(พระธรรม ที่ทรงตรัสสอนในเดือนมิถุนายน ๒๕๓๖)




เรื่องผลบุญจากสร้างพระภายนอก กับสร้างพระภายใน

          เพื่อผมท่านได้ข่าวว่ามีพระองค์หนึ่งในวัดท่าซุง บอกบุญเพื่อจะสร้างพระ (ภายนอก) ก็เกิดอารมณ์ปฏิฆะในพระองค์นั้น แต่พอรู้ก็ดับอารมณ์ไม่พอใจด้วยการกำหนดรู้ลมหายใจเข้า - ออก พร้อมกับจับภาพพระ จึงทำให้จิตสงบลงได้ หลวงพ่อท่านก็มาสอนว่า

          ๑. จงอย่าสนใจการสร้างพระภายนอก เพราะบุญไปได้แค่สวรรค์ ให้สนใจสร้างพระภายใน บุญนั้นเป็นตัวธรรมแท้ ๆ ที่จะไปพระนิพพานได้

          ๒. การสร้างพระภายนอก จัดเป็นอามิสทาน เป็นทานภายนอก การสร้างพระภายในเป็นปฏิบัติบูชาเป็นทานภายใน สร้างพระให้เกิดภายในจิตของเรา ทำใจให้เป็นพระได้บุญที่คงทนถาวรกว่าวัตถุทานเยอะ

          ๓. พระภายนอกเสื่อมได้ พังได้ แต่พระภายในไม่เสื่อมไม่พัง (แต่เพื่อนผมยังไม่เลิกเจตนาเดิมที่จะทำบุญ ๑๐๐ บาท เพื่อเป็นทานบารมี จึงถามหลวงพ่อว่าควรทำอย่างไร)

          ๔. หลวงพ่อท่านก็ตอบว่า ให้สร้างพระชำระหนี้สงฆ์ ซิลูก ไม่ต้องทั้งองค์ ทำบุญตามกำลัง มีน้อย ทำน้อย ให้เต็มความตั้งใจของเรา ซึ่งเป็นผู้ให้ทานบารมี อย่าไปคิดว่าให้เต็มความต้องการของผู้รับ

          ๕. วัตถุทานทำอย่างไรก็ไม่เต็มความต้องการของผู้รับ ศรัทธาเท่าไหร่ก็ทำไป

 

เรื่องอย่าตำหนิกรรมของผู้บอกบุญ

สร้างพระภายนอกและทานบารมี

          ในคืนวันนั้น สมเด็จองค์ปฐม ทรงพระเมตตามาตรัสสอนดังนี้

          ๑. อย่าถือสาระเคร่งเครียดเกินไป สำหรับทานภายนอก ถ้าหากมีโอกาสก็บอกต่อบุคคลทั่วไป อันเห็นสมควรจะบอกได้ แต่ให้เขาไปบริจาคกับหลวงพี่โอ เจ้าของเรื่องเอง ไม่จำเป็นที่จักต้องเป็นธุระเก็บเงินรวบรวม บอกแล้วผ่านเลย ใครจักทำหรือไม่ก็แล้วแต่ศรัทธาของบุคคลผู้นั้น

          ๒. แล้วอย่าพึงไปตำหนิหลวงพี่โอ ที่ทำศรัทธาของเจ้าให้ตกไป จงมองเห็นปกติในบารมีธรรมของหลวงพี่โอ ที่หาได้รับการทำบุญทำทานตามกำลังศรัทธาของญาติโยม อย่างหลวงพ่อของเจ้าทำ

          ๓. ท่านฤๅษีนั้นตัดสังโยชน์ ๑๐ ได้ขาดหมดแล้ว จึงมีจิตถึงพร้อมไปด้วยศีล-สมาธิ-ปัญญารู้รอบตามปฏิปทาที่ตถาคตหรือพระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ได้ตรัสไว้ในบารมีของทาน ตัวอย่างเช่น ท่านอนาถบิณฑกเศรษฐีที่ตกอับเพราะมีอุปฆาตทางด้านทรัพย์สินเกิดขึ้น มีเพียงปลายข้าวหัก ต้มถวายองค์สมเด็จปัจจุบัน กับน้ำผักดองเป็นกับ ก็ยังนับว่าเต็มด้วยทานบารมี หรือท่านเมณฑกเศรษฐีกับภรรยา ที่อดีตชาติถวายทองคำเปลวเท่ากระพรีกลิ้น เพื่อเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา เต็มความตั้งใจ

