พระธรรมที่ทรงตรัสสอนไว้ในเดือน

เมษายน ๒๕๔๗




          สมเด็จองค์ปฐมทรงตรัสสอนไว้ มีความสำคัญดังนี้

          ๑. ให้ยอมรับนับถือกฎของกรรมโดยไม่ดิ้นรน-ไม่เดือดร้อน ร่างกายส่วนใดไม่ดี ก็เป็นของธรรมดา เพราะอายุของร่างกายมากขึ้น ทุกส่วนของร่างกายย่อมเสื่อมคุณภาพลงไปตามวัย ผมก็หงอก ตาก็มองอะไรไม่ค่อยชัด หูก็หนักขึ้น(ตึง) เป็นต้น ให้ยอมรับกฎธรรมดาของร่างกาย เราคือจิตที่มาอาศัยร่างกายอยู่ชั่วคราว มีหน้าที่ดูแลรักษา โรคใดรักษาได้ก็รักษาไปตามหน้าที่ ให้ทำใจให้สงบ นี่เป็นกฎของธรรมดาอะไรจักเกิด ก็ให้จิตยอมรับในกฎของธรรมดานั้นๆ

          ๒. จงจำไว้กาย-เวทนาห้ามฝืน ลงธรรมดาให้หมดด้วยปัญญา เพราะมันไม่เที่ยง ยิ่งฝืนก็ยิ่งทุกข์ ห้ามมีอารมณ์ปรุงแต่งเด็ดขาด

          ๓. อายตนะ ๑๒ กระทบกันอยู่เป็นธรรมดา อายตนะภายนอก ๖ คือ รูป-เสียง-กลิ่น-รส-สัมผัสและธรรมารมณ์ อายตนะภายใน ๖ คือ ตา-หู-จมูก-ลิ้น-กายและใจ มันกระทบกันอยู่เป็นธรรมดา ถ้าจิตปรุงแต่ง หรือไหวตามมัน จิตก็เลวเมื่อนั้น (สอบตก) เราคือจิตจึงมีข้อสอบให้ทำตลอดเวลา หากเราไม่สำรวม-ระวังอายตนะสัมผัส หรือมีอินทรีย์สังวรแล้ว ก็สอบตกทุกครั้งไป

          ๔. ผู้มีปัญญาย่อมรักษาจิตให้อยู่แต่วิหารธรรม ตัวธรรมแท้ๆ ต้องไม่มีอารมณ์ปรุงแต่ง ซึ่งเป็นอุปาทานของจิต ทำให้จิตฟุ้งซ่าน อายตนะสัมผัสใดๆ มากระทบ จะแยกได้ว่าอะไรเป็นสาระ อะไรไร้สาระ

          ๕. ธรรมดาของจิตต้องคิด ห้ามคิดไม่ได้ การปฎิบัติจึงต้องเจริญสติให้ต่อเนื่องด้วยอานาปา ฝืนจิตให้มันคิดดีเข้าไว้ ไม่ให้ขัดต่อศีล-สมาธิ-ปัญญา อาทิ เช่น คิดตาม-ไม่ฝืนกรรมบถ ๑๐ -อนุสติ ๑๐ -บารมี ๑๐ - สังโยชน์ ๑๐ - จรณะ ๑๕ และกรรมฐาน ๔๐ เป็นต้น

          ๖. กรรม หรือหนทางที่นำไปสู่พระนิพพานต้องรู้ ถ้าไม่รู้ก็ไปไม่ถึง คือ อัพยากฤตธรรม ซึ่งไม่มีอารมณ์ปรุงแต่ง จึงไม่มีอุปาทาน พระพุทธองค์จึงให้เราเพียรทำจิตให้ว่าง หรือบริสุทธิ์จากกิเลส-ตัณหา-อุปาทาน และอกุศลกรรมชั่วคราว ให้ได้อย่างน้อยวันละ ๑-๒ นาที ในช่วงเวลานั้นทรงตรัสว่าเป็นอัพยากฤตธรรม เพียรทำให้เกิดบ่อยๆ จิตจักชินเป็นฌานได้ในที่สุด หากกายเกิดตายในขณะนั้น จิตเราก็เข้าสู่พระนิพพานได้ เป็นอารมณ์ขณิกอรหันต์ เป็นอรหันต์ชั่วคราว หรืออัพยากฤตธรรมนั่นเอง

