พระธรรม

ในเดือน...มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๒




          สมเด็จองค์ปฐมทรงตรัสสอนปกิณกะธรรมไว้ มีความสำคัญดังนี้

          ๑. อย่าอาฆาตเมื่อรู้ว่าถูกของหรือถูกคุณไสย เพราะวาระกรรมที่เป็นอกุศลให้ผล ร่างกายก็ต้องเจ็บป่วยเป็นธรรมดา และบางครั้งก็ถูกของหรือถูกคุณไสยเข้ามาผสมโรงด้วย กฎของกรรมนั้นเที่ยงเสมอ จึงให้ใช้ปัญญาพิจารณาว่ามันเป็นของธรรมดา จงอย่าโทษใคร ถ้าไม่มีขันธ์ ๕ เสียอย่างเดียว อาการป่วยอย่างนี้ก็ไม่มี และใครก็ทำอะไรไม่ได้ จักต้องโทษจิตใจของตนเองที่อยากเกิดมามีขันธ์ ๕ ให้เป็นทุกข์เป็นโทษอยู่อย่างนี้ พิจารณาให้ลงตัวแล้วจิตจักยอมรับนับถือกฎของกรรม จิตมีความสุขสงบเยือกเย็นลงได้ในที่สุด

          ๒. เมื่อได้ข่าวการเจ็บป่วยของบุคคลอื่นที่คุ้นเคย หรือชอบพอกันดี จงปล่อยวางให้เห็นเป็นกฎของธรรมดา การมีค่างกายไม่มีใครพ้นการเจ็บไข้ได้ป่วยไปได้ มากบ้างน้อยบ้าง สุดแล้วแต่กรรมปาณาติบาตให้ผล อนึ่ง พึงระมัดระวังสุขภาพร่างกายของตนเองเอาไว้ด้วย อย่าดูแต่บุคคลอื่น ร่างกายของตนเองก็มีสิทธิ์พังได้ตลอดเวลา ให้พึงยอมรับนับถือกฎของกรรมเข้าไว้ จักได้เห็นธรรมดามากขึ้น

          ๓. เรื่องของโลกซึ่งประกอบด้วย ดิน น้ำ ลม ไฟ ไม่เที่ยง มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ แม้ร่างกายที่จิตเราอาศัยอยู่ก็ประกอบด้วยธาตุทั้ง ๔ นี้ ก็ไม่เที่ยงเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอเช่นกัน ให้รู้จักคำนึงถึงสังขาร หรือร่างกายที่จิตเราอาศัยอยู่เอาไว้บ้างว่า เวลาที่เราอาศัยมันอยู่นี้น้อยลงทุกวัน ความแข็งแรงก็ลดน้อยลง ให้ยอมรับกฎของธรรมดา ความคล่องตัวในการทำงานก็จักน้อยลงไปตามลำดับด้วย ให้รักษากำลังใจ ทำได้แค่ไหนก็พอใจแค่นั้น

          ๔. ให้ใจเย็นๆ อันใดไม่ใช่ภาระให้ปล่อยวาง งานใดที่เป็นหน้าที่ก็จงทำให้ดีที่สุด อนึ่ง อย่ากังวลใจกับเหตุการณ์ข้างหน้า อะไรจักเกิดมันก็ต้องเกิด ทำปัจจุบันให้ดีที่สุด เท่าที่จักทำได้ รักษาร่างกายของตนเอาไว้ให้ดีด้วย มิใช่เพื่อใคร แต่เพื่อระงับทุกขเวทนา และเพื่อให้จิตผู้อาศัยอยู่ได้มีโอกาสกระทำความดีสืบไปเบื้องหน้า ให้พยายามทำดีที่สุดตามหลักธรรมคำสอนในพุทธศาสนานี้เท่าที่จักทำได้ แล้วจิตจักได้พบกับความหลุดพ้นไปได้ในที่สุด

