พระธรรมที่ทรงตรัสสอนไว้ในเดือน

เมษายน ๒๕๔๖




          สมเด็จองค์ปฐมทรงตรัสสอนไว้ มีความสำคัญดังนี้

          ๑. ทุกข์กายห้ามฝืน เพราะร่างกายนี้มันไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เราคือจิตที่มาอาศัยกายนี้อยู่ชั่วคราว เมื่อร่างกายป่วยมีอาการอ่อนเพลีย ก็จงอย่าฝืนเอากายไปทำงาน หากจำเป็นต้องทำ ก็ให้ทำแต่พอควร-พอดี-พอเหมาะ เพราะจักทำให้ร่างกายมีทุกข์มากขึ้น

          ๒. ความหิวเป็นโรคอย่างยิ่ง หิวเป็นทุกข์ของกายฝืนไม่ได้ เป็นโรคหิวซึ่งมีกับทุกคนที่มีร่างกาย เป็นปกติธรรมซึ่งผู้ปฏิบัติธรรมจะต้องศึกษา และเข้าใจให้ลึกซึ้ง เพราะเป็นอริยสัจ ๔ ข้อที่ ๑ คือทุกขสัจมีรายละเอียดอยู่มาก ขอเขียนไว้สั้นๆ แค่นี้

          ๓. จงอย่ายินดี-ยินร้ายกับสงครามภายนอก ให้เห็นตามความเป็นจริงว่า นี่เป็นกฎของกรรมอันที่ชาวโลกจักต้องประสบกับภัยพิบัติ ให้ใช้ปัญญาพิจารณา แล้วยอมรับทุกอย่างในโลกนี้ล้วนไม่เที่ยง ที่สุดแล้วก็ไม่มีอะไรเหลือ เป็นอนัตตาหมด จงเห็นทุกข์ให้มาก เพราะหากเราไม่เห็นทุกข์ได้ตามความเป็นจริงแล้ว ก็ไม่มีทางที่จะพ้นทุกข์ได้ จงมีอารมณ์สงบเยือกเย็น และตัดตรงเพื่อพระนิพพานไว้เสมอ จงอย่าประมาทในชีวิต

          ๔. ให้เห็นธรรมดาให้หมด อย่าคิดว่ามีอะไรผิดธรรมดา ถ้ารักษาอารมณ์จิตไม่ให้ปรุงแต่งเสียอย่างเดียว ทุกอย่างไม่มีอะไรผิดธรรมดา ปัญหาค้างคาจิตก็ไม่มี จิตจักเห็นทุกอย่างตามความเป็นจริง

          ๕. ทำกำลังใจให้เรียบร้อย อย่าไปสนใจอะไรให้มากไปกว่ากำลังใจของตนเอง ทุกอย่างมีเกิด แล้วก็มีดับไปเป็นของธรรมดา จงอย่ากลัวตาย เราคือจิตไม่เคยตาย

          ๖. ให้เคารพในกฎของกรรม ร่างกายก็เท่านั้น คนก็เท่านั้น จงอย่าคิดอะไรมาก ให้เห็นทุกอย่างเป็นของธรรมดา อย่าคิดอะไรมาก จักกลายเป็นฟุ้งซ่านไป

          ๗. ไม่มีใครทำงานของโลกได้เสร็จสมบูรณ์ เพราะงานของโลกเป็นไตรลักษณ์ จงอย่ากังวลใจในเรื่องของงาน ทำงานไปตามหน้าที่ ทำได้แค่ไหนก็ให้พอใจแค่นั้น อย่าให้ขาดทุน ทำใจให้สบาย อย่าใจร้อน บุคคลผู้มีปัญญาเขาเอากายทำงานทางโลก แต่เอาจิตเกาะพระนิพพาน ด้วยความไม่ประมาทในความตาย

          ๘. อย่างกังวลในเรื่องที่ยังมาไม่ถึง (อย่าตีตนไปก่อนไข้) ทำใจให้ดีๆ ไม่ว่าอะไรจักเกิดขึ้น ก็ให้เห็นเป็นเรื่องธรรมดา

          ๙. อารมณ์เผลอเป็นของธรรมดา เพราะยังมิใช่พระอรหันต์ ดังนั้นที่คิดว่าตัวเองยังประมาทในชีวิตอีกมากนั้นเป็นของดี ให้พยายามจับผิดตนเอง และคอยแก้ไขตนเองอยู่เสมอด้วยอัตนา โจทยัตตานัง เพราะธรรมจุดนี้ย่อมไม่มีใครที่จักทำแทนกันได้ การตัดกิเลสย่อมเป็นเรื่องเฉพาะตนเองโดยแท้ จงพยายามทำต่อไป

