(พระธรรม ที่ทรงตรัสสอนในเดือนพฤษภาคม ๒๕๔๐)

ปกิณกะธรรม




          สมเด็จองค์ปฐมทรงตรัสสอนปกิณกะธรรมไว้ มีความสำคัญดังนี้

          ๑. ร่างกายนี้ไม่ใช่ของเราและไม่ใช่ของใคร มันเป็นเพียงธาตุ ๔ มีอาการ ๓๒ เข้ามาประชุมกัน เป็นเพียง สภาวะธรรมที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่แล้วก็ดับไป ไม่มีร่างกายของใครที่จักจีรังยั่งยืน ทุกสภาวะของร่างกายเป็นอย่างนี้เหมือนกันหมด เพราะฉะนั้น จึงไม่ควรหวังการทรงตัวของร่างกาย เพราะหวังไปอย่างไร ที่สุดของร่างกายก็เป็นอนัตตา สลายตัวไปในที่สุด จึงไม่ควรหวังความเที่ยงแท้แน่นอนของร่างกายของตนหรือของใครเป็นอันขาด พิจารณาให้มากด้วย การดูร่างกายของตนเป็นที่ตั้ง ละร่างกายของตนได้ ก็ละร่างกายของคนอื่นได้หมด

          ๒. เรื่องอนาคตอย่าไปกังวล ให้รักษาจิตอยู่ในปัจจุบันให้ดีที่สุดเท่าที่จักดีได้ นั่นแหละจึงจักเป็นการถูกต้อง พยายามอย่าห่วงหน้าห่วงหลัง ตัดความกังวลออกไปให้ได้มากที่สุด ตัวนี้เป็นอารมณ์ถ่วงความเจริญของจิต ที่จักเจริญพระกรรมฐานให้ถึงขั้นปล่อย-ละ-วางกายสังขาร เป็นอารมณ์ที่อันตรายที่สุดตัวหนึ่ง เมื่อมีความกังวลเกิดให้รีบหาเหตุแห่งความกังวลนั้น พิจารณาไปให้ถึงที่สุดของเหตุแห่งความกังวลนั้น จิตก็จักยอมรับในกฎของความเป็นจริง อย่าลืมการเจริญพระกรรมฐานทุกจุด จักต้องหาความเป็นจริงอยู่เสมอ นี่คืออริยสัจ

          ๓. เมื่อได้ข่าวว่าจะมีหลวงพี่บางองค์สึกออกไปจากวัด ให้เห็นเป็นเรื่องธรรมดา เพราะผู้อยู่ในเขตผ้ากาสาวพัสตร์เมื่อหมดบุญก็จักร้อนผ้าเหลืองอยู่ไม่ได้หรอก เรื่องเหล่านี้อย่าไปกังวล อย่าห่วงว่าวัดท่าซุงจักอยู่ไม่ได้ เรื่องของวัดท่าซุงอยู่ในความดูแลของพระตถาคตเจ้าทุกพระองค์ แต่ความเป็นจริงแล้วเป็นเรื่องกฎของกรรม จุดนี้ต้องทำใจเอาไว้บ้าง อย่าวิตกกังวลให้มากเกินไป ทุกอย่างล้วนเป็นของธรรมดา เพราะสมมุติสงฆ์เหล่านี้ ยังมิใช่พระอริยเจ้า พระอริยเจ้าท่านเป็นได้ที่คุณธรรมของจิตที่ตัดสังโยชน์ได้เป็นสมุจเฉทปหาน พระเป็นที่จิต มิได้เป็นที่ร่างกาย เป็นแล้วทรงตัว จึงไม่มีใครที่จักมาสึกความเป็นพระอริยเจ้าไปได้ ขอให้เข้าใจตามนี้ด้วย