          ๕. อย่ากังวลใจในเรื่องการทำงาน ให้พยายามจัดระบบของการทำงาน เพื่อให้มีเวลาให้ร่างกายได้พักผ่อนบ้าง เนื่องจากเวลานี้อายุมากขึ้น ร่างกายก็เสื่อมลงไปเรื่อย ๆ เช่นกัน ให้เห็นทุกข์ เห็นโทษ เห็นภัยของการมีร่างกายว่า ธรรมดาของมันก็เป็นอยู่อย่างนี้ ไม่มีใครจักหนีพ้นไปได้ จำไว้ว่า งานทางโลกทำเท่าไหร่ก็ไม่จบ แต่จำเป็นต้องทำตามหน้าที่ งานทางธรรมให้ทำเพื่อมุ่งตัดกิเลสควบคู่กันไปด้วย เอางานของโลกมาพิจารณาเป็นกรรมฐาน จักได้ประโยชน์เป็นอันมาก และงานใดที่ไม่จำเป็นจักต้องทำก็ให้พึงตัดงานนั้นออกไปเสีย อย่าได้ถือว่าจำเป็นที่จักต้องทำทุกงานไป ให้พิจารณาถึงความเหมาะสมเอาไว้ด้วย ทำจิตให้คิดอยู่เสมอว่า งานในโลกไม่มีใครสามารถกระทำให้หมดจดลุล่วงไปได้ พึงมีภาระให้น้อยที่สุดเท่าที่จักจำเป็นต้องทำ อย่าแบกภาระไปเสียทั้งหมด จักเป็นการเบียดเบียนตนเองอย่างยิ่ง พิจารณาแล้วปล่อยวาง ตัดภาระความกังวลใจอันไม่ใช่หน้าที่ของตนเองออกไปเสียจักได้มีเวลาเป็นของตนเองบ้าง

          ๖. อดทนกับสภาวะขันธ์ ๕ อย่างนี้เป็นชาติสุดท้าย ไม่นานชีวิตนี้หมดไป ก็จักต้องรักษากำลังใจปล่อยวางอุปาทานขันธ์ ๕ จึงจักเข้าถึงซึ่งพระนิพพานได้ ตายเพื่อที่จักไม่ต้องกลับมาเกิดอีก แต่ถ้าตายเพียงร่างกาย แต่จิตใจยังเกาะติดอุปาทานขันธ์ ๕ จิตก็ไม่พ้นจากกิเลส ก็จักต้องกลับมาเวียนว่ายตายเกิดอีก รักษากำลังใจให้ทำหน้าที่แต่เพียงอย่างเดียวจักขาดทุนมาก ในเวลาที่ป่วยอยู่นี้ ให้พิจารณาปล่อยวางรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ แยกแยะออกมาว่ามันไม่ใช่เรา มันไม่ใช่ของเรา เราไม่มีในมัน จักได้ประโยชน์มาก เป็นการชำระจิตให้คลายการเกาะติดในขันธ์ ๕ เนื่องด้วยรูปในเวลานี้ประกอบด้วยธาตุ ๔ ไม่ทรงตัว จึงก่อให้เกิดทุกขเวทนาให้เกิดขึ้นอย่างเห็นได้เด่นชัด การพิจารณาเวทนาจึงเท่ากับเห็นของจริงในเวลานี้ แล้วพิจารณาดูสัญญาคือความจำว่ามันป่วยวันนี้หนักกว่าเมื่อวานนี้ สัญญาทำงานอยู่อย่างนี้ สังขารอารมณ์ปรุงแต่ง ถ้าเห็นธรรมตามความเป็นจริง ร่างกายมันป่วยก็ป่วยไป รักษาอารมณ์อย่าให้ฟุ้งปรุงแต่งไปตามกิเลส วิญญาณเวลานี้อายตนะบอกเวทนาสัมผัสชัด ไม่ว่าจักเป็นอาการเพลีย อาการมึนศีรษะ อาการชาต่างๆ นี้ใช่เราหรือไม่ พิจารณาไปอยู่อย่างนี้จักเป็นของจริง เนื่องจากผจญอยู่กับความจริง ให้เห็นสภาวะจริงๆ ของขันธ์ ๕ ว่าไม่เที่ยงเป็นทุกข์ และมีอนัตตาไปในที่สุด มันไม่ใช่ตัวตนของเรา หรือของใคร จิตใจต้องพยายามละ หรือตัดปล่อยวางตลอดเวลา และรักษาอารมณ์ให้ผ่องใสตลอดเวลาเช่นกัน ยอมรับกฎธรรมดา อย่าเศร้าหมอง ฝึกฝนกันเอาไว้ แล้วจักเข้าถึงซึ่งพระนิพพานได้โดยง่าย

