มนุษย์หัวแถว ยังไม่ดีเท่าเทวดา นางฟ้าท้ายแถว



 

          เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๑ ส.ค. ๒๕๓๖ หลวงพ่อฤๅษี ท่านมีเมตตามาสอนเรื่องนี้ไว้ดังนี้

          ๑. "เรื่องท้าวจตุมหาราชทั้ง ๔ นั้น ใครจะไหว้หรือไม่ไหว้ พวกเอ็งก็ไปไหว้ท่านก็แล้วกัน วัดท่าซุงนี้อยู่ได้ด้วยพระ พรหม เทวดา นางฟ้า ท่านช่วยสงเคราะห์อยู่เบื้องหลัง พระคุณของท่านทั้งหลายตอบแทนเท่าไหร่ก็ไม่หมด เป็นคนจงอย่าลืมตัว มนุษย์หัวแถวไม่ดีเท่าเทวดา นางฟ้า ท้ายแถว ท่านเป็นผู้ไม่มีขันธ์ ๕ ไม่สกปรก ไม่ร้อน ไม่หนาว ไม่หิวกระหาย และขี้ก็ไม่เหม็นอย่างเรา ๆ"

          ๒. "มีสมมุติสงฆ์บางคนไม่ยอมกราบท้าวมหาราชทั้ง ๔ เพราะคิดด้วยความหลงผิด (จิตเป็น มิจฉาทิฎฐิ ) ว่า ท่านมีศีลไม่ครบ ๒๒๗ ฉันแน่กว่า เพราะฉันมีศีล ๒๒๗ จิตผู้ใดก็ตามที่เริ่มต้นด้วย มิจฉาทิฎฐิ อะไร ๆ ที่ตามมาก็เป็น มิจฉาทิฎฐิ หมด (ท่านหมายถึง มิจฉาทิฎฐิ อีก ๗ ตัว ก็จะเกิดตามมาเป็นขบวนรถไฟ หัวขบวนนำไปทิศทางใด ก็จะลากอีก ๗ ตู้ขบวนตามไปด้วย)"

          ๓. ข้อเท็จจริง หลวงพ่อท่านให้รายละเอียดไว้ดังนี้

               ๓.๑ แม้เทวดาชั้นยามาและชั้นดุสิตท่านก็มีศีลพระครบ ๒๒๗

               ๓.๒ เทวดาและพรหมที่เป็นพระอริยเจ้า ตั้งแต่พระโสดาบันถึงอนาคามี ท่านจะอยู่ชั้นใดท่านก็มีศีล ๒๒๗ ครบ

               ๓.๓ ท้าวจาตุมหาราชทั้ง ๔ ล้วนแต่เป็นพระอนาคามีทุกองค์ รวมทั้งพระยายมราช และพระอินทร์ด้วย

               ๓.๔ เทวดา นางฟ้า ที่วัดท่าซุงมีอยู่เป็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่ท่านเป็นพระอริยเจ้าเบื้องสูง คือ พระอนาคามีกันทั้งนั้น

 

         วิจารณ์ หรือ ธัมมวิจัย บันทึกไว้เมื่อ ๔ ส.ค. ๒๕๓๖ เกี่ยวกับเรื่องนี้ อ่านและพิจารณาแล้วเห็นว่ามีประโยชน์กับพุทธบริษัทที่ต้องการปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์ในชาติปัจจุบันนี้ มีความสำคัญดังนี้

          ๑. "เป็นธรรมดาของผู้ที่ยังไม่รู้จริง เพราะศีลของเขายังไม่เต็ม เมื่อไม่มีอธิศีล จึงยังไม่รู้เรื่องของพระพุทธศาสนาได้ตามความเป็นจริง เพราะพระพุทธเจ้าจะอนุญาตให้ผู้ออกประกาศพระศาสนาของพระองค์ได้ ก็ต่อเมื่อตัดสังโยชน์เบื้องต่ำ ๓ ข้อแรกได้แล้ว คือ ตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไปเท่านั้น จึงจะประกาศพระศาสนาของพระองค์ได้โดยไม่ผิดพลาด ท่านปิดนรกหรืออบายภูมิ ๔ ได้เหมือนกับท่าน สิ่งใดที่ท่านยังปฏิบัติไม่ถึง ท่านก็เว้นเสียไม่สอน ไม่เดาส่ง ท่านมีหิริโอตตัปปะ"

