป็นเวทนาที่จิตรับสัมผัส แต่เวทนานี้ก็ไม่ใช่เรา จุดนี้จุดเดียวถ้าเจ้าเข้าใจ ก็จักพิจารณาได้หมดทุกสิ่งทุกอย่างที่เข้ามากระทบอายตนะ ยิ่งที่เจ้าพิจารณาว่า เวทนานี้ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ถ้ายึดก็เป็นทุกข์ นั่นเป็นการเข้าหลักอริยสัจโดยแท้ จิตไม่ยึด ปลดออก ปล่อยวาง นั่นแหละเป็นการถูกต้อง ให้ค่อยๆ ทำไป แล้วจักเข้าใจอริยสัจมากยิ่งขึ้น

          ๒. ให้หมั่นถามจิตตนเอง ตายแล้วจักไปไหน ถ้าหากจิตตกอยู่ในสภาพนั้น พยายามทำจิตให้เป็นสุขด้วยเห็นทุกอย่างตามความเป็นจริง อย่าไปกังวลกับใคร แล้วทำทุกอย่างตามความเหมาะสม และทำเท่าที่สมควรจักทำ อย่าทำงานด้วยความกังวลใจ ให้ทำไปเรื่อยๆ ไม่ต้องรีบร้อน งานก็จักออกมาเป็นขั้นตอนให้เสร็จลุล่วงไปได้ตามลำดับ ในเมื่อรู้ว่าจิตขาดสติสัมปชัญญะอยู่เสมอ ยิ่งในขณะที่ร่างกายเพลีย เพราะพักผ่อนไม่พอ ก็ยิ่งควรจักแก้ไข และฝึกฝนจิตในขณะนั้นให้มาก

          สำหรับจิตฟุ้งซ่าน ก็พึงเห็นเป็นของธรรมดา เพราะยังไม่ใช่พระอรหันต์ แต่ก็ควรเอาพระกรรมฐานแก้จริตหกมาใช้ ให้ตรงกับอารมณ์นี้ อย่าปล่อยให้ตัวฟุ้งซ่านนั้นๆ ซึ่งมิใช่อารมณ์ธรรมดา ผ่านไปโดยไม่สนใจ ปล่อยไปโดยไม่แก้ไขจิต และพึงอย่าคิดว่าจิตดีแล้วตราบใดที่ยังไม่ใช่พระอรหันต์ เพราะถ้าหากคิดอย่างนั้น จักเป็นการสร้างความประมาทให้กับจิตของตนเอง

          ๓. จะเอาจิตดีหรือร่างกายดี จักเอาร่างกายดีย่อมเป็นไปไม่ได้ เพราะร่างกายย่อมเป็นไปตามกฎของธรรมดา ไม่มีใครห้ามร่างกายไม่ให้ป่วย ไม่ให้แก่ ไม่ให้ตายได้ กฎของธรรมดาของร่างกายย่อมเป็นอย่างนี้ ไม่มีใครห้ามได้ และอย่ารับด้วยความโง่ ให้ใช้ปัญญาพิจารณา จนจิตยอมรับนับถือกฎของธรรมดาอย่างไม่ดิ้นรนฝืนใจนั่นแหละ จึงจักเป็นการยอมรับด้วยความจริงใจ จิตที่ยอมรับตรงนั้น จิตต้องไม่เร่าร้อน จิตเป็นสุข เป็นจิตที่ดี แต่ถ้าหากร่างกายยังมี ก็จำเป็นที่จักต้องรักษาเท่าที่มีความสามารถจักรักษาได้ มิใช่รักษาไม่ให้ตาย หากแต่เพื่อระงับทุกขเวทนา

          ร่างกายยังมีก็บริหารร่างกายตามหน้าที่ อย่าปล่อยให้มันทรุดโทรมเกินไป เยียวยาได้ก็เยียวยา ต้องกิน ต้องใช้ ต้องจ่าย ก็ต้องทำไปเป็นการวัดกำลังใจในตัวมัจฉริยะ ความขี้เหนี่ยวไปในตัวด้วย ถ้าโลภอยากเก็บทรัพย์สินเพื่อความสะสมเอาไว้ โดยไม่ยอมเยียวยาหาหมอเพื่อรักษาร่างกาย ก็ชื่อว่าตกเป็นทาสของความโลภอย่างแท้จริง และเป็นการเบียดเบียนตนเอง ทางกาย วาจา ใจอย่างยิ่ง คนส่วนใหญ่มักจักเก็บรักษาทรัพย์เอาไว้เพื่ออนาคต แล้วปัจจุบันกลับไม่รักษาร่างกายเอาไว้ให้ดี กว่าจักถึงจุดนั้น อนาคตร่างกายก็แย่ไปเสียก่อน จิตก็แย่ตาม เพราะไม่รู้เท่าทันกิเลสในปัจจุบัน ความโลภกับความห่วงร่างกายเข้ามาครอบงำ

          เรื่องนี้ค่อยๆ ดูไป ใครก็แก้ไขจิตใจของเราไม่ได้ จักต้องรู้จิตใจ และแก้ไขจิตใจของตนเองเท่านั้น

          ๔. อย่าไปตั้งความหวังไว้ล่วงหน้า ความตั้งใจทำกิจการงานใดย่อมมีได้ หรือมีอยู่ตามหน้าที่ แต่อย่าไปตั้งความหวังไว้ว่า จักได้ทำให้เห็นผลในวันนี้ เนื่องจากความปรารถนาไม่สมหวังนี้เป็นเรื่องธรรมดา ถ้าจิตไปยึดมันเข้าว่าจักทำอะไรก็ตาม จักต้องสมความปรารถนาไปเสียทุกอย่าง ย่อมเป็นไปไม่ได้ จงศึกษาเรื่องนี้เอาไว้ให้ดี แล้วฝึกจิตให้ยอมรับความปรารถนาไม่สมหวังนี้เป็นทุกข์ เป็นเรื่องธรรมดา เพราะถ้าจะไปพระนิพพาน จักต้องรับธรรมจุดนี้ให้ได้เช่นกัน

          ทำนองเดียวกัน เรื่องการเจ็บไข้ได้ป่วยของร่างกาย ก็เป็นเรื่องธรรมดา จักป่วยมากหรือป่วยน้อย ก็เป็นไปตามวาระของกรรม ไม่มีใครฝืนหรือห้ามอาการของการเจ็บไข้ได้ป่วยไปได้ แต่อาการป่วยจักเป็นเครื่องเตือนใจ ไม่ให้มีความประมาทในชีวิต จงมองปฏิปทาของท่านพระ..... เอาไว้ให้ดี เดินทางหลักการปฏิบัตินี้เข้าไว้ จักเข้าถึงความเป็นพระอริยเจ้าขั้นสูงได้โดยง่าย

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่