(พระธรรมที่ทรงตรัสสอนในเดือนมีนาคม ๒๕๓๙)

การเจ็บป่วยเป็นของดี จักได้ไม่ประมาท (อีกครั้งหนึ่ง)




          ๑. รู้อาการของกายว่าไม่ดี ก็พึงอย่าประมาท เอาความเพียรในการปฏิบัติละขันธ์ ๕ เข้าไว้ ป่วยทุกครั้งจงคิดเสนอว่า ชีวิตมันอาจจักตายได้อยู่ในขณะจิตนี้ตลอดเวลา ชีวิตมันอาจจักตายได้อยู่ในขณะจิตนี้ตลอดเวลา จงอย่าคิดว่าเรายังจักไม่ตายเป็นอันขาด ให้มองอารมณ์จิตเข้าไว้ มีความเยือกเย็นสงบพอที่จักรับสภาพธรรมดาของขันธ์ ๕ เพียงพอหรือไม่ อย่าให้จิตไปเดือดร้อนกับทุกขเวทนาให้มากจนเกินไป รักษาอารมณ์รักพระนิพพานเข้าไว้ เพื่อให้จิตทรงตัวอยู่ในสภาพที่เตรียมพร้อมอยู่ตลอดเวลา

          ๒. ร่างกายไม่ดี ก็จงอย่ามีความประมาทเป็นอันขาด คอยคุมจิตไว้ให้ดี อย่าไปยุ่งกับเรื่องภายนอก เอาแต่การกำหนดรู้อารมณ์ภายในนี่แหละเป็นประการสำคัญ และให้เห็นธรรมดาของร่างกายที่เป็นอย่างนี้เข้าไว้ เกิดทุกชาติก็ป่วยอย่างนี้ทุกชาติ ทำความปรารถนาว่าเราจักไม่ต้องการร่างกายเช่นนี้อีกต่อไป

          ๓. อนึ่งการปฏิบัติก็จง อย่าฝืนสังขารให้มากนัก ไม่ไหวก็พึงพักผ่อนให้เพียงพอ และอย่าห่วงงานที่คั่งค้างอยู่ อย่าไปสนใจเรื่องภายนอก ให้มีสติ - สัมปชัญญะกำหนดรู้ในเรื่องภายในอันเป็นเรื่องของจิต จักตัดซึ่งกิเลสได้โดยตรง

          ๔. กรรมของคนอื่นก็จงวางภาระลงเสีย ให้เห็นธรรมดาในกฎของกรรมนั้น จักต้องคิดว่าเราเป็นผู้มีเวลาน้อย ก็จงอย่าปล่อยเวลาให้เสียไปในสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ จิตถ้าหากยังติดอยู่ในสิ่งเหล่านี้ ตายแล้วก็ไปพระนิพพานไม่ได้

 

อารมณ์ปฏิฆะคืออารมณ์ใจร้อน

          ๑. ผลของการปฏิบัติเวลานี้ ให้สังเกตว่า แต่ละคนมีอารมณ์ปฏิฆะขัดข้องขุ่นเคืองอยู่ลึกๆ ซึ่งจัดว่าเป็นอารมณ์ใจร้อน แม้แต่คุณหมอก็เถอะ เวลานี้ปัญหาครอบครัวเข้ารุมล้อมอยู่รอบด้าน รวมทั้งปัญหาสุขภาพ ให้คุณหมอสังเกตอารมณ์ของตนเองว่ายังมีความหงุดหงิดอยู่เป็นอันมาก จุดนี้จำเป็นต้องแก้ไข ให้พยายามเจริญพรหมวิหาร ๔ ให้เกิดความเยือกเย็นของจิตให้มาก รวมทั้งพยายามพิจารณาอริยสัจให้ยอมรับในกฎของกรรมด้วย

