หลวงพ่อ
กับเหตุการณ์ระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๑๗ - ๒๕๒๐
ตอนที่ ๔
(จากหนังสือลูกศิษย์บันทึก เล่ม ๓)
โดย พล.ต.ท.นพ.สมศักดิ์ สืบสงวน




          ทำไมหลวงพ่อจึงมีตำรวจ-ทหารอยู่ด้วย

          คำถามนี้หรือคำถามในทำนองนี้ ผมถูกถามบ่อย ๆ จนเป็นของธรรมดา แต่ในบางอารมณ์ของผมมันก็ไม่ธรรมดา เพราะบางครั้งผู้ถามก็ถามแบบมีอารมณ์ไม่ธรรมดา เมื่อผมถูกกระทบด้วยคำถามแบบนี้บ่อยๆ จึงต้องใช้พระธรรมเป็นที่พึ่ง ผมมีหลักอยู่ในใจว่า พระธรรมเป็นสิ่งที่สงบ-เย็น-และมีค่ามากที่สุดในโลกสำหรับผม หากจิตใจของผมไม่สงบ พระธรรมก็จะไม่เกิดขึ้นกับใจผม คือ ไม่มีทางเห็นธรรมได้เมื่อจิตไม่สงบ ผมจึงปรับอารมณ์ของผมให้สงบก่อน ด้วยอานาปานุสสติ (จับลมหายใจเข้าและออก) เพื่อให้มีสติ (สมาธิและปัญญา) ใช้สติคุมจิต อย่าให้มันคิดชั่ว คอยดูแต่อารมณ์ของตนเองไว้อย่าให้หวั่นไหวต่อสิ่งที่มากระทบ เมื่อจิตสงบปัญญาหรือพระธรรมก็เกิด คือเห็นผู้ที่มาถามนั้นเป็นครูเรา ท่านกำลังให้ข้อสอบแก่เราทำ หากเรามีอารมณ์เกิดขึ้นต่อสิ่งที่มากระทบ เราก็สอบตก ด้วยอุบายดังกล่าวนี้ทำให้ผมพ้นจากอารมณ์ชั่วมาได้บ่อย ๆ และมี วิริยะ-ขันติ-สัจจะ ที่จะอธิบายข้อเท็จจริงให้กับผู้ถามได้จนเข้าใจทุกราย ทั้งนี้ระหว่างอธิบาย บางครั้งก็ต้องหลบมาอยู่ในอารมณ์อุเบกขา ทั้งนี้ก็ต้อง  อาศัยเมตตาเป็นตัวอภัยทาน และมีปัญญาหรือพระธรรมเป็นตัวคุม และปรับอารมณ์ให้ลงตัวธรรมดาไว้เสมอ หากเผลอเพียงนิดเดียว  จิตซึ่งยังมากอยู่ด้วย กิเลส-ตัณหา-อุปาทาน และอกุศลกรรมของผม มันจะกลายเป็นอารมณ์ธรรมด่าไป (ปากไม่ด่า แต่ใจมันยังขยันด่าอยู่ คือ ใจยังเป็นผู้ร้ายในคราบของนักบุญ)

          ด้วยอุบายดังกล่าว ผมจึงมีครูมากมายที่คอยทดสอบอารมณ์ของผมอยู่เกือบตลอดเวลา และครูที่อยู่ใกล้ชิดกับผมที่สุดก็คืออายตนะ ๖ (ตา-หู-จมูก-ลิ้น-กายและใจ) คือครูทั้ง ๖ ที่ท่านสอนให้เรารู้ธรรมเห็นธรรมอยู่ตลอดเวลา ทุกลมหายใจเข้าและออก ท่านสอนให้เราเห็นธรรม ทั้งฝ่ายดี-ฝ่ายชั่ว และฝ่ายที่จะนำไปสู่ความหลุดพ้นเป็นทวารหรือประตูทั้ง ๖ ที่จะนำเราไปสู่นรกก็ได้ สวรรค์ก็ได้ หรือนิพพานก็ได้ สุดแต่อารมณ์ของเราจะต้องการ เพราะพระธรรมคำสอนของพระองค์ทั้งหมดนั้นเป็นเพียงแค่มรรค (แนวทางที่ใช้ปฏิบัติเพื่อให้เกิดผล) ผู้ใดที่รู้มรรค-เห็นมรรคแล้ว แต่ไม่นำไปปฏิบัติตามนั้น ผลก็ไม่เกิด ใครที่ปฏิบัติตามมรรค ผลย่อมเกิดกับผู้นั้น ดังนั้น มรรคผลไม่มีอยู่กับผู้ใด นิพพานย่อมไม่มีกับผู้นั้น (ธรรมทั้ง ๓ ประการ เกี่ยวเนื่องกันอย่างนี้ และมรรคนี้หมายถึงอริยมรรค ๘ ซึ่งนำด้วยสัมมาทิฎฐิย่อแล้วเหลือ ๓ คือ ศีล-สมาธิ-ปัญญา) พุทธพจน์ที่ทรงกล่าวไว้ก่อนปรินิพพาน มีความว่า “ ตราบใดที่ยังมีผู้ปฏิบัติตามอริยมรรค ๘ ของตถาคตอยู่ ตราบนั้นโลกนี้จะไม่ว่างจากพระอริยเจ้า ” สิ่งที่มีค่ามากที่สุด คือ พระธรรม พระองค์ทรงตรัสไว้มีความโดยย่อว่า

          ๑. คนเรากว่าจะเกิดมาเป็นคนได้นี้แสนยาก ทรงหมายถึง คนที่ทำชั่วและคิดชั่ว ก่อนตายต้องตกนรกไป ๑ ครั้งนั้น กว่าจะได้กลับมาเป็นคนอีกนี้แสนยาก ท่านลองคิดดูเองว่า แค่นรกขุมที่ ๑ นั้น ๙ ล้านปีของโลกมนุษย์เท่ากับ ๑ วันของที่นั่น หากเป็นขุมที่ ๒ ก็เอา ๒ คูณตามลำดับ นอกจากนั้นยังมีนรกบริวาร หลุดจากนั้นต้องมาเกิดเป็นเปรต เป็นอสุรกาย เป็นสัตว์เดียรัจฉานตามลำดับ ท่านคิดเอาเองก็แล้วกัน สำหรับผมเข็ดแล้ว

          ๒. พอเกิดเป็นคน วิบากกรรมก็ตามมาเล่นงานต่อ (วิบากจากศีลทั้ง ๕ ข้อ ผมจะไม่ขออธิบาย) ถูกเล่นงานตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา (แท้งตายหรือตายตั้งแต่อยู่ในท้องแม่) ตายคลอด ตายเมื่อเป็นเด็กอ่อนเดือน ตายเมื่ออายุน้อย ๆ ตามลำดับ พระองค์จึงทรงตรัสว่า พอเกิดมาแล้วกว่าจะโตมีชีวิตมาได้ จนได้พบพระพุทธศาสนานี้ก็แสนยาก ขณะนี้ท่านก็โตแล้ว รู้ความแล้วว่าอะไรผิด-ถูก, ดี-ชั่ว, อะไรควร-ไม่ควร, อะไรที่เป็นบุญ-เป็นบาป ท่านยังจะเป็นผู้ประมาทต่อไปอีกหรือ

          ๓. พระพุทธเจ้าแต่ละองค์ กว่าจะเสด็จลงมาตรัสรู้ในโลกก็แสนยาก ข้อนี้ผมไม่อธิบาย เพราะชัดเจนแล้ว พระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันทรงเป็นปัญญาธิกะได้ประกาศพระศาสนาของพระองค์ไว้เพียง ๕,๐๐๐ ปี และทรงตรัสไว้ว่า คนในสมัยของพระองค์จะมีขัยอายุแค่ ๑๐๐ ปี และขัยอายุจะลดลง ๑ ปี ทุก ๆ ๑๐๐ ปี ปัจจุบัน เวลาได้ผ่านมา ๒,๕๐๐ กว่าปีแล้ว ขัยอายุของคนจึงเหลือแค่ ๗๕ ปี หากเทียบกับเทวดานางฟ้าชั้นดาวดึงส์ ก็ยังไม่ถึง ๑ วันของท่าน แต่พวกเราก็ยังมีความประมาท ไม่ค่อยจะประกอบความดีกัน หลงตัว หลงตน คิดว่าตนเองจะไม่ตาย ทั้ง ๆ ที่หลวงพ่อท่านสอน (ที่วัด) วันละ ๔ เวลา ไม่ให้เราประมาทในความตาย ด้วยอุบายต่าง ๆ ทุกวัน ตลอดปี และทุกครั้งที่ท่านสอนจะเป็นที่ใดก็ตาม ก็ไม่เคยลืมย้ำในเรื่อง ของความตาย ซึ่งพอสรุปได้ ๔ ข้อ คือ

               ๓.๑ โลก-สมบัติทุกอย่างในโลก รวมทั้งขันธโลก (ร่างกาย) นี้ไม่เที่ยง (ให้ตัดสักกายทิฎฐิ) เท่ากับโลกไม่เที่ยง

               ๓.๒ ไม่มีใครเอาสมบัติของโลกนี้ไปได้ (ไม่ให้เราโลภ-โกรธ-หลง)

               ๓.๓ ไม่มีใครเป็นใหญ่ได้ในโลก เพราะมีความตายเป็นที่สุด (อย่าหลง-ติด-ยึดในโลกธรรม)

               ๓.๔ โลกพร่องอยู่เป็นนิจ เพราะตกเป็นทาสของตัณหา (ตัดอารมณ์พอใจ-และไม่พอใจ หรืออารมณ์อยากกับไม่อยาก หรืออารมณ์รัก (โลภ) กับโกรธ หรืออารมณ์ราคะกับปฏิฆะ หากตัดได้ก็เป็นผู้ไม่มาเกิดอีกแล้ว) ท่านเน้นสอนด้วยอุบายมากมายหลายวิธีเพื่อให้เหมาะแก่จริตและนิสัยของผู้ฟังแต่ละคนซึ่งไม่เสมอกัน ในระยะหลังเน้นมากเรื่องให้ใช้ปัญญาให้มาก ๆ และใช้สัญญาให้น้อย ๆ ผมฟังแล้วต้องเอามาคิด-พิจารณาเพื่อให้เกิดปัญญา (ปัญญาเกิดจากการคิดและพิจารณา) เมื่อพิจารณาออกหมดสงสัยในธรรมนั้นแล้วก็นำไปปฏิบัติให้เกิดผล ซึ่งพอสรุปได้ว่า พระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน พระองค์ทรงตรัสรู้โดยใช้ปัญญาธิกะ เพราะใช้เวลาน้อยและสั้นที่สุด คือ แค่ ๔ อสงไขยกำไรแสนกัป ขัยอายุจึงน้อยและสั้นเพียงแค่ ๑๐๐ ปี

         ดังนั้น เราจึงต้องใช้ปัญญาให้มาก ๆ ใช้สัญญาแต่น้อย กิเลสมันไม่กลัวสัญญา แต่มันกลัวปัญญา เพราะปัญญาหรือพระธรรมเท่านั้น จึงจะฆ่ากิเลสให้ตายได้สนิท (นักปฏิบัติธรรมที่รู้จริง ท่านปฏิบัติศีล สมาธิ-ปัญญา หรือทาน-ศีล-ภาวนาไปพร้อม ๆ กัน หรือท่านรวมพลังทั้ง ๓ ให้เป็นหนึ่งอยู่เสมอ ท่านไม่เคยแยกออกจากกัน)

         ๔. ก่อนจะปรินิพพาน พระองค์ประกาศให้พระธรรมเป็นตัวแทนของพระองค์ (อานนท์ เมื่อตถาคตปรินิพพานไปแล้วพระธรรมจะเป็นศาสดาแทนเรา) และ (ตถาคตเองก็เคารพในพระธรรม) ดังนั้น ผู้ใดที่เขาไม่เคารพในพระธรรมก็เท่ากับเขาไม่เคารพตถาคตด้วย ในปัจจุบันเราได้พบพระธรรมแล้ว โดยหลวงพ่อท่านได้เป็นผู้แทน หรือตัวแทนที่นำพระธรรมมาแสดงให้แก่พวกเรารู้-เราเห็นตามท่าน พระธรรมคือมรรคปฏิบัติ เมื่อท่านนำมาปฏิบัติจนเกิดผลตามลำดับจนถึงที่สุดแล้ว ท่านจึงนำมาแนะนำให้พวกเรารู้-เห็น ต่อให้สังเกตว่าผู้ที่สอนตามตำรากับผู้ที่สอนตามผลของการปฏิบัตินั้น สอนต่างกันเหมือนหน้ามือกับหลังมือ (ฟ้ากับดิน)

