(พระธรรมที่ทรงตรัสสอนในเดือนพฤษภาคม ๒๕๔๑)

พระธรรม




          สมเด็จองค์ปฐม ทรงตรัสสอนปกิณกะธรรมไว้ มีความสำคัญดังนี้

          ๑. กฎของกรรมนั้นเที่ยงเสมอ และให้ผลไม่ผิดตัวด้วย เช่น เกิดไฟไหม้ป่าในเมืองไทยเป็นระยะๆ เช่นที่พุโต๊ะแดง จ.นราธิวาส, ที่ห้วงขาแข้ง, ที่เขาใหญ่ แม้บนดอยสุเทพ จ.เชียงใหม่ก็เคยไหม้เช่นกัน เพราะฉะนั้นจงอย่าประมาท เหตุการณ์อย่างนี้สามารถเกิดขึ้นได้ในที่ต่าง ๆ ของประเทศ เนื่องด้วยกฎของกรรมจักเข้ามาในรูปแบบต่างๆ ทำให้ออกซิเจนในอากาศน้อยลง เป็นเหตุให้คนป่วยด้วยโรคต่าง ๆ ทางลมหายใจเกิดขึ้นได้เป็นอันมาก (ก็คิดว่าควรจะป้องกันอย่างไร)

          ๒. กฎของกรรมป้องกันยาก ส่วนการแก้ไขก็แก้ไขได้ยาก เพราะเป็นกฎของกรรม การซื้อหน้ากากป้องกันควันพิษ หากรู้ว่าหมอกควันพิษจักเกิด ก็กันให้ถูกควันพิษน้อยลง แต่จักไปป้องกันหรือแก้ไขเหตุการณ์เหล่านั้นไม่ให้เกิดนั้น ย่อมเป็นไปไม่ได้ เพราะทุกอย่างเป็นกฎของธรรมดา (ก็นึกว่าวัตถุมงคลของหลวงพ่อฤๅษี จะป้องกันได้ไหม)

          ๓. ป้องกันได้แต่ก็เฉพาะคนที่ดีมีศีล และมีความมั่นคง เคารพในพระรัตนตรัยเท่านั้น (ก็นึกว่าคนในบ้านมีหลายคนนับถือบ้าง ไม่นับถือบ้าง การขอบารมีพระให้คุ้มครองจะได้ผลไหม)

          ๔. ได้ผลบ้าง ไม่ได้ผลบ้าง สุดแล้วแต่กฎของกรรมของแต่ละบุคคล เพราะคนอาศัยกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเฉพาะตน กรรมใครกรรมมัน กรรมเป็นเครื่องจำแนกสัตว์ ไม่มีใครหนีกฎของกรรมไปได้พ้น จงหมั่นทำความเข้าใจในกฎของกรรมเข้าไว้ ให้มีความมั่นใจ แล้วจิตจักสงบเป็นสุข ไม่ดิ้นรน ยอมรับในกฎของกรรม

          อาทิตย์ที่ ๓ พ.ค. ๒๕๔๑ มีคนไปงานพระราชทานเพลิงศพ หลวงปู่วัยกันมากมาย ทั้งพระและฆราวาส ทรงตรัสสอนว่า....

          ๑. มรณานุสสติพึงกำหนดไว้ให้ตั้งมั่น โลกนี้ทั้งโลกไม่มีอะไรเหลือ เกิดเท่าไหร่ตายหมดเท่านั้น ให้เดินตามรอยพระอริยสงฆ์เข้ามาสู่แดนพระนิพพาน ไม่มีใครช่วยใครได้ ตนเท่านั้นที่จักเป็นที่พึ่งของตนได้ ตถาคตเป็นเพียงผู้บอก พระอริยสงฆ์เป็นผู้ปฏิบัติแล้วนำมาเทศน์สอนกันต่อๆ ไป พวกเจ้านับว่าโชคดี มีโอกาสพบพระอริยสงฆ์ และสัมผัสอย่างใกล้ชิด เรียนรู้ข้อวัตรปฏิบัติของพระอริยสงฆ์ ตั้งแต่ท่านฤๅษีเป็นต้นมา จนกระทั่งหลวงปู่วัย มาจนถึงท่านพระสุรจิต พึงจดจำข้อวัตรปฏิบัติของท่านเหล่านี้และปฏิบัติตามเข้าไว้ ถ้าไม่ประมาท มรรคผลพระนิพพานก็ได้ในชาตินี้แน่