          ๔. ตถาคตและพระสาวกผู้บริสุทธิ์ ปราศจากกิเลสเศร้าหมองของจิตแล้ว ย่อมรับทานนั้นด้วยความเต็มใจ เต็มความตั้งใจของผู้ให้โดยบริสุทธิ์ทั้ง ๓ กาล หรืออีกนัยหนึ่ง องค์สมเด็จปัจจุบัน ทรงรับแห้งจี่จากนางบุญทาสี เป็นต้น

          ๕. จริยาของผู้รับจะบริสุทธิ์ได้ ก็ต้องรักษาปฏิปทาตามนี้ไว้ คือ รับโดยเต็มจุดประสงค์ของผู้ให้ทาน เป็นการได้บุญเต็ม คือ บริสุทธิ์ทั้ง ๒ ฝ่าย พระสาวกผู้จะกระทำตามนี้ได้ อย่างน้อยก็ต้องตัดสังโยชน์ได้ ๕ ข้อเบื้องต่ำได้แล้ว อีกทั้งเป็นผู้ได้ศึกษาข้อวัตรปฏิบัติของตถาคต และพระสาวกที่ได้กระทำมาเป็นตัวอย่างในพระไตรปิฏกแล้ว คือ มีความเข้าใจปฏิปทาของตถาคต และพระสาวกได้ดีพอด้วยปัญญา มิใช่สักแต่ว่าอ่านแล้วใช้สัญญาจำได้ว่า พระไตรปิฏก จารึกไว้ว่าอย่างไร จักต้องใช้ปัญญาพิจารณาด้วยว่า ตถาคตและพระสาวกนั้นกระทำอย่างนั้นเพื่อจุดประสงค์อันใด และผู้ทำบุญด้วยจิตบริสุทธิ์เต็มกำลังทานนั้น ได้รับผลประการใด หวังว่าเจ้าคงจักเข้าใจในบารมีธรรมที่กล่าวมานี้

          ๖. ไม่ว่าบารมีธรรมของผู้ให้ทาน บารมีธรรมของผู้รับทาน ย่อมมีเป็นประการใด และแตกต่างกันไปเป็นธรรมดาของระดับจิต อย่าไปตำหนิกรรมของหลวงพี่โออีก (เพื่อนผมท่านจะฟุ้งต่อไปว่า สมัยหลวงพ่อหนึ่งสลึงท่านก็รับ ไม่เคยทำให้ผู้ให้ทานเสียศรัทธา ทรงตรัสว่า ฟุ้งพอหรือยัง ก็ตอบว่าพอแล้ว)

          ๗. ทรงตรัสว่า ยังไม่พอ เอาไว้เวลาต่อไปจะนำเรื่องทานบารมีนี้ไปเป็นแนวทางพิจารณาพระสูตรตามที่ท่านฤๅษีได้สอนมาตามพระไตรปิฏก จักได้เกิดปัญญาเข้าใจในปฏิปทาของพระพุทธเจ้า และพระสาวกว่า ทำไปในแต่ละเรื่องนั้นเพราะอะไร ทุกอย่างพระไตรปิฏกเป็นคำสอนที่มุ่งเกี่ยวกับบารมี ๑๐ ให้เต็มทั้งสิ้น เจ้าจงพิจารณาให้เกิดปัญญา เพราะเมื่อบารมี ๑๐ เต็ม ศีล-สมาธิ-ปัญญาก็ย่อมเต็ม การถือบวชทางใจ เนกขัมมะบารมีตามโอวาทปาฏิโมกข์ ก็เต็มได้ตามปัญญาที่พิจารณาธรรมนั้น ๆ

 

การขออภัยทาน

ซึ่งเป็นธรรมสูงสุดในพุทธศาสนา

          เมื่อเอาคำตรัสของสมเด็จองค์ปัจจุบัน ที่ทรงตรัสไว้ในพระไตรปิฏกว่า หากตถาคตจักเอานิ้วชี้ลงที่แผ่นดินจุดใดก็ตามในโลกมนุษย์นี้ จักไม่มีกระดูกของตถาคตปนอยู่นั้น ย่อมเป็นไปไม่ได้ เพราะตถาคตเกิด - ตาย ๆ มานับชาติไม่ถ้วน เมื่อใช้ปัญญาพิจารณาตามคำตรัสของพระองค์ ก็ยอมรับว่าจริง และพิจารณาต่อไปว่า ในปัจจุบันนี้มีพระพุทธเจ้ามากี่พระองค์แล้ว ก็ยิ่งชัดเจนหมดสงสัยว่า พวกเราไม่มีทางพ้นจากการปรามาสพระรัตนตรัยไปได้เลย เพราะแผ่นดินที่เราเหยียบย้ำอยู่นี้ ล้วนแต่เป็นกระดูก หรือพระบรมสารีริกธาตุ พระธาตุของพระอรหันต์ทุก ๆ พุทธันดร รวมทั้งกระดูกของเราเองด้วยทุกวัน