         ดังนั้น พระพุทธ-พระธรรมกับพระอริยสงฆ์ จึงแยกจากกันไม่ได้ นักปฏิบัติที่รู้จริงท่านจึงรวมเป็นหนึ่ง เหมือนศีล-สมาธิ-ปัญญา หรือสติ-สมาธิ-ปัญญา ผมเขียนมาตั้งนานก็เพื่อเน้นให้ผู้อ่านเห็นคุณค่าอันหาประมาณมิได้ของพระธรรม (ธัมโม อัปปมาโณ) และเพื่อสะกิดใจคนบางคนที่ยังประมาทอยู่ให้เร่งรัดตนเอง ใช้ตนเป็นที่พึ่งแห่งตนให้มาก ๆ เพราะเป็นที่พึ่งอันสุดท้ายแล้วที่เราทุกคนมีอยู่ หากยังไม่เอามาใช้เป็นที่พึ่งแล้วก็คงไม่มีใครที่จะช่วยเราได้อีก เพราะพระองค์ตรัสไว้ชัดเจนว่า “ ตถาคตเป็นเพียงผู้แนะนำ เป็นเพียงผู้บอกทางปฏิบัติเพื่อให้พ้นทุกเท่านั้น การปฏิบัติพวกเธอจักต้องไปทำให้เกิดผลเอาเอง ” จากธรรมะทั้ง ๔ ข้อ ในข้อ ๓ นี้ ผมก็มาคิดพิจารณาและใคร่ครวญต่อ ก็พบว่าหลวงพ่อท่านก็ได้ใช้ขันธ์ ๕ หรือร่างกายของท่านเป็นตัวอย่างในการแสดงธรรมอยู่ทุกวัน แต่จะมีใครเห็นบ้าง ผมไม่ทราบ ผมเห็นอย่างคนที่ยังมีกิเลส-ตัณหา-อุปาทาน และอกุศลกรรมอยู่ ดังนี้

         ๑. โลกไม่เที่ยง-ขันธ์ ๕ ไม่เที่ยง ข้อนี้ท่านแสดงชัดเจนตลอดเวลา คือ ท่านก็แก่ลงไปทุก ๆ วัน ท่านก็ป่วยให้พวกเราดูทุก ๆ วัน (ป่วยมากหรือป่วยน้อย) ท่านก็แสดงมรณานุสสติ คือ ตายให้เราดูมาเกินสิบครั้ง แต่ละครั้งก็ยิ่งแสดงหนักขึ้น ๆ ชัดขึ้น ๆ ตามลำดับ เพื่อให้พวกเราเห็นสัจธรรม ๕ ประการ ที่พระองค์ทรงแนะให้เราพิจารณาบ่อย ๆ คือ เกิดมาทุกคนจะต้องแก่-ต้องป่วย-ต้องตาย-ต้องพลัดพรากจากของรักของชอบ-ต้องมีความปรารถนาไม่สมหวังเป็นธรรมดา

         ในปี พ.ศ. ๒๕๑๘ ท่านยังพาพวกเราไปกราบหลวงพ่อสิม ที่ถ้ำผาปล่อง อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ โดยไม่ต้องมีใครประคองท่าน จูงท่านเหมือนในปัจจุบัน ท่านเดินของท่านขึ้นไปได้เองเป็นปกติ เมื่อพบคนแก่กว่าท่านตามมา ท่านก็หยุดคุยธรรมะให้กำลังใจ พอเห็นหายเหนื่อยท่านก็พาเดินต่อไป ไม่ช้าทุกคนไม่ว่าเด็ก-หนุ่ม-สาว-แก่ ก็ขึ้นได้หมดทุกคน แม้บางคนที่เป็นโรคหัวใจหมอห้ามขึ้นที่สูง ท่านก็พาขึ้นไปได้สบาย ๆ ทุกคน แล้วมาดูปัจจุบันของท่าน แค่ ๑๐ กว่าปี แค่จะลุก-จะนั่งก็แสนจะลำบาก โรคภัยไข้เจ็บมันรุมล้อมท่าน ชนิดช่วยกันกินโต๊ะเลย ต้องประคองหน้า-หลัง-ข้าง ๆ กลัวท่านจะล้ม บางครั้งต้องอุ้มท่านขึ้นธรรมาสน์ และอุ้มลง เพราะขามันบวมด้วย ปวดด้วยแล้วยังไม่ยอมจะทำงานตามใจสั่งด้วย แต่ใจท่านไม่ยอมป่วยตามร่างกาย ใจท่านยิ้มกิริยาท่าทางของท่าน โดยเฉพาะใบหน้าและแววตาของท่านยิ้มอยู่เสมอ คนส่วนใหญ่จึงมองไม่ออก เพราะพบท่านครั้งใด ท่านก็ยิ้มได้ หัวเราะได้ และคุยได้ ใครต้องการธรรมะท่านก็ให้ธรรมะ ใครต้องการโลกท่านให้ทางโลกตามอัธยาศัย ผมในฐานะแพทย์จึงขอสรุปว่า ร่างกายท่านเต็มทีแล้ว ท่านถึงกับบอกลา ๒-๓ วาระแล้ว เป็นธรรมนิมิตให้พวกเราอย่าประมาทในความตาย ให้รีบพิจารณาตัดขันธ์ ๕ ตามอุบายที่ท่านเน้นมากทุกครั้งที่สอน ๓ ข้อ (ผมจะไม่กล่าวอีกในรายละเอียด) คือ นึกถึงความตายทุกครั้งที่นอนและตอนตื่นนอน หากตายก็ไม่ขอเกิดอีก ขอตรงไปนิพพานจุดเดียว, นึกถึงความดีของพระพุทธ-พระธรรม-พระอริยสงฆ์, นึกถึงศีล ทำศีลให้ครบฐานะของตน คือ ๕,๘,๑๐ และ ๒๒๗

         เรื่องเกี่ยวกับความตายนี้ ผมเคยถามตรง ๆ กับหลวงพ่อท่านว่า“ หลวงพ่อครับ พระอรหันต์นี่ หากท่านต้องการทิ้งขันธ์ ๕ เพื่อไปนิพพาน ท่านก็ทำได้ใช่ไหมครับ ” ท่านตอบว่าใช่ ท่านให้ดูตัวอย่าง พระนางมหาปชาบดีโคตรมีเถรีผู้เป็นเลิศฝ่ายภิกษุณี ซึ่งเป็นเอตทัคคะ ด้านมีราตรีนาน (เป็นภิกษุณีองค์แรก) พออายุได้ ๑๒๐ ปี ก็รู้ด้วยญาณว่าต้องนิพพาน จึงไปลาพระพุทธเจ้าเพื่อขออนุญาตไปนิพพาน เมื่อได้รับอนุญาตแล้ว ท่านก็ชักชวนบริวารของท่าน ซึ่งเป็นภิกษุณีอีก ๕๐๐ องค์ว่า ควรนิพพานเสียพร้อม ๆ กัน ภิกษุณีทั้ง ๕๐๐ ต่างก็เห็นชอบด้วย แล้วท่านก็นิพพานพร้อม ๆ กัน รวม ๕๐๑ องค์ (มหาปชาบดีโคตรมีเถรี ท่านเป็นพระอรหันต์พร้อมปฏิสัมภิทาญาณ ส่วนบริวาร ๕๐๐ เป็นพระอรหันต์ พร้อมอภิญญาหก)

         อีกตัวอย่างหนึ่ง ซึ่งผมบังเอิญคิดได้ก็ คือ พระองค์ที่ ๖๑ ในเรื่องนางมาติกมาตา (หนังสือลูกศิษย์บันทึก เล่ม ๑ หน้า ๑๘๑ หรือ ธัมมวิโมกข์ฉบับที่ ๑๐๑ หน้า ๗๙-๘๕) หลังจากที่ท่านบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์พร้อมปฏิสัมภิทาญาณแล้ว ก็ระลึกชาติไป ๙๙ ชาติ ก็พบว่าท่านเคยเป็นสามีของนางมาติกมาตามาทุกชาติ และทุกชาติก็ถูกนางฆ่าตาย นางมาติกมาตารู้วาระจิตของท่าน จึงบอกท่านกลับมาด้วยจิตว่าให้ระลึกต่อไปอีก ๑ ชาติว่า ชาติที่ ๑๐๐ นางให้อภัยทานแก่ท่านมิได้ฆ่าแต่อย่างใด พระองค์ที่ ๖๑ รับทราบด้วยจิตแล้ว ก็ปลงขันธ์ ๕ (ตาย) ไปนิพพานเลย เมื่อคิดได้ไม่ใช่ดีใจ แต่มันสะดุ้งทั้งตัวจนเข้าไปถึงใจ (หวั่นไหวทั้งกายและใจ) ว่าถ้างั้นหลวงพ่อท่านจะหนีพวกเราไปเมื่อใดก็ได้นะซิ คิดเพียงแค่นี้ก็ต้องนิ่ง ไม่กล้าถามท่านต่อ เมื่อเก็บเอาธรรมะที่ได้จากท่านมาพิจารณาต่อ ก็พบว่าความจริงแล้วที่หลวงพ่อท่านอยู่มาทุกวันนี้ก็เพื่อพวกเรา เพื่อลูก เพื่อหลาน และเพื่อพระศาสนา ที่รับปากไว้กับองค์สมเด็จท่าน ท่านต้องทนอยู่กับร่างกายที่แสนจะไม่เที่ยง ต้องทนทุกข์อยู่กับวิบากกรรม ต้องรับทุกข์จากกฎแห่งกรรมที่ตามมาเล่นงานท่าน (กรรมที่ทำไว้ในอดีต แม้เป็นเพียงแค่เศษของกรรม ก็ทำให้ร่างกายต้องป่วย-ต้องเจ็บทรมานมาตลอดเวลาที่ยังทรงขันธ์ ๕ อยู่ เพราะกายนี้เป็นที่พักของโรคภัยไข้เจ็บ เป็นที่รวมของความทุกข์ เป็นที่ผ่านของความแก่และความตาย) ซึ่งข้อเท็จจริงกรรมทั้งหลายในอดีต ท่านมิได้ทำเพื่อตัวท่านโดยตรง หากทำเพื่อลูก-หลาน-ประชาชนชาวไทย และพระศาสนาในสมัยที่ท่านเป็นจอมทัพ ต้องรบกับศัตรูเพื่อป้องกันประเทศชาติศาสนาและประชาชนชาวไทย กองทัพต้องเดินด้วยท้อง เมื่อท่านออกคำสั่งฆ่าสัตว์เพื่อเลี้ยงกองทัพ แต่ผลกรรมท่านกลับต้องเป็นผู้รับแต่ผู้เดียว ขอให้ท่านผู้อ่านคิดต่อเอาเอง และผมขอสรุปว่า การไม่กลับมาเกิดอีกหรือการไม่กลับมามีร่างกายอีกเป็นยอดของความสุข (นิพพาน)

         ดังนั้น พวกเราไม่ควรประมาทในความตาย อย่าไปคิดว่าท่านยังจะต้องอยู่กับพวกเราไปอีกนานแสนนาน ท่านได้ให้ความเมตตากรุณาแก่เรามามากแล้ว ให้ทั้งสิ่งที่มีค่ามากที่สุดในโลก คือ พระธรรมแต่บางคนกลับไม่เห็น ไม่สนใจ ไม่รู้คุณค่าของพระธรรม พูดคุยกันระหว่างที่ท่านสอน มีธุระอื่นที่ต้องทำในระหว่างที่ท่านแสดงธรรม (ไม่ว่างตอนนั้น) จึงคล้าย ๆ กับท่านไม่เคารพในพระธรรม ซึ่งมีผลเท่ากับท่านไม่เคารพในพระพุทธเจ้า เท่ากับท่านปรามาสพระรัตนตรัยหรือเปล่า สิ่งเหล่านี้ท่านต้องไปคิดเอาเอง แล้วผลที่เกิดขึ้นจากความคิดของท่าน ก็จะบอกกับท่านได้เองว่า เหตุใดการปฏิบัติธรรมของท่าน จึงไม่ค่อยก้าวหน้า