          ๒. อนึ่งจักเห็นได้ว่า หมู่นี้จักมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นกับคุณหมอมาก ก็เพราะว่าวาระกรรมที่เป็นอกุศลเข้ามาให้ผล และเป็นเศษของกรรมส่งผลแต่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ขอให้คุณหมออดทน ต่อไปก็จักพ้นวาระกรรมนี้ไปเอง แต่จงอย่าประมาทในชีวิต เพราะขันธ์ ๕ มันไม่เที่ยง แต่ความตายเป็นของเที่ยง

          (ในปี พ.ศ.๒๕๓๙ นี้ มีอุบัติเหตุเกี่ยวกับรถยนต์ ๓ ครั้งคือกระจกหน้ารถแตกละเอียด ๒ หน และกระจกด้านข้าง ๑ หน ขณะที่ขับมาดีๆ ๒ ครั้ง ขณะที่ขับสวนกับรถอื่น แต่ร่างกายไม่เป็นอะไร จิตขณะนั้นคิดว่าเป็นการสะเดาะเคราะห์)

 

ท่านจันทนา วีระผล

เข้าถึงพระนิพพานได้ด้วยทานบารมีเต็ม

          ๑. ที่พวกเจ้าเข้าใจว่า พระจันทนา วีระผล นั้น เข้าถึงพระนิพพานปรมัตถ์ได้ด้วยอาศัยจาคะเป็นเหตุนั้นถูกต้อง เพราะท่านผู้นี้มีกำลังใจเต็มอยู่เสมอที่จักสละทานการให้อยู่เป็นปกติ ไม่ว่าทรัพย์ภายนอกหรือทรัพย์ภายใน สละได้โดยไม่หวังผลตอบแทนอยู่เป็นนิจ

          ๒. ทรัพย์ภายนอกได้แก่ทรัพย์สินเงินทองนี้มีอยู่ ท่านสละได้โดยไม่เดือดร้อนตนเองและผู้อื่น จิตใจไม่โลภแม้กระทั่งหวังได้ผลบุญมากตอบแทนก็ไม่มีอยู่ในจิต จิตจึงผ่องใสอยู่ตลอดเวลา ทรัพย์ภายในคือท่านหมั่นสละอารมณ์โลภ - โกรธ - หลง ที่เกาะอยู่ในจิตอันอาศัยขันธ์ ๕ เป็นเหตุอยู่นี้ เพียรละอยู่ตลอดเวลา จึงมีความผ่องใสของจิตเพิ่มขึ้นมาเป็นลำดับ การสละจาคะอยู่อย่างนี้ท่านทำอยู่เป็นปกติในที่สุดก็จึงมีกำลังใจเต็ม สละร่างกายได้ในวาระที่มีโอกาสที่จักไปพระนิพพานได้

          ๓. ท่านผู้นี้ ถ้าไม่ทิ้งขันธ์ ๕ ในขณะนั้น ก็จักอยู่ต่อไปได้อีก ๑๒ ปี ในอารมณ์ของจิตที่อยู่ในระดับพระอรหัตมรรค เพราะฉะนั้นการปฏิบัติธรรมของท่านผู้นี้ จึงได้ชื่อว่าตัดตรงมาทางสายตรง มิใช่มาทางลัดเยี่ยงบุคคลอื่นๆ ในบรรดาลูกศิษย์ของท่านฤๅษี จึงจัดได้ว่ามีส่วนทำมาทางสายตรง เช่นเดียวกับพระท่านหญิงวิภาวดี รังสิต เพราะฉะนั้นพวกเจ้าพึงดูตัวอย่างท่านเหล่านี้ รักษากำลังใจปฏิบัติตามให้มั่นคง แล้วในที่สุดแห่งชีวิตก็จักได้เข้าถึงมรรคผลนิพพานอย่างแน่นอน

