การพิจารณาอสุภะต้องพิจารณาให้ครบวงจร




 

          เมื่อวันศุกร์ที่ ๑๔ พ.ค.๒๕๓๖ เพื่อนผู้มาร่วมปฏิบัติธรรมของผมได้ยกเอาคำพูดของผมที่ว่า เมื่อพิจารณาอสุภะแล้วก็ให้พิจารณากลับมาเป็นอสุภะใหม่ มาพิจารณาหาเหตุผลเพื่อให้เกิดปัญญา ท่านบอกว่า ท่านพยายามดูร่างกายของตนเองซึ่งมันไม่มีส่วนไหนที่สวยงามนั้น ให้มันสวยงาม จะดูอย่างไรมันก็ไม่สวย หรือกลับมาสวยได้อีก นี่คือ เรื่องที่เรา ๒ คนจะสนทนาธรรมกันในวันนี้

          ผมขออนุญาตชี้แจงความสำคัญในการสนทนาธรรมกันในวันนั้นไว้เป็นข้อๆ ดังนี้

          ๑. เพื่อนผมท่านเข้าใจผิดในเจตนาของผม ที่ผมพูดเช่นนั้นผมหมายถึง การพิจารณาอาหาเรปฏิกูลสัญญา มิใช่พิจารณาความสกปรกของร่างกาย ซึ่งถูกของท่านแล้วที่มองร่างกายส่วนไหนมันก็สกปรกทั้งสิ้น จะให้มันสะอาดนั้นก็เป็นไปไม่ได้

          ๒. ต้นเหตุ ที่ผมพูดธรรมประโยคนั้นออกไป ก็เพราะเธอเล่าว่า ก่อนจะกินข้าวได้ปลงอาหารให้เป็นอาหาเรปฏิกูลสัญญา จนเห็นอาหารมันสกปรกไปหมด เลยกินอะไรไม่ค่อยลง ของบางชนิดเลยกินไม่ได้เลย เช่น เนื้อหมูเป็นต้น เพราะมันจะอาเจียน (คิดเหมือนพวกแขกที่อินเดีย ซึ่งไม่ยอมกินเนื้อหมู เพราะเห็นหมูมันมากินขี้ของตนเองทุกวัน)

          ๓. ผมให้ใช้ปัญญา คือ ธรรมหรือกรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ ซึ่งเป็นอริยสัจอันเป็นปัญญาสูงสุดในพุทธศาสนา และมีแต่เฉพาะพุทธศาสนาเท่านั้น (กรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ พระพุทธองค์ทรงรู้ถึงต้นเหตุแห่งกรรมนั้น และรู้วิธีดับกรรมนั้นด้วย)

          ๔. เมื่อปลงหรือพิจารณาอาหารจนเป็นอสุภะ แล้วจิตเราไปยึดว่ามันเป็นอสุภะ ทุกข์ใจก็เกิดขึ้นตรงนั้น(เกิดอัตตาเป็นตัวตนขึ้นทันที) มีใครบ้างที่พิจารณาอาหารจนเห็นเป็นสิ่งปฏิกูลมีหนอนขึ้นเต็มไปหมด แล้วกินสิ่งเหล่านั้นเข้าไปได้ ใหม่ ๆ จะเหมือนกันหมด คือ มีความรู้สึกรังเกียจ บางคนคลื่นไส้จะอาเจียน เพราะไม่พิจารณาต่อไปให้ครบวงจรว่าทุกสิ่งในโลกนี้ล้วนมีวงจร หรือมีวัฏฏะของมันทั้งสิ้น (สสารไม่มีวันสูญหายไปจากโลก วัตถุธาตุใด ๆ ในโลกล้วนประกอบด้วยธาตุ ๔ คือ ดิน-น้ำ-ลม-ไฟ เกิดขึ้นตั้งอยู่แล้วดับไป วงเวียนกันอยู่อย่างนี้แหละ ไม่สูญหายไปไหนหรอก)

          ๕. ให้ใช้ปัญญาพิจารณาต่อไป ว่าโดยธรรมชาติหรือธรรมดาทุกสิ่งในโลกนี้มันก็วนเวียนเป็นวัฏฏะของมันอยู่อย่างนี้แหละ หมูกินขี้คน ขี้เป็นอาหารของหมู หมูชอบมาก แต่เมื่อเข้าท้องหมูแล้ว อาหารนั้นก็เคลื่อนหรือเปลี่ยนสภาวะไปตามลำดับ เครื่องจักรของหมูสามารถเปลี่ยนขี้คน หรือสิ่งปฏิกูลทั้งหลายให้กลายเป็นเนื้อหมู คือเปลี่ยนจากสภาวะหนึ่งมาสู่อีกสภาวะหนึ่งอย่างอัศจรรย์ แต่ผู้ที่รู้ความจริงแล้ว ก็ไม่อัศจรรย์เห็นเป็นของธรรมดาหมด