         ๒. ไม่มีใครเอาสมบัติของโลกไปได้ ธรรมข้อนี้จะว่าตื้น (ง่าย) ก็ตื้น จะว่าลึก (ยาก) ก็ลึก เพราะทุกคนที่ไม่โง่เกินไปย่อมรู้ว่าตายแล้วไม่มีใครแบกเอาสมบัติแม้แต่น้อยไปได้ แต่เกือบทุกคนก็ยังอยากรวย อยากมีสมบัติด้วยกันเกือบทุกคน รวมทั้งผู้เขียนด้วยเป็นธรรมดา เพราะคนที่หมดความอยาก (ตัณหา) จริง ๆ นั้น ต้องมีคุณธรรมตั้งแต่พระอนาคามีผลขึ้นไป หากต่ำกว่านั้นย่อมยังมีอยู่เป็นธรรมดา แต่ให้ความอยากอยู่ในขอบเขตของศีลและธรรม ผมจึงว่าธรรมะข้อนี้จะว่าง่ายก็ง่าย (พูดง่าย) จะว่ายากก็ยาก (ทำให้เกิดผลยาก) จึงขอยกตัวอย่างบางตอน, บางคำสอน, บางปฏิปทาของหลวงพ่อท่านมาให้เห็น เช่น

              ๒.๑ รายรับ-รายจ่ายที่ท่านได้รับในแต่ละเดือน ท่านไม่เคยปกปิดชาวบ้าน นำลงในหนังสือธัมมวิโมกข์ทุกเดือนตลอดมา และยอดเงินที่ถวายใช้สอยส่วนองค์ ท่านก็ไม่เคยถือว่าเป็นของท่าน คงผลักเข้าเป็นเงินสงฆ์ทุกเดือน แต่ก็ยังมีพวกปากหอยปากปู เหน็บแนมท่านอยู่เสมอมา ทั้ง ๆ ที่วัดในประเทศไทยอีกสองหมื่นกว่าวัดไม่มี วัดใดเขาแสดงรายรับ-รายจ่าย ให้ชาวบ้านทราบเลย

              ๒.๒ ชี้แจงให้ผู้ทำบุญทราบความจริงว่า ทรัพย์ทางโลกนี้ตายแล้วไม่มีใคร เอาไปได้ แต่หากเราเปลี่ยนทรัพย์ทางโลกให้เป็นทรัพย์ทางธรรมเสีย(โลกุตรทรัพย์) เราก็สามารถนำติดตัวเราไปได้ (มีปัญญาก็เอาไปได้)

              ๒.๓ ชีวิตคนสั้นนิดเดียว จงอย่าประมาทในธรรม ให้รีบทำความดีเสียระหว่างที่ยังมีชีวิอยู่ จงอย่าหวังน้ำบ่อหน้า โดยคิดว่าตายแล้วลูกหลานเขาจะทำบุญไปให้เอง เพราะความตายเป็นเรื่องของอนาคตที่ยังไม่มาถึง ย่อมหาความแน่นอนไม่ได้ และแม้เขาจะทำให้ก็ไม่แน่ว่าจะได้รับ เช่น ลูกหลานโง่ ๆ ที่เริ่มทำบุญด้วยการทำบาป โดยฆ่าสัตว์ หรือสั่งให้เขาฆ่า เลี้ยงสุรายาเมาบุญเลยไม่เกิด เพราะเริ่มต้นจากมิจฉาทิฏฐิ (เริ่มต้นจากความโง่) ตัวโง่อีก ๗ ตัว ก็เกิดตามมา สรุปว่ามีผลตรงข้ามกับอริยมรรคของพระองค์ ซึ่งเริ่มต้นด้วยสัมมาทิฏฐิ (เริ่มต้นด้วยความฉลาด หรือเริ่มจากปัญญาอันชอบ)

              ๒.๔ สอนบุญกิริยาวัตถุ ๓ หรือปฏิบัติบูชา ที่พระพุทธเจ้าทรงเน้นให้พวกฆราวาสปฏิบัติให้มาก ๆ คือ บุญเกิดจากการทำทาน, บุญเกิดจากการรักษาศีล และบุญเกิดจากการเจริญภาวนา (หากท่านต้องการทราบรายละเอียดในข้อนี้ว่า หลวงพ่อท่านมีอุบายสอนศิษย์อย่างใด ให้อ่านลูกศิษย์บันทึกเล่ม ๑ หน้า ๑๗๘-๑๘๑ แล้วท่านจะเข้าใจดี)

              ๒.๕ เรื่องมรณานุสสติ ท่านสอนวันละ ๔ เวลาทุกวัน (ที่วัด) ไม่ให้ประมาทในความตาย, ไม่ให้หลงตัวหลงตนว่าจะไม่ตายด้วยอุบายนานาประการ แต่มีอยู่ตอนหนึ่งซึ่งคนฟังแล้วมักไม่เก็บเอาไปคิดพิจารณาและใคร่ครวญให้เกิดปัญญา คือ เรื่องของ “ พหุปุตติกาเถรี ” มีความโดยย่อว่า นางมีความทุกข์มาก และเห็นทุกข์จากการมีบุตรมากถึง ๑๔ คน แต่พึ่งลูกไม่ได้สักคน, มีทรัพย์สมบัติมาก เมื่อยกให้ลูกหมดเลยพึ่งทรัพย์สมบัติไม่ได้อีก, นาง เลยใช้ พระพุทธ -พระธรรม-พระอริยสงฆ์เป็นที่พึ่ง, ที่พึ่งอันสุดท้ายของนาง ก็คือการใช้ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน ภายหลังที่บวชเป็นภิกษุณีแล้ว ตอนเช้านางได้กรรมฐานจากพระพุทธเจ้า มีความโดยย่อว่า โลกนี้เต็มไปด้วยความทุกข์ ร่างกายเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดความทุกข์, ทุกสิ่งในโลกใช้เป็นที่พึ่งที่แน่นอนไม่ได้ ให้ใช้ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน, ชีวิตเกิดขึ้นเบื้องต้น เปลี่ยนแปลงไปในท่ามกลาง และสลายตัวไปในที่สุด, ทุกคนเมื่อเกิดมาก็ต้องแก่-ต้องป่วย-ต้องพลัดพรากจากของรักของชอบ ต้องมีความปรารถนาไม่สมหวังเป็นธรรมดา ด้วยเหตุผลดังกล่าว ให้นางตัดอาลัยในทุกสิ่งทุกอย่างในโลกเสียให้หมด ให้เห็นว่าโลกก็ดี การเกิดมีร่างกายก็ดี ล้วนเป็นปัจจัยของความทุกข์ เราจะไม่ขอเกิดอีกต่อไป ขึ้นชื่อว่าร่างกายมันไม่ใช่เรา มันไม่ใช่ของเรา เราจะวางภาระและพันธะในร่างกายของเราและผู้อื่นเสีย และวางภาระและพันธะในวัตถุธาตุใด ๆ ในโลกเสียทั้งหมด นางตั้งใจฟังด้วยความเคารพ จำได้ทุกข้อความและคิดพิจารณาตาม ทำให้หมดสงสัยในมรรคปฏิปทาที่พระองค์สอน หลังจากนั้นนางจึงทำความเพียรตลอดทั้งคืนด้วยความไม่ประมาทในความตาย ซึ่งอาจจะเกิดกับนางเมื่อใดก็ได้ เมื่อจิตของนางเห็นธรรมที่พระองค์ได้แสดงแล้ว ในตอนกลางวันด้วยตนเอง (ใช้ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน) พระพุทธองค์ก็เปล่งฉัพพรรณรังสีมาปรากฏอยู่เฉพาะหน้าแล้วสอนว่า “ บุคคลใดที่เห็นธรรมที่ตถาคตแสดงแล้วแม้เพียงครู่เดียว ย่อมประเสริฐกว่าคนที่มีชีวิตอยู่ ๑๐๐ ปี แต่ไม่เคยเห็นธรรมที่ตถาคตแสดงเลย ” นางได้ฟังเพียงเท่านี้ก็บรรลุเป็นพระอรหันต์ ทั้งหมดเป็นพระธรรมที่หลวงพ่อท่านมอบให้แก่พวกเรา โปรดพิจารณากันเอง

         ๓. ไม่มีใครเป็นใหญ่ได้ในโลก เพราะมีความตายเป็นที่สุด (ใหญ่แค่ไหนก็ยังเล็กกว่าโลง) เรื่องนี้หมายความว่ามีคนส่วนมากที่หลง-ติด-ยึดมั่นอยู่ในโลกธรรม เช่น บ้าอำนาจ ต้องการเป็นใหญ่ในโลก (เป็นจ้าวโลก) โดยใช้อำนาจปกครองโลก แต่ที่สุดก็ทำไม่ได้ เพราะมีความตายมาขวางกั้นไว้ (นโปเลียน, เจ็งกิสข่าน, ฮิตเลอร์ และพวกโรมัน เป็นต้น) แม้แต่พระเจ้าจักรพรรดิซึ่งมิได้ปกครองโลกด้วยอำนาจ แต่ปกครองโลกโดยธรรม ท่านก็ต้องตายไปในที่สุด เรื่องนี้หลวงพ่อท่านเคยถามผมว่า “ หมอ ให้หมอเป็นพระเจ้าจักรพรรดิเอาไหม ” ผมตอบท่านไปมีความว่า ในอดีตผมเคยอยากจะเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ แต่ในปัจจุบันไม่เอาครับ เพราะเห็นทุกข์เสียแล้ว ในอดีตมันไม่เห็นทุกข์ เพราะคิดว่าเป็นความสุข ปัจจุบันเห็นทุกข์ชัดว่ายิ่งเป็นพระเจ้าจักรพรรดิจะยิ่งทุกข์กว่าทุก ๆ คนในโลก เพราะต้องเที่ยวไปสงเคราะห์คนทั่วโลกที่เขามีทุกข์ (เที่ยวแบกทุกข์ของชาวบ้าน) จากนั้นท่านก็สอนผมให้เห็นทุกข์จากการเกิดมีร่างกาย จะเกิดมาเป็นอะไร ยากดีมีจนขนาดไหน มียศ มีศักดิ์ศรีขนาดไหน มันก็ทุกข์ทั้งสิ้น พวกปุถุชนยิ่งมีตำแหน่งใหญ่ ยิ่งทุกข์มากทั้งกายและใจ แม้แต่พระพุทธเจ้าก็หนีไม่พ้นในเรื่องทุกข์ทางกาย หากแต่ใจของพระองค์ท่านเท่านั้น ที่ไม่ทุกข์ตามกาย ท่านเอาใจพ้นทุกข์ ไม่ใช่เอากายพ้นทุกข์ ทุกข์จึงเป็นของธรรมดาของชาวโลก และสัตว์จนกว่าจะตาย พระองค์จึงสอนพวกเราว่า “จงอย่า เป็นทุกข์กับสิ่งที่มีทุกข์อยู่แล้ว” ทุกข์ในอริยสัจ จึงเป็นเรื่องของกายไม่ใช่ของใจ พระองค์จึงให้เราคิดว่ามันเป็นของธรรมดา ให้ใจรู้ว่ามันเป็นทุกข์ แต่ไม่รับว่าทุกข์นั้น มันเป็นเราเป็นของเรา ต้องพิจารณาบ่อย ๆ จนจิตชิน และยอมรับความจริงว่ามันเป็นของธรรมดา ใจจึงจะไม่ยอมทุกข์กับสิ่งที่มันเป็นทุกข์อยู่แล้ว เพราะจิตฉลาดขึ้นด้วยปัญญา

         ธรรมะในข้อนี้ (โลกธรรม) จึงเป็นเรื่องของความหลงทั้งสิ้น หลงอำนาจ (บ้าอำนาจ) หลงยศ (บ้ายศ) หลงติดสรรเสริญ (บ้ายอ) หลงติดสุข (สุขจริง ๆไม่มีในโลก) หนีทุกข์ (ทั้ง ๆ ที่หนีไม่พ้น) หนีการนินทาว่าร้าย (ทั้ง ๆ ที่หนีไม่พ้น แม้พระพุทธเจ้ายังโดนหนักที่สุด) พระองค์จึงตรัสไว้ในมงคล ๓๘ (มงคลสูตร) มีความว่า “ จิตที่ถูกโลกธรรมกระทบแล้วไม่หวั่นไหว ” จัดเป็นอุดมมงคล (อันดับที่ ๓๕)