          ๗. จงอย่าลืมว่า ความดีใดๆ ในพุทธศาสนา หากตั้งมั่นไว้กับศีลอันบริสุทธิ์แล้ว (อธิศีล) ความดีนั้นจะทรงตัว คำว่าเสื่อมจะไม่มี พระโสดาบันท่านมีอธิศีล คือศีล ๕ ข้อของท่านบริสุทธิ์อยู่เป็นปกติ-ไม่เสื่อม เป็นสีลานุสติความดีของท่านจึงไม่เสื่อม ผู้ใดเป็นพระโสดาบันจึงไม่เสื่อม พ้นอบายภูมิ ๔ คือ พ้นนรก-เปรต-อสุรกายและสัตว์เดรัจฉาน อย่างถาวรตลอดกาล

          ๘. จงรับรู้เอาไว้ในเรื่องต่างๆ แต่ก็จงอย่ากังวล เห็นทุกอย่างเป็นเรื่องของโลก ซึ่งมีอันแต่จักฉิบหายไปในที่สุด โลกนี้ทั้งโลกไม่มีอะไรเหลือ จงอย่าเอาความกังวลไปเป็นจิตที่ผูกพันกับโลก ให้ปล่อยวางลงไปเสีย ยุคสมัยทั้งหมดย่อมเป็นที่ลิขิตมาแล้วโดยกฎของกรรม จงยอมรับนับถือในกฎของกรรม

          ๙. ทำกำลังใจให้เยือกเย็น มีอะไรก็ค่อยๆ แก้ไขกันไป ไม่ว่าทางด้านจิตใจ หรือความป่วยไข้ไม่สบายของร่างกาย กำลังใจเท่านั้นเป็นสิ่งสำคัญ จักต้องดูแลสิ่งนี้ ร่างกายรักษาได้เท่าที่จักทำได้ แต่ในที่สุดร่างกายก็ไม่มีอะไรเหลือ ผิดกับจิตใจซึ่งอยู่กับเราไปตลอดกาล ตลอดสมัยไม่ว่าจักไปจุติอยู่กับภพใดๆ ก็เอาจิตใจนี้ไปตลอด การจักไปพระนิพพาน ให้พ้นเสียจากการเวียนว่ายตายเกิด ก็อาศัยจิตใจนี่แหละ รักษากำลังใจไว้ให้ดี บารมี ๑๐ จึงทิ้งไม่ได้ตลอดชีวิต

          ๑๐. กำลังใจต้องใคร่ครวญเสียก่อน อย่าตั้งกำลังใจผิด ให้ตั้งกำลังใจให้ถูก ความเข้มแข็งของจิต จึงจักเป็นแนวทางปฏิบัติที่ถูกต้องต่อไป และจำเป็นที่จักต้องพิจารณา เรื่องการทรงกำลังใจเอาไว้เสมอ หมั่นแก้ไขอุปสรรคว่า อะไรอารมณ์ไหนเป็นเหตุ ให้การดำเนินจิตไปในธรรมปฏิบัติ แล้วเกิดปัญหาของการปฎิบัติไม่คล่องตัว หมั่นสังเกตเอาไว้ให้ดีๆ แล้วจักแก้ไขได้

          ๑๑. ทำกำลังใจให้ดีๆ อะไรมันจักเกิด มันก็ต้องเกิด อย่าไปหวั่นไหวกับคนชั่ว เวลานี้โลกร้อนก็เพราะคนชั่วเรืองอำนาจครองเมือง ก็เพราะวาระกฎของกรรม มันทำให้เป็นอย่างนี้ จงยอมรับรับถือในกฎของกรรม กฎของกรรมนั้นเลี่ยงไม่พ้น แต่คุณของพระรัตนตรัยผ่อนหนักให้เป็นเบาได้

          ๑๒. จงพูดในสิ่งที่ควรพูด และไม่พูดในสิ่งที่ไม่ควรพูด แม้จักเป็นเจตนาดี ที่จักพูดในสิ่งที่เป็นจริงก็ตาม ทำกำลังใจไว้ให้ดี จงปล่อยให้กาลเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ความเป็นจริงเสียยังดีกว่า คิดเอาไว้เสมอว่า มันไม่ใช่ธุระอะไรของเรา