          ๒. อากาศที่ร้อนอบอ้าว ส่งผลให้ร่างกายอ่อนเพลียได้ง่าย และเสียเหงื่อหรือน้ำมาก ทำให้กระหายน้ำ แต่พึงระวังอย่าดื่มน้ำมากเกินไป จักเกิดโรคท้องร่วงได้ เนื่องจากน้ำที่มากเกินไป จักไปละลายธาตุดิน คือ อาหารที่ทานเข้าไป ให้รักษาสุขภาพไว้ให้มาก จงอย่าประมาทในชีวิต การป่วยกับการตายของร่างกายเป็นเรื่องธรรมดาก็จริงอยู่ แต่อย่าหลงคิดว่าร่างกายนี้จักทรงตัวอยู่ตลอดกาล คนอื่นเขาป่วยให้ดู เขาตายให้ดู ก็จงคิดว่าสักวันหนึ่งเราก็จักเป็นอย่างเขาเช่นกัน การจักเข้าแดนพระนิพพานมีหนทางเดียวคือตัดขันธ์ ๕ ยอมรับทุกสิ่งทุกอย่างตามความเป็นจริง อริยสัจแปลว่า ความเป็นจริงที่ทำคนให้เป็นพระอริยเจ้า เมื่อจิตยอมรับความจริง โดยปราศจากสิ่งสมมุติแล้ว จิตใจก็ถึงจุดวิมุติ คือเป็นพระวิสุทธิเทพ เข้าถึงมรรคผลนิพพานได้อย่างเที่ยงแท้แน่นอน อุปสรรคในการทำงาน และการเจ็บไข้ได้ป่วยย่อมมีบ้างเป็นธรรมดา จงอย่าท้อใจ การหาอารมณ์ใจนี้สำคัญมาก ให้มองหาต้นเหตุที่ทำให้ขาดกำลังใจให้พบ แล้วพิจารณาให้แจ่มแจ้ง ก็จักมีกำลังใจเกิดขึ้น ปัญหาทั้งหลายเกิดจากกิเลสครอบงำจิตให้หลงติดอยู่ กี่ภพ - กี่ชาติ - กี่อสงไขยกัปมาแล้ว หากไม่รู้จักสลัดออกด้วยปัญญา พิจารณาตามความเป็นจริง ก็จักต้องตายแล้วเกิดๆ มาพบกับปัญหาอย่างนี้อีก ไม่รู้จักพ้นไปได้เสียที แม้คุณหมอเองก็เช่นกัน ตามกรรม ต่างวาระ ก็เป็นปัญหาครอบงำจิตอยู่ ให้สลัดออกเสียด้วยปัญญา รูป - เวทนา - สัญญา - สังขาร - วิญญาณเป็นเรา เป็นของเราหรือ ปล่อยวางมันเสีย สลัดออกไปเสีย ในเมื่อขันธ์ ๕ ที่เราอาศัยอยู่ ก็ยังไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา แล้วขันธ์ ๕ ของบุคคลอื่น - สัตว์ - วัตถุธาตุ จักมีอะไรเป็นของเราอีก ตัดตรงนี้ตัวเดียว ปัญหาทั้งหมดก็หมดไป ที่มัวหลงอยู่เพราะบ่วงมารคือกิเลสมันครอบงำจิตอยู่ ทำให้มีอารมณ์พะวักพะวงอยู่ใน กามตัณหา - ภวตัณหา - วิภวตัณหา ค้นตัณหา ๓ ให้พบนั่นแหละเป็นสมุทัย ต้นเหตุแห่งทุกข์อย่างแท้จริง ปลดตัณหา ๓ เสีย ความดับไม่มีเชื้อก็จักเข้าถึงจิตใจได้อย่างแท้จริง จงอย่ามีความประมาทในชีวิต ให้มีความเพียรต่อสู้กับกิเลส - ตัณหา - อุปาทาน - อกุศลกรรมละเสียให้ได้ ก่อนที่ร่างกายจักถึงจุดจบของชีวิต

          ๓. การพิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างตามความเป็นจริง จำเป็นสำหรับผู้ที่ต้องการจักพ้นทุกข์ หากไม่พิจารณาแล้วก็จักไม่มีปัญญาเกิดขึ้นในดวงจิตนี้ได้และจักต้องพิจารณาตามพระธรรมคำสั่งสอนเท่านั้น จึงจักพ้นทุกข์ได้ อย่าเอากิเลสเข้ามาแทรกจนออกนอกลู่นอกทาง ไม่มีทางที่จักพ้นทุกข์ได้ อย่ามัวประมาทในชีวิต เพราะอายุเคลื่อนไปหาความตายใกล้เข้ามาทุกที ในเรื่องความเพียรเพื่อจักพ้นทุกข์ไม่มีใครช่วยใครได้ อย่านึกเบื่อสภาพที่แวดล้อมอยู่นี้เป็นธรรมดาทั้งหมด โลกเป็นปกติอยู่เช่นนี้ ถ้าจักเบื่อ พึงเบื่อกำลังใจของตนเองที่ไม่เอาไหน หากยังแก้อารมณ์เบื่อของตนเองไม่ได้ เกิดตายในขณะนี้ จักเข้าถึงซึ่งพระนิพพานได้อย่างไร ให้ใช้อัตนาโจทยัตตานัง คอยโจทย์จิตตนเองไว้เสมอ เตือนตนเองเข้าไว้ อย่าได้ประมาทเป็นอันขาด