         หลวงพ่อท่านเปรียบโลกธรรมเหมือนกับคลื่นอารมณ์ ท่านให้พิจารณาว่าตั้งแต่เราตื่นนอนขึ้นมาจนกระทั่งหลับ จิตเราก็พบแต่คลื่นอารมณ์ คือ อารมณ์พอใจกับอารมณ์ไม่พอใจ อันนี้เรียกว่าคลื่นภายใน แต่มีคลื่นอีกชนิดหนึ่งเป็นคลื่นภายนอก คือ โลกธรรม คนทุกคนต่างต้องพบคลื่นทั้งภายในและภายนอกอยู่เป็นปกติ ตราบใดที่เรายังต้องอาศัยโลกอยู่ เราย่อมไม่มีทางพ้นจากคลื่นเหล่านี้ได้ เราจะพ้นมันได้จริง ๆ ก็เมื่อเราตายแล้วเท่านั้น หมายความว่าหนีไม่พ้นคำนินทาและคำสรรเสริญ หนีไม่พ้นอารมณ์สุขและทุกข์ เมื่อหนีไม่พ้น ท่านจึงไม่ให้เราหนี ให้ใช้ปัญญาพิจารณาว่าสิ่งเหล่านี้เป็นของธรรมดา “ หาธรรมดาให้พบ ในสิ่งที่ชาวโลกเขาเห็นว่าไม่ธรรมดา ” หากหาพบใจเราก็เป็นสุข

         อีกตอนหนึ่งท่านให้พิจารณาว่า “ หากเรากระทำตนเองเหมือนคนที่ยืนอยู่ในน้ำ (น้ำทะเล) เราย่อมถูกคลื่น (อารมณ์) ซัดเอาจนไม่มีวันเป็นสุขได้ เพราะคลื่นย่อมทยอยกันมาตามลำดับอย่างหาที่สุดมิได้ ลูกเล็กบ้างใหญ่บ้างตามแต่โอกาส แต่หากเราสามารถทำใจของเราให้เหมือนกับคนที่ยืนอยู่บนฝั่งได้ ช่วงนั้นใจเราย่อมมีความสุข และหากทำใจได้แบบนั้นตลอด ผู้นั้นก็ควรจะพ้นทุกข์ทางใจได้ตลอดกาล หรือเป็นพระอรหันต์ ”

         ๔. โลกพร่องอยู่เป็นนิจเพราะตกเป็นทาสของตัณหา ตัณหา หรือสมุทัย คือ อริยสัจข้อที่ ๒ ซึ่งเป็นต้นเหตุที่ทำใจเราให้เกิดทุกข์ พระองค์จึงให้เราละวางเสีย อย่าให้มันเกิดขึ้นกับใจ

         ข้อเท็จจริงและข้อพิจารณา

              ๔.๑ อารมณ์อยากหรือไม่อยาก ก็คือ อารมณ์พอใจหรือไม่พอใจ ก็คืออารมณ์ราคะ (โลภะ) และปฏิฆะ ซึ่งนำไปสู่โทสะ-พยาบาท-อาฆาตและจองเวรตามลำดับ

              ๔.๒ ธรรมะเมื่อเข้าใจแล้ว ต่างโยงถึงกันหมด ดังนั้นอารมณ์ราคะหรือโลภะ ก็คือ อารมณ์ที่ทางโลกเขาคิดว่ามีความสุข (สุขเวทนา) แต่ทางธรรมสอนว่าสุขจริง ๆในโลกไม่มี เพราะทุกสิ่งในโลกล้วนไม่เที่ยง แม้แต่อารมณ์สุข (เวทนาไม่เที่ยง) ผู้ใดที่ยังไม่เข้าใจ จึงถูกกิเลสมันหลอกต้มเอาจนสุก (ความเข้าใจคือตัวปัญญา) ทำนองเดียวกัน อารมณ์ปฏิฆะหรือโทสะมันก็ไม่เที่ยง (เวทนาไม่เที่ยง) เพราะไม่มีใครโกรธได้ตลอดเวลา หรือมีทุกข์ตลอดเวลา พอนอนหลับช่วงนั้นก็ลืมโกรธ ลืมทุกข์ไปได้ชั่วคราว แม้ดีกรีหรือความเข้มข้นของอารมณ์โกรธ (ทุกข์) ก็ยังไม่เท่ากัน คือ มีโกรธมาก โกรธน้อย หรือแค่ไม่พอใจ (ทุกข์มาก ก็เป็นอารมณ์ของทุกขเวทนาชัด แต่พอทุกข์น้อยลง กลับเกิดเป็นอารมณ์ของสุขเวทนาแทน ดังนั้น สุขจริง ๆ จึงไม่มี)

              ๔.๓ ตัณหาหรืออารมณ์ (ราคะ-ปฏิฆะ) นี้อยู่ที่ไหน คำตอบก็คือยู่ที่ใจ กิเลสทุกตัว มารทุกตัว ความชั่ว-ความเลว บาป-อกุศล ทุกอย่างล้วนอยู่ในใจ (ของเรา) อย่าไปเที่ยววิ่งหาที่อื่น หรือเป็นอันธพาลเที่ยวโทษผู้อื่น ไม่ยอมโทษตนเอง เพราะยังไม่เห็นความชั่วที่อยู่ในใจของตนเอง เขาผู้นั้นจึงไม่มีโอกาสที่จะละความชั่วในใจของเขาได้ จึงสะสมความชั่วไว้กับใจตนเองมากขึ้นทุกวัน

              ๔.๔ ประเพณีไทย เวลาเราไม่ชอบอะไร เราก็เอาขี้ใส่ไว้ข้างหน้าเสมอ เช่น ขี้หัว, ขี้ตา, ขี้หู, ขี้ฟัน, ขี้ไคล, ขี้เต่า, ขี้มือ, ขี้ตีน, ขี้เล็บ ล้วนเป็นขี้ที่เห็นชัดอยู่ที่ตัวเรา และขี้ภายในตัวเรายังมีอีกมาก นอกจากนั้นใจหรืออารมณ์ใจของเราที่เป็นส่วนไม่ดีก็มีขี้อีกมากมาย เช่น ขี้โกง, ขี้เกียจ, ขี้ขลาด, ขี้โลภ,ขี้ขโมย, ขี้โกรธ, ขี้หลง เป็นต้น ธรรมะทั้งหลายจึงอยู่ที่กายและใจของเราทั้งสิ้น พระพุทธองค์ท่านเห็นก่อนรู้ก่อนเป็นองค์แรกในสัจธรรมเหล่านี้ แล้วจึงรวบรวมมาสอนพวกเราให้รู้ตามท่าน ด้วยอุบายถึง ๘๔,๐๐๐ วิธี เพื่อให้เหมาะกับจริตและนิสัยคนที่ไม่เสมอกัน กรรมฐานทุกกองจึงเกิดจากกายและใจของเราทั้งสิ้น (ตู้พระไตรปิฎกมีอยู่ที่ตัวทุกคน) แต่คนขาดปัญญาจึงหาประโยชน์ไม่ได้จากสิ่งที่มีประโยชน์อย่างยิ่ง ความจริงทุกสิ่งในโลกล้วนมีประโยชน์ แต่เราก็ว่ามันไม่มีประโยชน์ก็เพราะยังหาประโยชน์จากมันไม่พบ (เพราะขาดปัญญา จึงไม่เห็นไตรลักษณ์-ไม่เห็นอริยสัจ)

              ๔.๕ ในระยะนี้ตามความรู้สึกของผม หลวงพ่อท่านให้พวกเราใช้ปัญญากันมาก ๆ ใช้สัญญา (ความจำ) กันให้น้อย ๆ ผมขอยกเอาคำสอนบางประโยคมาเป็นตัวอย่าง เช่น จงทำใจให้เที่ยงในความไม่เที่ยง ท่านสอนให้พวกเราคิด-พิจารณาเอาเอง ผลจากการคิดพิจารณาของผมซึ่งไม่แน่ว่าตรงหรือไม่ มีโดยย่อดังนี้ เที่ยงอันแรกที่ท่านต้องการให้เราพบก็คือ เที่ยงที่เราจะไม่ต้องตกนรกอีก โดยการปฏิบัติตามปฏิปทาของพระโสดาบันจนเกิดผล (เกิดมีคุณธรรมของใจ พระโสดาปัตติผล) ส่วนวิธีปฏิบัติของด เพราะท่านเพียรพูดสอนมาหลายพันครั้งแล้วด้วยความเมตตาอย่างยิ่ง ความเที่ยงจึงมี ๔ ขั้น ขั้นต้นเที่ยงที่จะไม่ตกนรกอีก เป็นพระโสดาบัน ขั้นสองเป็นพระสกิทาคามี ขั้นสามเป็นพระอนาคามี และขั้นสุดท้ายเป็นพระอรหันต์ (ขั้น ๓ และ ๔ ท่านก็เที่ยงที่ไม่ต้องกลับมาเกิดอีก)

         : จงหาตัวธรรมดาในธรรมดาให้พบ

         ทำนองเดียวกัน ท่านให้พวกเราใช้ปัญญาหาเอาเอง ผมพิจารณาตามท่านแล้วก็ยังไม่แน่ว่าจะตรงหรือไม่ มีความโดยย่อ ดังนี้

         ๑. ความหมายของท่าน คงหมายถึง จงหาทุกข์ให้พบตามความเป็นจริง เพราะทุกข์เป็นข้อแรกของอริยสัจ (ทุกขสัจ) ซึ่งพระองค์ให้เห็นว่าเป็นของธรรมดา หากใครพบทุกข์ได้ตามความเป็นจริง ผู้นั้นก็พ้นทุกข์ (ให้ย้อนไปดูรายละเอียดในข้อ ๓ เรื่องไม่มีใครเป็นใหญ่ได้ในโลก เพราะมีความตายเป็นที่สุด กับหาธรรมดาให้พบในสิ่งที่ชาวโลกเขาเห็นว่าไม่ธรรมดา)

         ๒. อารมณ์ปกติของใจคืออารมณ์ธรรมดา หรืออุเบกขารมณ์ หรือ สังขารุ เบกขาญาณนั่นเอง ดังนั้น การพิจารณาสิ่งใดก็ตาม ตอนจบของการพิจารณาจะต้องจบลงที่อารมณ์ธรรมดา ถ้ายังไม่ถึงอารมณ์ธรรมดาก็ถือว่ายังไม่จบ

         เมื่อประมาณต้นปี พ.ศ. ๒๕๓๔ ผมได้ยินหลวงพ่อท่านรำพึงมีความว่า “ อาตมานี่อาจจะสอนผิด เพราะสอนเขาละเอียดเกินไปจนเขาไม่เอาไปคิดพิจารณาต่อจึงไม่เกิดปัญญา ต่อไปอาตมาเห็นจะต้องเปลี่ยนแนวสอนเสียใหม่ ” ผมก็จะไม่วิจารณ์คำพูดของครูบาอาจารย์ ให้ท่านใช้สติปัญญาของตนคิดเอาเองบ้าง

         ๔.๖ ผมลืมบอกไปว่า ผมเองก็ยังมีอารมณ์หวงขี้อยู่ (ตามข้อ ๔.๔) ทั้งๆ ที่รู้อยู่แก่ใจว่ามันเป็นของไม่ดี โดยเฉพาะขี้โลภกับขี้โกรธ หากผมละขี้ ๒ กองนี้ได้เด็ดขาด ผมก็มีโอกาสได้เป็นพระอนาคามี (ตามตำรา) แต่ใจมันก็ยังอดเผลอหวงขี้ ๒ กองไม่ได้ เพราะสติของผมมันยังไม่ต่อเนื่อง เมื่อใดหรือขณะใดที่มีสติคุมจิตอยู่อย่างต่อเนื่อง ปัญญาก็เกิดเห็นว่าขี้ ๒ กองนี้น่าเกลียด เป็นกิเลสตัณหา-อุปาทาน และสร้างอกุศลกรรมให้กับตนเองก็วางขี้ ๒ กองนี้ได้ แต่พอมีสิ่งมากระทบใจ (ทางอายตนะ) ใจหวั่นไหวช่วงนั้น สติก็ขาดตอน ปัญญาก็หายไป ความโง่ก็เข้ามาแทนที่ ใจมันก็หันไปคว้าขี้ ๒ กองนั้นมาเก็บไว้อีก เพราะเหตุนี้เองผมจึงยังเอาดีไม่ได้