          ดังนั้น สมเด็จองค์ปฐม จึงทรงมีพระเมตตามาตรัสสอนพวกเราความว่า พวกเจ้าควรหมั่นขอขมาพระรัตนตรัยไว้ทุกๆ วัน เพื่อจักได้ลดโทษการปรามาสพระรัตนตรัยลงได้บ้าง

          หลวงพ่อท่านก็เมตตามาสอนความว่า นอกจากขอขมาพระรัตนตรัยแล้ว ควรขอขมาพ่อ - แม่ในอดีตชาติด้วย และควรขอขมาให้บ่อย ๆ เพราะพวกเอ็งมันพยศกับพ่อ - แม่มาเกือบทุกชาติ

          ส่วนรายละเอียด ผมไม่ขอกล่าว เพราะทุกคนมีจริต - นิสัยและกรรมไม่เสมอกัน แต่ทุกคนก็มีอุบายของตนเอง บางคนชอบสั้น ๆ บางคนชอบยาว ๆ บางคนว่าเป็นบาลี บางคนว่าเป็นภาษาไทย และบางคนก็ว่าทั้งบาลีและภาษาไทย (คงนึกกลัวว่าพระท่านคงอาจจะไม่รู้คำบาลีกระมัง)

          สมเด็จองค์ปฐมทรงตรัสว่า

          ๑. นี่จัดว่าเป็นขออภัยทาน ซึ่งเป็นธรรมสูงสุดในพระพุทธศาสนาเช่นกัน หมั่นทำให้บ่อย ๆ ไม่ว่าจักเป็นผู้ให้อภัยทานหรือเป็นผู้ขออภัยทาน ก็สามารถทำจิตให้เยือกเย็นได้

          ๒. หมั่นมาพระนิพพานให้บ่อย ๆ จิตจักได้เคยชิน เป็นการซักซ้อมมโนมยิทธิไปในตัวด้วย

          ๓. พยายามปล่อยวางอารมณ์ที่เกาะกายให้มาก ๆ ด้วย จิตมันจักได้สบายขึ้น (เพื่อนของผมท่านนึกว่า วันนี้กายมีเวทนามาก สภาพพระนิพพานไม่แจ่มชัดเท่าที่ควร)

          ๔. ทรงตรัสว่า ให้จิตรู้ก็แล้วกันว่าระลึกได้อยู่กับพระนิพพานเสมอ จักชัดหรือไม่ชัดไม่สำคัญ สำคัญที่จิตมันเคยชินกับการมาอยู่ที่พระนิพพานนี้

          ๕. และที่สำคัญ คือ พยายามอย่าเกาะกายมากเกินไป รู้ระลึกถึงความตายอยู่เสมอ ยอมรับความเสื่อม ความสกปรกของร่างกายนี้อยู่เสมอ ให้จิตมันรู้อยู่อย่างนี้ ก็เป็นอันว่าใช้ได้

          ๖. ก่อนนอน ให้จับภาพนิมิต เห็นกายจิต นอนอยู่บนพระนิพพานด้วยได้ยิ่งดี สมควรทำ

 

อนุสสติสุดท้ายคือ มรณานุสสติควบอุปสมานุสสติ

         ในคืนวันที่ ๑๗ มิ.ย. ๒๕๓๖ สมเด็จองค์ปฐมทรงพระเมตตามาตรัสสอนว่า

          ๑. การระลึกนึกถึงความตาย จงอย่าทำจิตให้เศร้าหมอง เพราะนั่นเป็นความจริงของร่างกาย การควบอุปสมานุสสติให้ทรงตัวก็เพื่อระลึกไว้เสมอถึงความสุขที่จักได้รับ เมื่อจิตผละไปจากร่างกายที่เต็มไปด้วยความทุกข์นี้แล้ว