          ๔. เรื่องพระแท่นดงรัง ไม่จำเป็นต้องชี้แจง เพราะเป็นเรื่องของอดีต โดยเฉพาะอดีตของสถานที่ ประสูติ - ตรัสรู้ - ปรินิพพานของตถาคตเจ้า อย่านำมาเป็นปัญหาถกเถียงกัน เพราะมิใช่มรรคผลของการปฏิบัติอันจักเข้าถึงพระนิพพาน แม้จักอ้างถึงพระอริยสงฆ์แต่ละองค์ว่าท่านกล่าวไว้ หากมีผู้ถามขึ้นมา ก็ให้ถามกลับไปว่า รู้แล้วจักมีประโยชน์อันใด แต่มิใช่พูดด้วยอารมณ์ ให้พูดว่าเป็นเรื่องอดีต จริงหรือไม่จริงก็เป็นเรื่องที่ผ่านไปแล้ว การติดสถานที่ก็เหมือนกับนักธรณีวิทยาในปัจจุบัน หรือนักโบราณคดีในปัจจุบัน ท่องเที่ยวไปเก็บซากหิน ซากวัตถุต่างๆ มาพิสูจน์ว่าเป็นสมัยไหน อายุประมาณเท่าไหร่ สำหรับผู้ปฏิบัติเพื่อให้เข้าพึงมรรคผลนิพพานก็เช่นกัน แทนที่จักหาหนทางดับกิเลสแห่งจิตใจของตนเอง กลับไปสงสัยในสถานที่ประสูติ - ตรัสรู้ - ปรินิพพาน ความสงสัยเป็นนิวรณ์ตัวหนึ่ง หากไม่สลัดออกไปจากจิตใจ ก็ต้องเกิดใหม่เพื่อกลับมาสงสัยกันอยู่ร่ำไป ธรรมทั้งหลายไม่ควรไปปรุงแต่ง ใครเขียนอย่างไร ก็กรรมหรือธรรมของเขา ไม่จำเป็นที่จักต้องไปวิพากษ์ - วิจารณ์ ให้วางลงด้วยคำว่าไม่ปรุงแต่งด้วยธรรมทั้งปวง หากใครถามขึ้นในเรื่องกรณีนี้ ให้ตอบเป็นเรื่องส่วนตัว อย่าออกทางไมโครโฟน จักกระทบถึงผู้เขียนเรื่องนี้ เพราะทุกคนย่อมมีพวกพ้อง ไม่พึงสร้างศัตรูให้เกิดขึ้น หากเลี่ยงได้พึงเลี่ยงเสีย ก็เป็นของดี เรื่องเกี่ยวกับพระพุทธเจ้า จัดเป็นเรื่องของอจินไตยไม่ขอตอบจักดีกว่า

          ๕. อย่ากังวลเรื่องอนาคต ให้อยู่กับปัจจุบันธรรมให้มากที่สุด การเตรียมเป็นเรื่องของความไม่ประมาท แต่ให้พอเหมาะ - พอควร แต่จิตต้องลงกับคำว่าธรรมปัจจุบัน ซึ่งอยู่กับความไม่เที่ยงของโลกอยู่เสมอ แต่พยายามทรงจิตให้เที่ยงเข้าไว้ด้วย เพราะการยอมรับคำว่าไม่เที่ยงนั้น ๆ จักทำให้จิตไม่ฝืนธรรมทั้งหลายทั้งปวง และไม่ควรคำนึงถึงอนาคตในแง่เลวร้าย หรือตั้งความหวังไว้ว่าอนาคตจักประสบแต่สิ่งที่ดีๆ เพราะเป็นกามตัณหาหรือความทะยานอยากทั้งสิ้น กรณีต้นมีความอยาก คือไม่อยากให้มันเกิด กรณีปลายก็มีความอยาก คืออยากให้มันเกิด ทั้งสองประการล้วนเป็นกิเลสครอบงำจิต ให้เกิดตัณหาอุปาทาน สร้างอกุศลกรรมให้เกิดขึ้นได้ง่าย ทางที่ถูกควรวางอารมณ์ไว้ว่า ทุกสิ่งทุกอย่างดีหรือเลว ล้วนเป็นกฎของกรรมบังคับไว้ทั้งสิ้น แล้วให้พิจารณาว่า โลกนี้ดีก็ไม่นาน - ไม่เที่ยง หรือจักเลวก็ไม่นาน - ไม่เที่ยง หมุนเวียนเปลี่ยนไปอยู่เสมอ เป็นวัฏฏะสงสาร ผู้ไม่รู้จิตก็ติดข้องอยู่กับความไม่เที่ยงเหล่านี้ จึงต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏฏะสงสารนี้ ผู้ปรารถนาจักพ้นจากวงล้อนี้ จิตก็จักพยายามตัดสิ่งเหล่านี้ให้ออกไปเสมอๆ เมื่อมีสติระลึกรู้อยู่อย่างนี้บ่อย ๆ การปฏิบัติธรรมก็จักเกิดขึ้นได้ไม่ยากเย็น และจงอย่าลืมอนุสสติสุดท้าย คือ มรณานุสสติควบอุปสมานุสสติ (รู้ลม - รู้ตาย - รู้นิพพาน) ไว้ด้วย