          ๒. "เกี่ยวกับบารมีธรรม ซึ่งมีไม่เสมอกัน เพราะเขาไม่รู้ว่าท้าวมหาราชทั้ง ๔, พระอินทร์, พระยายมราช ล้วนเป็นพระอนาคามีแล้วทุกองค์ ศีลท่านเต็ม ๒๒๗ ไม่ใช่แค่ ๕-๘-๑๐ เท่านั้น ความจริงเทวดาชั้นยามากับชั้นดุสิตท่านก็มีศีลเต็ม ๒๒๗ แต่พวกนี้เขาไม่ทราบ ในหมู่คนที่ยังไม่ทราบเรื่องนี้ ส่วนใหญ่คนที่ไม่เข้าใจเรื่องศีล เพราะยังไม่มีอธิศีล จึงต้องให้อภัยกันตรงนี้แหละ"

          ๓. "เกี่ยวกับกฎของกรรมของวัดท่าซุง ซึ่งยังไม่เห็นความดี เห็นบุญคุณของเทวดา นางฟ้า พรหม ขนาดท้าวมหาราชทั้ง ๔ พระอินทร์ พระยายม ก็ยังไม่เห็น เอาเป็นว่ากรรมบังตาท่านก็แล้วกัน เรื่องนี้กรรมใครกรรมมัน"

          ๔. "ข้อเท็จจริง บุคคลผู้รับศีล ๒๒๗ (สวดญัตติในพิธีบวชพระ) ยังไม่ใช่พระ พระองค์เรียกพวกนี้ว่า สมมุติสงฆ์เท่านั้น พระองค์จะเรียกพวกนี้ว่าเป็นพระได้ ต่อเมื่อมีคุณธรรมของจิต สามารถตัดสังโยชน์เบื้องต่ำ ๓ ข้อแรกได้แล้วเท่านั้น จึงจะเป็นพระที่แท้จริงในพุทธศาสนา การเป็นพระในพุทธศาสนา พระองค์ไม่จำกัดเพศและวัย ซึ่งต้องตั้งแต่ ๗ ปีขึ้นไปก็เป็นพระได้ เช่น นางวิสาขา ท่านก็เป็นพระโสดาบันตั้งแต่อายุ ๗ ปี เป็นต้น"

          ๕. "ศีลมี ๒ ระดับ คือ

               ก) โลกียศีล ซึ่งยังไม่มั่นคง เสื่อมได้ ขาดได้ หายไปได้

               ข) โลกุตรศีล เป็นศีลที่มั่นคง ไม่เสื่อม ไม่ขาด ไม่มีวันถอยหลังอีกต่อไป พ้นสภาพจากความไม่เที่ยงในศีล เที่ยงและมั่นคงในศีล ซึ่งจะไม่เสื่อม ไม่ขาดอีกต่อไป เพราะเหตุนี้แหละ ท่านจึงพ้นนรก พ้นอบายภูมิ ๔ ได้อย่างถาวร "

          ๖. "ดังนั้น พระธรรมในพุทธศาสนาจะนึก ๆ เอาเอง ด้วยปัญญาของชาวโลก ซึ่งไม่มีศีลเป็นตัวคุมจิต หรือมีเพียง โลกียะศีลย่อมไม่ได้ จะต้องมีคุณธรรมของจิตเป็นพระโสดาบันก่อน จึงจะเข้าใจพระธรรมในพุทธศาสนาได้โดยไม่ผิดพลาด" (ยิ่งเรื่องพระนิพพาน พวกที่จิตยังไม่เข้าถึงความเป็นพระโสดาบันแล้ว จะไม่มีทางเข้าใจ หรือหมดสงสัยในเรื่องพระนิพพานไปได้ เพราะพระโสดาบันแปลว่า ผู้มีกระแสจิตสัมผัสเข้าถึงพระนิพพานได้แล้ว หมายความว่าอย่างหยาบอีก ๗ ชาติถึงพระนิพพาน, อย่างกลางอีก ๓ ชาติ และอย่างละเอียดอีก ๑ ชาติ เป็นต้น)