          ๔. ความเป็นพระอรหันต์ ท่านมีสติ - สัมปชัญญะสมบูรณ์ คือไม่เผลอในขันธ์ ๕ ว่าเป็นเรา เป็นของเรา ดังนั้นการขาดสติจากมีอารมณ์ราคะ - โทสะ - โมหะ จึงไม่มีแล้วในท่านเพราะตัดสังโยชน์ ๑๐ ประการขาดหมดแล้วมาตามลำดับ กิเลสเหน่านั้นก็กำเริบไม่ได้อีก การรู้สภาวะธาตุ ๔ ไม่เที่ยง ธาตุที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดคือ ธาตุลม ลมเป็นอาหารของผู้มีร่างกาย หรือผัสสาหาร ดังนั้น การกำหนดรู้อานาปานัสสติ จึงทำให้เห็นความเกิด - ดับได้ชัดมาก เห็นสัตติของร่างกายได้ชัดด้วยปัญญา ขาดลมเข้าหรือลมออกก็ตาย และการรู้ลมทำให้จิตสงบ เป็นสุข จิตเข้าถึงฌานสมาบัติได้โดยง่าย ส่วนการกำหนดภาพกสิณกองใดกองหนึ่งก็ดี การกำหนดคำภาวนาประการใด ประการหนึ่งก็ดีเป็นเพียงนิมิตหรืออุบายโยงจิต ทำจิตให้เป็นสมาธิ หรือตั้งใจมั่นอยู่ในภาพหรือคำภาวนานั้น ๆ แต่ตัวจริง ๆ ที่ทำงานอยู่คือลมหายใจเข้า - ออก ดังนั้นการทำภาพกสิณหรือคำภาวนา ก็สามารถทำจิตให้เข้าถึงฌานสมาบัติได้หมดและสามารถทำให้จิตสงบขึ้นได้ตามลำดับของฌานที่ได้นั้น ๆ เรื่องนี้ให้จำไว้ พระอรหันต์หรือพระอริยสาวก จักทำจิตให้ไม่ว่างจากฌาน พระตถาคตเจ้าหรือพระอรหันต์สาวก เจริญฌานเพื่อความอยู่เป็นสุขของจิต เพื่อระงับกายสังขาร เพื่อระงับทุกขเวทนา จากรูป-เวทนา-สัญญา-สังขาร-วิญญาณ ถูกเพิกด้วยฌานในขณะที่ท่านต้องการ การเข้ารูปฌานและอรูปฌาน จึงเป็นเพียงสักแต่ว่าเป็น สภาวะธรรม ที่เกิดแล้วดับเป็นธรรมดาเท่านั้นเอง แต่จิตจักไปยึดมั่นถือมั่นในฌานสมาบัติ ติดสุขอยู่ในฌานอยู่ร่ำไปนั้นไม่มี (ท่านมีสติ-สัมปชัญญะสมบูรณ์ จึงไม่มีเผลอ ที่จักไปยึดสภาวะที่ไม่เที่ยง อันเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ได้มาเป็นของท่านอีก) แต่จำเป็นต้องรู้ต้องศึกษา เพราะทิ้งอานาปาก็เท่ากับทิ้งฐานความมั่นคงของจิต ไม่รู้จักความสงบของจิต เรื่องนี้จึงจำเป็นต้องศึกษาและปฏิบัติตลอดชีวิต ทำจริง ๆ ไม่ยากหรอก ขอจงอย่าเครียด ทำเล่น ๆ รู้ลมบ้าง รู้คำภาวนาบ้าง รู้ภาพกสิณบ้าง พิจารณาบ้าง สลับกันไปให้จิตพอสบาย ๆ ไม่นานก็เข้าถึงฌานสมาบัติได้เอง เวลาปฏิบัติไม่จำเป็นจักต้องรู้ลม แล้วต้องรู้คำภาวนา รู้ภาพกสิณ รู้สี ไปในที่เดียวกัน ทำอย่างนั้นจักหนักใจเกินไป ให้รู้อย่างใดอย่างหนึ่งพอสบาย ๆ จิตก็เข้าถึงฌานได้ อย่างที่กล่าวมา รู้ภาพกสิณอย่างเดียว อานาปาก็ควบอยู่ในตัว รู้คำภาวนาอย่างเดียว อานาปาก็ควบอยู่ในตัว ทำไปเพลิน ๆ จิตก็เข้าถึงฌานสมาบัติได้ จิตจักมีความสงบมีความสุข หรือแม้แต่พิจารณาอยู่ นั่นสมถะก็ควบคุมอยู่ในจิต มีสมาธิ ไม่ฟุ้งไปในอารมณ์อื่น พอจิตเป็นสุข จิตหยุดพิจารณาตรงนั้น จิตเข้าถึงฌานสมาบัติ ถ้าไม่ลืมตรงนั้น ถ้าหากรู้ลมต่อ หรือ กำหนดคำภาวนา หรือภาพกสิณอย่างใดอย่างหนึ่ง จิตจักสงบเป็นสุขมาก และเข้าถึงฌานสมาบัติได้โดยง่าย

          ๕. วันนี้ทั้งวัน ไม่ต้องไปดูอื่นไกล ให้พิจารณากายตนเอง และอารมณ์อันปรากฏแก่จิตตนเองเป็นสำคัญ ดูให้เห็นความโกรธ - โลภ - หลง อันปรากฏแก่จิต ด้วยเหตุที่ยึดขันธ์ ๕ นี้ สร้างความทุกข์มาให้นับชาติไม่ถ้วน อารมณ์เหล่านี้พาจิตให้ไปจุติด้วยทุกข์ หรือสุขอันเป็น โลกียวิสัยตลอดกาล ตลอดสมัยที่จิตถูกจองจำอยู่ในมัน (ขันธ์ ๕ หรือร่างกาย) ให้รู้ความเกิดโดยระงับจิตสังขารไม่ให้ไปปรุงแต่งกับความเกิดแห่งอารมณ์นั้น ๆ พิจารณาให้เห็นโทษแล้ว จิตจักปล่อยวางอารมณ์เหล่านี้ไปเอง ทุกอย่างต้องอาศัยตัวรู้ คือ สติ - สัมปชัญญะ คอยดู คอยรู้ อารมณ์ของจิตอย่างรู้เท่าทันทุก ๆ ขณะจิต คือธรรมปัจจุบันนั่นแหละ จึงจักพ้นไปได้ อยากพ้นเกิด - พ้นตาย อย่าไปคิดว่ายาก เพราะทุกข์ย่อมล่วงพ้นได้ด้วยความเพียร แล้วจงอย่าคิดว่าง่าย เพราะจักประมาทเกินไป เวลาของทุกคนเหลือน้อยนิด อย่าไปคิดว่าทำอะไรจักต้องสมความปรารถนาอยู่เสมอ จำไว้ว่าความปรารถนาไม่สมหวังนั้นเป็นทุกข์ อย่าไปตั้งกฎเกณฑ์ด้วยกิเลส อยากจักต้องเป็นอย่างนั้น อย่างนี้ เพราะนั่นเป็นอารมณ์ของความทะยานอยากอย่างแท้จริง (เป็นตัวตัณหาแท้ ๆ )