          ๖. ทำงานอะไรก็ให้มั่นใจในความบริสุทธิ์ใจ แม้จักประสบกับปัญหาอย่างหนัก พระ - พรหม - เทวดา - นางฟ้า ย่อมจักช่วยขจัดปัดเป่าบรรเทาให้เบาบางได้ แต่จักไม่ให้เป็นไปตามกฎของกรรมเลยนั้น ย่อมเป็นไปไม่ได้ ถึงอย่างไร กฎของกรรมก็ยังส่งผลให้อยู่บ้าง โดยหนักเป็นเบาหรือเบาเป็นหาย เป็นต้น อย่างกับกรณีสะเดาะเคราะห์ ถ้าหากไม่ทำเสียเลย ก็จักรับผลของกรรมเต็ม ๑๐๐% แต่ถ้าหากทำก็จักบรรเทาเบาบางลงได้ ยกเว้นในกรณีที่กรรมนั้นหนักจริงๆ ก็ช่วยไม่ได้เช่นกัน อุปมาการสะเดาะเคราะห์ดั่งเช่น แดดร้อนหรือฝนตก เราสามารถหาร่มกาง ย่อมบรรเทาความร้อน บรรเทาความเปียกไปได้ ฉันใดก็ฉันนั้น อนึ่งกรรมบางอย่างบารมีของตนเองย่อมจักช่วยไม่ได้ จักต้องอาศัยบารมีพระ - พรหม - เทวดา - นางฟ้าช่วยเช่นกัน เนื่องจากสุดวิสัยที่จักแก้ไขด้วยตนเองได้ เรื่องเหล่านี้เป็นพุธโธ - ธัมโม - สังโฆอัปมาโณ และจักต้องนับถืออย่างจริงใจจึงจักช่วยได้ ขอให้มั่นใจ แล้วจักแคล้วคลาดปลอดภัยทุกๆ ประการ ยกเว้นเกิด - แก่ - เจ็บ - ตาย ภัยเหล่านี้แก้ไขไม่ได้ เนื่องด้วยเป็นกฎของธรรมดา ขอให้มั่นในพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ ภัยต่าง ๆ ก็จักแคล้วคลาดไป อีกทั้งเป็นการวัดกำลังใจว่า มีความนับถือพระรัตนตรัยจริงใจหรือไม่ แล้วฝึกฝนจิตใจอย่าให้อ่อนแอ ย่อท้อต่ออุปสรรคทั้งหลาย เอาความมั่นใจในคุณพระรัตนตรัยมาผนึกรวมกัน จักทำให้กำลังใจเข้มแข็งขึ้น การท้อแท้อ่อนแอไม่ช่วยให้ดีขึ้น มีแต่บั่นทอนการปฏิบัติธรรมให้ถอยหลัง หรือไม่เจริญขึ้นจดจำจุดนี้เอาไว้ แล้วพิจารณาให้เห็นตามความเป็นจริง จักได้มีกำลังใจเกิดขึ้นในการปฏิบัติ

          ๗. รักษากำลังใจให้ตั้งมั่นอยู่ในความดี แม้เวลานี้จักมีภัยมืดจากคุณไสย - อวิชชา - อาถรรพ์กำลังเล่นงาน เจ้าอย่างหนัก ก็จงอย่าท้อถอยให้พยายามรักษากำลังใจ เข้าไว้ อย่ากลัวว่าชีวิตจักเป็นอันตราย ฝ่ายนั้นทำได้ จักเกิดแต่เพียงอาการเท่านั้น แต่เจ้าจักไม่เป็นอันตรายอย่างแน่นอน ขอให้มั่นใจ คำภาวนา - พิจารณาพยายามอย่าให้ห่างออกไปจากใจ อย่าให้ความชั่ว หรือความไม่สงบของจิตเข้ามาครอบงำจิต ให้พยายามรักษาความดีให้ตั้งมั่น หากความเลวหรืออกุศลกรรมเข้าครอบงำจิตของเจ้าเมื่อไหร่ เหล่าคุณไสยที่เขาปล่อยมา ก็จักเข้ามาเล่นงานร่างกายของเจ้าได้ทันที แต่ถ้าหากรักษาจิตให้เป็นกุศล มีภาพพระเป็นอารมณ์ มีการพิจารณาหรือภาวนาประจำจิต เหล่าคุณไสยจักทำอะไรเจ้าไม่ได้ และจักกลับเข้าสนองแก่ผู้ปล่อยต่อไป