          ๒. เห็นความจริงในกายคตานุสสติ ควบอสุภะของร่างกายไว้เนือง ๆ เพื่อทำลายความหลงของร่างกาย ซึ่งเต็มไปด้วยความไม่เที่ยง และสกปรกนี้ จิตก็จักยอมรับและคลายความกำหนัดในร่างกายนี้ลงได้

          ๓. เมื่อพิจารณาอยู่อย่างนี้ ก็กำหนดรู้ว่า ร่างกายทั้งภายนอกและภายในมีสภาพเหมือนกันหมด การทรงชีวิตอยู่เต็มไปด้วยความทุกข์ มีหิว - กระหาย - ร้อน - หนาวเกินไป ปวดอุจจาระ และปัสสาวะ เป็นต้น ให้รู้อยู่อย่างนี้เป็นปกติ

          ๔. เจ้าอย่าได้ละกรรมฐานกองสำคัญเหล่านี้ ออกไปจากจิตเป็นอันขาด เพราะเป็นตัวตัดสักกายทิฎฐิตรง หมั่นศึกษา พิจารณา เรียนรู้ นำมาปฏิบัติเข้าไว้ให้จิตมันชิน โดยควบคู่กับอานาปานัสสติกรรมฐานทุกกอง เพื่อเป็นไม่ประมาทในชีวิต ร่างกายมันไม่เที่ยง แต่ความตายเป็นของเที่ยง ดั่งองค์สมเด็จองค์ปัจจุบันได้ตรัสไว้แล้วในเรื่อง เปสการีธิดา ขอให้เจ้านำมาคิดและพิจารณาให้ดี ๆ จักได้มีปัญญาเรียนรู้ปฏิบัติธรรมให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป (ก็ติดตามที่พระองค์ทรงแนะ ก็พบว่านางขาดใจตายอย่างกะทันหันจากกระสวยเหล็กพุ่งมากระทบอก ขาดใจตายในชั่วขณะจิตเท่านั้น)

          ๕. ทรงตรัสว่า ผู้ประมาทไม่ระลึกนึกถึงความตาย ย่อมเตรียมจิตไม่ทัน แต่ผู้ที่ระลึกนึกถึงความตาย หมั่นแสวงหาอริยทรัพย์ไว้ด้วยจิตมั่นคง กำหนดรู้อยู่เสมอว่า จิตนี้จักต้องโคจรจากร่างกายเมื่อตายแล้ว จักตรงไปยังสถานที่ใด บุคคลผู้นั้นจึงได้ชื่อว่าถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทในชีวิต

          ๖. หมั่นตรวจสอบอารมณ์จิตให้ดี ๆ อย่าให้มีความเศร้าหมองค้างอยู่ในใจ ไม่ว่าอารมณ์รัก โลภ โกรธ หลง พอใจหรือไม่พอใจ จัดว่าเป็นกิเลสที่ทำจิตให้เศร้าหมอง ถ้าหากเจ้าไม่อยากสู่ภพสู่ชาติอีกต่อไป มองอารมณ์ของจิตเอาไว้ให้ดี ๆ และจงหมั่นทบทวนจุดหมายปลายทางของจิต คือ กำหนดอารมณ์พระนิพพานไว้เสมอ รู้หนทางโคจรของจิต หนทางใด ซึ่งไม่ใช่มรรคผลนิพพาน ก็จงหมั่นตัดอารมณ์นั้นให้หลุดออกไปจากใจ

          ๗. ทุกอย่างสำเร็จได้ด้วยความเพียร ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา เอาอิทธิบาท ๔ ทบทวนธรรมที่เกิดกับจิตอยู่เสมอ แล้วมรรคผลนิพพานจักได้แน่

 

อิริยาบถบรรพและเรื่องอย่าฝืนอารมณ์ของจิต

ขณะเจริญพระกรรมฐาน

          เมื่อวันศุกร์ที่ ๑๘ มิ.ย. ๒๕๓๖ ฟังเทปเรื่องอิริยาบถบรรพ ของหลวงพ่อท่านสอน แล้วก็นำมาพิจารณาด้วยปัญญา ก็จับหลักสำคัญได้ดังนี้

          ๑. กรรมฐานกองใดได้ในขณะที่ร่างกายเคลื่อนไหวอยู่ กรรมฐานกองนั้นเสื่อมยาก

          ๒. ทุกข์ของกาย หรือทุกขสัจ ต้องกำหนดจึงจะรู้ว่าทุกข์ ไม่กำหนดก็ไม่รู้ว่าเป็นทุกข์ เลยไม่เห็นทุกข์ของกายได้ตามความเป็นจริง