          ๗. "หลวงพ่อท่านมีเทปและหนังสือ เปิดแล้วเปิดอีกที่วัด ตอนที่ท่านป่วยมาก จุดประสงค์ก็เพื่อให้ทุกคนที่ฟังได้รู้ความจริงเกี่ยวกับเทวดา และพรหม เทวดาท่านบวชใจกัน ท่านมีหิริโอตตัปปะเป็นคุณธรรมประจำใจของท่านอยู่ เพียงท่านตั้งสัจจะที่จะงดเว้นหรือวิรัชเท่านั้น ศีล ๒๒๗ ท่านก็เต็มทันที หลวงพ่อท่านว่า ไม่หุบเข้าหุบออกเหมือนมนุษย์ขี้เหม็นทั้งหลาย มีขี้ทั้งตัวแล้วแถมยังโง่อีกด้วย"

          ๘. "หลวงพ่อท่านชี้ให้เห็นว่า เทวดา นางฟ้า พรหมที่เป็นพระอริย นั้นมีมากมายนัก และท่านเองก็ปฏิบัติเป็นตัวอย่างที่ขอบคุณเทวดา นางฟ้า พรหม ที่ช่วยสงเคราะห์ท่าน และวัดท่าซุงตลอดมา ท่านแสดงความกตัญญูรู้คุณท่านเหล่านั้นไว้ชัดเจน แต่คนฟัง ฟังแล้วไม่เข้าใจ เอาเป็นว่ากรรมบังตาพวกนั้นไว้ก็แล้วกัน สุดท้ายหลวงพ่อท่านก็เน้นอีกว่า เทวดาท้ายแถวก็ยังดีกว่ามนุษย์หัวแถว"

 

วจีกรรมกับการสนทนาธรรม

          เมื่อวันพุธที่ ๔ ส.ค. ๒๕๓๖ สมเด็จองค์ปฐม ทรงพระเมตตาตรัสสอนเพื่อน ของผมในเรื่องนี้ว่า

          ๑. "หากเจ้าจักเล่าพฤติกรรมของบุคคลผู้ใด เป็นการประกอบธรรมการสนทนา จงหลีกเลี่ยงเอ่ยอ้างชื่อของบุคคลผู้นั้น จุดนี้พึงระวังให้มาก เพราะจักทำให้ราคะและปฏิฆะเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้ฟังได้ หากเขาไม่รู้ว่าเป็นใคร จิตเขาก็จักไม่ผูกพันกับบุคคลผู้นั้นยังจักดีกว่า เรียกว่า เจ้าไม่ได้สร้างอารมณ์เบียดเบียนให้แก่ผู้ฟัง" (เมื่อฟังพระองค์ทรงตรัสแล้ว ก็รู้สึกตนเองว่า การพูดถึงบุคคลที่ ๓ ก็คือ การ นินทาปสังสา นั่นเอง)

          ๒. "เมื่อเป็นเช่นนี้ วาจาของเจ้าสร้างความเบียดเบียนให้เกิดแก่อารมณ์ของบุคคลผู้ฟัง แล้วอารมณ์ผู้ฟังก็ย้อนกลับมาเบียดเบียนอารมณ์ของเจ้าอีกที เมื่อเป็นประการนี้ ควรหรือไม่ควรที่จักประพฤติ หรือกล่าววาจาเยี่ยงนี้อีกต่อไป" (ก็รับว่าไม่ควร)

          ๓. "การเอ่ยนามพาดพิงในการสนทนาธรรม จึงไม่ควรมี ทางโลกเขาถือว่าเป็นการปรามาส มีการฟ้องร้องเอาความกัน เพราะการเอ่ยอ้างนามกันมามากมาย บางรายต้องขึ้นโรง ขึ้นศาล เป็นความกันด้วยคดีหมิ่นประมาท"

          ๔. "อุปมาเป็นทางธรรมก็ไม่ต่างกันหากผู้พูดเอ่ยนามอ้างอิงประกอบธรรม เจตนาหรือไม่เจตนาก็ตาม ก็เท่ากับแฉพฤติกรรมโดยธรรมของบุคคลผู้นั้นออกมาเป็นวจีกรรม คนฟังไม่ใช่ว่าจักมีภูมิจิตภูมิธรรมเสมอกับผู้พูด ยิ่งฟังหลายคนยิ่งมีอันตราย เพราะระดับจิตต่างกันอย่างสิ้นเชิง ความคิดเห็นในการฟังก็แตกต่างกันไป หากมีบุคคลใดคนหนึ่งนำเรื่องนี้ไปเล่ากับเจ้าของนาม ผิดเพี้ยนเพียงนิดเดียว เรื่องใหญ่ก็จักเกิดตามมา อารมณ์ชอบใจ ไม่ชอบใจ ก็เกิดแก่คนฟัง คือ เจ้าของนามได้ กรณีนี้สร้างได้ทั้งมิตรและศัตรู ทำความผิดพ้องหมองใจกันได้โดยง่าย"