          ๖. อย่าไปทุกข์กับเหตุการณ์ที่แวดล้อมอยู่นี้ ให้ถือว่าเหตุกระทบนั้นเป็นครู ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้น - ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไปเท่านั้นเอง ให้เห็นเป็นแค่ สภาวะธรรม อย่าไปใส่ใจว่าอะไรในโลกนี้มันจักจีรังยั่งยืน แม้แต่ขันธ์ ๕ ของใครหรือของตนเอง เพราะนั่นเป็นอารมณ์ภวตัณหา ทุกสิ่งทุกอย่างมีอนัตตา หรือพังหรือตายในที่สุดเหมือนกันหมด ให้เตรียมตัวเตรียมใจ พร้อมรับสถานการณ์เกิด - เสื่อม - ดับอยู่เสมอ พยายามทำจิตให้ปล่อยวางอยู่เสมอ เห็นทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้เป็นกฎของธรรมดาหมด บุคคลซึ่งจักทำจิตให้เข้าถึงซึ่งพระนิพพาน จักต้องวางอารมณ์ปล่อยวางทุกสิ่งทุกอย่างให้ได้ทุกเมื่อ และจงทำทุกอย่างตามหน้าที่ให้ดีที่สุดเท่าที่จักทำได้ ให้ทำความดีด้วยความเต็มใจ แต่ไม่ติดอยู่ในความดีนั้นๆ

          ๗. เรื่องของอารมณ์ให้สังเกตว่า หากร่างกายเครียด คือเหน็ดเหนื่อยจากการงานแล้ว พักผ่อนไม่พอเพียง เมื่อมีอะไรมากระทบ มักโกรธง่าย โมโหง่าย มีปฏิฆะง่าย เพราะฉะนั้น ให้สังเกตกายกับจิตอิงกันไป ยกเว้นพระอรหันต์เท่านั้น จิตท่านพ้นอำนาจของกิเลสแล้ว อะไรเกิดขึ้นกับกายมันก็เป็นเรื่องของกาย อะไรเกิดขึ้นกับจิต ก็เป็นเรื่องของจิต ไม่เกี่ยวกัน ท่านรู้และแยก กาย - เวทนา - จิต - ธรรม เป็นอัตโนมัติ เพราะท่านมีสติ - สัมปชัญญะสมบูรณ์ ส่วนพระอริยต่ำกว่านั้น ยังแยกได้ไม่สมบูรณ์ เพราะฉะนั้นจักต้องหาความพอดีให้พบระหว่างกายกับจิต ให้กายได้พักให้พอ เพราะมันสัมพันธ์เกี่ยวกับอารมณ์ของจิตด้วย การปฏิบัติจักก้าวหน้าหรือไม่ อยู่ที่เราฉลาดรู้เท่าทันกายกับจิตนี้ด้วย

          ๘. ให้เห็นอารมณ์จิตดิ้นรนของคนที่มีความโกรธ - พยาบาท - อาฆาต - ริษยา - ปองร้าย เสมือนหนึ่งเห็นไฟแล้วพึงหลีกเลี่ยงไม่เข้าใกล้ หากเราหลีกเลี่ยง วางเฉยเข้าไว้ แล้วพยายามแผ่เมตตาให้มาก ๆ ทำจิตให้เยือกเย็นเหมือนกับพระพุทธรูป พวกนี้ก็จักยิ่งดิ้นรนเร่งโหมไฟภายในของตนให้มากขึ้นเป็นธรรมดา จักต้องแก้ที่ใจเรา รักษาอารมณ์จิตให้เยือกเย็น อุปมาดั่งกับไฟมาต้องมือ เราต้องรีบชักมือหนีไฟ จิตของเราก็ต้องฉันนั้น อย่าไปร้อนกับไฟของเขา ปล่อยให้ไฟเผาไหม้เขาแต่เพียงผู้เดียว และให้ยอมรับในกฎของกรรม อุปสรรคใด ๆ ที่เกิดกับเรา ล้วนเป็นเศษกรรมในอดีตที่เราเคยทำไว้ทั้งสิ้น จำไว้กรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ ถ้าไม่ยอมรับเรื่องมันก็ไม่จบ ให้ทำใจให้ยอมรับเสีย จิตสงบเย็นลงมันก็จบ ใครจักแกล้ง จักทำอะไร ก็เรื่องของเขา กรรมของเขา อย่าไปคิดราวี หรือต่อกรรมให้เสียเวลาปฏิบัติธรรม ทุกอย่างจักสงบได้ด้วยการละ-ปล่อยวางเท่านั้น ให้อดทน เพราะไม่นานกฎของกรรมจักคลายตัวไปเอง อย่าวิตกอะไรให้มาก อย่าไปคิดแก้ไขใคร ให้แก้ไขใจของตนเอง เรื่องราวทั้งหมดก็จักจบไปเอง