          ๓. ต้นเหตุที่ลืมกำหนดเพราะขาดสติ ที่ขาดสติก็เพราะลืมกำหนดรู้ลมหายใจเข้าและออก หรืออานาปานัสสติ ทำให้สติขาดตอนไม่ต่อเนื่องกัน

          ๔. หากปฏิบัติตาม ๓ ข้อแรกได้ ก็จะเข้าใจได้ว่า อิริยาบถบรรพนั้นคืออริยสัจหรือทุกขสัจนั่นเอง แสดงธรรมเรื่องทุกขสัจข้อที่ ๑ ของอริยสัจ ๔ ตลอดเวลา ที่ไม่เห็นเพราะไม่ได้กำหนดรู้

          ๕. ความตายอาจเกิดขึ้นได้ในทุก ๆ อิริยาบถ ๔ คือ ยืน เดิน นั่ง นอน และแสดงไตรลักษณ์อยู่ตลอดเวลา เพราะทุกข์ แปลว่า สิ่งที่ไม่สามารถจะทนอยู่ได้ จึงต้องขยับเปลี่ยนอิริยาบถอยู่เกือบตลอดเวลา สมเด็จองค์ปฐม ท่านก็ทรงพระเมตตามาตรัสสอนว่า

               ๕.๑ พยายามอย่าฝืนอารมณ์ของจิต ในขณะเจริญพระกรรมฐาน ให้เรียนรู้อารมณ์ของจิตในขณะนั้น ๆ แล้วหมั่นหากรรมฐานแก้อารมณ์ เพราะการฝืนอารมณ์ของจิต จักทำให้เจริญกรรมฐานไม่มีผล อย่างอารมณ์โทสะเกิด ก็รู้อยู่ว่าอารมณ์โทสะเกิด ก็จับอานาปาควบกสิณพระ กองใดกองหนึ่งให้จิตคลายจากอารมณ์โทสะนั้น อย่าไปกำหนดเวลาว่า จิตจักคลายอารมณ์โดยไว เพราะการไปเร่งให้ตัดโทสะโดยไวนั้น มักจักมีอารมณ์ใจร้อนเข้ามาผสม จิตสงบไม่จริง เพราะฉะนั้น ต้องใจเย็น อย่ากำหนดเวลา จับสมถะภาวนาให้จิตทรงกำลัง และคลายจากอารมณ์โทสะได้จริง ๆ จนเย็นใจแล้ว ไม่พลุ่งพล่าน เมื่อนั้นแหละจึงจะพิจารณาธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ เห็นทุกข์ เห็นโทษของการเกิดโทสะ

               ๕.๒ การดูทุกข์ดูโทษ ให้ดูที่จิตและกายของตนเอง ไฟโทสะมันเผาผลาญสร้างทุกข์ให้เกิดแก่จิตและกายของตนเองเท่าไหร่ อย่าไปมองคนอื่น ให้มองตนเองเป็นสำคัญ

               ๕.๓ อารมณ์อื่น ๆ ก็เช่นกัน เมื่อเกิดขึ้นก็หากรรมฐานแก้ไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งเกิดอารมณ์ชิน เกิดปุ๊บดับปั๊บ จนกระทั่งในที่สุดถึงขั้นดับโดยไม่ทันเกิด จนกระทั่งไม่เกิดอารมณ์เลย คือถึงสังขารุเบกขาญาณ อารมณ์จิตก็จักมีแต่สบาย อะไรกระทบรู้สึก แต่ก็วางเฉยให้หมด กล่าวคือ จบกิจในพระพุทธศาสนา

               ๕.๔ เพราะฉะนั้น เจ้าจงอย่าท้อใจ ค่อย ๆ ระงับอารมณ์กันไป แพ้บ้างชนะบ้างก็ถือว่าเป็นธรรมดา ให้รู้อยู่ก็แล้วกันว่าได้ต่อสู้อย่างสุดความสามารถแล้ว ในเมื่อสู้ไม่ได้ก็รามือชั่วคราว โอกาสหน้าก็สู้กันใหม่ สอบจิตตลอดเวลาที่ตื่นอยู่ด้วยความเพียร พลั้งเผลอไปบ้างก็เป็นธรรมดา อย่าเสียกำลังใจ พยายามปฏิบัติเข้าให้ต่อเนื่องอยู่เนือง ๆ สักวันหนึ่งจิตมันก็จักชินในการคิดพิจารณา หรือชินในการสมถะภาวนาสลับกันไป จนสมถะธรรมชนรอบได้ทุกขณะจิต ให้พยายามคิดใคร่ครวญ และรู้ทันอารมณ์ของจิตให้ดี ๆ

