ตัณหา ๓ ต้นเหตุที่ทำให้ต้องเกิด




          สมเด็จองค์ปฐม ทรงพระเมตตา ตรัสสอน มีความสำคัญดังนี้

          ๑. ทำกรรมฐานได้เท่าใด ให้พอใจแค่นั้น จิตจักมีความสุขที่ทุกข์เพราะจิตดิ้นรน มีความอยากได้มรรคได้ผลมากเกินไป จัดเป็นกามสุขคัลลิกานุโยค ได้เหมือนกัน ต้องดูอารมณ์ของจิตให้ดี

          ๒. ต้องมีสติสัมปชัญญะกำหนดรู้เอาไว้เสมอ การผิดพลาดก็เพราะนิวรณ์ ๕ รบกวนจิต ต้องรีบตัดให้เร็วที่สุดด้วยกรรมฐานแก้จิต จนจิตชินสามารถตัดนิวรณ์ได้เป็นอัตโนมัติจุดนี้ต้องใช้ความเพียรหนัก จักพ้นเกิดพ้นตายได้ก็อยู่ที่ตรงนี้ว่าจิตมีกำลังเอาจริงหรือเปล่า

          ๓. การฝึก มโนมยิทธิ จะได้หรือไม่ มิได้อยู่ที่ครูฝึก แต่อยู่ที่จิตผู้ฝึกจักระงับนิวรณ์ ๕ ได้ละเอียดแค่ไหน เมื่อเห็นพระนิพพานแล้ว ไม่ควรประมาทว่า เราจักเข้าถึงพระนิพพานเมื่อใดก็ได้

          ๔. การไปเห็นพระนิพพานก็ดี การไปได้มาได้ก็ดี หากเหลิงเกินไป ทะนงตนไม่สร้างความดี คือ ละจากรากเหง้าของตัณหา ๓ ประการ ก็จักไปพระนิพพานไม่ได้ในบั้นปลาย

          ๕. ตัณหา ๓ คือ จิตตกอยู่ในห้วงกามตัณหา มีความทะยานอยากในความโกรธ โลภ หลง อะไรมากระทบร่างกาย อายตนะสัมผัสก็มีความไม่พอใจเกิดขึ้นกับอารมณ์มีแต่ความทะยานอยาก คือ อยากโกรธ อยากอาฆาต พยาบาท อยากทำลาย

          ๖. เมื่อเหตุการณ์นั้นผ่านไป ได้ตอบโต้กับบุคคลเหล่านั้นจนสะใจ หรือพอใจแล้ว จุดนี้จิตตกอยู่ในห้วงภวตัณหา เป็นการสนองอารมณ์ของกามตัณหาให้สะใจ

          ๗. เมื่อเหตุการณ์นั้นผ่านไป เป็นอดีตธรรมแล้ว แต่จิตไม่ยอมวางอารมณ์ขุ่นมัว ยังครุ่นคิดปรุงแต่งอดีตธรรมนั้นให้เหมือนอยู่ในธรรมปัจจุบัน หากเจอคู่อริใหม่ก็จะด่าใหม่ ล้วนเป็นอารมณ์อนาคตที่ยังไม่ถึง บางครั้งเห็นหน้าเขามาแต่ไกล ก็บ่นหรือด่าในใจแล้ว ต้นเหตุจากพรหมวิหาร ๔ ไม่มีเลย ในขณะนั้นนี่แหละคือวิภวตัณหา

          ๘. ตัวอยากโลภก็เช่นกัน โลภในคน สัตว์ วัตถุ ทรัพย์สินต่างๆ ที่เห็นว่ามันสวยสดงดงาม เป็นที่ถูกใจหรือพอใจนี่คือกามตัณหา เมื่อได้มาแล้วก็หลง อยากให้มันมีความทรงตัว ไม่เปลี่ยนแปลง นี่คือภวตัณหา แต่ในที่สุด คน สัตว์ วัตถุ ทรัพย์สินต่างๆแม้กระทั่งร่างกายของตนเอง ซึ่งมาจากธาตุ ๔ ก็ต้องเสื่อมเศร้าหมอง หาความสดใสไม่ได้ ร่างกายก็ต้องป่วย ต้องแก่ วัตถุธาตุก็ต้องเก่าทรุดโทรมไปตามกาล ตามสมัย แต่จิตหลง หรือโง่ไม่ยอมรับความจริง จิตมีอารมณ์เสียดาย จะให้อดีตกลับมาเป็นปัจจุบันใหม่ ไม่เข้าใจกฎของไตรลักษณ์ หรือกฎของธรรมดาของโลก นี่คือวิภวตัณหา