          ๑๐. โทษของกรรมบถ ๑๐ หมวดวาจา ๔ ให้ใคร่ครวญก่อนแล้วจึงทำ มิฉะนั้นปัญหาลูกโซ่อาจเกิดขึ้น แล้วในที่สุดปัญหานั้นก็ย้อนกลับมาหาผู้พูดเอง แม้จักพูดออกไปโดยไม่เจตนาเรียกว่าไม่ตรึกตรองให้รอบคอบเสียก่อน ให้จำไว้เป็นบทเรียน

          ๑๑. ให้มีอินทรีย์สังวร หรือสำรวมอายตนะหก ทำใจให้สบายอย่าใจร้อนไปกับเหตุการณ์ภายนอก ตรวจสอบอายตนะสัมผัสเอาไว้เสมอๆ ว่า มีอะไรกระทบแล้วเป็นเหตุให้กิเลสอันใดเกิดขึ้นมา การที่จักไปพระนิพพานได้นั้น จักต้องคุมจิตให้เข้มแข็งเข้าไว้เสมอ อย่าให้จิตพลาดไปอนุโลมกิเลส แล้วจักหาความดีไม่ได้

          ๑๒. กาย-เวทนา-จิต (อารมณ์ของจิต) -ธรรม มิใช่เรา-มิใช่ของเรา ร่างกายที่เราอาศัยอยู่นี้ มันเกิด-ดับๆ อยู่เป็นสันตติธรรมภายนอก เวทนาของกายก็เกิด-ดับๆ ตามร่างกาย และอารมณ์ของจิตก็เกิด-ดับๆ อยู่เป็นสันตติธรรมภายใน ธรรมะที่จิตรับรู้ก็เกิด-ดับ ๆ ตามอารมณ์ของจิต และเป็นสมมติธรรมทั้งสิ้น ผู้ที่ไปรับรู้อาการของกาย-เวทนา-จิตและธรรมนั้น คือเราหรือจิตตัวจริง ดังนั้นเมื่อเอาร่างกายไปทำงาน กายประกอบด้วยธาตุ ๔ มีอาการ ๓๒ ไม่เที่ยง จึงอ่อนเพลียเป็นธรรมดา เมื่อทบทวนคำสอนเรื่องมหาสติปัฏฐานอยู่ ก็ทรงตรัสสอนว่า จิตจงอย่าเพลียตามกาย ให้สักเพียงแต่รู้ สักเพียงแต่ว่าอาศัยเท่านั้น จิตไม่ติด-ไม่เกาะกับเวทนาด้วย อย่างนี้เรียกว่าสังขารุเบกขาญาณ อารมณ์นี้จงพยายามฝึกฝนให้บ่อยๆ จนจิตมันชินเป็นอารมณ์ให้ได้

          ๑๓. หมดอารมณ์ปรุงแต่ง ก็คือ อัพยากฤตธรรมนั่นเอง เป็นอารมณ์ที่นำเข้าสู่พระนิพพาน ใครไม่รู้ก็เข้าพระนิพพานไม่ถูก ธรรมในพระพุทธศาสนามี ๓ ระดับคือ หยาบ-กลาง-ละเอียด รายละเอียดยังมีอยู่มาก แม้พระอริยเจ้าซึ่งมี ๔ ระดับ ระดับต้นคือพระโสดาบันก็แยกเป็น พระโสดาบันอย่างหยาบ ยังต้องเกิดอีก ๗ ชาติ จึงจะไปพระนิพพานได้ (ไม่เอากายไปทำชั่ว หรือผิดศีล ๓ ข้อแรกคือ ฆ่าสัตว์-ลักทรัพย์-ประพฤติผิดในกาม) พระโสดาบันอย่างกลางยังต้องเกิดอีก ๓ ชาติ จึงจะไปพระนิพพานได้ (กายไม่ทำชั่วด้วยตนเองแต่ปากหรือวาจาเผลอกล่าวให้ผู้อื่นกระทำผิดศีล) พระโสดาบันขั้นละเอียด ยังต้องเกิดอีก ๑ ชาติ (จิตยังเผลอยินดีด้วย เมื่อเห็นผู้อื่นกระทำผิดศีลแล้ว) เป็นต้น