 

พรหมวิหาร ๔

ทำให้ศีลบริสุทธิ์เต็มกำลังได้อย่างไร

          เมื่อวันจันทร์ที่ ๒๑ มิ.ย. ๒๕๓๖ สมเด็จองค์ปฐม ทรงพระเมตตาตรัสสอนให้ มีความสำคัญดังนี้

          ๑. เจ้าลืมบันทึกเรื่อง หลักการของการถือศีล ศีลจักบริสุทธิ์ได้ด้วยหลัก ๓ ประการ คือ

               ก) ไม่ละเมิดศีลด้วยตนเอง

               ข) ไม่ยุยงส่งเสริมให้ผู้อื่นละเมิดศีล

               ค) ไม่ยินดีด้วยเมื่อบุคคลอื่นละเมิดศีลแล้ว

          ๒. เจ้าพึงรู้แล้วว่า พรหมวิหาร ๔ ช่วยทำให้ศีลบริสุทธิ์ได้เต็มกำลัง ก็ควรจักพึงรู้ต่อไปว่า หลักการรักษาศีล ๓ ประการนั้น เกี่ยวข้องกับพรหมวิหาร ๔ ประการใด ตถาคตจักอธิบายให้เจ้าฟังสักครั้งหนึ่ง เพื่อเจ้าจักได้นำไปเป็นแนวทางของการปฏิบัติเพื่อความอยู่เป็นสุขของกายและจิต

          ๓. หากเจริญพรหมวิหาร ๔ ได้ถึงที่สุด ศีล สมาธิ ปัญญา ของเจ้าก็จักบริสุทธิ์ จนถึงระดับหมดความเบียดเบียนจิตและกายได้

          ๔. ประการแรก คือ ไม่ละเมิดศีลด้วยตนเอง เท่ากับพรหมวิหาร ๔ ตัวต้น (เมตตา) เราจักต้องมีให้กับจิตและกายของตนเองก่อน มีเมตตาความรัก กรุณาความสงสาร มุทิตา มีจิตอ่อนโยน มีอุเบกขา ที่จักไม่ยอมให้จิตตกเป็นทาสของกิเลสหรืออกุศลกรรมเข้าครอบงำ ชักชวนให้ละเมิดศีล ทางกาย วาจา ใจ อันกระทำแล้วเกิดเป็นบาป นำจิตของตนให้ไปเสวยกรรมชั่วในอบายภูมิ ๔ อันมีสัตว์นรกเป็นต้น จำไว้นะ พรหมวิหาร ๔ ลำดับต้น จงมีให้กับจิตและกายของตนเองก่อน

          ประการที่สอง เมื่อมีพรหมวิหาร ๔ ประจำจิตของตนมั่นคงแล้ว ก็เท่ากับศีลรักษา ตัดสังโยชน์ ๓ ประการแรกเบื้องต้นได้ บุคคลผู้นั้นเป็นพระโสดาบัน จึงมีสิทธิที่จักแจกพรหมวิหาร ๔ ตามที่ตนได้แล้ว สงเคราะห์บุคคลอื่นตามสังโยชน์ ๓ กล่าวคือ แนะนำให้ผู้อื่นรักษาศีลโดยปรารภอานิสงส์ของศีลที่ตัดอบายภูมิ ๔ ได้ ดังนั้น พระโสดาบันจึงไม่ยุยงส่งเสริมให้บุคคลอื่นละเมิดศีล ดังนี้เป็นประการที่ ๒

          ประการที่สาม การไม่ยินดีเมื่อบุคคลอื่นละเมิดศีลแล้ว จักต้องมีอุเบกขา หรือสังขารุเบกขาญาณเป็นตัวคุม คือบุคคลผู้นั้นจักต้องเข้าใจในกองสังขารทั้งปวง เข้าใจในกฎของกรรมในแต่ละบุคคล วางอารมณ์เห็นกฎของกรรมเป็นเรื่องปกติ เห็นในเหตุของกรรมนั้น ๆ จึงจักไม่ยินดีได้ เมื่อเห็นบุคคลอื่นละเมิดศีลแล้ว ประการสุดท้ายนี้ หมายถึงไม่ยินดี ยินร้าย แม้กระทั่งในมโนกรรม คือ ในความคิด (ก็นึกถามว่า อารมณ์นี้มีได้แต่พระอรหันต์เท่านั้นใช่หรือไม่)