          ๘. ให้กำหนดรู้ลมหายใจเข้าออกให้มาก เพื่อเป็นการฝึกฝนจิตให้มีสติ - สัมปชัญญะทรงตัว กำลังใจที่จักปฏิบัติธรรมก็จักมั่นคงขึ้น ทุกอย่างอาศัยซึ่งกันและกันอยู่ โดยถ้าหากคล่องในอานาปานัสสติกองเดียว ก็จักคุมกรรมฐานอีก ๓๙ กองได้หมด อย่าคิดว่ายาก ถ้าหากมีความเพียรอย่างจริงใจ ไม่มีอันใดจักเป็นของยาก ให้โจทย์ความผิดในจิตของตนเองว่า ทำไมถึงทำไม่ได้ในการกำหนดรู้ลมหายใจ เพราะหากทำไม่ได้ก็ระงับนิวรณ์ ๕ ไม่ได้ ทำไปอีกแสนกัปก็ไม่ได้ผล ให้สำรวจใจของตนเองที่ยังชอบสนใจในจริยาของบุคคลอื่น จัดเป็นกฎของกรรมซึ่งเราเป็นผู้ก่อไว้เอง เพราะกรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ ให้หมั่นพิจารณากฎของกรรมให้มาก เพราะเป็นอริยสัจเบื้องสูง กรรมทั้งหลายที่ให้ผลอยู่ ก็มาจากการกระทำของตนเองทั้งสิ้น ไม่ว่าจักเป็นกรรมทางกาย - วาจาและใจ กรรม คือการกระทำที่สัตว์ทุกรูปทุกนาม มีกรรมเป็นเครื่องจำแนก มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ทั้งสิ้น เมื่อต้องการจักไปพระนิพพาน จงหลีกเลี่ยงการกระทำอันเป็นอกุศล ไม่ว่าทางกาย - วาจา - ใจเสียตั้งแต่นี้เป็นต้นไป โดยต้องมีความตั้งใจมั่น (มีสมาธิตั้งมั่น) และ ต้องมีปัญญาพิจารณาเห็นคุณ - เห็นโทษของกรรม คือ การกระทำในแต่ละครั้งอย่างแท้จริง ค่อยๆ ทำไป ใหม่ๆ ได้บ้างไม่ได้บ้าง ก็เป็นเรื่องธรรมดา เมื่อจิตมีกำลังขึ้นด้วยปัญญาบารมี มีมากขึ้น ก็จักสามารถรักษากาย - วาจา - ใจให้หมดจากอกุศลกรรมไปได้

          ๙. พระขีณาสพ (พระอรหันต์)ย่อมตระหนักในกฎของกรรมว่าเที่ยง ปล่อยวางกรรมโดยไม่ต่อกรรม - ไม่ปรุงแต่งกรรม โดยถือว่ากรรมทั้งหลายจักให้ผลแก่ท่านได้เฉพาะตอนที่ท่านยังมีขันธ์ ๕ อยู่นี้เท่านั้น ขันธ์ ๕ พังเมื่อไหร่ คำว่าบรมสุขก็จักเข้าถึงจิตของท่านอย่างบริบูรณ์ ขอให้พวกเจ้าจงจำและปฏิบัติตามปฏิปทาของพระขีณาสพให้ดี จงอย่ามีความประมาทในธรรมทั้งปวง ในอดีตเคยเกิดมาเพื่อรบราฆ่าฟันปกป้องประเทศชาติมานับไม่ถ้วน กรรมปาณาติบาตก็จักตามมาให้ผล ร่างกายยังมีอยู่ ก็จักต้องเจ็บ - ป่วย - ตาย กรรมเหล่านี้จักคอยตัดรอนไปตามวาระกรรมที่เข้ามาให้ผลเป็นระยะๆ พึงโจทย์จิตให้มีสติกำหนดรู้เอาไว้เสมอๆ กรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ กรรมใดที่ไม่เคยทำเอาไว้ กรรมนั้นจักไม่เกิดกับเราได้เลย พวกเจ้าพึงใช้ขันติบารมีให้จงหนัก มีอะไรมากระทบก็ต้องอดทน และทนให้ได้ตามที่ท่านพระสุรจิตแนะนำ  อาทิ เขายั่วยุก็ต้องทนให้ได้ หากโต้ตอบออกไปแสดงว่าเราชั่วไปแล้ว ตกเป็นเหยื่อของความโกรธ - โลภ - หลง หากยังตัดไม่ได้ก็ต้องเกิดต่อไปอีก หากตัดได้ก็ตัดความเกิดได้ และไปพระนิพพานได้แน่นอน โลกนี้ทั้งโลกเต็มไปด้วยปัญหา ให้คอยติดตามข่าวดู จักได้ไม่ประมาทในการเตรียมสถานการณ์ได้ทัน แต่ให้พิจารณาลงเป็นธรรมดาของโลกอันวุ่นวายเร่าร้อนอยู่นี้ ให้เห็นเป็นปกติธรรมดา อย่าคิดว่าผิดธรรมดา จิตจักดิ้นรนไม่ยอมรับกฎของกรรม ก็จักทำให้ทุกข์เกิดขึ้นกับจิตใจอย่างยิ่ง ให้ยอมรับกฎของธรรมดาและหลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อชีวิตของร่างกายยังอยู่ในโลกนี้ จงทำการเบื่อหน่าย และพิจารณาว่า ถ้าไม่ต้องการเกิดมามีขันธ์ ๕ เหตุเหล่านี้ก็จักไม่ประสบกับเรา แล้วหมั่นเพียรปฏิบัติเพื่อไปให้ถึงซึ่งพระนิพพาน อันเป็นหนทางดับทุกข์อย่างแท้จริง