          ๑๔. ศรัทธาเป็นอริยทรัพย์อันใหญ่ยิ่งในพุทธศาสนา ทุกคนที่เข้ามาในศาสนาของตถาคต ต่างก็เข้ามาด้วยศรัทธาก่อนทั้งสิ้น พระพุทธศาสนามีอายุยืนยาวอยู่ได้ด้วยอาศัยความศรัทธา พระพุทธองค์ซึ่งทรงเป็นพระสัพพัญญูแต่ผู้เดียวในโลกนี้ คือรู้ทุกอย่างในจริต-นิสัย และกรรมของบุคคลและสัตว์ และรู้วิธีสอนให้บุคคลเหล่านั้นพ้นทุกข์ได้ด้วยอุบายอันใด ได้อย่างไม่มีผิดพลาดด้วยเช่นกัน จัดเป็นพุทธวิสัย ซึ่งจะต้องเป็นพระพุทธเจ้าเสียก่อนจึงจะรู้ได้ เป็นอจินไตยซึ่งไม่สมควรจะตามรู้ ดังนั้นพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ทั้งหมด จึงเชื่อถือได้ เพราะเป็นความจริงทั้งสิ้น ไม่จริงก็ไม่ตรัส ตรัสย่างไรก็จริงตามนั้น ไม่เป็นอย่างอื่น และเป็นจริงตลอดไปเรียกว่า อริยสัจ ผมขอกล่าวไว้สั้นๆ แค่นี้

          ๑๕. การรักษาศรัทธาของคนเป็นสิ่งสำคัญ จงอย่าคิดรำคาญ อย่าเอาแต่ใจตนเอง จักเป็นการไม่สมควร และเสียผลประโยชน์แห่งตนด้วยในที่สุด พระพุทธศาสนาของเรามีอายุยืนยาวอยู่ได้ด้วยอาศัยความศรัทธา ทำอะไรให้ใคร่ครวญเข้าไว้ก่อน อย่าเพิ่งใจร้อนวู่วามไป (เพื่อนร่วมปฏิบัติร่วมกับผม ท่านเป็นคนใจร้อน หรือโทสะจริต และวิตกจริต)

          ๑๖. การปล่อยวางเป็นสุข การยึดเป็นทุกข์ โลกนี้ทั้งโลกในที่สุดแล้ว ไม่มีอะไรเหลือ โลกะหรือโลก พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้แปลว่า มีอันฉิบหายไปในที่สุด หรืออนัตตานั่นเอง ดังนั้นทุกสิ่ง-ทุกอย่างในโลกนี้จึงยึด-ถืออะไรไม่ได้เลยและไม่มีใครสามารถจะเอาสมบัติของโลกไปได้ สมบัติของโลกที่เรารักที่สุดก็คือ ร่างกายที่จิตเราอาศัยอยู่ชั่วคราว เราก็เอาไปไม่ได้ หากเรามีกำลังใจเต็ม วางอุปาทานขันธ์ ๕ หรือวางร่างกายนี้ได้อย่างเดียว สิ่งอื่นๆ ก็จะหลุดไปเอง คนฉลาด-มีปัญญาดี จึงตรัสสอนให้ตัดขันธ์ ๕ หรือร่างกายอย่างเดียวก็จบกิจในพระพุทธศาสนาได้

          ๑๗. การปล่อยวาง นั่นหมายถึงจิตไม่ต้องการอะไรในโลกนี้เลย งานการทุกอย่างทำตามหน้าที่ ตายแล้วเลิกกัน จิตไม่มีความผูกพันในการงานนั้นๆ อารมณ์นี้ยากหน่อย แต่ควรฝึกให้บ่อยๆ เพื่อความชินของจิตใจ และจงจำไว้ว่าทำได้มากก็ดี ทำได้น้อยก็ดี จงพอใจเท่านั้น อย่าให้จิตร้อน หรือเสียดายที่ทำไม่ได้ดี

          ๑๘. ทำทุกอย่างเพื่อพระนิพพานจุดเดียว เป็นอธิษฐานบารมีในบารมี ๑๐ หากต้องการจะไปพระนิพพานในชาตินี้ จะทำอะไรก็ต้องตั้งความหวังไว้จุดเดียวคือ ทำทุกอย่างเพื่อพระนิพพานจุดเดียว ตามแนวศีล-สมาธิ-ปัญญา หรือทาน-ศีล-ภาวนา จัดเป็นปฏิบัติบูชา

          ๑๙. ศีล ๕ จัดเป็นมหาทาน เพราะศีลเป็นแม่ของธรรม ศีลเป็นมารดาของพระพุทธศาสนา ศีลเป็นรากฐานของการปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนา การให้ศีลเป็นทานจึงชนะทานทั้งปวง การสร้างพระภายในให้เกิดขึ้น ความสำคัญอยู่ที่ศีล หากศีลทรงตัว คือเพียรรักษาศีล จนกระทั่งศีลรักษาจิตใจผู้นั้นไม่ให้กระทำผิดศีลอีก เรียกว่าศีลเข้าถึงใจ เป็นสีลานุสสติเป็นอธิศีล หรือเป็นพระโสดาบันนั่นเอง เป็นพระอริยะเบื้องต้นจิตเป็นพระ เป็นแล้วไม่เสื่อมมั่นคงถาวร มีแต่จะเจริญขึ้นตกต่ำไม่มี ก็เพราะความดีนั้นตั้งมั่นอยู่บนศีล ๕ ข้ออันบริสุทธิ์นั่นเอง