          ๙. จงอย่าประมาทในชีวิต ให้คิดถึงความตายให้จิตพร้อมรับความตายไว้เสมอ คนเรามักจักหลงลืมความตายประมาทในความตาย พอร่างกายสุขสบายสักหน่อย ก็มักจักมีความประมาทในชีวิต จึงต้องคอยเตือนจิตไว้เสมอ ให้หมั่นพิจารณารูป - เวทนา - สัญญา - สังขาร - วิญญาณ ว่ามันไม่ใช่เรา ให้ละเอียดลงไปตามลำดับ โดยพิจารณาแยกออกทีละอย่าง ๆ ให้ถึงที่สุดของ รูป - เวทนา - สัญญา - สังขาร - วิญญาณ จนกระทั่งจิตยอมรับนับถือกฎของธรรมดา จนจิตสงบเยือกเย็น และปล่อยวางในขันธ์ ๕ นี้ จักต้องใช้ความเพียรพิจารณาเอาเอง จึงจักเกิดปัญญาตัดกิเลสได้ หมู่นี้อากาศร้อนก็จริงอยู่ เพราะเป็นหน้าร้อนแต่ก็ยังร้อนน้อยกว่าความรุ่มร้อนในจิตของพวกเจ้า โดยเฉพาะตอนถูกกระทบด้วยโลกธรรม ๘ ตัวนินทาและความทุกข์อยู่ในโลก ไม่มีใครหนีพ้นโลกธรรมไปได้ ให้เห็นเป็นธรรมดาต้องหมั่นปลงขันธ์ ๕ ตนเองให้มาก ว่ามันไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เมื่อวางอุปาทานขันธ์ ๕ ของเราได้ ขันธ์ ๕ ของบุคคลอื่น สัตว์อื่น วัตถุธาตุใด ๆ ก็ไร้ความหมาย เมื่อนั้นแหละจิตจักถึงซึ่งพระนิพานได้อย่างแท้จริง

          ๑๐. ให้ดูสังขารร่างกายที่มันเกิดขึ้นแล้ว มันก็เสื่อมไป เดินไปหาความสลายตัวอยู่ตลอดเวลา แม้แต่สังขารของจิตที่ปรุงแต่งขึ้นมาก็เช่นกัน มันหาความเที่ยงไม่ได้ (หมายถึงอารมณ์จิตซึ่งไม่เที่ยง เกิด - ดับ ๆ อยู่เสมอ) ยึดถือมาเป็นเรา เป็นของเราก็ไม่ได้ จึงต้องปล่อยวางให้มันเกิดดับไปตามสภาวะกรรม อย่าได้ไปฝืนกฎของความเป็นจริง (อย่าฝืนโลก อย่าฝืนธรรม) ให้เห็นกายสังขาร จิตสังขารเกิดดับเป็นธรรมดา ไม่ยึดไม่ถือ จิตก็จักมีความผ่องใสลงตัวธรรมดาได้ อุปาทานขันธ์ ๕ ก็จักเบาบาง มองให้ถึงที่สุดด้วยปัญญา ก็จักพ้นจากอุปาทานขันธ์ ๕ ได้ พระนิพพานจึงปรากฏแก่จิตได้อย่างมั่นคง ด้วยการปล่อยวางกายสังขาร จิตสังขาร (กายสังขารคือกายกับเวทนาเกิดดับ ๆ อยู่เป็นสันตติ จิตสังขาร คืออารมณ์ของจิต และธรรมะหรือพระธรรมก็เกิด - ดับ ๆ อยู่เป็นสันตติ) การยังมีชีวิตอยู่ ก็ดูแลร่างกายไปเพียงหน้าที่แค่ยังอัตภาพให้เป็นไปเท่านั้น จิตที่จักยินดีในการอยู่ก็ไม่มี เพราะเห็นเป็นเพียง สภาวะธรรม แต่ในขณะเดียวกัน ความขุ่นข้องหมองใจในอันที่ขันธ์ ๕ จักพังก็ไม่มี เพราะเห็นเป็นเพียง สภาวะธรรม เท่านั้น จิตพร้อมอยู่ในการหลุดพ้นอยู่ตลอดเวลา เมื่อเข้าใจแล้วก็อย่าเพิ่งคิดว่าทำได้แล้ว นั่นเป็นเพียงความรู้อันเกิดจากสัญญาเท่านั้น จักต้องนำความเข้าใจหรือตัวรู้นี้ไปละให้จิตถึงที่สุดอีกที และจำไว้บุคคลใดที่เข้าถึงแล้ว ตัวโลภ - ตัวโกรธ - ตัวหลงนั้น จักไม่มีกำเริบอยู่ในจิตอีกเลย

          ๑๑. ก่อนเจริญพระกรรมฐาน หลวงพ่อฤๅษีท่านให้อธิษฐานจิตเป็นภาษาบาลีว่า อิมาหังภควา อัตภาวัง ตุมหากัง ซึ่งมีคำแปลเป็นภาษาไทยว่า ข้าพระพุทธเจ้าขอให้สัจจะต่อพระพุทธองค์ว่า ข้าฯ ขอมอบกายถวายชีวิตกับพระองค์และศาสนาของพระองค์ตลอดชีวิต แต่มีบุคคลท่านหนึ่งอธิษฐานความว่า ข้าพเจ้าขอให้สัจจะต่อพระองค์ว่า ข้าพเจ้าจะพยายามทำความดีในพระพุทธศาสนาให้ถึงที่สุดให้ได้ตลอดชีวิต ซึ่งจัดว่าเป็นสัจจะบารมี โดยมีปัญญาบารมีคุมโดยแท้ ไม่อธิษฐานผูกมัดใจตนเอง โดยใช้คำว่าจะพยายาม ทำได้แค่ไหนตามกำลังใจแห่งตน ก็ได้แค่นั้น เป็นตัวปัญญาแท้ในพระพุทธศาสนา เพราะพระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ พระอรหันต์ทุกท่านต่างก็บรรลุจบกิจในพุทธศาสนาด้วยทางสายกลาง หรือ มัชฌิมาปฏิปทา ด้วยก้นทั้งสิ้น การใช้คำว่าจะพยายามทำความดีในพระพุทธศาสนาให้ถึงที่สุดนั้น เป็นทางสายกลาง คือ ไม่ตึงไป ไม่หย่อนไปนั่นเอง หากจะเพิ่มอธิษฐานบารมีเข้าไปอีกหน่อยจะสมบูรณ์แบบ คือ ข้าพเจ้าจะพยายามทำความดีในพระพุทธศาสนาให้ถึงที่สุด โดยจะทำทุกอย่างเพื่อพระนิพพานจุดเดียว ประโยคนี้จัดเป็นอธิษฐานบารมีเต็มกำลังใจทันที คือ มีมรณานุสสติกับอุปสมานุสสติ ซึ่งเท่ากับตัดอวิชชา หรือสังโยชน์ข้อที่ ๑๐ ไปในตัวเสร็จ จิตมีสภาพรู้กับเร็ว เป็นอกาลิโก หากจิตเป็นฌานในมรณา บวกอุปสมานุสสติ กายพังเมื่อไหร่ จิตก็เร็วไปตามที่จิตเกาะอยู่ชนิดแกะไม่ออกเป็นอัตโนมัติ เป็นอกาลิโกเช่นกัน จิตเกาะนิพพานซึ่งเที่ยงแล้วเกาะได้ และเป็นแดนสุดยอดของความสุขในการปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนา เป็นเป้าหมายสุดท้ายที่ทุกท่านมุ่งหมาย อธิษฐานบารมีเต็มมีผลบุญใหญ่สุดประมาณด้วยเหตุนี้