          ๗. เมื่อทราบข่าวพระในวัดป่วย เป็นโรคหลายโรคในเวลาเดียวกัน ให้เห็นเป็นธรรมดาของร่างกาย ว่ามีความเจ็บความป่วยเป็นสมบัติของร่างกาย และทุกคนย่อมมีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ของตนๆ ย่อมไม่พ้นกฎของกรรมไปได้ ให้เห็นธรรมดาเข้าไว้ ใครจักป่วยก็ดี หรือตนเองจักป่วยก็ดี ล้วนเป็นของธรรมดา จิตจักต้องยอมรับกฎของธรรมดาแล้วจักมีความสุข สุขเนื่องจากไม่ดิ้นรน ให้พยายามวางอารมณ์ไว้เช่นนี้เสมอ การปฏิสันถารย่อมเป็นสิ่งจำเป็น เป็นมารยาทของสังคม ไม่ว่าชาววัดหรือชาวโลก มีอันจักต้องไต่ถาม รับรู้ทุกข์ รับรู้สุข ก็รู้ก็พูดไปตามหน้าที่ เป็นการรักษากำลังใจซึ่งกันและกัน แต่ในขณะเดียวกัน จิตใจให้รู้จักปลดภาระแห่งความกังวลลงเสียให้ได้มากที่สุด เท่าที่จักทำได้ แล้วเพียรปล่อยวางอุปาทานขันธ์ ๕ ให้สิ้นซาก ขันธ์ ๕ พังเมื่อไหร่ ก็ถึงซึ่งพระนิพพานเมื่อนั้น อย่ากลัวตายเพราะเมื่อขันธ์ ๕ ตาย ก็ย่อมถึงซึ่งพระนิพพาน ฝึกฝนอย่าให้หน่วงเหนี่ยวในขันธ์ ๕ เวลาเหลือน้อย จงอย่าประมาทในชีวิต อย่าคิดว่าความตายจักมาถึงเราในวันพรุ่งนี้ ความตายสามารถเยือนร่างกายได้ทุกๆ ขณะจิต รักษาความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเข้าไว้เสมอ

          ๘. ให้พยายามแก้ไขปัญหา ดีกว่าคิดแก้ตัว ใครจักว่าอะไรก็ช่างมัน อย่าไปแก้ไขคน ให้เห็นธรรมดาของคนให้มากๆ แล้วจักลงธรรมดาได้ง่าย ร่างกายเกิดแล้วก็ดับ อายตนะภายในก็เกิดแล้วดับ อายตนะภายนอกก็เกิดแล้วดับ จับเอามาเป็นแก่นสารหรือพิจารณาธรรมให้เป็นธรรม จนจิตใจเป็นธรรมก็จักเห็นธรรมเป็นที่แทงตลอดเมื่อนั้น โลกร้อนไปด้วยกิเลส - ตัณหา - อุปาทาน - อกุศลกรรม ร้อนด้วยโมหะ - โทสะ - ราคะ อันเป็นธรรมดาของโลก จิตผู้จักพ้นไปจักพยายามสงบเยือกเย็นไม่เร่าร้อนไปกับโลก ผู้ที่จักพ้นไป (จากโลก) จักไม่ตำหนิโลกและไม่ตำหนิกรรม