          ธัมมวิจัย เกี่ยวกับคำตรัสที่ว่า ท่านพระจันทนาฯ เข้าถึงพระนิพพานปรมัตถ์ได้นั้น หมายความว่าท่านตัดสังโยชน์ได้ครบทั้ง ๑๐ ข้อแล้ว ในระดับอรหัตมรรค ส่วนพวกเราซึ่งส่วนใหญ่ยังเข้าใจผิดๆ ว่าตนเองเข้าถึงพระนิพพานได้แล้วด้วยวิชามโนมยิทธิ แต่ไม่ใช่ปรมัตถ์ เพราะส่วนใหญ่ยังตัดสังโยชน์เบื้องต่ำ ๓ ข้อยังไม่ได้ จิตก็ยังไม่พ้นนรก ไม่พ้นอบายภูมิ ๔ ส่วนน้อยที่พ้นนรกแล้ว แต่ก็ยังไม่ใช่ปรมัตถ์ เพราะอยู่แค่พระโสดาบันกับพระสกิทาคามี ส่วนน้อยเข้าอนาคามีมรรคและอนาคามีผล ซึ่งก็ยังไม่ใช่ปรมัตถ์อยู่ดี พวกหลังไม่ต้องห่วงท่าน เพราะท่านพ้นนรกแล้วอย่างถาวร ส่วนพวกแรกนั้นล้วนแต่ยังเป็นลูกผีลูกคนอยู่ หาความแน่นอนยังไม่ได้ แล้วยังประมาทหลงคิดว่าตนพ้นนรกแล้วอีก ความจริงทุกๆ ท่านล้วนสัมผัสพระนิพพานได้เท่านั้นเอง แต่ยังไม่มีสิทธิเข้าไปอยู่ในแดนพระนิพพานปรมัตถ์ได้ เพราะสังโยชน์ ๑๐ ข้อ ยังตัดไม่ได้หมดจริง เป็นพระเมตตาของพระพุทธเจ้าท่านเท่านั้น ซึ่งทำให้พวกเราสัมผัสแดนพระนิพพานได้ด้วย พุทโธอัปมาโณผมก็ขออธิบายไว้สั้นๆ แค่นี้

 

สมุทัยหรือต้นเหตุแห่งความทุกข์นั้น

เป็นอันเดียวกับตัณหา๓

          ๑. การฟังคำสอนของท่านฤๅษีเมื่อเย็นวานนี้มีประโยชน์มาก เพราะชี้ให้เห็นชัดว่าสมุทัยหรือเหตุแห่งความทุกข์นั้น เป็นอันเดียวกับตัณหา ๓ ประการ

          - กามตัณหา ความทะยานอยากในสิ่งที่ยังไม่มี อยากให้มีขึ้น

          - ภวตัณหา เมื่อมีแล้วก็อยากให้สภาวะนั้นทรงตัวอยู่อย่างนั้น

          - วิภวตัณหา ทุกสิ่งทุกอย่างที่สุดก็เป็นอนัตตา จิตไม่ยอมรับความจริง มีความอยากดึงสภาวะนั้นๆ ให้ทรงตัวกลับคืนมา สิ่งเหล่านี้อาศัยอายตนะสัมผัส ทำให้เกิดเป็นเหตุของความทุกข์

          ๒. จุดนี้เมื่อพวกเจ้าได้ฟังแล้ว ให้มีสติ - สัมปชัญญะกำหนดรู้ ตรวจสอบอารมณ์ของจิตดู จักได้ประโยชน์จากการปฏิบัติมาก แม้แต่คุณหมอเองวันที่ไปเมืองนอก ก็จักมีอารมณ์ตัณหาเหล่านี้กระทบมาก ให้ลองสำรวจดูอารมณ์ของจิตเอาไว้ด้วย ดูความทะยานอยาก ๓ ประการว่ามีความสิ้นสุดลงหรือยัง ถ้ายังมี ก็จัดว่ายังตกเป็นทาสของตัณหา