          ๖. หากดึงโลกมาหาธรรม ด้วยปัญญาทางพุทธ ท่านให้มองทุกสิ่งในโลกเป็นสภาวะธรรมหรือกรรมหมดผมขอไม่อธิบายรายละเอียด เพราะธรรมในพุทธศาสนานั้นเป็นปัจจัตตัง ปฏิบัติถึงแล้วจะรู้ได้ด้วยจิตของตนเอง เฉพาะตนของใครก็ของมัน และที่สุดของโลกก็ไม่มีอะไรเหลือ เพราะโลกทั้งโลก แม้เทวโลกและพรหมโลกก็ล้วนตกอยู่ภายใต้กฎของไตรลักษณ์ทั้งสิ้น ผมขอสรุปว่า พระองค์ทรงให้ยึดตัวปัจจุบันเป็นหลักสำคัญ (ธรรมของตถาคตจริงในปัจจุบันเท่านั้น) เวลาเรากินอาหารในปัจจุบัน เรากินเนื้อหมูมิได้กินขี้ มันเป็นคนละสภาวะกัน อย่าเอาอดีตธรรมมาเป็นปัจจุบันธรรม

          ๗. เพราะอุปาทานของจิตเราเป็นเหตุ จึงต้องแก้ที่อารมณ์จิตของเรา โดยใช้อริยสัจเป็นหลักสำคัญในการแก้ปัญหา เมื่อเราปลงอาหารให้เป็นอสุภะได้ เราก็ปลงอาหารนั้นให้เป็นสุภะได้เช่นกัน ด้วยปัญญาทางพุทธ และจบลงที่ตัวธรรมดาให้ได้ มิฉะนั้นเราก็ต้องเป็นโรคเบื่ออาหาร ผอมลง ๆ หัวโต ตัวผอมเหมือนกุ้งแห้ง จิตก็เศร้าหมอง หากตายในขณะนั้น ก็มีทุคติเป็นที่ไป เป็นการเบียดเบียนจิตตนเอง แล้วมีผลทำให้ไปเบียดเบียนผู้อื่น คือ ร่างกายที่เรา หรือจิตมาอาศัยอยู่ชั่วคราวนั้นด้วย ขาดเมตตากรุณา หรือพรหมวิหาร ๔ ผมขออธิบายสั้น ๆ แค่นี้

          เมื่อเพื่อนของผมท่านเกิดอารมณ์สงสัยขึ้นหลวงปู่ครูบาพรหมจักร ท่านก็เมตตาสอน เรื่องอารมณ์พระอนาคามีและอารมณ์พระอรหันต์ให้ มีความสำคัญดังนี้

          ๑. ในสายตาของพระอรหันต์นั้น ท่านเห็นทุกสิ่งทุกอย่างไม่สวยไม่งามมาแล้ว ในสมัยที่ผ่านอารมณ์พระอนาคามีมาแล้ว เห็นรูป รูปก็ไม่เที่ยง แม้เสียง กลิ่น รส สัมผัสก็ไม่เที่ยง สิ่งเหล่านี้อาศัยร่างกายมีอายตนะสัมผัส จึงรับรู้ได้ว่าสิ่งกระทบภายนอกเข้ามาเป็นอย่างไร เช่น ตาเห็นรูป เป็นต้น แต่รูปก็ไม่เที่ยง สวยก็สวยไม่จริง รูปเคลื่อนไปทุกขณะ หูก็ได้ยินเสียง เสียงก็เสื่อมลงไปทุกขณะ จมูกได้กลิ่น กลิ่นก็ไม่คงที่ ลิ้นสัมผัสรส รสก็ไม่เที่ยง หลุดจากโคนลิ้นไปก็หมดรส สัมผัสระหว่างเพศก็ไม่เที่ยง ล่วงเข้ารูทวารไปน้ำกามหลั่งก็หมดสัมผัส สิ่งเหล่านี้อาศัยร่างกายเป็นอายตนะสัมผัสทั้งสิ้น