         ๔.๗ ตัณหาเกิดได้อย่างไร ความเห็นส่วนตัวผมในขณะนี้ คิดว่าตัณหาเกิดจากความคิดที่ออกมาจากใจ เพราะธรรมทั้งหลาย มีใจเป็นหัวหน้า มีใจประเสริฐสุด (มีใจเป็นใหญ่สุด) สำเร็จที่ใจ (ธรรมประโยคนี้เป็นพุทธพจน์) หรือ บุญ-บาป, สุข-ทุกข์, ดี-ชั่ว, กุศล-อกุศล ล้วนเกิดจากความคิดของเราเองทั้งสิ้น เรื่องนี้ให้ดูหลวงพ่อท่านเป็นตัวอย่าง ใครไปถามอะไรท่านก็ว่าดีทั้งนั้น แม้แต่ท่านป่วยมากใกล้จะตาย ท่านก็ยังว่าดี ท่านสอนอยู่เสมอว่าการเจ็บป่วยเป็นของดี ทำให้เห็นทุกข์ จะได้ไม่ประมาทในความตาย ทุกครั้งที่ป่วย ท่านว่าจิตท่านเป็นสุขมาก เพราะท่านคิดแต่แง่ดี คิดแต่สิ่งที่เป็นบุญเป็นกุศล ส่วนพวกเรามักคิดตรงข้ามกับท่าน ใจจึงวิ่งเข้าหาทุกข์-หาบาป-หาความชั่ว-หาตัวอกุศลให้กับตนเอง หากคิดเป็นพระธรรม ก็เท่ากับเราเบียดเบียนตนเอง-ทำร้ายตนเอง-ขาดเมตตากับตนเอง-เผาใจของเราเองเพราะความโง่(แล้วยังชอบอวดว่าตนฉลาด) จึงไม่เห็นอริยสัจตามความเป็นจริง

         ผมเห็นจะต้องขอสรุปว่า ข้อเท็จจริงนั้นไม่มีใครเขามาทำร้ายเรา หากใจของเราหรือความคิดของเราเองนั้นแหละ คือตัวการที่คอยทำร้ายตนเองตลอดมา (เรามักเป็นศัตรูกับตัวเอง) พุทธพจน์ “ไม่มีใครที่จะทำร้ายเราได้มากเท่ากับใจของเราเอง”

         ผมพาท่านออกนอกทางไม่ตรงกับปัญหาที่มีคนถามมานาน แต่ทางนั้นก็เป็นทางที่นำไปสู่ความพ้นทุกข์ หรือเป็นพระธรรม ซึ่งผมถือว่ามีค่าสูงสุดในโลก เพราะพระธรรมเป็นตัวแทนของพระพุทธเจ้า พระธรรมเป็นของกลาง ดังนั้น สิ่งที่ผมนำมากล่าวทั้งหมดนี้จึงเป็นของพระพุทธเจ้า แต่ท่านจะต้องรับความจริงว่า จิตคนเราเจริญแค่ไหนก็รู้ธรรมได้แค่นั้น ธรรมที่ผมนำมาจึงเป็นเพียงขั้นต้น ซึ่งยังอิงสัญญา (ความจำ) อยู่เป็นส่วนใหญ่เท่านั้น

         คำตอบพร้อมเหตุผลและข้อเท็จจริงที่ว่า...

         “ ทำไมหลวงพ่อจึงต้องมีตำรวจทหารอยู่ด้วย "

         ความจริงทหารอากาศกับหลวงพ่อนั้น มีความสัมพันธ์กันมานานตั้งแต่หลวงพ่อท่านยังอยู่ที่ จ.ชัยนาท แล้วเจ้าอาวาสของวัดท่าซุงคนก่อน ได้ไปขอเชิญหลวงพ่อให้มาอยู่ที่วัดนี้ เวลามาก็มีพิธี มีขบวนแห่ใหญ่โต มีประชาชน จ.ชัยนาทและ จ.อุทัยธานี พร้อมทหารอากาศจาก อ.ตาคลีตามมาส่งกันมาก หลวงพ่อท่านต้องได้รับความลำบากมากในเรื่องที่อยู่อาศัย เพราะกุฏิที่ท่านมาอยู่ครั้งแรกนั้น มีฝาไม่ครบทั้ง ๔ ด้าน หลังคาก็ไม่เต็ม เวลานอนแหงนมองดูดาวได้สบายมาก แต่ท่านก็ได้รับการสงเคราะห์จากศิษย์รุ่นแรกจากชัยนาทและตาคลีมาช่วย ไม่ให้ต้องตากฝน, ตากแดดและตากลม รายละเอียด โปรดดูจาก วงษานุสรณ์ (เรียบเรียงโดยหลวงพ่อท่าน) และจากสู่แสงธรรม โดย พล.อ.ต. มนูญ ชมพูทีป เจ้าอาวาสคนเดิมก่อนหลวงพ่อนี้ ปัจจุบันถูกจับสึกเพราะมีอาบัติปาราชิกถึง ๒ ข้อ คือ

         ๑. มีเมียและมีลูกในระหว่างที่บวช

         ๒. เอาของวัดไปขายจนเกือบหมด เช่น ของมีค่าในโบสถ์และวิหารเก่า ไม่มีเหลืออยู่เลย ไม่เว้นแม้แต่พระพุทธรูปที่พอจะยกได้ก็เอาไปหมด พระพุทธรูปที่ยกไม่ไหวก็ใช้วิธีตัดคอเพื่อเอาเศียรพระไปขาย (คงจะเป็นพรรคพวกหรือลูกน้องที่มาอาศัยวัดอยู่เป็นผู้ทำ โดยเจ้าอาวาสจะต้องมีส่วนรู้เห็นด้วย เพราะไม่ใช่งานเล็ก ๆ และทำได้ในวันเดียว) สภาพโบสถ์เก่าเหลือพระประธานองค์เดียว นอกนั้นไม่เหลือ ที่ท่านเห็นปัจจุบันนั้นเป็นของที่พวกลูกศิษย์หลวงพ่อมาช่วยกันซ่อมและหามาใหม่ทั้งสิ้น รวมทั้งภาพฝาผนังโบสถ์ด้วย ส่วนวิหารนั้นแยกออกเหมือนคนหัวแตกจะพักมิพังอยู่แล้ว หลวงพ่อท่านต้องให้ช่างมาซ่อมด้วยวิธีไฮเทค ใช้เครื่องดึงกลับมาให้ชนกัน แล้วเชื่อม เป็นที่อัศจรรย์มากที่ไม่ต้องรื้อ พระพุทธรูปเกือบทุกองค์ไม่มีเศียรที่ท่านเห็นในปัจจุบันนั้น ช่างได้ปั้นใหม่ด้วยช่างคนเดียวกัน

         ดังนั้น พระพักตร์ของท่านจึงคล้าย ๆ กันหมด ผมจึงต้องขอโมทนาบุญจากท่านด้วย ส่วนรูปพระโมคคัลลาน์นั้นปั้นใหม่ทั้งองค์ แต่องค์ใหญ่กว่าพระสารีบุตร ผมจึงสงสัยว่าช่างท่านคงมีความลำเอียงที่รักพระโมคคัลลาน์มากกว่าพระสารีบุตรกระมังการซ่อมทั้งโบสถ์-วิหาร-พระพุทธรูป-ปิดทองพระ-ซ่อมพื้น และอื่น ๆ ทั้งหมด ก็โดยความร่วมมือร่วมใจกันของพุทธบริษัทที่เป็นศิษย์ของหลวงพ่อท่าน เพราะพวกเขาเหล่านี้รู้ดีว่าอานิสงส์จากการซ่อมโบสถ์-วิหาร-พระพุทธรูปนั้นมีอานิสงส์มาก ยกตัวอย่างเช่น นางวิสาขา เป็นต้น นางผ่านไปที่ใด หากเห็นพระพุทธรูปชำรุดแตกหัก นางจะให้ช่างมาบูรณะซ่อมให้ทุกที ผลบุญก็อย่างที่เห็น ๆ กัน เป็น ตัวอย่างชัดเจนว่านาง เป็นเบญจกัลยาณี คือ มีความงามพร้อม ๕ อย่าง ซึ่งผู้หญิงทุกคนปรารถนา

              ก. งามผมสมพักตร์ลักขณา - ผมสวย ไม่ต้องหวี ไม่ต้องสระ และสาง และมีกลิ่นหอมตลอดเวลา

              ข. โอษฐาจิ้มลิ้มดูพริ้มเพรา - มีปากสวยมากๆ และมีสีแดง ไม่ต้องทาปาก

              ค. งามทนต์ยลปลั่งดั่งสังข์ขัด - มีฟันสวยเป็นเงางามดุจเปลือกหอยสังข์ที่ขัดแล้ว

              ง. ผิวทัศน์กรรณิการ์งามราศี - มีผิวสวยหาตำหนิ หรือหาที่ติไม่ได้

              จ. คลอดบุตรสักเท่าใดวัยยังดี - มีบุตร๒๐ คน ก็ยังสาวเหมือนเดิม และร่ำรวยทรัพย์จนนับจำนวนไม่ได้ เพราะเหตุจากการซ่อมโบสถ์-วิหารและพระพุทธรูปเก่า ดังนั้น พุทธบริษัทผู้ใดที่อยากจะเป็นอย่างนางวิสาขา ก็ยังมีโอกาส เพราะคำว่าบุญหรือความดีแล้ว ไม่มีคำว่าสายเกินไปในพุทธศาสนา ถ้าท่านจะทำ (ขณะนี้ยังซ่อมไม่เสร็จ) /p>

         เรื่องเกี่ยวกับหลวงพ่อนี้ หากจะให้ผมเขียนคงจะจบยาก จึงขอตอบเป็นข้อ ๆ ดังนี้

         ๑. ทหารอากาศจากตาคลี ผลัดกันมานอนเป็นเพื่อนหลวงพ่อ เก่าที่สุด คือ พันจ่าอากาศสาย ท่านขอเหมา ท่านผู้นี้แหละจะนอนขวางประตูเข้าห้องนอนหลวงพ่อทุกคืน พร้อมอาวุธประจำกายของท่าน ท่านอยู่กับหลวงพ่อมานาน จนกระทั่งติดโรค-กลายเป็นโรคประหลาดของชาวโลก โรคที่ท่านเป็นก็คือโรคไม่อยากเกิด ดังนั้น เมื่อท่านตายไปท่านจึงไม่ต้องเกิดอีก ผมเองระหว่างปี ๑๗ ถึง ๒๐ ได้ ติดตามหลวงพ่อตอนออกหน่วยไปสงเคราะห์ตำรวจ-ทหารตามชายแดน (ตามที่เขียนไว้ในลูกศิษย์บันทึกเล่ม ๒) ก็ได้นอนมุ้งเดียวกันกับท่านจ่าสายนี้เกือบทุกครั้ง ดังนั้น ผมก็คงจะติดเชื้อโรคมาจากท่านเหมือนกัน แต่ตอนผมตายไม่ทราบว่าจะมีผลเหมือนกับท่านหรือเปล่า

         ๒. เมื่อหลวงพ่อท่านพาคณะศิษย์ของท่าน ออกไปเยี่ยมตำรวจ-ทหารถึงแนวหน้าในป่าอย่างเปิดเผยเกือบทุกอาทิตย์ระหว่างปี ๑๗-๒๐ และให้กำลังใจ กับบรรดาทหาร-ตำรวจ พร้อมทั้งแจกวัตถุมงคล ซึ่งเป็นพุทธานุภาพ (พุทโธอัปมาโณ) ไม่ใช่ไสยศาสตร์อย่างที่พวกที่แต่งตัวคล้ายพระบางคนชอบโจมตีมาจนถึงปัจจุบันนี้ ผลทำให้ตำรวจ-ทหารมีกำลังใจดีมาก และขับไล่พวกนับถือลัทธิอุบาทว์ (คอมมิวนิสต์ซึ่งปัจจุบันกำลังจะสูญพันธุ์ไปจากโลกแล้ว) แตกพ่ายไปในที่สุด ดังนั้น จึงเป็นที่เจ็บแค้นของพวกเหล่านี้ยิ่งนัก และใช้แผนสกปรกที่จะเก็บพระดี ๆ ในประเทศไทยให้หมด ตามบัญชีที่ทางการทราบ ซึ่งก็ตรงกับที่หลวงพ่อท่านรู้จากปากของคนที่เขาจ้างมาเก็บท่านที่วัด (แต่ทำไม่สำเร็จเพราะหลวงพ่อรู้ตัวอยู่ก่อนแล้ว) และตรงกับที่หลวงพ่อจำเนียร วัดถ้ำเสือ จ.กระบี่ มาเทศน์ที่รพ.ตำรวจ และเล่าให้ฟังว่าท่านก็จะถูกพวกนี้เก็บ เพราะไปขัดนโยบายอุบาทว์ของเขา ตัวท่านอยู่หมายเลขหนึ่ง (เพราะอยู่ภาคใต้) อันดับสองก็เป็นพระภาคใต้ อันดับสามหรือสี่ผมจำไม่ได้แน่ คือหลวงพ่อของเรา มันออกใบสั่งเก็บเป็นบัญชีเลย ๑๐ อันดับ ผมรู้เรื่องพวกนี้เพราะเป็นหมอตำรวจ มีคนไข้ที่เป็นนายตำรวจมาหามาก จึงเข้ากับคนได้ทุกระดับจนถึงอธิบดีตำรวจ (ส่วนภาคกลาง หลวงพ่อฤๅษีอยู่อันดับหนึ่ง)