          ¦ สมเด็จองค์ปฐม ทรงตรัสสอนเรื่องนี้ไว้ มีความสำคัญดังนี้

          กว่าจักบำเพ็ญบารมี ๑๐ ให้เต็มได้ถึงจุดนี้ จักต้องผ่านการปฏิบัติในรูปฌานและอรูปฌานมาอย่างโชกโชน เพราะทุกจริตสามารถทำได้ทั้งสิ้น การไปเสวยสุข หรือติดสุขอยู่ในอรูปฌาน อันทำให้เกิดเป็นอรูปพรหมนั้นจึงเป็นของธรรมดา และเป็นไปได้ เพราะในอดีตทุกคนก็เกิดเป็นพรหมมาก็มาก สุดแต่ว่าก่อนกายจะพังจิตทรงอยู่ในกำลังของฌานระดับไหน จิตมันก็ชินหลุดไปอยู่จุดนั้นได้โดยไม่ตั้งใจ หรือไม่ต้องกำหนดจิตไป จิตมันชินแต่อดีตก็หลุดไปเอง ตถาคตรู้จุดนี้ จึงจัดอรูปฌานและรูปฌานให้อยู่ในสังโยชน์ ๑๐ เบื้องสูง เพราะหากผู้ปฏิบัติยังเป็น โลกียฌานอยู่ จิตก็จักติดสุขอยู่ในฌานทั้ง ๒ นั้นอย่างถอนจิตไม่ขึ้น วิธีถอนการเกาะติดสุข ต้องพิจารณาเข้าหาไตรลักษณ์เห็นความไม่เที่ยงของฌานทั้งสองนั้น ซึ่งเกิดจากลมหายใจหรืออานาปานัสสติ อันเป็นฐานใหญ่ของฌานสมาบัติ การเกาะลมหายใจเข้า - ออก ก็เท่ากับยังเกาะร่างกายหรืออุปาทานขันธ์ ๕ อยู่ เพราะลมหายใจคือที่อาศัยของร่างกาย เป็นอาหารของกาย ซึ่งแท้ที่จริงคือธาตุ ๔ ดิน - น้ำ - ลม - ไฟ เข้ามาประชุมกัน การเกาะลมหายใจ จึงยังเป็นแดนเกิดในรูปพรหมและอรูปพรหมได้ง่าย แต่ในแง่ของวิปัสสนากรรมฐาน เห็นความไม่เที่ยงของลมหายใจเข้า-ออกนั่นแหละเป็นเหตุให้ใจมีอารมณ์จิตละเอียดขึ้น มีสติ-สัมปชัญญะสมบูรณ์ขึ้น อย่างเช่น ร่างกายนี้เมื่อวิญญาณไปปราศแล้ว (ปราศจากวิญญาณแล้ว) กายก็ไม่ต้องอาศัยลมหายใจเข้า - ออก อีก ดังนั้นการรู้ความไม่เที่ยงของกองสังขารแห่งกาย อันเนื่องจากลมหายใจเข้า-ออกนี้ ทำให้ไม่มีความประมาทในชีวิต เป็นเหตุให้เข้าถึงซึ่งอรหัตผลได้โดยง่าย