          ๓. นักปฏิบัติจักต้องศึกษาความรู้สึกของจิตอย่างละเอียดลึกซึ้ง การมีขันธ์ ๕ อย่างผู้รู้ - ผู้ตื่น - ผู้เบิกบาน ทุกอย่างทำเพื่อยังอัตภาพให้เป็นไปเท่านั้น อะไรที่จักเกินเลยกว่าที่มีความจำเป็นนั้นไม่มี ดูจุดนี้ไว้ให้ดี ถ้ามีความเพียรปฏิบัติอย่างเอาจริง การตัดกิเลสก็เป็นของไม่ยาก เมื่อเข้าใจในอารมณ์จิตว่าตกอยู่ภายใต้อำนาจของตัณหา ๓ ประการ อย่างไรบ้าง ก็จงเพียรตรวจสอบจิต เพราะเพียงแค่เข้าใจเท่านั้น ยังไม่ใช่หนทางตัดกิเลส จักต้องนำมาปฏิบัติให้เกิดมรรคผลของจิตอีกด้วย

          ๔. อยากมีในสิ่งที่เกินความเป็นจริงของชีวิต นี่จักต้องถามจิตอยู่เสมอในทุกๆ ขณะจิตที่มีอารมณ์ทะยานอยากขึ้นมาว่า สิ่งที่อยากได้นั้นเกินพอดีหรือเปล่า มีความจำเป็นต่อชีวิตหรือเปล่า อย่าเข้าข้างความต้องการของจิตตนเอง ต้องตรวจสอบให้ถึงที่สุด จิตก็จักยอมรับและมีเพียงแค่ประทังชีวิตให้เป็นไปโดยไม่เดือดร้อนทั้งตนเองและผู้อื่น ไม่เดือดร้อนทั้งกาย - วาจา - ใจ

          ๕. แล้วตัวภวตัณหาก็เช่นกัน ให้ตรวจสอบจิต ดูอารมณ์เรายังฝืนกฎของกรรมหรือเปล่า ก็รู้ๆ อยู่ว่าทุกสิ่งทุกอย่าง แม้แต่ร่างกายของเราก็ตกอยู่ภายใต้อำนาจของไตรลักษณญาณ ไม่มีอะไรที่เกิดขึ้นแล้วไม่เสื่อม จิตมีบ้างไหมที่จักไม่ยอมรับความเสื่อม คนแก่ไม่ยอมรับว่าแก่ คนป่วยไม่ยอมรับว่าป่วย ของวัตถุธาตุ ทรัพย์สิน - บ้าน - โรงเรียน มันจำเป็นต้องเก่า ก็ไม่อยากให้มันเก่า นี่คืออารมณ์ที่ตกอยู่ภายใต้อำนาจของภวตัณหา จักต้องดูให้รู้หน้าตาของมันด้วย

          ๖. มาวิภวตัณหา มีบ้างไหมที่จิตยังมีความทะยานอยาก อยากให้สิ่งที่สลายตัวไปแล้วให้กลับคืนมา มีแน่ๆ อย่างพวกเจ้าอยากให้ท่านฤๅษีที่ทิ้งขันธ์ ๕ ไปแล้ว ให้กลับคืนมา จุดนั้นยังเห็นได้ชัดมาก แล้วในบางครั้งคนที่รักหรือรู้จักก็ดี สัตว์ที่เคยเลี้ยงก็ดีตายไปจิตยังมีกังวล มีความกังขา เขาตายแล้วไปไหน คอยห่วงสอบสวนดู นี่ก็เป็นอารมณ์ของวิภวตัณหานะ ให้รู้ไว้ด้วย แม้กระทั่งจิตข้องอยู่ในรูป - เสียง - กลิ่น - รส - สัมผัสอย่างนั้นดี อย่างนี้ไม่ดี ทั้ง ๆ ที่สภาวะเหล่านั้นเกิดขึ้นแล้วดับไป แต่จิตที่จดจำสภาวะนั้นๆ มาฝังอยู่ในอารมณ์ ไม่รู้จักปล่อยวาง อย่างกามสัญญา เป็นต้น ก็เรียกว่าจิตตกอยู่ในวิภวตัณหา ทะยานอยากกลับไปสู่สภาวะนั้นๆ อย่างเปรียบเทียบง่ายๆ ติดในรสอร่อย ก็อยากจะกลับไปให้ได้บริโภคในรสอย่างนั้นอีก นี่เรียกว่าวิภวตัณหา เป็นเหตุทำให้เกิดต่อภพต่อชาติไปอีก