         ๓. วันหนึ่งที่วัด วันเดือนปีจำไม่ได้ หลวงพ่อท่านนั่งอยู่องค์เดียวที่ชั้นล่างของตึกริมน้ำ ติดกับหอฉันในปัจจุบัน กับหมาหนึ่งตัว มีชายหนึ่งคนพร้อมกระเป๋าหนังมีซิปรูดหิ้วเข้ามาหาหลวงพ่อ พอโผล่หน้าเข้าห้อง หมาซึ่งเป็นยามอย่างดี ก็วิ่งเข้าใส่ทันที พร้อมส่งเสียงคำราม ชายผู้นั้นก็นั่งลงคุกเข่าวางกระเป๋าลงกับพื้น หลวงพ่อท่านก็พูดขึ้นว่า “ มีคนเขาจ้างเธอให้มายิงฉันใช่ไหม ” ชายคนนั้นเหงื่อแตกมือและตัวสั่น นั่งก้มหน้านิ่ง ไม่ยอมสบตา และไม่ยอมพูด หลวงพ่อท่านรู้วาระจิต (อย่างที่พวกเราก็ทราบกันดีอยู่แล้ว) จึงพูดปลอบใจเขาด้วยความเมตตา จนที่สุดเขาก็รับสารภาพกับหลวงพ่อตลอดข้อหา และเปิดเผยแผนอุบาทว์ค่าจ้างและบัญชีรายชื่อพระที่เขาต้องการจะเก็บ เพราะไปขวางนโยบายอุบาทว์ของเขา ส่วนรายละเอียดอื่นนอกเหนือจากนี้ท่านมิได้เล่าให้ผมฟัง ผมรู้เพียงแค่นี้ก็เสียวแทนท่านมากพอแล้ว

         ๔. ประมาณปี ๑๘ ผมไปค้างที่วัด หลังปฏิบัติกรรมฐานเสร็จแล้ว ผมก็ออกไปเดินแถวหน้าวัดซึ่งเปลี่ยวมาก ไม่มีทั้งรถทั้งคนเดินในถนน ไฟฟ้าของถนนก็เกือบไม่มี มีแต่เฉพาะของวัดไม่กี่ดวง ก็พบหลวงพี่ท่านหนึ่งเดินเป็นยามอยู่ ในมือข้างหนึ่งถือกระบอกไฟฉายชนิด ๕ ท่อน อีกมือถือแป๊บน้ำขนาดพอเหมาะมือ ผมจึงพูดเล่นกับท่านว่าหลวงพี่จะไปตีกับใคร ท่านก็หัวเราะอย่างผู้มีอารมณ์ดี แล้วตอบว่าอาตมาอยู่ยาม ขณะนี้วัดไม่ค่อยปลอดภัย กลางคืนมีคนแอบมาซุ่ม ๆ อยู่เสมอ พอเราเห็นมันก็หลบเข้าไปในเขตวัดเก่า ซึ่งสมภาร (ปาราชิก) ยังมีอำนาจอยู่ (พระจึงต้องตั้งเวรยามขึ้นเอง โดยที่หลวงพ่อไม่ได้สั่ง ผมต้องขอชมและโมทนาความดีของพระรุ่นนั้นไว้ ณ ที่นี้ด้วย เท่าที่ผมจำได้ มี พระครูปลัดอนันต์ พัทธญาโณ (หลวงพี่อนันต์) และ พระครูสมุห์พิชิต ฐิตวีโร (หลวงพี่โอ) อาจมีองค์อื่นอีกที่เป็นยาม แต่ผมจำไม่ได้ต้องขออภัยไว้ด้วย แต่ที่ผมเห็นแล้วต้องตกใจก็คือ เห็นหลวงพี่องค์หนึ่งมือหนึ่งถือไฟฉาย แต่อีกมือของท่านมีปืนลูกซองยาวอยู่ด้วย (ท่านสึกไปแล้วตอนออกพรรษาปีนั้น) ผมถามท่านว่าหลวงพี่จะไปยิงใคร ท่านก็อธิบายให้ฟังว่า ท่านอยู่เวรเห็นมีคนถืออาวุธมาซุ่ม ๆ อยู่ตอนกลางคืน ท่านจึงให้ญาติเอาปืนของท่านที่บ้านมาให้ เพื่อไว้ป้องกันตนเอง ป้องกันหลวงพ่อ และป้องกันของสงฆ์ ผมก็ถามท่านว่าแล้วหากเกิดจำเป็นที่จะต้องยิงมันจริง ๆ เล่า ท่านก็ตอบว่าท่านมีวิธีแก้ไขให้กับตนเองไว้แล้ว คือ ขอสึกตนเองจากความเป็นพระก่อน เพราะหากยังอยู่ในสมณะเพศแล้ว ฆ่าคนมีโทษมาก ผมก็ถามต่อถึงวิธีสึกตนเอง ท่านก็บอกให้ แต่ผมจำไม่ได้เสียแล้ว หลังจากนั้นเวลาผมมาค้างที่วัด ผมก็พกปืนมาด้วย แต่ผมก็พกมาอย่างนั้นเอง เพราะเกิดสงสัยตัวเองว่าเวลาไปพบพวกโจรเข้า โจรอาจโชคดีได้ปืนของผมไปเป็นของแถมก็ได้

         ๕. ในปี ๑๘ นั้นเอง ผมไปค้างวัด เห็นตำรวจ-ทหารหลายคนพร้อมอาวุธมาค้างที่วัด จึงได้เข้าไปคุยด้วยได้ความว่า คืนนี้จะมีคนหลายคนบุกวัด เพื่อมุ่งหมายทำร้ายหลวงพ่อ ผมเลยตื่นเต้นไปกับพวกเขาด้วย ต่อมามีข่าวกรองรายงานว่าขณะนี้ (ประมาณ ๒๐.๐๐ น.) มีรถปิคอัพหนึ่งคันพร้อมชาย ๖ คน มีอาวุธครบมือ ซุ่มอยู่เขตวัดเก่า ทางฝ่ายเราก็พร้อมรับ หลวงพ่อท่านสอนกรรมฐานตามปกติ (ในตอนนั้นมีคนมาปฏิบัติไม่เกิน ๑๐ คน) เรารออยู่จนดึก มันก็ไม่เข้าจู่โจมมันคงรู้ว่าขืนเข้ามามีหวังกลับบ้านเก่าหมด เพราะเห็นมีตำรวจ-ทหารอยู่หลายคน มันเลยกลับ รุ่งเช้าได้รับข่าวว่าขากลับฝนตก รถของมันคว่ำและมันตายหมดทั้ง ๖ คน เรื่องที่จะจู่โจมวัดเลยเงียบไป

         ๖. พวกอุบาทว์ใช้แผนใหม่ โดยส่งคนมาบวชเป็นพระในวัด เป็นชายหนุ่มมีการศึกษาดี หน้าตา-รูปร่าง-ผิวพรรณดี และดูภายนอกกิริยาและวาจาก็ดีด้วย หลวงพี่องค์นี้จึงเป็นขวัญใจของพวกสาวมากและสาวน้อยทั้งหลาย (ในขณะนั้น) หลวงพ่อท่านก็รู้แต่เรื่องอารมณ์อันเป็นอกุศลไม่มีอยู่ในจิตของท่านแล้ว ท่านมีแต่เมตตา ตั้งใจสงเคราะห์เขาให้เป็นคนดี โดยกลับใจเสียใหม่ แต่ไม่สำเร็จ หลวงพี่องค์นี้ก็ออกลายมาให้เห็นชัดขึ้น ๆ ทุกวัน เช่น ยุให้พระในวัดแตกแยกกันเอง ทำให้พระกับฆราวาสเข้าใจกันผิดหรือผิดใจกัน ที่สุดบรรดาพระก็รวมตัวกันไม่ยุ่งด้วย และไม่ให้เข้าใกล้ชิดหลวงพ่อ หลวงพี่องค์นี้ก็ใช้วิธีเป็นแนวที่ ๕ คอยฟัง ข่าวการเดินทางของหลวงพ่อให้ฝ่ายตรงข้ามทราบ เพื่อหาโอกาสทำร้ายหลวงพ่อ ในที่สุดเขาคงรู้ว่าเขาทำงานให้กับฝ่ายตรงข้ามไม่สำเร็จ จึงมาขออนุญาตหลวงพ่อเพื่อออกธุดงค์ หลวงพ่อก็อนุญาต ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาก็หายตัวไปเลย เพราะกฎของลัทธิอุบาทว์ หากทำงานให้เขาไม่สำเร็จแล้วจะมีผลอย่างไรให้คิดเอาเอง

         ๗. ผลจากข้อ ๖ หลวงพ่อถูกดักยิงกลางทาง ระหว่างเดินทางทั้งขาเข้ากทม.และขากลับวัด ให้สังเกตรถตู้คันหนึ่งของวัดติดฟิล์มสีเกือบจะดำถูกพวกนี้ซุ่มยิง แต่แปลกมากที่กระจกไม่แตกไม่ร้าว มีแต่รูกระสุนปืนผ่านกระจก จากด้านหนึ่งไปทะลุออกอีกด้านหนึ่ง เขาซุ่มยิงตอนขากลับ ขาไปหลวงพ่อนั่งรถคันนี้ แต่ขากลับท่านเปลี่ยนรถนั่งอีกคันหนึ่ง (ท่านรู้แต่ไม่บอกให้ผู้อื่นตกใจ) พอถึงวัดท่านจึงบอก ปรากฏว่าพวกสาวน้อยทั้งหลายที่นั่งรถตู้ที่ถูกยิง ไม่มีใครรู้ตัวสักคน ต้องไปชี้ให้ดรูกระสุนเข้าและรูกระสุนออก จึงเพิ่งจะตกใจร้องกันลั่น ทั้ง ๆ ที่เป็นอดีตไปแล้ว จึงวิจารณ์กันว่าฉันได้ยินเสียงปืนดังตรงนั้น ตรงนี้ ตามแต่อุปาทานของตนจะพาไป

         ๘. มีครั้งหนึ่งมันติดตามประกบเกือบตลอดทาง เข้าใจว่าจะใช้วิทยุ เพราะมีรถดักและเปลี่ยนรถตามระยะ ๆ มันทำเหมือนใน ภาพยนตร์เจมส์บอนด์ ๐๐๗ เมื่อเข้ามาในเมือง (กทม.) ก็ต้องใช้วิธีย้อนรอย คือ หลวงพ่อท่านเปลี่ยนรถนั่งเสีย ตอนแวะที่บ้านพล.อ.อ.อาทร โรจนวิภาต มันก็ตามรถคันเดิมต่อไป และรถคันนั้นก็แวะเติมน้ำมันที่ปั๊มเสีย ถ่วงเวลาไว้พอสมควร มันก็หยุดรอ ส่วนรถคันจริงที่หลวงพ่อนั่งก็ไปถึงบ้านซอยสายลมแล้ว คนใดที่ขี้สงสัยว่าเหตุใดหลวงพ่อจึงต้องมีตำรวจ-ทหารอยู่กับท่านด้วย จะได้คลายความสงสัยลง แต่ผมคิดว่าท่านคงอยากรู้เรื่องมากกว่านี้ และละเอียดกว่านี้ มิฉะนั้นเวลาท่านไปนั่งขี้ ท่านก็อาจจะสงสัยต่อไปอีก (ขออภัยที่เขียนประโยคนี้ เจตนาของผมมิได้คิดตำหนิติเตียนท่าน แต่ผมมีเจตนาจะให้ผู้อ่านหายง่วงเท่านั้น เพราะผมเขียนมายาว)