          ๕. "ตั้งแต่นี้ไป ขอให้เจ้าเลิกเอ่ยชื่อเจ้าของนาม ในเวลาสนทนาธรรมตลอดไป ยกเอาแต่พฤติกรรมไม่ต้องบอกว่าเป็นใครก็ใช้ได้แล้ว จำไว้นี่เป็นคำสั่งที่เจ้าจักต้องทำให้ได้ด้วย"

          ๖. "การสนทนาธรรม โดยการศึกษาจากการกระทำของบุคคลทั่วไป ย่อมหลีกเลี่ยงการอ้างอิงพฤติกรรมไม่ได้ จำเป็นต้องพูดต้องคิดก็พิจารณาไปให้เป็นธรรม แต่จงอย่าเอ่ยนามของเจ้าของธรรมนั้น ๆ เห็นธรรมเป็นภายนอกย้อนกลับมาสอนใจตนเองเป็นประการสำคัญ เพื่อให้เห็นธรรมภายในและภายนอกนั้นเป็นปกติ"

          ๗. "ไม่ใช่ควรทำแต่เจ้านะ คุณหมอก็ควรทำได้ด้วย หน้าที่ไวยาวัจกรที่ท่านฤๅษีมอบให้จำเป็นต้องพูด ก็ขอให้พูดโดยธรรม จักไม่สร้างความเบียดเบียนให้แก่ผู้ฟังทางวจีกรรม ขอให้จำบทเรียนครั้งนี้ให้ดี ๆ"

 

การต่อสู้กับอารมณ์นิวรณ์ที่เข้ามาสิงใจ

          เมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๕ ส.ค. ๒๕๓๖ สมเด็จองค์ปฐม ทรงพระเมตตาตรัสสอนเรื่องนี้ไว้ดังนี้

          ๑. "ฟังเรื่องราวของใครมากระทบหู ก็จงหมั่นดูอารมณ์จิตของตนเองไว้ จับตาดูว่าฟังแล้วอารมณ์อันใดเกิดขึ้นในขณะนั้น ๆ ที่เอาดีกันไม่ได้ก็คือ ไม่ค่อยจักรู้เท่าทันอารมณ์ที่เกิดขึ้นเป็นปกติ โกรธจนชิน รักจนชิน ห่วงจนชิน กลัวจนชิน เลยไม่รู้ว่าอารมณ์อะไรเป็นอะไร อย่างนี้ทำกรรมฐานไปจนร่างกายตายแล้วตายอีกหลายตลบก็ไม่รู้เรื่อง"

          ๒. "หรือบางขณะก็รู้อยู่ว่าอารมณ์ใดเกิด แต่จิตไม่คิดแก้ไข ปล่อยอารมณ์ให้ตกอยู่ในห่วงของนิวรณ์อยู่อย่างนั้น ก็ไม่มีประโยชน์เช่นกัน"

          ๓. "การต่อสู้กับอารมณ์นิวรณ์ที่เข้ามาสิงใจ จักต้องมีความเพียรแก้ไขอารมณ์นั้น ๆ อย่างขันติอดทน มีความตั้งใจจริง เหมือนจอมทัพที่เห็นข้าศึก ก็ตั้งใจเคลื่อนทัพเข้าประจัญรบราฆ่าฟัน เพื่อมุ่งหวังในชัยชนะทุกครา มิใช่ทำจิตเป็นผู้ไม่แกล้วกล้า เห็นข้าศึกมาก็ง่วงเหงาซึมเซาอยู่แต่ในกระดอง ไม่กล้าคิดที่จักออกมาโรมรันศัตรู แล้วอย่างนี้เมื่อไหร่จิตเจ้าจักรู้จักชนะนิวรณ์ได้เล่า"

          ๔. "ตั้งอารมณ์ของจิตเสียใหม่นะ พยายามแข็งใจเอากรรมฐานแก้จริตเข้าสู้ทุกครั้ง ที่อารมณ์ตกเป็นทาสของนิวรณ์ "