          ๗. ให้สอบอารมณ์ตามนี้อย่างรู้เท่าทันกิเลส แล้วจึงจักเข้าถึงจุดรู้เหตุของการเกิด คือ สมุทัย หรือจิตที่วนติดอยู่ในตัณหา ๓ ประการนี้ แต่ในการที่บางครั้งเจ้าซื้อของบริโภคมามากเกินไป อย่างของกิน ซื้อด้วยความโลภว่าถูกดี ซื้อมามากก็บริโภคไม่ทัน ของเหล่านั้นอยู่ในกฎของไตรลักษณ์ มันก็เสื่อมไปทุกขณะ มากเกินไปกินไม่ทันก็เกิดทุกข์ ของจักเสียไม่อยากทิ้ง จำใจกินเพราะเสียดาย ของเหล่านั้นก็เป็นพิษแก่ร่างกาย อารมณ์นั้นก็คือความอยากมี อยากได้เกินพอดี เกินความจำเป็นของร่างกาย เป็นกามตัณหา เป็นอารมณ์โลภเกินพอดี เป็นความทุกข์ นี่ก็ยกให้เห็นอีกจุดหนึ่ง แล้วจงหมั่นตรวจสอบจิตของตนอย่างนี้ จักมีผลให้ตัดกิเลสได้ คือดับที่ต้นเหตุ หรือสมุทัยที่ทำให้เกิดทุกข์อย่างแท้จริง

 

จิตมันฟุ้งอยู่ในสัญญา

เพราะมัวไปยุ่งกับเรื่องของผู้อื่น

          หลวงพ่อฤๅษี กับ หลวงพ่อ สิม ท่านมีเมตตาสอนเรื่องไว้ดังนี้

          ๑. จิตมันฟุ้งอยู่ในสัญญา อันคือความจำได้ หมายรู้ แต่จิตมันชอบจำแต่ความเลวของผู้อื่นไม่ยอมวาง แล้วเก็บเอามาสร้างเป็นธรรมารมณ์ อันเป็นพิษภัยทำร้ายจิตของตนเองให้เศร้าหมอง เพราะมัวไปยุ่งกับเรื่องของผู้อื่น คิดถึงเรื่องคนโน้นคนนี้ไปเรื่อย จัดว่าขาดพรหมวิหาร ๔ สองข้อแรก คือ เมตตากับกรุณาจิตตนเอง การที่จิตของเอ็งไม่รวมตัวเป็นสมาธิได้ เพราะไม่ใช้กายวิเวก วจีวิเวก จิตวิเวก รวมตัวให้เป็นหนึ่ง (เอโกธัมโม) จึงจะเกิดสมาธิได้ ความจริงแล้วที่พึ่งอันสุดท้ายก็คือตัวเราเอง เราเป็นคนๆ เดียวจริงๆ กายเรา ปากเรา จิตเราทำความสงบรวมให้เป็นหนึ่งก็อยู่ที่เราคนเดียว จึงจะเจริญพระกรรมฐานได้ผล

          ๒. ตั้งแต่ตื่นลืมตาขึ้นมา จิตก็เริ่มออกนอกตัว คิดแต่เรื่องของชาวบ้านทั้งสิ้น จัดเป็นอารมณ์หลง ฟุ้งเลวออกนอกตัว เป็นธัมเมา (ยังไม่ทันเสพของมึนเมา จิตก็เมาเสียแล้ว) จิตเลยไม่รวมตัวเป็นสมาธิ สาเหตุก็คือเพราะอ่อนอานาปานัสสติ ลืมกำหนดรู้ลมหายใจเข้า - ออก ซึ่งเป็นคาถาเรียกจิต ทำจิตให้รวมตัวอยู่กับตัวได้ตลอดเวลาจิตก็สงบเย็นเป็นสุขได้