          ๑๐. พิจารณา มรณานุสสติให้มาก แต่ในขณะเดียวกันพึงตรวจดูใจตนเองว่า ยังกลัวผู้อื่นเขาจักตาย หรือกลัวตัวเองจักตายนั้นยังมีมากอยู่แค่ไหน ถ้าหากยังมีมาอยู่ก็นับว่าอยู่ห่างไกลจากความดี เนื่องด้วยความตายเป็นของจริง คืออริยสัจไม่มีใครหนีพ้นได้ การกลัวตายจึงทำให้ต้องเกิดเพื่อกลัวตายอีกเนื่องด้วยความกลัวตาย มีอารมณ์ห่วงหรือต้องการร่างกายนี้ให้ทรงตัวอยู่ เป็นกามตัณหาแฝงอยู่ในใจอย่างเต็มเปี่ยม เหมือนกับคนกลัว - เจ็บ - ป่วย ไม่ต้องการให้กายเจ็บป่วย นี่ตัวเดียวกัน จิตใจยังฝืนธรรมมากเท่าไหร่ ก็ยังต้องเกิดอีกมากเท่านั้น พิจารณาหาเหตุหาผล จักเห็นตัณหาซ่อนอยู่ในอารมณ์ต่างๆ มากมาย ล้วนเป็นการต่อภพต่อชาติทั้งสิ้น มองให้ดีมองให้เห็นจักเห็นโทษที่จิตไปเกาะอยู่มากมาย ถ้าเห็นจริงๆ ด้วยปัญญา ก็จักละได้ด้วยเห็นอริยสัจนั้น พระพุทธศาสนาคือคำสอนของพระพุทธศาสดา พุทธะแปลว่าผู้รู้ รู้แจ้งแทงตลอดด้วยอริยสัจเท่านั้น จึงจักพ้นทุกข์ได้ พระตถาคตเจ้าทุก ๆ พระองค์บรรลุธรรม พ้นทุกข์ด้วยอริยสัจทั้งสิ้น ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ ล้วนแล้วแต่เป็นอริยสัจ ดังนั้นพวกเจ้าพึงเดินมาให้ถูกทาง จักได้ถึงซึ่งหนทางพ้นทุกข์ได้ในชาติปัจจุบัน

          ๑๑. ไม่ว่าภัยธรรมชาติ หรือภัยสงคราม พึงติดตามข่าวอย่างใกล้ชิด แล้วให้พิจารณาลงเป็นกฎของกรรม พายุ น้ำท่วม - ไฟไหม้ ล้วนแล้วแต่โทษของกรรมอทินนาทานทั้งสิ้น โลกนี้มีคนไม่มีศีลมาก แม้แต่ในอดีตชาติของพวกเจ้าก็เป็นคนไม่มีศีล หรือบกพร่องในศีลมาก่อน มาปัจจุบันชาติแม้จักมีศีลแล้ว แต่กรรมต่างๆ ก็ทวงถามเข้ามาให้ได้รับผลอยู่ดี การเสียทรัพย์สินก็เป็นกรรมอทินนาทาน วิกฤติการณ์ที่เกิดขึ้นรุนแรงขึ้นทุกๆ ขณะล้วนแล้วแต่เป็นกฎของกรรมทั้งสิ้น แม้แต่เหล่าพระที่เข้าปริวาส (ติดคุกพระ) ก็เช่นกัน ต้องผจญพายุฝนฟ้าคะนอง เป็นที่เบียดเบียนกาย - ใจ ให้ไม่สามารถปฏิบัติอย่างเป็นสุขได้ ก็เป็นกฎของกรรมเช่นกัน โลกนี้ไม่เที่ยง โลกนี้เป็นทุกข์ โลกนี้อนัตตาไปในที่สุด อย่าหวังพึ่งโลกอีกต่อไป ให้เห็นโลกตามความเป็นจริง ไม่ว่าโลกภายนอกหรือ ขันธโลก ไม่สามารถพึ่งพาอาศัยได้ ที่อยู่นี้เพียงแค่ชั่วคราว ด้วยจิตมีความทะยานอยาก จึงต้องมาติดกับอยู่กับสภาวะของโลกเหล่านี้ แต่ถ้าเห็นธรรมดาแล้ววางเฉยเสีย เห็นด้วยปกติธรรมนั้น จิตมีแต่ดับตัณหาทั้ง ๓ ประการนั้นเสีย มุ่งหวังพระนิพพานเป็นที่ไปเท่านั้น จิตก็จักพ้นจากโลกทั้งปวง ไม่ต้องกลับมาทุกข์กับสภาพไม่เที่ยง เป็นอนัตตาอย่างนี้อีก