          ๕. "จงหมั่นกำหนดรู้อารมณ์ที่เป็นกิเลสอันเกิดขึ้นแก่จิต แม้สักนิดหนึ่งก็ต้องรีบแก้ไข อย่าปล่อยให้อารมณ์นั้นให้ลุกลามไปใหญ่โต ต้องอดทน ข่มใจ อดกลั้นต่อความชั่วของอารมณ์ของจิตตน"

          ๖. "จงตั้งใจทำความเพียรละอารมณ์ที่เป็นกิเลสตั้งแต่เวลานี้ไปหากเจ้ามีความท้อถอยคราวใด จงคิดอยู่เสมอว่า ร่างกายนี้กำลังจักตายอยู่ในวินาทีข้างหน้านี้ จักได้คลายความประมาทในธรรมลงได้ (เวลาและความตายไม่คอยใคร)"

 

การหลับอย่างผู้ไม่ประมาท

          เมื่อวันศุกร์ที่ ๖ ส.ค.๒๕๓๖ สมเด็จองค์ปฐม ทรงเมตตาตรัสสอนเพื่อนของผมในเรื่องนี้ความว่า

          ๑. "หากร่างกายมันจักตายเจ้าเสียดายหรือไม่" (ตอบว่าไม่เสียดาย) "แต่การไปกรรมฐานเที่ยง เจ้านั่งหลับเพราะร่างกายมันเพลียมา ๒ วันแล้ว จิตเจ้าช่างไม่มีสติเอาเสียเลย"

          ๒. "เจ้าฝืนเวทนาของกายเอาไว้ไม่อยู่หรือ (ตอบว่า ฝืนไว้ไม่อยู่) ทรงตรัสว่า "หากร่างกายเจ้าตายลงในขณะนั้น จิตเจ้าจักไปไหน(ตอบว่า ไม่ทราบ) ทรงตรัสว่า "หากร่างกายต้องการพักผ่อน ประสาททุกส่วนเสื่อมหมด จิตไม่มีกำลังที่จักแข็งขืนปฏิกิริยาของร่างกายได้ มันเป็นธรรมดาที่จิตพลอยอยากพักผ่อน หรืออยากหลับไปด้วย"

          ๓. "เมื่อฝืนไม่ได้เยี่ยงนี้ก็จงอย่าฝืน หากแต่ก่อนที่จักหลับ จงปลง มรณา ควบอุป สมานัสสติ ให้ตั้งมั่น พยายามระเบิดกายหยาบทิ้งไป ให้เห็นกายในนั่งหลับอยู่บนพระนิพพาน หรือไม่ก็ปลงอสุภ จนกายหยาบละลายไป กลายเป็นกายนิพพานขึ้นแทน กำหนดนั่งหลับอยู่บนพระนิพพานต่อหน้าพระก็ได้" (ก็คิดว่า ส่วนใหญ่จะหลับตอนฟังคำสอนของหลวงพ่อยังไม่ทันจบ)

          ๔. "จงคิดเอาไว้ก่อน ฟังคำสอนของท่านฤๅษีก็ได้ หรือไม่ก็คิดเอาขณะนั่งลงไปยังวิหาร ๑๐๐ เมตรก็ได้ โดยเห็นจิตหรืออาทิสมานกาย นั่งอยู่บนวิมานที่พระนิพพานแทน"

          ๕. "จงรู้เอาไว้ว่า ขณะใดนิวรณ์ ๕ เข้าแทรกแซงอารมณ์ของจิต ก็ถือว่าจิตนั้นถูกเบียดเบียนให้ตกอยู่ภายใต้ความประมาท และขณะใดร่างกายตกอยู่ภายใต้อาการของความเสื่อม ทุกข์อันเป็นปกติของร่างกายก็สร้างความเบียดเบียนให้เกิดแก่อารมณ์ของจิต ก็ถือว่าจิตนั้นถูกเบียดเบียนให้ตกอยู่ภายใต้ความประมาทเช่นกัน"

          ๖. "ดังนั้นผู้ที่ยังเข้าไม่ถึงอรหัตผล จึงยังไม่หมดสิ้นความเบียดเบียน จึงเท่ากับมีความประมาทในธรรม อารมณ์ย่อมตกเป็นทาสของขันธมาร และกิเลสมารอยู่เป็นธรรมดาไม่มากก็น้อย เจ้าจงหมั่นละความประมาทลงด้วยประการฉะนี้เถิด"


 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่