          ๑๒. ที่เจ้าสงสัยว่า การปฏิบัติพระกรรมฐาน ในเมื่อรู้ว่ารูปฌานและอรูปฌานเป็นเหตุทำให้จิตติดสุขในฌาน มีผลทำให้ต้องเกิดเป็นพรหมและอรูปพรหมได้ แล้วทำไมจึงไม่ข้ามการรู้เรื่องฌานทั้ง ๒ ไปเลยไม่ได้หรือ ทรงตรัสว่า ข้ามไปไม่ได้หรอก เพราะร่างกายอาศัยอยู่ได้ด้วยลมหายใจเข้า - ออก คนเกิดมาจนกระทั่งตายไป หากไม่รู้จักคิด ตายไปก็ยังไม่รู้จักลมหายใจเข้า - ออกก็มี และที่เจ้าพิจารณาว่าคนเรานี่อยู่กับความสกปรกตลอดเวลา ที่ต้องอาบน้ำ -แปรงฟัน - ชำระสิ่งโสโครกอยู่ตลอดเวลา เพราะจิตต้องการความสะอาด คนที่ไม่รู้มองไม่เห็นความสกปรกของร่างกาย ก็ทำความสะอาดให้ร่างกายตั้งแต่วันเกิดไปจนถึงวันตาย แต่ก็ยังไม่เห็นความสกปรกของร่ายกายก็มีมาก การบริโภคอาหารก็เช่นกัน เห็นแต่ความอร่อย ติดในรสของอาหาร กินอิ่มทุกมื้อคิดว่าเป็นสุขดี แต่ไม่เคยเห็นความสกปรก - ความเสื่อม - ความไม่เที่ยงของอาหารและของร่างกาย จนกระทั่งตายแล้วกลับมาเกิดใหม่อยู่อย่างนั้น ไม่หลุดพ้นจากอุปาทานขันธ์ ๕ ไปได้ ก็มีอยู่จำนวนมากสุดประมาณได้ ด้วยเหตุเหล่านี้แหละ จึงจำเป็นที่จักต้องรู้ รู้ถึงพ้นได้ ถ้าไม่รู้ก็ไม่พ้น จักพ้นรูป - พ้นนาม - พ้นกาย - พ้นจิต ก็ต้องเรียนรู้ ศึกษาของจริงกันอย่างนี้แหละ พระพุทธศาสนา แปลว่าผู้รู้ รู้ด้วยเหตุด้วยผล ด้วยมรรคผล ถึงซึ่งตัดกิเลสเป็นสมุจเฉทปหานได้ จึงจักเข้าถึงซึ่งพระนิพพานได้จริง ๆ ไม่ใช่เรื่องเหลวไหล พิสูจน์ได้ทุกกาลทุกเวลา

          ๑๓. อย่าฝืนโลก อย่าฝืนธรรม แล้วจิตจักเป็นสุข อยู่ในโลกทุกคนต้องมีงานทำ แต่อย่าแบกงาน เพราะงานทางโลกเป็นไตรลักษณ์ ไม่มีใครทำเสร็จได้จริง แม้อยู่วัดก็อย่าแบกวัด เราะงานของวัดก็ไม่มีใครทำเสร็จได้จริง เหตุที่จิตยังเร่าร้อนอยู่ เพราะการไปหลงอยู่กับอายตนะ ที่เข้ามากระทบใจ อันเป็นกฎของธรรมดาซึ่งห้ามไม่ได้ (ห้ามไม่ให้อายตนะภายนอกกระทบกับอายตนะภายในไม่ได้) จึงเสมือนหนึ่งใจเราอยู่ในดงของกิเลส อยู่ในทางกลางของกิเลส มิใช่อยู่ไกลจากกิเลสแต่อย่างใด เพราะเรายังมีอายตนะทั้ง ๖ ทำงานได้ดีอยู่เป็นปกติ ทุกอย่างที่เข้ามากระทบ จึงล้วนเป็นกฎของธรรมดา - กฎของกรรมหรืออริยสัจทั้งสิ้น ใครจักมาอย่างไร ใครจักไปอย่างไร ใครจักทำอะไร - พูดอะไร - คิดอะไร ก็นับว่าเป็นกรรมทั้งสิ้น อย่าลืมกรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ เป็นกรรมลิขิต ซึ่งเราเองเป็นผู้กระทำไว้ก่อนในอดีตทั้งสิ้น ดังนั้น จักทำอะไร พึงพิจารณาเรื่องกฎของกรรมนี้ให้รอบคอบ จิตจักได้เลือกสรรทำแต่กรรมดี ๆ ยิ่งกรรมที่จักนำไปสู่พระนิพพานนั้นพึงทำอยู่ในขอบเขตของศีล - สมาธิ - ปัญญาเท่านั้น จุดนี้พึงหมั่นเพียรให้มาก ๆ เวลานี้อย่าไปดูเหตุภายนอก ให้รับรู้ว่าเป็นธรรมดาของการมีอายตนะ จิตจำเป็นต้องรับรู้ รับรู้แล้วก็เพียรปล่อยวางให้ออกไปจากจิตให้ได้มากที่สุด อย่าฝืนธรรมแล้วจิตจักเป็นสุข เรื่องบุคคลที่เป็น มิจฉาทิฏฐิ เข้ามาวุ่นวายอยู่ในเวลานี้ อย่าไปห่วงให้มาก ไม่นานเขาจักแพ้ภัยตัวเองไปเอง

          ๑๔. ไปงานศพ จงอย่าไปกราบศพ ให้กราบสัจธรรม กราบพระธรรม ให้พิจารณา มรณานุสสติให้มาก เพราะไม่ช้าไม่นาน กายเรา หรือกายผู้อื่นก็หนีความตายไปไม่พ้น จักต้องมีสภาพอย่างเช่นรายนี้ และให้เห็นธรรมปัจจุบันว่าหากชีวิตยังอยู่ เราจักบำรุงรักษากายเพียงแต่ยังอัตภาพให้เป็นไปในทางสายกลาง ไม่เบียดเบียนกาย ไม่เบียดเบียนจิตให้เกินพอดี นั่นแหละจึงจักเรียกว่าเป็นนักปฏิบัติธรรมที่ได้ผล พิจารณาธรรมเหล่านี้ไว้ระหว่างยังมีชีวิตอยู่ อยู่ให้มีความสุขในมัชฌิมาปฏิปทา และไม่ประมาทในชีวิต คิดว่าร่างกายจักต้องตายอยู่เสมอ รักษาธรรมเหล่านี้ไว้ให้ได้กับจิต และให้ทรงตัว กิเลสทุกตัวจักระงับได้หมด ปรารถนานิพพานก็จักต้องหมั่นชำระจิตเพื่อพระนิพพานด้วย