          ๕. ก็ต้องปฏิบัติได้ตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไป กรรมบถ ๑๐ เป็นข้อคุมการปฏิบัติศีลให้ละเอียดขึ้นตามลำดับ ระงับกายให้สงบ ทำตั้งแต่หยาบขึ้นไปจนถึงละเอียด อย่าคิดว่าจักทำเอาทีเดียวถึงขั้นละเอียดได้เลย (ก็นึกว่าเป็นของที่ทำได้ไม่ง่ายเลย)

          ๖. เมื่อรู้วาระจิตว่าเศร้าหมอง ก็ให้ตรวจดูการรักษาศีล ๓ ประการเยี่ยงนี้ไปตามลำดับ เห็นจิตขาดพรหมวิหาร ๔ ตัวต้น (เมตตา) คือ ไม่ได้ให้กับจิตและการของตนเอง เจ้าก็จงหมั่นเจริญพรหมวิหาร ๔ ตัวต้นให้เต็มเถิด

          ๗. และต่อ ๆ ไป ถ้าหากจักไปยุ่งเกี่ยวกับกรรมชั่วของผู้ใด จักยินดียินร้ายก็ตาม จงหมั่นนึกถึงการไม่ยินดีเมื่อบุคคลอื่นละเมิดศีลแล้ว จงเตือนตนเองว่า พรหมวิหาร ๔ ประการ ข้อสุดท้ายบกพร่องไปเสียแล้ว จักได้ตัดใจระงับอารมณ์ยินดียินร้ายนั้นลงเสียได้ (เมื่อทรงตรัสถึงข้อนี้ ก็ทำให้เข้าใจว่า ที่ตนเองไปตื่นเต้นกับข่าวของใคร ๆ เขาที่ทำชั่ว ก็เพราะขาดพรหมวิหาร ๔ ข้อสุดท้ายนี่เอง ธรรมนี้ลึกซึ้งมาก และปฏิบัติให้จิตทรงตัวได้ยาก)

          ๘. เจ้าหมั่นทบทวนพรหมวิหาร ๔ คู่กับการรักษาศีล ๓ ประการนี้ไปเนือง ๆ แล้วเจ้าจักเข้าใจ ในความลึกซึ้งยิ่ง ๆ ขึ้นไปมากยิ่งกว่าเวลานี้

 

อารมณ์สำนึกผิดเพราะเห็นความชั่วที่ใจเรา

          เมื่อนำเอาเรื่องพรหมวิหาร ๔ ทำให้ศีลบริสุทธิ์เต็มกำลังได้อย่างไรมาพิจารณา ก็พบความจริงที่พอสรุปได้ดังนี้

          ๑. ถ้ายังคิดว่าคนอื่นเขาเลว ก็แสดงว่าเราเลวกว่าเขา

          ๒. ต้องรู้อยู่เสมอว่า ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในโลกนี้ ล้วนแต่เป็นเรื่องปกติธรรมดา

          ๓. ให้ยอมรับกฎของกรรมเข้าไว้ อย่าเผลอไปตำหนิใครเข้า

          ๔. เมื่อรู้ว่าผิดก็ให้กำหนดจิตขึ้นมาขอขมาพระรัตนตรัยทุกครั้งไป

          ๕. และก็ยังมีอารมณ์ปรุงแต่ง เปรียบเทียบออกนอกทางไปว่า

               ๕.๑ อารมณ์นี้ก็คล้าย ๆ กับ หิริ - โอตตัปปะ หรือเทวธรรมขั้นละเอียดนั่นเอง

               ๕.๒ อารมณ์นี้ก็คล้าย ๆ กับ การสารภาพบาป หรือความชั่วแบบชาวพุทธ ที่ปลงอาบัติแล้วจบลงว่า ต่อไปข้าพเจ้าจะไม่คิดชั่ว-พูดชั่ว-ทำชั่วเช่นนี้อีก แต่พวกคริสเขาก็ไปสารภาพบาปกับพระเจ้าของเขาแล้ว เขากลับมาทำบาปเช่นนั้นต่อไป เป็นการล้างบาปแบบมิจฉาทิฏฐิ เพราะไม่เข้าใจเรื่องกฎของกรรมว่าเที่ยงเสมอ และให้ผลไม่ผิดตัวด้วย