          ๑๓. ให้พยายามสำรวจจิตของตนเองเอาไว้ อย่าให้เศร้าหมอง โดยเฉพาะเรื่องสุขภาพร่างกาย ให้ยอมรับความเป็นจริงว่า มันก็เสื่อมเป็นปกติธรรมของมันอยู่อย่างนั้นเอง ไม่มีใครจักไปขวางมันได้ จงพยายามรักษาใจให้มาก เรื่องอื่นๆ พยายามทิ้งออกจากจิตให้มากๆ

          ๑๔. ธรรมะมีแต่ปัจจุบัน รักษาอารมณ์ปัจจุบันให้ดีๆ สุข-ทุกข์พ้นได้ที่ตรงนี้ หากอยู่แต่ในปัจจุบัน อดีต-อนาคต ก็เกิดขึ้นไม่ได้ วันหนึ่งๆ จึงไม่มีใครมาทำร้ายเรา ได้มากเท่ากับอารมณ์จิตของเรา ทำร้ายจิตเราเอง หรือศัตรูที่แท้จริงของเราก็คือ อารมณ์จิตของเรา ทำร้ายจิตเราเอง

          ๑๕. จงหาความสงบในจิต แทนการหาความสงบในสภาวะรอบกาย หรือจงหาแต่ความสงบภายใน อย่าไปหาความสงบภายนอก หากจิตเราไม่สงบ จะไปอยู่ที่ไหนมันก็ไม่สงบ เพราะความชุลมุนวุ่นวาย ย่อมเป็นปกติธรรมของชาวโลก กำลังใจที่ตั้งมั่นจึงเป็นสิ่งสำคัญในการปฏิบัติ

          ๑๖. ให้เรียนรู้เข้าไว้ ร่างกายนี้ย่อมเป็นรังของโรคเป็นธรรมดาและมีความตายเป็นของธรรมดา ไม่มีอะไรมาเปลี่ยนแปลงกฎของธรรมดานี้ไปได้ อุปสรรคของการปฎิบัติธรรมคือกิเลสมาร (ทุกข์ของใจ) กับขันธมาร (ทุกข์ของกาย) จงใช้มารทั้ง ๒ เป็นเครื่องทดสอบอารมณ์ของจิตได้อย่างดี ทุกข์กายเห็นยาก เพราะจิตชินอยู่กับมัน ส่วนใหญ่ยังคิดว่ากายกับเวทนานี้เป็นเรา-เป็นของเรา ทั้งๆ ที่รู้ๆ ก็ยังอดเผลอไม่ได้ การปฏิบัติจึงมิใช่ของง่าย หากขาดวิริยะบารมีก็ยังเอาดีไม่ได้เป็นธรรมดา

          ๑๗. การฝืนทุกขเวทนาของกาย มีสภาพเหมือนกับจะพยายามต้อนช้างให้ลงรูปู ซึ่งเป็นไปไม่ได้ ทุกข์กายนี้จักต้องเห็นเอง จึงจักเป็นของจริง ผู้มีปัญญาจะเห็นทุกข์กายเป็นของธรรมดา ผู้ขาดปัญญาไม่เห็นทุกข์ของกายว่าธรรมดาของมันก็เป็นอยู่อย่างนั้นเอง หรือเห็นทุกข์แล้วเกาะ-ติด-ยึด เลยยิ่งทุกข์เพิ่มขึ้นตามส่วน

          ๑๘. มองให้ลึกๆ สุขจริงๆ ในโลกไม่มีหรอก มีแต่ทุกข์ล้วนๆ มากหรือน้อยเท่านั้น ทุกข์กายหรือทุกขสัจ เห็นยาก เพราะหากไม่กำหนดก็ไม่รู้ว่าเป็นทุกข์ เพราะจิตชินอยู่กับกาย

          ๑๙. การรู้ธรรม-หรือเข้าใจในธรรม ยังไม่ใช่ของจริง ของจริงอยู่ที่ผล คือต้องให้เกิดผลจริง ตามที่ตนรู้ด้วยตนเอง จึงจักเป็นของแท้ คนอื่นจักมาบอกให้เรารู้สัก ๑๐๐ ครั้ง ๑,๐๐๐ ครั้ง ก็สู้เรารู้ด้วยตนเองครั้งเดียวไม่ได้