          ๑๕. ธรรมของตถาคตจักต้องหยุดอารมณ์จิตให้ได้ก่อน จึงจักเห็นการเคลื่อนไหวของกิเลสได้ชัดเจน การทำจิตให้สงบตั้งมั่นจึงเป็นสิ่งสำคัญ อย่างคนกำลังวิ่งหรือเดินเร็ว ๆ อะไรผ่านมากระทบมองไม่ใคร่เห็น ต่างกับคนที่ยืนอยู่กับที่ มีอะไรมากระทบก็มองเห็นได้ชัดกว่ามาก จิตหวั่นไหวมากยิ่งมองสภาวะกระทบไม่ชัดเจน แต่จิตหวั่นไหวน้อยหรือไม่หวั่นไหวเลย ย่อมมองอะไรได้ชัดเจน และเข้าใจได้ดี การปฏิบัติธรรมฉันใดก็ฉันนั้น สุขภาพของตนเองก็เช่นกัน จงอย่าห่วงใยให้มากนัก เพราะหนีความจริงในสัทธรรม ๕ ไม่พ้น ให้พิจารณาอยู่อย่างนี้จึงจักนำจิตให้พ้นทุกข์ได้ ต้องพิจารณาให้ลึกลงไป ๆ จิตจึงจักเกิดปัญญาไม่ใช่เกิดแต่สัญญา ความจำที่ไม่เที่ยง เดี๋ยวก็ลืมตัวปัญญาเท่านั้น จึงจักตัดกิเลสให้เป็นสมุจเฉทปหานได้ ดังนั้นจงอย่าห่วงกายให้มากนัก ให้ห่วงจิตเป็นหลักสำคัญ อย่าไปห่วงกาย - ห่วงจิตผู้อื่น พ้นทุกข์ไม่ได้ ให้ห่วงจิตดูอารมณ์จิตของตนเอง ไม่ให้ประมาทในชีวิต รู้ลม - รู้ตาย - รู้นิพพาน จำไว้ อย่าห่วงใคร ตัดกังวลออกไปให้หมด จิตจึงจักผ่องใสขึ้นมาได้

          ๑๖. อยากจักละซึ่งสังขาร ก็จักต้องเพียรหาความจริงของสังขาร ให้เห็น ความเสื่อมเป็นของธรรมดา และเห็นโลกทั้งโลกล้วนมีสภาพเป็นทุกข์ เพราะไม่เที่ยงและสลายตัวไปในที่สุด จงหมั่นพิจารณาให้ถึงที่สุดของความทุกข์ แล้วปล่อยวางด้วยปัญญา อย่าวางด้วยสัญญาเพราะจักวางไม่จริง ใหม่ ๆ อาจจักเป็นของยาก เพราะอารมณ์ตัดตัวนี้ยังไม่ทรงด้วย ต้องเอาจริง และคอยละ-ตัด-วางอยู่ตลอดเวลา อย่าให้จิตเผลอออกนอกทาง แต่ก็ยังจักมีเผลอเป็นธรรมดา เผลอก็ตั้งต้น ใหม่ ๆ ต้องต่อสู้ให้จริงทำให้จิตมันชินในการละซึ่งกิเลส ประการสำคัญจงอย่าประมาทในชีวิต ยิ่งรู้ว่าร่างกายกำลังไม่ดีก็ยิ่งต้องจักต้องพร้อม ซ้อมตาย พร้อมตายอยู่เสมอที่จักละ-ปล่อย-วางอุปาทานขันธ์ ๕ ได้ในทุกขณะจิต

          ๑๗. น้ำตาที่ไหลเพราะความปรารถนาไม่สมหวัง หรือเพราะพลัดพรากจากของรักของชอบใจในการเกิดเป็นมนุษย์หรือสัตว์เดรัจฉานนี้ มีมากกว่าน้ำในมหาสมุทรทั้ง ๔ (คล้ายเทศน์โปรดท่านปฏาจาราเถรี) ในทุกพุทธันดรย่อมมีคนแบบนี้เช่นกัน และผู้ที่ไม่เข้าถึงธรรมอีกมากมาย ยังต้องเสียน้ำตาเพราะเหตุทั้งสองประการนี้ จึงตรัสได้ว่าทุกชีวิตย่อมผ่านความรันทดเยี่ยงนี้เหมือนกันมาแต่อเนกชาติ ที่จุติผ่าน ๆ กันมา และนานนักกว่าจักบำเพ็ญบารมีจนถึงขั้นจิตมีความเข้มแข็ง ยอมรับสภาพอริยสัจตามความเป็นจริง ตราบนั้นบุคคลผู้บำเพ็ญบารมีมาดีแล้วตามลำดับ จึงจักเลิกหลั่งน้ำตาด้วยเหตุทั้งสองประการนี้ลงได้ และอย่าคิดว่าเป็นของง่าย เรื่องอย่างนี้จักตัดได้โดยฉับพลันนั้นเป็นของยาก จักต้องพิจารณาอริยสัจอย่างถ่องแท้นั่นแหละ และที่สำคัญต้องอย่าทิ้งความเพียรด้วย