         สมเด็จองค์ปฐม ก็ทรงพระเมตตามาสอนต่อให้ มีความสำคัญ ดังนี้

          ๑. เมื่อเจ้ารู้ว่าเลว ก็จงหมั่นละการกระทำนั้นเสีย เพราะเป็นจิตชั่วจิตบาป หมั่นแก้ที่ตนเอง แก้ที่อารมณ์เกาะยึดร่างกาย ทั้งภายในและภายนอกลงเสีย ตัวนี้เกิดขึ้นได้เพราะจิตเจ้ายังยึดว่า ร่างกายมีในเขาในเรา เป็นสักกายทิฎฐิ จงพิจารณาทุกข์ และโทษของอารมณ์นี้ แล้วหมั่นละเสียให้ได้ซึ่งอารมณ์เหล่านี้

          ๒. เมื่อพิจารณาร่างกายคนและสัตว์ว่าเสื่อมสกปรกแล้ว จงหมั่นพิจารณาทุกข์และโทษของการมีร่างกายอยู่เนือง ๆ ด้วย

          ๓. ให้หมั่นกำหนดรู้ว่า กฎของกรรมอันใด ทำให้เกิดมามีร่างกายที่เต็มไปด้วยความทุกข์และสกปรกนี้ด้วย เจ้าจักเห็นอารมณ์โมหะ-โทสะ-ราคะ ที่เป็นเหตุให้เกิดร่างกาย

          ๔. เจ้าจงทำการกำหนดรู้ทุกข์แห่งอารมณ์นั้น ๆ พิจารณาละอารมณ์ที่เป็นเหตุให้เกิดร่างกายนี้อยู่เนือง ๆ จิตเจ้าจักได้คลายจากการเห็นร่างกายนี้ว่าเป็นเขาเป็นเราลงได้

          ๕. และหมั่นพิจารณาการท่องเที่ยวไปในวัฏฏะอันหาที่สิ้นสุดมิได้ โดยอาศัยจิตจากความสงบเป็นปัจจัย เป็นการระงับอารมณ์ที่ชอบส่งจิตออกนอกกายเสีย

          ๖. กิจธุระของพระพุทธศาสนา สำเร็จได้ที่จิตอุปธิวิเวก อุปธิปัญญาเป็นตัวนำ กล่าวคือจิตสงบเป็นจุดแรก มโนกรรม หรือวจีกรรมก็สงบตาม กายกรรมก็ย่อมสงบด้วย จิตก็จักเกิดปัญญารู้ตามความเป็นจริงของสภาวะธรรม ยอมรับทั้งธรรมที่เป็นกุศล ยอมรับทั้งธรรมที่เป็นอกุศล ยอมรับทั้งธรรมที่เป็นอัพยากฤต ยอมรับกฎของธรรมดา

          ๗. จิตบริสุทธิ์มากเท่าไหร่ ก็เห็นธรรมบริสุทธิ์ล้วน ๆ ไม่มีการปรุงแต่งมากขึ้นเท่านั้น

          ๘. เมื่อจิตยอมรับกฎของกรรม การจักไปตำหนิกรรมก็ไม่มี กรรมใด ๆ จักเกิดแก่กาย - วาจา - ใจก็ไม่มี จิตของผู้ปฏิบัติได้ถึงกาย - วาจา - ใจบริสุทธิ์ จึงหมดกรรม ไม่มีการต่อกรรมไปในวัฏฏะสงสารได้อีกต่อไป จึงพ้นสมมุติ คือ จิตถึงซึ่งวิมุติแล้วอย่างแท้จริง บุคคลผู้นั้นเข้าถึงพระอรหัตผล เป็นบุคคลขั้นสูงสุดในพระพุทธศาสนานั่นเอง

          ๙. เพราะฉะนั้น พวกเจ้าจงจำไว้ ธรรมทุกข้อที่ตรัสมาล้วนเป็นหนทางที่พ้นทุกข์ทั้งสิ้น จักทำได้แค่ไหน ก็อยู่ที่จิตของพวกเจ้าเอง เพราะตถาคตเป็นเพียงผู้บอก พระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ ก็ตรัสมาเช่นนี้ทุก ๆ พุทธันดร อักขาตาโร ตถาคตา จงหมั่นใคร่ครวญให้มาก ๆ

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่