          ๒. ทวารทั้ง ๖ ของร่างกาย มันก็เสื่อมอยู่ตลอดเวลา ตาก็เดินเข้าไปหาความเสื่อม หูก็เดินเข้าไปหาความดับ จมูกก็เช่นกัน เดี๋ยวเป็นหวัด หายใจไม่สะดวก อายุยิ่งมากยิ่งหายใจได้น้อยเข้า ลิ้นก็เสื่อมความรู้รสน้อยลง ร่ายกายยิ่งไม่ต้องพูดถึง ปัญญามีอยู่แล้วมันเสื่อมลงทุกวัน

          ๓. สายตาที่ท่านผ่านพระอนาคามีมาแล้วมองเท่าไหร่ๆ ก็ไม่สวยขึ้นมาได้ จึงตัดกามฉันทะในกามคุณ ๕ ได้ตรงนี้ ความพอใจและไม่พอใจก็เกิด เพราะท่านเห็นธรรมซ้อนธรรม คือ ความสวยก็สวยไม่จริง ความไม่สวยก็ไม่จริง ในธรรมของรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสระหว่างเพศหาสาระไม่ได้ เพราะรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสมีทั้งดีและเลว เช่นคนด่าอยู่หยก ๆ ประเดี๋ยวก็มาสรรเสริญเสียแล้ว หรือชมอยู่ดี ๆ ประเดี๋ยวก็ด่าแล้ว อารมณ์ท่านจึงวาง เพราะยอมรับกฎของธรรมดา คือ โลกนี้มีธรรมอยู่ ๒ ตัว กุสลาธัมมา กับ อกุสลาธัมมา ท่านเห็นปกติของธรรมซึ่งซ้อนอยู่ในธรรมดีก็ไม่จริง เลวก็ไม่จริง มันมีแต่ธรรมดา

          ๔. มาอารมณ์พระอรหันต์ ท่านเห็นทุกสิ่งเป็นสมมุติหมดเห็นรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสระหว่างเพศ เป็นเหตุสมมุติอันเกิดจากกิเลส ตัณหา อุปาทานและอกุศลกรรม จิตท่านพ้นสมมุติอันเหล่านั้น การทรงขันธ์ ๕ อยู่ ก็แค่อาศัยปัจจัย ๔ อันพึงมีความจำเป็นที่จะไม่เบียดเบียนร่างกายเท่านั้น จิตท่านพร้อมที่จะทิ้งร่างกาย อันเป็นเหยื่อสมมุติของกิเลส ตัณหา อุปาทาน และอกุศลกรรมนี้อยู่ตลอดเวลา ท่านเห็นสมมุติที่ไม่เที่ยง แม้กระทั่งลมหายใจ เข้า – ออก จิตพร้อมที่จะไปเมื่อร่างกายหยุดลมหายใจทุกๆ ขณะจิต

          ๕. การทรงชีวิตอยู่ในสายตาของพระอรหันต์ของสวยไม่มี ไม่ว่าคน สัตว์ วัตถุ ท่านมองเห็นเป็นธาตุหมด อะไรจะมาติดใจท่านไม่มีเลย ไม่ติดใจแม้กระทั่งขันธ์ ๕ ของท่านเอง เห็นอะไรเป็นธรรมดาไปหมด

          ๖. ศัพท์ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ว่า ภิกษุทั้งหลายเมื่อเธอแยกกายออกเป็นอาการ ๓๒ แล้ว พิจารณาเห็นความเสื่อม ความสกปรกของร่างกายได้ตามนั้น ในเมื่อชีวิตอินทรีย์ไม่สิ้นไป ก็จงรวมอาการ ๓๒ นั้น กลับเข้ามาใหม่ ทรงหมายถึงเมื่อรู้ว่ามันเสื่อมสกปรก แต่เมื่อมันยังไม่ตาย ก็อย่าไปทำลายมัน อยู่ทำความเพียรไปตามปกติ โดยยอมรับนับถือกฎธรรมดาของร่างกาย เหมือนตอนลงท้ายในมหาสติปัฏฐานสูตร คือ เธอจงอย่าสนใจในกายตนเองและในกายผู้อื่น และวัตถุธาตุใด ๆ ในโลกนี้ว่ามันเป็นเรา เป็นของเรา ให้เห็นว่าร่างกายนี้ไม่มีในเรา เราไม่มีในร่างกาย จึงทรงสอนให้เคารพในสัทธรรม ๕ อันพึงเกิดแก่ร่างกายว่าเป็นปกติ และทรงสอนให้เราพ้นทุกข์กันที่จิต คือ พ้นเสียจากการเกาะร่างกายเสียได้ก็พ้นทุกข์