          ๓. จิตที่มีสมาธิไม่ทรงตัว เพราะอ่อนอานาปานัสสติ มีผลทำให้สติ - สัมปชัญญะไม่ต่อเนื่อง พิจารณาอะไรก็ไม่ได้นาน ก็เลยฟุ้งซ่าน ออกนอกตัว ไปคิดเรื่องอื่นที่ไม่เป็นประโยชน์แก่การปฏิบัติธรรม จัดว่าเป็นคนใจร้อน ขาดเมตตาบารมี ชอบจุดไฟเผาตนเองอยู่เสมอ และขาดขันติบารมีด้วย เพราะมีอะไรมากระทบเพียงเล็กน้อย (มีอุปสรรคเล็กน้อย) จิตก็หวั่นไหวไปตามสิ่งกระทบนั้น (ขาดการสำรวมอายตนะหรืออินทรีย์สังวร) ท่านก็บอกว่า เอ็งนี่ไม่ได้เรื่องจริงๆ เพราะขาดสมาธิ แล้วเรื่องที่คิดอยู่ในขณะนี้ พอมันผ่านไปแล้วเอ็งรู้เรื่องหรือไม่ (เพื่อนของผมตอบว่า ยังรู้เรื่องอยู่) ท่านว่า นั่นซิ แล้วจะมาบอกว่าไม่มีสมาธิได้อย่างไร (เพื่อนผมก็ยอมรับ)

          ๔. ท่านอธิบายว่า มันเป็นสมาธิในสัญญา มิใช่สมาธิในปัญญา

 

สมาธิในสัญญากับสมาธิในปัญญา

          ๑. เรื่องสัญญาอันเป็นอุปสรรคของการปฏิบัติธรรม พึงกำหนดรู้เอาไว้ให้มาก และพึงละเสียให้ได้ในสัญญานั้นๆ หากต้องการที่จักปฏิบัติให้ได้ดี (ให้ลืมสัญญาเลวจำของเลวๆ ให้จำแต่ของดีๆ)

          ๒. สัญญาทางโลกที่ฟุ้งออกไปภายนอก ให้พยายามสงบระงับเสีย เพราะจัดว่าเป็นนิวรณ์ ธรรมตัวร้ายแรงตัวหนึ่งที่ทำปัญญาให้ถอยหลัง สัญญาตัวนี้แหละที่ไม่เที่ยง เป็นหนึ่งในขันธ์ ๕ ที่พึงจักต้องละ (ร่างกายเราประกอบด้วยรูป - เวทนา - สัญญา - สังขาร - วิญญาณ)

          ๓. ฟุ้งเรื่องอะไร ให้พยายามแก้เรื่องนั้น นำมาพิจารณาเป็นกรรมฐานได้ ถ้าแก้ไม่ไหวก็เอาอานาปานัสสตินั่นแหละ เข้ามาเป็นกำลังสงบระงับให้ใช้อริยสัจ หรือกรรมทั้งหลายมาแต่เหตุเป็นหลักสำคัญในการแก้ปัญหา หากยังคิดไม่ออกให้ระงับไว้ด้วยสมถะภาวนา คือใช้อานาปานัสสติระงับไว้ก่อนชั่วคราว