         ๙. ในบางครั้งเขาก็มีแผนใช้รถบรรทุกใหญ่ชนแล้วหนี แต่จะใช้แผนอะไรหลวงพ่อท่านก็รู้ทุกที เพราะท่านรู้วาระจิตของคนด้วยญาณ ซึ่งแปลว่า รู้ และรู้ได้เฉพาะตน (ส่วนตัวผมมั่นใจว่าท่านใช้ปฏิสัมภิทาญาณ ไม่ใช่ญาณ ๘ หรือทิพยจักขุญาณธรรมดา ๆ ซึ่งพวกเรามากมายหลายคนก็มี แต่ยังไม่มั่นคงและแน่นอน เพราะกิเลสตัณหา-อุปาทานและอกุศลกรรมยังไม่หมด) ผมคิดว่าหากท่านอยากจะรู้จริง ๆ ไม่จำเป็นต้องมารู้เอาตอนพบกับเหตุการณ์ ใครที่คิดชั่วไว้ที่ไหนอย่างไร ท่านก็รู้ได้ทั้งสิ้น (รู้ตั้งแต่อยู่ในมุ้ง) แม้ในขณะนี้ก็ยังมีคนชั่วอีกไม่น้อยที่ถูกส่งมาจากภายนอกเข้ามาปนอยู่กับคณะศิษย์ของท่าน นั่งฟังท่านสอน แต่ใจคอยจับผิด และคิดไปทางอกุศลตลอดเวลา บางครั้งท่านก็เมตตาพูดขึ้นลอย ๆ ให้รู้ตัวว่าขณะนี้มากันกี่คน นั่งอยู่ตรงไหน ท่านก็รู้ เป็นการปรามกันไม่ให้คิดชั่ว-ทำชั่วมากขึ้นไปอีก (ต้องการให้เขากลับใจ)

         ๑๐. ตอนที่ผมรู้สึกเสียวมาก ๆ (กลัวมาก) คือ ตอนท่านพาคณะไปเยี่ยมตำรวจ-ทหารที่ จ.เพชรบูรณ์ คณะของท่านใหญ่มาก หาที่พักลำบาก จึงไปพักนอกเมืองที่ค่ายลูกเสือแห่งหนึ่ง ปรากฏว่าคณะที่ติดตามหรือตามติด ก็เข้ามาจะพักร่วมกับเราในค่ายด้วย วิธีการของเขาก็ใช้กีต้าร์ดีดแล้วร้องเพลงลูกทุ่งบ้าง ฝรั่งบ้าง ตามศาลาพักซึ่งมีอยู่หลายจุด หลวงพ่อก็สั่งการให้พวกเราซึ่งเป็นนักร้องสมัครเล่น (ความจริงทุกคนก็เป็นนักร้องทั้งนั้น เพราะพอออกจากท้องแม่ได้ เราก็ร้องแข่งกันแล้วว่าใครจะเสียงดีกว่ากัน) ไปประกบชวนคุยไว้ ชวนร้องเพลงไปบ้าง แต่ขณะเดียวกันก็ให้รถเล็กหนึ่งคัน ขับออกนอกค่ายลูกเสือไปแจ้งให้ฝ่ายทหารทราบ และส่งกำลังมาคุ้มกันพวกเรา เมื่อทหารมาก็ขอเชิญเขาให้ออกไปเสียแต่โดยดี ซึ่งเขาก็ยอม คืนนั้นทั้งทหารและพวกเราบางคนก็ต้องอยู่ยามตลอดคืน ผมจำได้ว่าตอนเช้ามืด อากาศที่ จ.เพชรบูรณ์นั้นมันหนาวอย่าบอกใครเชียว ผมนอนมุ้งเดียวกับท่านจ่าสาย ผ้าห่มไม่มีทั้งคู่ พอตกดึก ๆ ความหนาวมาเยือน เราสองคนก็สามัคคีกัน ปลดมุ้งลงเอามาเป็นผ้าห่มแทน ลูกศิษย์หลวงพ่อก็ต้องแบบนี้ บางแห่งมีผ้าห่ม แต่มุ้งไม่มีก็บ่อย ๆ แต่เราก็ทนได้และห้ามบ่น ถ้าคิดจะเป็นศิษย์ที่ดีของท่าน

         ๑๑. คณะของหลวงพ่อถูกติดตามแบบนี้ตลอด ไม่ว่าจะขึ้นเหนือ-ล่องใต้-ไปอีสานหรือภาคตะวันออก ก็มีแมวขโมยคอยติดตามจะกินปลาย่างอยู่ตลอดมา เพราะอะไรท่านรู้ไหม คำตอบก็คือ มีแนวที่ห้าคอยส่งข่าวบอกฝ่ายตรงข้ามล่วงหน้าทุกครั้ง ผู้ส่งข่าวชั้นดีคนหนึ่งก็คือหลวงพี่ที่อยู่ในวัด (ดูข้อ ๖) เมื่อเป็นเช่นนี้หลวงพ่อท่านก็ใช้วิธีไม่บอกกำหนดการล่วงหน้าแบบในอดีต คำสั่งของท่านจะออกเมื่อรถจะเคลื่อนที่ และห้ามถามรายละเอียด ให้ท่านรู้อยู่แค่องค์เดียว (เพราะพวกเราตอนนั้นกรรมบถ ๑๐ เรื่องวาจา ๔ ยังไม่รู้จักแม้ในขณะนี้ (ปัจจุบัน) ผมก็ยังสงสัยว่าท่านจำได้แค่ชื่อของมัน แต่ยังปฏิบัติไม่ได้อีกจำนวนมาก) ดังนั้น เส้นทางเดินรถขาไปกับขากลับมักจะถูกเปลี่ยนแปลงเสมอ ขาเข้ารถวิ่งเข้าทางหนึ่ง แต่ขากลับมักไม่ย้อนทางเดิม เนื่องจากมีการใช้กับระเบิดกันแล้ว ทั้งชนิดมีคนบังคับ และไม่ต้องใช้คนบังคับ พวกที่ไม่รู้เรื่องนี้ก็สบายใจไป แต่พวกรู้บ้าง แต่ไม่รู้จริงแบบผม ก็กลุ้มใจเป็นธรรมดา ผมมาเข้าใจสุภาษิตที่ว่า “รู้มากยากนาน รู้น้อยพลอยรำคาญ” ได้ละเอียดขึ้นอีกหนึ่งขั้นก็ตอนนี้แหละ และคำสอนที่พระท่านสอนให้เรา “บอดเสียบ้าง ใบ้เสียบ้าง หนวกเสียบ้าง” แล้วจะเป็นสุขขึ้นก็จริงของท่านทุกประการ

         ๑๒. หลวงพ่อถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ตัดไม้ทำลายป่า ในเขต อ.บ้านไร่ จ.อุทัยธานี ซึ่งเป็นอำเภอที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย เพราะมีเขตติดต่อกับจังหวัดอื่นถึง ๕ จังหวัด ป่านี้จึงอุดมไปด้วยไม้นานาชนิด และเป็นที่อยู่ของพวกผกค.อย่างดี โดยผมสงสัยว่าอาจมีผู้ใหญ่ในราชการหลายหน่วยสนับสนุนเขาอยู่เบื้องหลัง เพราะได้ผลประโยชน์ส่วนตน จากการตัดไม้ทำลายป่า เรื่องนี้หลวงพ่อท่านทราบดีแต่ไม่พูด เพราะท่านหมดอารมณ์ในทางอกุศลแล้ว พวกนี้ไม่ยอมหยุดแค่นั้น เลยอาศัยท่านเป็นเครื่องมือกระทำชั่วต่อ โดยเอาไม้ขนาดใหญ่ ๆ ผ่านด่านเข้าเมืองอุทัย เมื่อถูกตำรวจจับ ก็อ้างว่าไม้ของหลวงพ่อจะมาสร้างวัด เมื่ออ้างบ่อย ๆ ตำรวจก็สงสัย มาถามหลวงพ่อ หลวงพ่อก็เลยให้ตำรวจตรวจดูทั่วบริเวณวัดเองด้วยตาว่ามีไม้สักท่อนหรือไม่ และอาคารของท่านที่สร้างขึ้นมาใหม่ ก็เกือบไม่มีไม้เลยนอกจากประตูอย่างเดียว นอกนั้นเป็นเหล็กเป็นปูนทั้งสิ้น (พวกเราก็รู้เห็นอยู่แล้วว่า วัดของหลวงพ่อนี้จุดไฟเกือบจะไม่ติดเพราะมีแต่ปูนกับเหล็ก) มันทำกันขนาดนี้ หลวงพ่อท่านเลยบอกตำรวจว่า ต่อไปใครอ้างชื่อฉันก็ให้กักรถไม้นั้นไว้ทุกคัน แล้วฉันจะไปดูเอง ตั้งแต่นั้นมันก็เลิกใช้วิธีอุบาทว์แบบนั้นอีก แต่มาใช้วิธีรุนแรงยิ่งกว่านั้น

         ๑๓. หลวงพ่อถูกกล่าวหาว่าสะสมอาวุธสงครามไว้ในวัดมากมาย สมัยนั้นผู้การสันติบาล ชื่อ พล.ต.ต.อารีย์ฯ ท่านรับใบร้องเรียนกล่าวหาเรื่องของหลวงพ่อของเรานี้มากมาย แต่ท่านไม่เชื่อ เพราะท่านรู้จักหลวงพ่อดี ท่านรวบรวมไว้ได้เป็นแฟ้มหนึ่งต่างหาก แต่ก็เก็บเรื่องนี้ไว้เฉย ๆ เพราะท่านไม่ยอมโง่ตามคนอื่นที่เป็นแนวร่วมให้ผกค.โดยไม่รู้ตัว (ถือมงคลตื่นข่าว พอได้ข่าวยังไม่รู้ว่าจริงหรือเท็จ ไม่ได้ใช้ปัญญาสักนิดก็พูดต่อโวยต่อไปอย่างคนขาดสติ) พวกผกค.รู้ดีในเรื่องจิตวิทยาข้อนี้ว่า ในโลกนี้มีคนโง่มากกว่าคนฉลาด จึงปล่อยข่าวอันไม่เป็นมงคลออกมาเสมอ ๆ คือคำนินทา (โลกธรรม) และใบปลิวทำให้เป็นข่าวเดือดร้อนไปทั่วประเทศ ไม่เว้นแม้แต่องค์ พระประมุขของชาติ ซึ่งก็ตรงกับคำตรัสของพระพุทธองค์ที่ว่า “ไม่มีใครในโลกที่จะเว้นจากการถูกนินทา” ผู้การอารีย์ฯ หลังจากที่ท่านอายุครบ ๖๐ ปี ท่านก็ออกจากราชการ ผู้บังคับการสันติบาลคนใหม่ก็รับหน้าที่แทน แต่ผู้การในสมัยนั้นท่านเปลี่ยนกันเกือบทุกปี ตามการเปลี่ยนแปลงของรัฐบาลซึ่งมีอายุไม่นาน (กลายเป็นการเมืองไป) ผมจึงจำไม่ได้ว่าท่านชื่ออะไรกันบ้าง แต่ก็มีผู้บังคับการท่านหนึ่งซึ่งกลายเป็นแนวร่วมหรือถูกบังคับโดยคำสั่งจากเบื้องบนก็ไม่ทราบได้ ท่านก็มาตรวจอาวุธสงครามที่วัดท่าซุง (ผมอาจจะจำพลาดก็ได้ เพราะไม่ได้เห็นด้วยตาตนเอง) แต่ผู้ที่เล่าให้ผมฟังนั้น เชื่อได้ ๑๐๐% เพราะขณะที่เล่านั้นท่านกำลังบวชเป็นพระอยู่ที่วัดท่าซุงนี้ด้วย ท่านผู้นั้นก็คือ พล.ต.อ.สงวน จิตตาลาน (ขณะที่บวชท่านมียศ พล.ต.ท. มีตำแหน่งเป็นอดีตผู้ช่วยอ.ต.ร. (อธิบดีตำรวจ) และได้รับพระราชทานยศเป็นพล.ต.อ. เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๔ นี้เอง เพราะท่านสร้างคุณงามความดีให้กรมตำรวจตลอดมาจนถึงปัจจุบัน) ส่วนตัวผมนับถือท่านเหมือนพี่ชายของผมตลอดมา ท่านเล่าให้ผมฟัง ๒ คนในตอนนั้น มีความย่อ ๆ ว่า วันหนึ่งมีตำรวจแต่งตัวติดยศพล.ต.ต.พร้อมคณะได้เข้ามาในวัด เพื่อขอตรวจค้นอาวุธสงครามในวัด หลังจากพวกเขาค้นแล้วไม่พบก็มาพบพระสงวน จิตตาลาน เข้าโดยบังเอิญ ก็เข้ามากราบเพราะเป็นลูกน้องเก่าของท่าน พอท่านรู้เรื่องว่าพวกนี้มาทำไม ท่านก็ขึ้นธรรมาสน์ให้พรพวกนั้นเสียยาวเหยียด (พรของท่านมีว่าอะไรบ้าง ผู้อ่านคิดเอาเองก็แล้วกัน)