          ๒๐. ร่างกายก็คือร่างกาย จิตใจก็คือจิตใจ พยายามให้เห็นปกติธรรมของร่างกาย และจิตใจให้มาก แล้วจึงจักปล่อยวางได้ (ดังนั้นมหาสติปัฏฐาน ๔ ซึ่งประกอบด้วย กาย-เวทนา-จิต(อารมณ์ของจิต)-ธรรม ซึ่งตัวเราคือจิต หรือผู้รู้จะต้องรู้ธรรมทั้ง ๔ นี้อยู่ตลอดเวลาอย่างต่อเนื่องว่า มันไม่เที่ยง เกิด-ดับๆ อยู่ตลอดเวลา เป็นสันตติธรรมภายนอกคือ กายกับเวทนา และเป็นสันตติภายใน อารมณ์ของจิต และธรรมะที่จิตรับรู้ก็เกิด-ดับๆ อยู่ตลอดเวลาเช่นกัน การปฏิบัติยากตรงที่จะต้องรู้อยู่ตลอดเวลาอย่างต่อเนื่องนี่แหละ)

          ๒๑. ตนเองยังทำไม่ได้-ยังปฏิบัติไม่ถึง ก็จงอย่าเที่ยวไปสอนใคร แต่หากจำเป็นก็จงอย่าลืมอ้างตถาคต อ้างพระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ว่าอย่างไรเป็นหลักฐาน การจักพูดเรื่องพระนิพพานกับคนธรรมดานั้น หากไม่จำเป็นก็ไม่ควรพูด เพราะผู้ที่หมดสงสัยเรื่องพระนิพพาน จะต้องเป็นพระอริยเจ้าตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไปเท่านั้น พรหมวิหาร ๔ มี ๔ ตัว จงใช้ให้ครบ อย่าใช้แต่เมตตาอย่างเดียว อุเบกขาเสียบ้างก็จะดี - ไม่เหนื่อย - ไม่กังวลก็ไม่เป็นทุกข์ เพิ่มทุกข์ให้กับตนเองโดยไม่จำเป็น

          ๒๒. คนจะไปพระนิพพาน ต้องหมั่นโทษตัวเอง โดยใช้อัตนาโจทยัตตานัง กล่าวโทษ-โจษจิตของตนเองอยู่เสมอ หาแต่ตัวโง่ ให้คอยแก้ไขความโง่ที่ตนเองอยู่เสมอ ให้ความโง่ไปให้หมดจากจิต เผลอบ้าง - ผิดบ้างก็ให้เห็นเป็นธรรมดาของผู้ปฏิบัติในระดับจิตในจิต ธรรมในธรรม จิตเจริญระดับไหน ก็รู้ธรรมได้ในระดับนั้นเป็นธรรมดา

          ๒๓. ให้เคารพในกฎของกรรม จงเห็นธรรมดาให้มากๆ อย่าสนใจในจริยาของผู้อื่น การปฏิบัติธรรมให้ได้ผล ต้องหมั่นตรวจสอบอารมณ์ และหมั่นแก้ไขอารมณ์อยู่เสมอ กรรมใดถ้าไม่เคยกระทำมา จักไม่เจอกรรมนั้นแน่นอน

          ๒๔. พยายามอย่าปรุงแต่งธรรม ให้ยอมรับนับถือกฎของกรรมให้มากๆ หากทำได้ก็จะเห็นตัวธรรมดา เห็นทุกอย่างตามความเป็นจริง จากผลของอธิศีล - อธิจิตและอธิปัญญาตามลำดับ สามารถอธิบายกฎของกรรมจากศีลทั้ง ๕ ข้อได้อย่างไม่ยาก

          ๒๕. พึงหลีกเลี่ยงการทรมานกายให้มาก อย่ารักงานมากกว่ารักจิต ให้รู้จักประมาณตนในการทำงานด้วย และจงอย่าลืมว่า จิตเราไม่เคยแก่ จิตเราไม่เคยตาย จิตเราเป็นอมตะ แต่ร่างกายที่จิตเราอาศัยอยู่ มันต้องแก่-ต้องป่วย-ต้องตายเป็นธรรมดา ธรรมจุดนี้อ่านดู-ฟังดูแล้วเหมือนปฏิบัติได้ง่ายๆ แต่จริงๆ แล้วยากแสนยากที่จะไม่ให้เผลอ คือตึงไป-เครียดไป หรือหย่อนไป-ขี้เกียจเกินไปอยู่เสมอ

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่