          ๗. สุขที่อิงอายตนะสัมผัสมันไม่สุขจริง ทุกข์ที่อิงอายตนะสัมผัสก็ไม่ทุกข์จริง อาการที่ร่างกายรับสัมผัสนั้น มันมีวิญญาณบอกให้รู้ สัมผัสเป็นปกติธรรมดาของร่างกายยึดไม่ได้ เพราะมันมีแต่ความไม่เที่ยงเป็นปกติ แล้วในที่สุด ร่างกายมันก็ต้องตาย จิตมันออกจากร่างกายไปแล้ว อายตนะทั้งปวงก็หยุดทำงาน เมื่อเห็นอย่างนี้แล้ว จะไปติดรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสทำไมกัน ติดอายตนะภายนอกเท่าไหร่ ก็ติดร่างกายมากเท่านั้น

          ๘. ขอให้คิดใคร่ครวญดู ทำความเบื่อหน่ายให้เกิดจริง ๆ ทำจิตให้ยอมรับกฎธรรมดา เห็นทุกข์อันเกิดจากการเกาะยึดของอายตนะสัมผัสนั้น ๆ เห็นจนให้เห็นเป็นปกติ ของสวยของดีไม่มี ของไม่สวยไม่ดีก็ไม่มี มีแต่สันตติเกิด ๆ ดับ ๆ อยู่อย่างนั้นเป็นปกติ จิตมันก็จักคลายกำหนัดคือ หมดอารมณ์ชอบใจและไม่ชอบใจลงได้ เมื่อนั้นแหละจิตเองก็จะวางจากอารมณ์คู่นี้ หรือธรรมคู่นี้ลงได้ (หมายเหตุ วิญญาณบอกให้รับรู้ในข้อ ๗ ท่านหมายถึงระบบประสาทรับสัมผัสของร่างกาย อันมีประสาทของตา หู จมูก ลิ้น และกาย ศูนย์รวมของประสาทอยู่ที่สมอง แต่ผู้ที่ไปรับรู้เรื่องของสมอง ก็คือจิต ซึ่งเป็นตัวของเราและเป็นของเราตัวจริง)

          จากนั้นท่านพระครูบาศรีวิชัยก็เมตตามาช่วยสอนต่อ มีความสำคัญ ดังนี้

          ๑. รู้แล้วก็หมั่นทำความเพียรละสังโยชน์ให้ได้ ก่อนที่ลมหายใจจะหมดด้วย อย่าประมาทกาลเวลา ในโลกมนุษย์นี้สั้นนิดเดียว พยายามใช้ทุกขณะจิตให้มีค่า ไม่ว่าจะอยู่คนเดียวหรืออยู่หลายคนรวมเป็นหมู่ จงหมั่นรักษาอารมณ์ของจิตให้วิเวกสงบอยู่กับศีล สมาธิ ปัญญา มุ่งพระนิพพานให้มากที่สุด”

          ๒. โอกาสที่จะทำความเพียรอยู่ที่กำลังใจของเราเอง อย่าเลือกหมู่เหล่า อย่าเลือกสถานที่ หากทำไม่ได้ก็จงอย่าโทษใคร โทษจิตของตนเองที่โง่ ไม่ฉลาดหาความวิเวกไม่เป็น

          ๓. จำไว้ คนที่ปฏิบัติธรรมจะต้องเอาจิตรู้ลมทุกขณะจิต

          ๔. ค่อย ๆ ทำไป ระเบียบก็ต้องเป็นระเบียบ จะเอาสงบสงัดต้องทำให้ได้เป็นอกาลิโกซิ มันถึงจะเป็นของแท้ ขยันมาก ๆ ก็แล้วกัน มรรคผลมันไม่หนีไปไหนหรอก

          ๕. เรื่องการกล่าวโทษโจทย์ความผิดของผู้อื่น เลิกกันเสียทีทุกอย่างเป็นกฎของกรรมทั้งสิ้น ใครจะว่าอะไร อะไรมันจะเกิดก็เรื่องของกฎของกรรม เอ็งทำจิตให้ยอมรับเข้าไว้ เห็นธรรมดาของกฎของกรรม ให้เข้าถึงใจ แล้วมันก็จะสบายไปเอง

พล.ต.ท.นพ.สมศักดิ์ สืบสงวน ผู้รวบรวม


กลับหน้าหลัก


ไปเล่มที่
ไปเล่มที่