         หลังจากนั้นอีกคงจะปีหรือ ๒ ปี ผมยังรับราชการอยู่ มีตำรวจมาเชิญผมไปพบผู้ช่วย อ.ตร.มียศ พล.ต.ท. เพราะขณะนั้นผู้ที่มียศพล.ต.อ. มีคนเดียว คือ อ.ตร. ผมลงไปพบ พอเห็นหน้าก็ดีใจ เพราะไม่ใช่ใครอื่นคนไข้ของผมเอง ตั้งแต่ท่านมียศ พ.ต.ต. (ผมตอนนั้นก็มียศ พ.ต.ต.) ปัจจุบันท่านมียศ พล.ต.ท. (ผมก็มียศ พล.ต.ท. แต่ท่านเป็นนายผม) มาหาผมถึงวัด จึงดีใจที่เป็นทั้งนาย ทั้ง เพื่อน ทั้งเป็นคนไข้เก่ามาเยี่ยมถึงวัด จะไม่ให้ดีใจได้อย่างไร แต่พอเข้าไปใกล้ ๆ ตัวท่าน จับไม้จับมือกัน ผมก็สะอึกเพราะได้กลิ่นสุราจากลมหายใจของท่านอบอวลไปหมด จึงดึงตัวท่านให้ห่างองค์หลวงพ่อพอประมาณ เพราะเกรงว่ากลิ่นสุราจะไปเข้าจมูกของหลวงพ่อท่าน เมื่อเห็นท่านยังรักษากิริยาและวาจา ในขณะที่พูดกับหลวงพ่อด้วยความเคารพ ผมก็เบาใจ สรุปความว่าท่านบังเอิญมาตรวจราชการแถบนี้ เลยแวะมากราบหลวงพ่อ เมื่อหลวงพ่อขึ้นสู่ที่พักแล้ว ผมก็ดึงตัวท่านมาพูดกัน ๒ คนว่า นี่คงจะมาค้นอาวุธสงครามในวัดใช่ไหม ทีแรกท่านปฏิเสธต่อเมื่อผมเค้นจะเอาความจริงให้ได้ ท่านก็รับว่า มีคนร้องเรียนไปจริง ท่านไม่เชื่อ บังเอิญเป็นทางผ่านที่จะไปตรวจราชการ จึงแวะมาดูด้วยตาตนเองจะได้รายงานผู้ใหญ่ได้ถูกต้อง เห็นไหมครับว่าลัทธิอุบาทว์นั้นลงมันกัดใครแล้ว มันไม่ยอมปล่อยง่าย ๆ ดังอุดมการณ์ของมันที่ว่า มึงมากูมุด มึงหยุดกูแหย่ มึงแย่กูตี มึงหนีกูตาม หลวงพ่อจึงเอาวิธีของมันนี่แหละมาสอนศิษย์ของท่านในการตัดกิเลส ฆ่ากิเลสซึ่งอยู่ในใจของเรา หากใครทำได้ รับรองว่ากิเลสจะซ่อนอยู่ที่ไหนก็พังหมด แต่ท่านดัดแปลงกลยุทธ์ให้ดียิ่งขึ้น มีความว่า การตัดกิเลสโดยเฉพาะราคะ จะต้องมุดไว้ก่อนตั้งแต่มันยังไม่มา เพราะเวลามันมาจริง ๆ ส่วนใหญ่จะมุดไม่ทัน ใครที่ยังไม่ค่อยชำนาญในการใช้อาวุธฆ่ากิเลสหรือกรรมฐานแก้จริต (หก) ด้วยแล้ว มีหวังพังหรือแพ้กิเลสในพริบตา เช่น เห็นผู้หญิงรูปร่างดี, หน้าตาดี, แต่งตัวดี หรือยังนุ่งห่มแบบล่อไอ้เข้ด้วย (นุ่มห่มแบบประหยัดผ้า) พอตาเห็นรูป ใจมันก็วิ่งไปตามรูปเสีย แล้ว เรียกว่ามุดไม่ทัน ท่านจึงไม่ให้ประมาท กิเลสต้องมุดไว้ในอสุภะกับกายคตานุสสติ ก่อนมึงจะมา เป็นต้น

         ๑๔. พวกอุบาทว์กัดไม่ปล่อย ส่งคนมาบวชพระใหม่อีกหนึ่งองค์ ขอเล่าย่อ ๆว่า พระองค์นี้พยายามทำความดีทุกอย่างเพื่อให้พระในวัดตายใจ และได้เข้าอยู่ใกล้หลวงพ่อชนิดได้อยู่เวรเฝ้าหลวงพ่อ เข้าห้องหลวงพ่อได้ แต่ผมก็มั่นใจว่าหลวงพ่อท่านรู้ แต่ใจท่านมีแต่เมตตาผู้อื่น และหมดอกุศลทั้งปวงแล้ว หวังสงเคราะห์ผู้อื่นให้ได้ดี รายนี้กะที่จะใช้อาวุธร้ายทำร้ายหลวงพ่อ ถ้ามีโอกาส แต่ก็ทำไม่สำเร็จ ความลับไม่มีในโลก วันหนึ่งก็ต้องพลาด เมื่อพลาดทำไม่สำเร็จ จะสึกไปก็คงถูกนายเก็บ จึงตัดสินใจยิงตัวตายที่บ้านของตัวเองก่อนจะตาย เขาได้เข้ามาขอขมาหลวงพ่อ และหลวงพ่อก็ยกโทษให้กับเขา (ส่วนคำสอนที่หลวงพ่อสอนเขานั้น ผมไม่ได้ถามท่าน)

         ๑๕. นอกจากนั้นก็ยังใช้ไสยศาสตร์ปองร้ายท่าน ด้วยวิธีการต่าง ๆ นานา แต่ก็ไม่มีผล ขอให้ผู้อ่านติดตามเรื่องในอดีต ซึ่งหลวงพ่อท่านเล่าไว้ด้วยองค์ของท่านเองก็แล้วกัน ผมขอยกตัวอย่างเพียงเรื่องเดียว ซึ่งผมเห็นกับตา คือ ตอนเย็นวันศุกร์ หลวงพ่อท่านทำพิธีบวงสรวงตามปกติของท่านที่หน้าโบสถ์ เพราะวันรุ่งขึ้นเป็นวันเสาร์ ขึ้น ๕ ค่ำ ซึ่งจะมีพิธีเป่ายันต์เกราะเพชรครั้งที่เท่าใดจำไม่ได้ ผมเป็นผู้จุดเทียน-ธูปในการทำพิธีครั้งนั้น เมื่อหลวงพ่อบวงสรวงอยู่ ยังไม่เสร็จ ก็มีตะปูขนาด ๔ นิ้ว มีสนิม ส่วนใหญ่งอ ตกลงมาบริเวณพิธีจำนวนมาก ที่ตกใกล้โต๊ะวางเครื่องบวงสรวง ๓-๔ ตัว และมีหนึ่งตัวตกใกล้ ๆ เท้าของหลวงพ่อท่าน เมื่อเสร็จพิธีเก็บรวบรวมได้เกือบครึ่งขันใหญ่ ๆ และผมทราบว่าทุกครั้งที่หลวงพ่อท่านทำพิธี ก็มีเรื่องทำนองนี้เสมอเป็นปกติธรรมดา

         ผมคิดว่าที่ยกตัวอย่าง พร้อมทั้งเหตุผลในอดีตจนมาถึงปัจจุบันเพียง ๑๕ ตัวอย่าง ก็น่าจะเพียงพอแล้วสำหรับผู้ที่สงสัย (เพราะยังไม่ทราบต้นเหตุ ก็ย่อมต้องสงสัยเป็นธรรมดา) แต่ยังมีเหตุผลในปัจจุบันที่สำคัญมากก็คือ จิตใจของคนในปัจจุบันเสื่อมลงมาก เราจะพบข่าวในหนังสือพิมพ์เสมอว่ามีคนร้ายเข้าปล้นวัดแล้วทำร้ายหรือฆ่าพระอยู่เป็นปกติ แม้ในต่างประเทศที่เขาลือว่าเจริญแล้ว มันก็ยังฆ่าเสียหมดทั้งวัด ผู้ที่รู้ธรรมเห็นธรรมแล้วท่านย่อมไม่ประมาทในธรรม เพราะคำสอนของพระพุทธองค์ ๘๔,๐๐๐ บท ท่านทรงย่อแล้วเหลือประโยคเดียว คือ “ จงอย่าประมาท ” ภัยมีได้จากคนภายนอกทั้งในอดีตจนถึงปัจจุบัน ยิ่งมีคนมาวัดมากเท่าใด คนก็มาทำบุญกันมากเท่านั้น บริเวณของวัดก็ใหญ่ขึ้น ๆ ตามแรงศรัทธาของนักบุญ ภัยอันตรายย่อมมีมากขึ้นตามตัว คนโง่เท่านั้นที่คิดได้เมื่อสายเสียแล้ว (วัวหายล้อมคอก) แต่คนฉลาดเขาไม่ประมาท พระพุทธองค์จึงต้องป้องกันไว้ก่อน เช่น คนชั่ว (โจร) อาจมาปล้นวัด ปล้นพุทธบริษัทที่มาทำบุญ, คนค้างอยู่ในวัดมีจำนวนมาก, พระก็มาก บริเวณวัดก็กว้าง ยิ่งเวลามีงานวัด คนไม่ได้มาเป็นพันเป็นหมื่น แต่มาเป็นแสน ๆ คน และเป็นธรรมดา มีคนดีอยู่ที่ไหนย่อมมีคนชั่วอยู่ที่นั่น พวกขโมยของวัด ขโมยเงินวัด ก็มีอยู่เป็นปกติ ที่จับได้ก็มากแต่ไม่ได้โวยวายเท่านั้นเอง และที่ผมเห็นว่าจำเป็นมาก ๆ ที่ต้องมีตำรวจ-ทหารอยู่กับท่านก็คือท่านก็แก่มากแล้ว อายุก็ใกล้ ๘๐ ปีเต็มที และสังขารของท่านก็ร่วงโรยไปทุกที เพราะท่านเกือบจะไม่มีเวลาพักผ่อนเป็นส่วนองค์ท่าน (สิ่งใดใช้มันมากแต่ได้พักน้อย มันก็ย่อมเสื่อมเร็วเป็นธรรมดา) พวกพุทธบริษัทก็ย่อมต้องคอยประคับประคองท่านให้อยู่ไปได้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ ตำรวจ-ทหารทุกคนล้วนเป็นคนหนุ่มและมีศรัทธาต่อองค์หลวงพ่อมาก จึงเป็นผู้ช่วย ทั้งป้องกัน ทั้งเป็นพยาบาล ทั้งเป็นผู้คอยประคองขันธ์ ๕ ของท่านไม่ให้ล้มตลอดเวลา ช่วยผ่อนคลายให้หลวงพ่อท่านได้พักบ้างในโอกาสอันสมควร เพราะพระทุกองค์ที่บวชอยู่ในวัดนี้ ท่านต่างก็มีหน้าที่ของท่านเต็มมืออยู่แล้วเป็นปกติของท่าน ยิ่งเวลามีงาน ท่านช่วยกันทำงานชนิดลืมความตาย เพราะท่านเป็นโรคไม่อยากเกิดอีก จึงขอทำงานชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย เพื่อที่จะไม่ต้องกลับมาทำงานแบบนี้อีกเกือบทุกองค์


กลับหน้าหลัก


ไปเล่มที่
ไปเล่มที่