          ๒๐. บารมี ๑๐ ต้องพยายามให้เต็มอยู่เสมอ ทำกำลังใจให้ดีตรวจตราบารมี ๑๐ ให้ครบ ถ้าครบถ้วนทุกประการ จักทำกรรมฐานกองใดก็สำเร็จได้ทุกกอง ที่แล้วๆ มา เพราะทำกำลังใจไม่เต็มนั่นเอง ไม่ว่าใครทั้งหมดที่ปฏิบัติธรรมไม่มีผล ก็เพราะขาดบารมี ๑๐ การปฏิบัติไม่ใช่เอาแต่จำได้ จักต้องจำได้ให้ครบถ้วน และทำได้ครบถ้วนประจำใจอยู่ตลอดเวลาด้วย ถ้าหากหวังพระนิพพานในชาตินี้ จักต้องทำได้อย่างนี้ จึงจักไปพระนิพพานได้

          ๒๑. การลืมเป็นของธรรมดา แต่จงอย่าลืมพระนิพพาน ทำใจให้สงบ เรื่องการลืมเป็นธรรมดาของสัญญา ลืมอะไรก็ลืมไปแต่จงอย่าลืมความตั้งใจที่ตั้งไปพระนิพพานก็แล้วกัน

          ๒๒. ให้ยอมรับกฎของกรรม สุขภาพไม่ดี ร่างกายเจ็บป่วยก็จงอย่าฝืน เพราะทุกข์ของกายฝืนไม่ได้ ทำกำลังใจให้ตั้งมั่น จงต่อสู้กับโรคภัยไข้เจ็บ ด้วยการยอมรับนับถือกฎของธรรมดา จงคิดเอาไว้เสมอว่า ไม่มีใครหลีกเลี่ยงกฎของกรรมไปได้ ดังนั้นจึงพึงฝึกฝนจิตใจเอาไว้ เพราะทุกคนที่เกิดมาในไตรภพนี้ ล้วนแล้วแต่เป็นเผ่าพันธุ์ของกรรมทั้งสิ้น ไม่มีใครที่จักหนีกฎของกรรมไปได้ พึงฝึกจิตให้ยอมรับกฎของกรรม กำลังใจที่ยอมรับจักต้องแจ่มใส และมั่นคงไม่หวั่นไหวแม้แต่หนึ่งวินาที

          ๒๓. อริยสัจเป็นปัญญาสูงสุดในพุทธศาสนา กรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ หากเราไม่เคยสร้างกรรมเหล่านี้ไว้ก่อนในอดีต วิบากกรรมเหล่านี้ก็เกิดกับเราไม่ได้ ทำกำลังใจให้เต็ม พิจารณาว่าอะไรเป็นเหตุให้จิตฟุ้งซ่าน-วิตก-กังวล-เป็นทุกข์ มองอารมณ์ของจิตให้ชัด แล้วจึงจักแก้ไขจิตได้ และจงอย่าลืมว่า ธรรมของตถาคตจักต้องหยุดอารมณ์จิตของตนเองให้ได้ก่อน จึงจักเห็นการเคลื่อนไหวของกิเลสได้ตามความเป็นจริง

          ๒๔. ธรรมะมีพอ แต่กิเลสไม่มีพอ หมายความว่า พระธรรมมีเหตุ-มีผลอยู่ในตัว จึงมีพอ คือพอดี-พอเหมาะ-พอสม-พอควร-พอเพียง-เป็นทางสายกลาง ส่วนกิเลสไม่มีพอกิเลสหยุดไม่เป็น เพราะจิตตกอยู่ภายใต้อำนาจของตัณหาทั้งสาม หรือความทะยานอยาก หรืออยากจนเกินพอดี สิ่งที่ยังไม่มีก็อยากจะให้มีขึ้นมา พอมีสิ่งนั้นแล้ว ก็อยากจะให้มันทรงตัว ไม่เก่า-ไม่เสื่อม-ไม่บุบ-ไม่สลายตัว-ไม่หาย ซึ่งเป็นอารมณ์ฝืนกฎธรรมดาของโลก คือฝืนกฎไตรลักษณ์ ครั้นมันสลายตัวไป-เสื่อมไป อนัตตาไป ก็โวยวายจะให้มันกลับมาสู่สภาพเดิมอีก หรือกามตัณหา-ภวตัณหา และวิภวตัณหานั่นเอง

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่