          ๑๘. เรื่องของสังขารทั้งสอง กายกับจิตหาความเที่ยงไม่ได้ แม้แต่สักนาทีหนึ่ง ให้พิจารณาตามความเป็นจริง ดูให้เป็นที่ยอมรับนับถือว่าเป็นกฎของธรรมดา แล้วในที่สุดขันธ์ ๕ ก็มีอันต้องสลายตัวไป คือ ตายหรืออนัตตาไปในที่สุด จึงพึงละให้ได้จากการเกาะยึดขันธ์ ๕ หรือสังขารกายกับจิตนี้ อันมีความเกิดเป็นเบื้องต้น มีความแปรปรวนในท่ามกลาง มีความสลายตัวไปในที่สุด มองให้เห็นโทษของการติดอยู่ในขันธ์ ๕ มองให้เห็นคุณของการหลุดออกจากขันธ์ ๕ และรู้ว่าขันธ์ ๕ จองจำเรามานับชาติไม่ถ้วน ไม่ต่างกับนักโทษต้องโซ่ตรวนหากไม่คิดดิ้นรนให้หลุดพ้นด้วยความเพียร โดยพยายามมองดูขันธ์ ๕ ตามความเป็นจริงให้พบ จุดนี้ใครที่ไหนเล่าจักช่วยให้พวกเจ้าหลุดพ้นไปได้ กิเลสมันสอนจิตให้ห่วงคนโน้น - คนนี้ ใยถึงไม่ห่วงตัวเองบ้างเล่า มองหาความจริงให้พบ อย่าให้ความห่วงหรือความสงสารที่เป็นกิเลสมันลากเอาไปกิน จงปล่อยวางเถิด ให้ดู ให้รู้สึกแต่ว่ากองสังขารมีแต่เกิด - เสื่อม - ดับเป็นของธรรมดา แม้แต่กายกับจิตสังขารของพวกเจ้าเอง ก็มีสภาพเช่นนั้นเหมือนกัน เวลาของชีวิตนั้นเหลือน้อย จักอยู่ทำความเพียรเพื่อใครดี สงสารตัวเองหรือสงสารคนอื่นดี ใช้เวลาให้เป็นประโยชน์ด้วย อย่าไปห่วงใคร ดูตัวเองให้มั่นคงในศีล - สมาธิ - ปัญญา ชำระจิตของตนให้ได้ซึ่งมรรคผลนิพพานอันแท้จริงดีกว่า

          ๑๙. ไม่ว่ากรณีใด ๆ ถ้าหากตั้งความหวังไว้มาก ก็จักผิดหวังมาก เพราะการตั้งความหวังนั้น ทำให้จิตเร่าร้อน เร่งเร้าอยากให้เป็นเช่นที่หวัง ก็เป็นการเบียดเบียนจิต และกายตนเอง จุดนี้เป็นอารมณ์หลง หลงคิดว่าจักเอาสมบัติของโลกไปได้ โดยเฉพาะหลงติดให้ร่างกายตนเอง อันเป็นการเพิ่มสักกายทิฏฐิ แต่ถ้าหากไม่ตั้งความหวังจักเอาสมบัติของโลกและ ขันธโลกไปด้วย เพราะรู้ชัดว่าเอาไปไม่ได้ มันหาใช่เรา หาใช่ของเราไม่ จิตก็จักเยือกเย็น - ไม่ดิ้นรน - ไม่ห่วง - ไม่กังวล ด้วยประการทั้งปวง จิตมีความไม่ประมาทในชีวิต พร้อมตายและซ้อมตายเพื่อเอาจิตคือตัวเราไปพระนิพพานอยู่เสมอ ด้วยอารมณ์เบา ๆ สบายๆ ยอมรับความเป็นจริงของโลก และขันธโลกว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์ที่สุดเป็นอนัตตาทั้งสิ้น ทุกอย่างเป็นกฎของกรรม - เป็นกฎธรรมดา - เป็นอริยสัจ มันเที่ยงของมันอยู่อย่างนี้ หากเราไม่เคยทำกรรมนี้มาก่อนก็จักไม่พบกับกรรมเหล่านี้เลย การปฏิบัติต้องเดินสายกลาง ไม่ตึงไป ไม่หย่อนไป ทำด้วยอารมณ์เบา ๆ สบาย ๆ ได้แค่ไหนก็พอใจแค่นั้น จึงต้องพยายามรักษาอารมณ์ให้เยือกเย็นไว้เสมอ คอยดูอารมณ์ของจิตให้ดี จักเห็นอารมณ์ที่ไหวไปตามอายตนะตลอดเวลา เมื่อรู้ก็ให้ใช้กรรมฐานแก้จริตให้ถูกต้องตามอารมณ์ตลอดเวลาเช่นกัน การทรงอานาปานัสสติ จึงต้องทรงตลอดเวลา เพราะเป็นการเจริญสติ - สัมปชัญญะให้สมบูรณ์ คุมจิตไม่ให้คิดชั่วไปตามอายตนะ จุดนี้ต้องมีสัจจะ ตั้งใจทำจริง ด้วยความเพียร - ความอดทนหรือมีวิริยะ - ขันติ - สัจจะ โดยมีปัญญาบารมีคุม ทำทุกอย่างเพื่อพระนิพพานจุดเดียว เพราะตราบใดที่จิตยังเข้าไม่ถึงพระนิพพาน ก็จงอย่าหลงคิดว่าตัวเองดีเป็นอันขาด

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่