          ๔. อารมณ์จิตมันดิ้นรน (ฟุ้งซ่าน) ให้อบรมจิตอยู่ในอานาปานัสสติให้มากๆ เพราะความสงบของกาย - วาจา - ใจ นั้นสำคัญมาก พึงจักทำให้เข้าถึงความสงบให้มาก จักได้มีกำลังใหญ่ เป็นเหตุให้เห็นความเคลื่อนไหวของจิตที่แปรปรวนอยู่ตลอดเวลาได้ ธรรมของตถาคตจักต้องหยุด (อารมณ์จิตให้สงบ)ก่อน จึงจักเห็นความเคลื่อนไหวของ (กิเลส) จิตที่แปรปรวนอยู่ตลอดเวลาได้ สรุปการศึกษากระแสจิต (อารมณ์ของจิต) จักต้องอาศัยความสงบจึงจักเห็นได้

          ๕. เป็นการดีแล้วที่รู้ตัวเองว่า ที่เจริญพระกรรมฐานไม่ได้ผลเท่าที่ควรนั้น มาจากชอบมีอารมณ์ไปยุ่งกับเรื่องของผู้อื่น แม้จักเป็นความหวังดีต่อเขาก็ตาม ก็เป็นเหตุให้เสียเวลาทำจิตให้ฟุ้งซ่าน

          ๖. อนึ่ง การแก้ไขอารมณ์ฟุ้งซ่านที่ชอบยุ่งกับเรื่องของผู้อื่น โดยใช้วิปัสสนาแก้ดีกว่าใช้สมถะนั้นถูกต้อง เพราะสมถะที่ใช้อานาปานัสสตินั้นเป็นเพียงแต่ระงับใช้ชั่วคราวเท่านั้น หากใช้พิจารณาเรื่องเราเกิดมาก็คนเดียว เวลาตายก็ตายคนเดียว ไม่เกี่ยวเนื่องกับใคร จึงมีอารมณ์สงบ ไม่ฟุ้งซ่านเรื่องของคนอื่นได้นั้นถูกต้อง ค่อยๆ พิจารณาไปแล้วจักวางอารมณ์ฟุ้งซ่านลงได้

          ๗. จับหลักวิปัสสนาญาณให้ได้ตามที่ท่านฤๅษีบอกการเจริญวิปัสสนาทุกครั้ง จำเป็นต้องพิจารณาให้เข้าถึงความเบื่อหน่ายของร่างกายทุกครั้ง จะมากจะน้อยก็ต้องพยายามให้เข้าถึง คือ ปฏิบัติให้เกิดความเบื่อหน่ายในขันธ์ ๕ อย่างจริงใจ วันละเล็ก วันละน้อย ไม่ช้ากำลังใจจักรวมตัว ก็จักสามารถตัดกิเลสให้เป็นสมุจเฉทปหานได้ (อุบายในการพิจารณาทุกชนิดที่มีผลทำให้ตัดขันธ์ ๕ ได้ว่ามันไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา จนเกิดอารมณ์เบื่อหน่ายขันธ์ ๕ อย่างจริงใจหรือนิพพิทาญาณแล้ว จัดว่าเป็นวิปัสสนาญาณทั้งสิ้น)

          ๘. งานที่ทำอยู่ก็ทำไปตามปกติ ตามหน้าที่ แต่ให้ดูสุขภาพของร่างกายไปด้วยให้เหมาะสม ไม่ตึงไป หรือเบียดเบียนกายมากไป ไม่หย่อนไป หรือขี้เกียจเกินไป ให้เดินสายกลางตามหลักมัชฌิมาปฏิปทา โดยมีพรหมวิหาร ๔ เป็นหลักสำคัญในการควบคุม ให้ยอมรับนับถือกฎของความเป็นจริงไว้ด้วย และอย่าลืมความตาย ชีวิตเป็นของไม่เที่ยง แต่ความตายเป็นของเที่ยง หมั่นซ้อมตายและพร้อมที่จะตายได้ตลอดเวลาด้วยความไม่ประมาท (รู้ลม - รู้ตาย - รู้นิพพาน) ตั้งเข็มทิศของจิตจักไปพระนิพพานเอาไว้ให้มั่นคง พยายามทรงจิตในอุปสมานุสสติให้มาก เพื่อความไม่ประมาทในชีวิต แล้วหมั่นพิจารณาธาตุ ๔ อาการ ๓๒ เข้าไว้ ให้จิตยอมรับสภาพของขันธ์ ๕ ตามความเป็นจริงและการเกาะอยู่ในอายตนะ ๑๒ ทั้งภายใน ๖ และภายนอก ๖ ที่แท้จริงก็คือจิตอยู่ในอุปาทานขันธ์นั่นเอง ให้พยายามปลดตรงนี้ให้มาก