          ๙. เรื่องใดที่เป็นอดีตไปแล้ว ไม่สมควรจักมารื้อฟื้นใหม่ ตามที่ท่านพระ.....ตอบบุคคลผู้มาถามเกี่ยวกับเรื่องราวของพระสุพรรณกัลยานั้น หลักธรรมอันนี้สามารถใช้ได้กับเหตุการณ์ทุกเรื่อง เนื่องจากท่านพระ.....เป็นผู้เข้าถึงไตรลักษณ์ และปล่อยวางไตรลักษณ์อย่างแท้จริง ไม่เกาะติดหน่วงเหนี่ยวเข้าไว้ ไม่ว่ากรณีใดๆ เป็นการชำระจิตไม่ให้ติดอยู่ในอดีต หรือภพชาติ หรือความดีความชั่วของบุคคลอื่นมีแต่ปัจจุบันธรรมเท่านั้นที่เป็นธรรมประจำจิต จิตผ่องใสไม่มัวหมองไปตามกรรมที่ผ่านไป หรือกรรมที่ยังไม่เกิด ไม่จำทั้งกรรมดี - กรรมชั่วของบุคคลอื่น เนื่องจากท่านเห็นธรรมดาในกฎของกรรมเสียแล้ว พึงดูและศึกษาตัวอย่างของท่านพระ.....เข้าไว้ให้ดี

          ๑๐. จะสงเคราะห์คนให้พิจารณาความเหมาะสมด้วย บางคนสงเคราะห์ไม่ได้ ให้วางอุเบกขาให้หนักแน่นสักหน่อย คิดว่าเราจักช่วยสงเคราะห์เขาได้เสมอไป ให้ดูปฏิปทาของพระตถาคตเจ้าเข้าไว้ อย่าสงเคราะห์บุคคลที่เห็นว่าไม่มีผลหรือสงเคราะห์แล้วจักมีผลย้อนกลับมาเป็นศัตรู เนื่องจากบางคนเมื่อเตือนแล้วไม่ฟัง ก็จักกลับไม่พอใจ มีปฏิกิริยาขัดข้องขุ่นเคือง ในที่สุดก็จักประพฤติตนเป็นศัตรูได้ พิจารณาข้อนี้เอาไว้ให้ดี เรื่องของคำพูด สามารถสร้างมิตร และสร้างศัตรูได้อย่างไม่ยากเย็น ให้พิจารณาก่อน เห็นเหมาะสมแล้วจึงพูด ย้อนหน้าย้อนหลังถึงเหตุถึงผลอันจักเกิดกับคำพูดที่พูดออกไปด้วย จักมีประโยชน์มากกว่าพูดไปโดยไม่คิด

          ๑๑. ฟังธรรมแล้วให้เห็นกฎของธรรมดาให้มาก จิตจักได้เป็นสุข ไม่ห่วงทั้งอนาคตและปัจจุบัน เรื่องอดีตยิ่งไม่ต้องกล่าวถึง เมื่อทุกอย่างลงธรรมดา จิตก็จักสงบ ยอมรับในกฎของกรรมทุกกรณี ให้รักษาสุขภาพจิตให้ดียิ่งกว่าร่างกาย อย่าดูดายไม่ว่ากายหรือใจ อย่าไปคิดว่าร่างกายนี้ไม่มีความหมาย เวลานี้ยังมีชีวิตอยู่ ก็สามารถใช้ร่างกายให้เป็นประโยชน์แก่พระพุทธศาสนาได้ ทำไปตามหน้าที่ แต่ขณะเดียวกันให้เจริญทางด้านจิตใจ โดยลงหลักธรรมดาเข้าไว้เป็นสำคัญ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับชีวิต จักดีก็ตามจักร้ายก็ตาม ก็เป็นเรื่องธรรมดาทั้งหมด ไม่มีใครหนีกฎของกรรมไปได้ เนื่องจากทุกชีวิตมาตามกรรม แล้วก็ไปตามกรรม

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่