          ๙. เมื่อร่างกายนี้ตายแล้ว แต่อารมณ์จิตยังไม่รู้จักพอ มีความทะยานอยาก หลงอยู่ในสภาวะของตัณหา ๓ ประการ จึงเป็นเหตุให้เกิดต่อๆไปไม่มีที่สิ้นสุด เพราะเป็นดวงจิตที่ไม่รู้จักยุติกรรม มีความหลงในร่างกาย หรือ หลงในอายตนะสัมผัสที่เรียกว่า สักกายทิฏฐิ (ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวเนื่องกับร่างกาย) ทำให้อยากโกรธ อยากโลภ อยากหลง ต่อกรรมไปในทางทะยานอยากตามสภาวะของตัณหา ๓ ประการอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

 

การไม่มีจิตกังวลได้ชื่อว่าเป็นสุข

          สมเด็จองค์ปฐม ทรงพระเมตตา ตรัสสอน เรื่องนี้ไว้ มีความสำคัญดังนี้

          ๑. การไม่มีจิตกังวลได้ชื่อว่าเป็นสุข เพราะได้ชื่อว่าปลอดจากกิเลส แม้ชั่วขณะจิตหนึ่ง ก็สมควรจักพอใจ ตามปกติแล้วจิตมักจักมีอารมณ์ปรุงแต่งไปทางด้านอกุศลกรรม แค่เพียงระงับได้ชั่วคราวก็นับว่ามีกำไร อย่าลืมแม้เพียงกำหนดลมหายใจเข้าออกเฉยๆโดยไม่ภาวนาควบ ก็ยังอยู่ในขอบเขตพระกรรมฐาน อารมณ์นี้เป็นกุศลเพราะยังจิตให้เกิดความสงบได้

          ๒. จงอย่าสนใจจริยาของผู้อื่น จะเป็นด้านกุศลหรืออกุศลก็ตาม ให้เห็นเป็นปกติธรรมดาของเขา ให้อยู่ในอารมณ์สักแต่ว่ารู้ เห็นสักแต่ว่าเห็น แล้วจิตสักเป็นสุข

          ๓. บุคคลผู้ยังหนาไปด้วย สักกายทิฏฐิ มีเอกาธิปไตย ย่อมถือเอา ทิฏฐิ หรือความเห็นของตนเป็นใหญ่ เป็นของดีถูกต้องเสมอ มีอารมณ์อีโก้หรืออุปาทานสูง ซึ่งให้ผลได้ทั้งทางบวกและทางลบ แต่ส่วนใหญ่ใช้ไปทางลบ หลงตนเองคือเห็นผิดเป็นชอบทั้งสิ้น

          ๔. บุคคลเหล่านี้แหละที่ชอบตั้งตนเป็นคณาจารย์ใหญ่แสดงความอวดรู้ด้วยปัญญาแห่งตน จึงมักสอนผู้อื่นตามความเข้าใจของตน นั่นเป็นกรรมของเขา จงอย่าไปขวาง

          ๕. บุคคลเหล่านี้ไม่รู้จริง แต่สำคัญตนว่ารู้จริง เพราะธรรมของตถาคตมิใช่ของตื้นเขิน เป็นธรรมที่ละเอียดอ่อนสุขุม ลึกซึ้ง ยากที่ปุถุชนคนธรรมดาๆ จักพึงเข้าใจได้ ดังนั้น หากไม่เข้าใจจริงก็จงอย่าพูดตามอำเภอใจ ทางที่ถูกพวกเจ้าอย่าไปยุ่งกับกรรมของใคร ให้ดูอารมณ์ของตน ให้ตั้งมั่นอยู่ในธรรมเป็นสำคัญเท่านั้นเป็นพอ

          ๖. จงอย่าติว่าเขาเลวเพราะเขากำลังถูกอกุศลกรรมเข้าครอบงำ ติเขาเมื่อไหร่ ใจของเราก็เลวเมื่อนั้น มองอารมณ์ของตนเอาไว้อย่าให้ชั่วก็แล้วกัน โดยยอมรับกฎธรรมดา หรือกฎของกรรมเข้าไว้ หรือจงอย่าไปแก้โง่ที่คนอื่น จักต้องแก้โง่ที่ตนเองให้หลุดพ้นไปเสียก่อน

          ๗. ทุกคนบนโลกถ้ายังไม่ถึงพระอรหัตผล ย่อมยังมีความชั่วกันทุกคน ชั่วมากชั่วน้อย ก็อยู่ที่การตัดสังโยชน์ได้แค่ไหนเท่านั้นเอง จุดนี้สำคัญ จงหมั่นเตือนจิตตนไว้เสมออย่าตำหนิผู้อื่นว่าชั่ว ให้มุ่งตำหนิตนที่ชั่วเป็นสำคัญ เพราะเราจักละความชั่วได้ จะต้องเห็นความชั่วที่จิตเราก่อนจึงจักละได้ เหตุจากหลงตัวหลงตนว่าเป็นคนดีทั้งสิ้น