          ๙. เรื่องการพิจารณาอารมณ์ของจิตตนเองเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะจักต้องรู้ว่าอารมณ์อะไรเกิดขึ้นกับจิต และอารมณ์นั้นเกิดขึ้นได้ เพราะสัญญาหรือปัญญา (สัญญาสมาธิหรือปัญญาสมาธิ) จุดนี้ทบทวนให้ดีจึงจักแยกแยะได้ถูกต้องว่าอารมณ์นั้นเป็นสัญญาหรือปัญญา ถ้าเป็นสัญญานึกขึ้นมาได้ประเดี๋ยวก็ลืม ถ้าเป็นปัญญาจิตก็จักรู้อยู่อย่างนั้นไม่เปลี่ยนแปลง ปัญญามีความทรงตัวรอบรู้ในกองสังขาร (ของกายและจิต) อยู่ตลอด เห็นอะไรจิตน้อมยอมรับทันทีว่านี่เป็นกฎของธรรมดา จิตมันจักบอกตนอยู่อย่างนี้เสมอ จิตของผู้มีปัญญาจักเป็นจิตที่รู้เท่าทันความจริงในอริยสัจอยู่เสมอ พระอรหันต์ท่านทรงอธิปัญญาก็อยู่ที่ตรงนี้ หมั่นสำรวจใจให้ดีๆ อย่าตรากตรำร่างกายมากเกินไป เหนื่อยก็ต้องให้ร่างกายพักผ่อน อย่าฝืนสังขารเพราะจักได้แต่ตัวทุกข์เท่านั้น ผลของการปฏิบัติจักได้น้อย พยายามหาทางพอดีให้ได้ทั้งทางจิตและทางกาย แล้วปฏิบัติตามนั้น จักได้ผลดีว่าทรมานกายและจิตใจ จุดนี้ต้องหากันเอาเอง เพราะมัชฌิมาของแต่ละคนไม่เท่ากัน ให้เป็นไปตามแต่ความเหมาะสมของแต่ละคน

          ๑๐. การที่วางอารมณ์ราคะและปฏิฆะไม่ได้อย่างสนิทใจ ก็เพราะบกพร่องในกายคตานุสติและพรหมวิหาร ๔ จักต้องพิจารณาร่างกายให้มากๆ คำว่าให้มากก็จงสำรวจใจว่า มากเกินกระทั่งจิตคลายความรักในร่างกายตนเอง เห็นร่างกายตนเองเป็นธาตุ ๔ กายคตา - อสุภะ อยู่ตลอดเวลาที่ระลึกนึกขึ้นมาได้ มีความเบื่อหน่ายและรังเกียจในร่างกายตนเองอยู่เสมอ นั่นแหละจึงจักวางราคะได้ ปฏิฆะก็เช่นกัน ให้เจริญ พรหมวิหาร ๔ ให้เมตตาจิตของตนเองให้มากๆ เห็นไฟโทสะเป็นความร้อนที่เป็นโทษอยู่ในจิตเสมอ ให้เห็นคุณคือความเย็นของพรหมวิหาร ๔ อย่างจริงใจเมื่อนั้นแหละจึงจักตัดปฏิฆะได้หนทางอื่นที่จักตัดได้นั้นไม่มี มีแต่ทางเดินไปอย่างนี้เท่านั้นจึงจักบรรลุมรรคผลได้

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่