          ๑๒. ทำอะไรก็ตาม อย่าเอาความกังวลใจเป็นที่ตั้ง เพราะจักทำงานผิดพลาดได้โดยง่าย แม้งานบางงานจักสร้างความหนักใจ กังวลใจให้ก็ตาม พึงวางความหนักใจและกังวลใจลงเสียก่อน ทำจิตให้สบายๆ แล้วพิจารณาตามความเป็นจริง (ใช้หลักอริยสัจแก้ปัญหา) จักเห็นหนทางก้าวไปของงานให้ลุล่วงไปได้ด้วยดี งานใดที่หนักใจ หรือกังวลใจให้หยุดพักไว้ก่อน อย่ากลัวเสียเวลา พักให้จิตปลอดโปร่ง จึงค่อยย้อนกลับมาทำ จักได้ผลงานที่ดี การปฏิบัติธรรมก็เช่นกัน หนักใจกังวลใจวางไว้ก่อน ผ่อนคลายให้สบายใจ แล้วหวนกลับมาทำใหม่ ผลที่ได้จักดีกว่าฝืนทำไปด้วยความหนักใจและกังวลใจ

          ๑๓. การทำอะไร อย่าหวังผลตอบแทน ให้ใช้หลักธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า เป็นแนวทางปฏิบัติ อย่าให้ออกนอกลู่นอกทางเช่นการมีจิตเมตตาจักไปสงเคราะห์ใคร จงอย่าไปบังคับใคร ให้ถือเอาศรัทธาเป็นหลักใหญ่สำคัญ พระพุทธองค์ไม่เคยสงเคราะห์ใครที่ไม่ศรัทธาในพระองค์ แม้แต่สมเด็จพระราชบิดาของพระองค์เอง เป็นต้น ทุกวันนี้เมตตาผิดหลัก เมตตาให้กับเขาแล้ว เขาไม่รับก็พึงอุเบกขา ที่เร่าร้อนกันอยู่ทุกวันนี้ เพราะไม่รู้จักใช้อุเบกขา วางเฉยด้วยปัญญา มิใช่วางเฉยตามสัญญา จึงไม่รู้จักอุเบกขาในพรหมวิหาร ๔ จริงๆ กัน เมตตาแล้วจิตเศร้าหมองเดือดร้อนใจจงอย่าทำ ให้ใช้พรหมวิหาร ๔ ให้ครบทั้ง ๔ ตัว ให้กลับไปศึกษาเรื่องพรหมวิหาร ๔ ที่เคยสอนไว้ใหม่ พิจารณาด้วยปัญญา อย่าใช้แค่สัญญา พึงรู้จักเมตตาตนเองให้ได้ก่อน จึงจักไปเมตตาผู้อื่นเขา มิฉะนั้นจักขาดทุน

          ๑๔. ให้พิจารณาโทษของวจีกรรม ๔ ให้มาก แค่ชาตินี้ก่อนเข้ามาในเขตวัดท่าซุง เจ้าเคยยอมใครที่ไหน (ทรงหมายถึงเพื่อนผู้ร่วมปฏิบัติธรรมกับผม) ขยันต่อกรรมทางด้านวาจาไปทั่ว หรือแม้แต่เข้าวัดมาแล้วก็เช่นกัน กว่าจักสงบวาจาลงได้ ก็ใช้เวลาหลายปี ดีแต่ได้คุณหมอปรามไปบ้าง ท่านพระสุรจิตปรามไปบ้าง เวลานี้ก็เบาลงไปเยอะ แต่ที่เหลืออยู่ก็ยังอีกไม่น้อย ต้องพยายามให้จงหนัก ซึ่งก็เป็นธรรมดาของคนทั่วไป เมื่อรู้ตัวและรับว่าตนยังเลวมาก ก็จงเพียรแก้ไขต่อไปให้ถูกต้อง ผลของกฎของกรรมที่เจ้าทำไว้ในอดีต เวลานี้คนพาลกำลังหาเรื่องเจ้าอยู่หนัก ให้พยายามใช้ขันติ อดทนแผ่เมตตาเข้าไว้ อย่าคิดไปต่อกรกับคนเหล่านี้ เสียเวลาปฏิบัติพระกรรมฐาน และไม่มีประโยชน์ ให้ปรึกษาท่านพระสุรจิต ธรรมะย่อมชนะอธรรม เพียงแต่เวลานี้อกุศลกรรมกำลังเข้ามาให้ผล จึงต้องประคองใจให้มีกำลังต่อสู้ อย่าอยู่คนเดียว อย่าไปไหนคนเดียว ให้อยู่กับพระ โดยเฉพาะพระรัตนตรัย ท่าน ล้วนอัปมาโณ ทั้งสิ้น ขอให้มั่นใจ ใครเขาอยากทำเลวก็ปล่อยเขาเลวไปตามกรรม อย่าไปรับกรรมเขามาใส่ใจ อย่ากังวลใจกับเหตุหรือข่าวลือที่ยังไม่ได้เกิด แต่ก็ต้องไม่ประมาทในกรรมทั้งปวง ปล่อยวางความหนักใจและกังวลลงเสีย ให้เชื่อมั่นในคุณพระรัตนตรัย แล้วทุกอย่างจักคลี่คลายไปได้ด้วยพุทธคุณ - ธรรมคุณ - สังฆคุณ ให้ดูตัวอย่างในพระสูตรมีอยู่มาก เช่น เรื่องโจร ๕๐๐ ถูกฆ่าตาย แต่จิตมั่นคงอยู่ในศีล ก็ไปสวรรค์โลกได้ เรื่องพระโมคคัลลานะ ถูกโจร ๕๐๐ ทำร้ายให้ตาย เป็นตัวอย่างที่เน้นให้เห็นจิตที่เชื่อมั่นในคุณพระรัตนตรัยอย่างมั่นคง ขอจงอย่าสงสัยและมั่นคงในพระรัตนตรัย ธรรมะย่อมชนะอธรรม