          ๘. เมื่อกรรมที่เป็นอกุศลเข้าครอบงำจิต ทุกคนก็คิดว่าสิ่งที่ชั่วนั้นเป็นของดี ถ้าไม่เข้าใจธรรมจุดนี้ ก็หลงคิดว่าตนเป็นคนดี เพราะไม่เห็นความชั่วของตน ไม่ ใช้อัตตนาโจทยัตตานัง เป็นหลักปฏิบัติ ไม่ใช้สังโยชน์ ๑๐ เป็นเครื่องวัดอารมณ์ชั่วของตน ไม่ใช้บารมี ๑๐ เป็นตัวช่วยเสริมกำลังใจให้เต็มอยู่เสมอ ไม่มีพรหมวิหาร ๔ เป็นเครื่องอยู่ของจิต ช่วยเสริมให้ศีล สมาธิ ปัญญา มีคุณภาพสูงขึ้นๆ ตามลำดับก็ปล่อยให้ความชั่วบงการชีวิตจิตใจไปตลอดสิ้นกาลนาน

          ๙. สรุปว่าให้ดูอารมณ์จิตของตนไว้เป็นสำคัญ ถ้าหากจักพ้นทุกข์จริงๆให้ดูอารมณ์เลวของตนไว้อย่ามองคนอื่น อารมณ์คนอื่นปล่อยเขาไป ทุกอย่างให้แก้ที่จิตของเรา

          ๑๐. สรุปในทางปฏิบัติ

               ๑๐.๑ จงอย่าสนใจจริยาของผู้อื่น (อย่าเสือก ชอบไปยุ่งเรื่องของชาวบ้าน)

               ๑๐.๒ จงอย่าตั้งตนเป็นคณาจารย์ใหญ่ (อย่าซ่า หากตนยังเลวอยู่ ยังไม่รู้จริง สังโยชน์ยังไม่ขาด ยังอยู่ครบ แล้วเที่ยวไปสอนผู้อื่น)

               ๑๐.๓ จงอย่าตำหนิกรรมของผู้อื่น (อย่าหลง เพราะคนติคนอื่นยังเป็นคนเลว ขาดพรหมวิหาร ๔ ทุกข้อ)

               ๑๐.๔ จงอย่าจับผิดผู้อื่น (อย่าเป็นตำรวจ เพราะ อัตตนาโจทยัตตานัง แปลว่าคอยจับผิดตนเอง และแก้ไขตนเอง)

               ๑๐.๕ จงอย่าแบกทุกข์ของผู้อื่น (อย่าเป็นผู้แทน เพราะโง่หลงตนเอง ไม่เห็นทุกข์ของตนว่าหนักมากอยู่แล้ว ยังเที่ยวไปแบกทุกข์ของชาวบ้านเขาอีก)

          (ภาษาไทยเป็นคำโดดๆ แต่มีความหมายลึกซึ้ง จำง่าย แต่ในปัจจุบันกำลังจะหมดไป เพราะอุปาทานของคนในปัจจุบัน คิดว่าเป็นคำหยาบ ไม่ควรใช้ แต่ไปยกย่องภาษาต่างชาติว่าเป็นของดีแทน ผมเอาคำไทย ๕ คำ คือ เสือก ซ่า หลง ตำรวจ ผู้แทน มาใช้ ซึ่งล้วนเป็นอุปกิเลสทั้งสิ้น เพื่อให้ผู้อ่านจำได้ง่ายขึ้น เขียนมาถึงจุดนี้ทำให้นึกถึงหลวงพ่อคูณท่าน เพราะท่านเป็นผู้อนุรักษ์ภาษาไทยไม่ให้สูญไปจากคนไทย กูก็ขอจบไว้แต่เพียงเท่านี้ มึงจะชอบใจหรือไม่ชอบก็เรื่องของมึง หากมึงอ่านแล้วมึงมีอารมณ์พอใจ มึงก็สอบตก หากมึงอ่านแล้วมึงมีอารมณ์ไม่พอใจ มึงก็สอบตก เพราะพอใจก็ดี ไม่พอใจ ก็เป็นอารมณ์ ๒ ปิดกั้นทางพระนิพพานไว้สนิท หมายความว่า ตัดสังโยชน์ข้อ ๔ และ ๕ ไม่ได้ จึงไม่มีทางที่จะเป็นพระอนาคามีผลได้นั่นเองทุกสิ่งในโลกนี้ล้วนเป็นสมมุติธรรมทั้งสิ้น ซึ่งล้วนไม่เที่ยง ใครยึดถือเข้า ก็เป็นทุกข์ ตัวธรรมแท้ๆในพระพุทธศาสนาไม่มีชื่อจะเรียกเป็นภาษาจิตถึงจิต เป็นภาษาธรรมถึงธรรม ร่างกายของตถาคตไม่ใช่พระพุทธเจ้า ตถาคตคือพระธรรม ผู้ใดยังติดสมมุติอยู่ ก็ไม่มีทางวิมุติหรือหลุดพ้นได้ด้วยเหตุดังกล่าวนี้)

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่