          ๑๕. เห็นกฎของกรรมแล้ว ให้ปลงว่าเป็นเรื่องของธรรมดา เห็นทุกข์ของคนอื่นแล้ว จงย้อนกลับมาพิจารณาในตนว่า ชีวิตของตนเองยังดีกว่าบุคคลอื่นๆ อีกมาก เนื่องด้วยเกิดมาแล้วได้พบพระพุทธศาสนา ได้พบหลวงพ่อฤๅษี มีโอกาสได้ปฏิบัติธรรมในศีล - สมาธิ - ปัญญา จนมีความมุ่งมั่น ตั้งใจที่จักไปให้ถึงซึ่งพระนิพพานในชาตินี้ รู้จุดหมายปลายทางและรู้วิธีปฏิบัติที่ไปพระนิพพาน และมีขวัญ มีกำลังใจที่จะต่อสู้กับอุปสรรคทั้งปวง (ด้วยบารมี ๑๐, สังโยชน์ ๑๐ เป็นต้น)

          (ต้นเหตุ วันนี้เป็นวันเสาร์ เดือน ๕ วันที่ ๓๐ พ.ค.๒๕๔๑ มีพิธีพุทธาภิเษก ที่โบสถ์ มีผู้คนมาในพิธีมาก ได้เห็นเด็กพิการจากพ่อมีโทสะ ทำร้ายลูกที่ศีรษะ ทำให้เป็นใบ้ พูดไม่ได้ มือแขนลีบทั้ง ๒ ข้าง สติก็ไม่ดี เป็นกฎของกรรมจากกรรมปาณาติบาต พูดไม่ได้จากกรรมคัดค้านพระธรรมวินัย และส่งเสียงดังรบกวนในขณะพระเทศน์)

          ทรงตรัสว่า คนทำกรรมใกล้เคียงกัน ก็มาเกิดร่วมกันนี้เป็นของธรรมดา แม้แต่ในอดีตชาติ ทุกคนต่างเคยเกิดมาชดใช้หนี้กรรมอย่างนี้มาแล้วทั้งสิ้น เนื่องด้วยกรรมบถ ๑๐ และศีล ๕ อันถูกล่วงละเมิดแล้วให้ผล การเกิดมาชาตินี้ มีอวัยวะครบ ๓๒ ได้พบพระพุทธศาสนา จัดว่าเป็นบุญมากแล้ว แต่ในกรณีกฎของกรรมให้ผลนั้นก็เป็นเรื่องธรรมดา ให้ยอมรับนับถือในกฎของกรรมให้มาก พระอริยเจ้าไม่มีใครฝืนกฎของกรรม ยอมรับนับถือกฎของกรรมอย่างจริงใจอยู่ตลอดเวลา ท่านใช้หลักพิจารณาเมื่อถูกอารมณ์กระทบกระทั่ง ไม่ว่าสุขหรือทุกข์เกิดขึ้นได้เพราะมีร่างกายเป็นเหตุ กรรมทั้งหลายเข้ามาตอบสนองได้ เพราะเรามีร่างกายนี่เอง ถ้าจิตยังยึดสุข หรือทุกข์อันเกิดจากร่างกายว่าเป็นเราอยู่อีก แม้ร่างกายนี้ตายไปแล้ว ก็ต้องเกิดมาพบกับร่างกายอย่างนี้อีก เนื่องด้วยการยึดสุข ทุกข์อันเกิดจากร่างกาย คือจิตใจยังเกาะติดร่างกายอยู่นี่แหละ พึงหัดพิจารณาปล่อยวางอารมณ์เหล่านี้เสีย สุขหรือทุกข์ ร่างกายดีหรือไม่ดี ถูกกระทบด้วยกฎของกรรม ก็ให้ถือเป็นเรื่องธรรมดาทั้งหมด รู้สักเพียงแต่ว่ารู้ จิตไม่กังวลหรือยินดีไปกับสุขหรือทุกข์เหล่านี้ด้วย มีความเฉยๆ สงบเย็นเป็นอารมณ์ จิตเป็นสุข ไม่เร่าร้อนด้วยเหตุใดๆ ทั้งปวง แต่อารมณ์เหล่านี้จักทรงตัวได้ จักต้องใช้ปัญญาพิจารณาร่างกายตามความเป็นจริงเท่านั้น

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่