พระธรรมที่ทรงตรัสสอนไว้ในเดือน

กุมภาพันธ์ ๒๕๔๕




          สมเด็จองค์ปฐมทรงตรัสสอนไว้ มีความสำคัญดังนี้

          (ในเดือนนี้ ทรงตรัสสอนต่อจากเดือนที่แล้ว เน้นกฎของไตรลักษณ์เที่ยงเสมอ ทั้งคน-สัตว์-วัตถุธาตุในโลก แม้แต่อายตนะสัมผัสต่าง ๆ ด้วย สิ่งที่เที่ยงที่สุดคือ ความไม่เที่ยงเป็นอริยสัจ จึงไม่ควรไปยุ่งกับกรรมหรือจริยาของผู้อื่น ให้รู้จักใช้อุเบกขารมณ์ ให้เป็นประโยชน์กับจิตตนเอง อย่าเพิ่มทุกข์ เพิ่มปัญญาให้กับตนเอง เพราะปกติจิตอาศัยกายอยู่นี้ก็ทุกข์พออยู่แล้ว)

          ๑๐ “การรักษากำลังใจของบุคคลอื่นเป็นของยาก ให้รักษากำลังใจของตนเอง โดยพิจารณาให้เห็นธรรมดาให้มาก ๆ และรักษากำลังใจให้พร้อมตัดกิเลสเอาไว้เสมอ ๆ ขอจงอย่าไปประมาทในชีวิต คิดและพิจารณาทุกอย่างตามความเป็นจริง แล้วจิตก็จักไม่มีความประมาทในชีวิต คิดอยู่เสมอว่าจักตาย ฝึกจิตให้รู้จักการปล่อยวางเอาไว้เสมอ”

          ๑๑ “รักษากำลังใจปล่อยวางขันธ์ ๕ เอาไว้ให้ดี ยิ่งมีเวทนามากเท่าไหร่ ให้เพียรปล่อยวางให้มากเท่านั้น โดยการพิจารณาร่างกายตามความเป็นจริง ไม่มีอะไรเป็นเรา-เป็นของเรา การอยู่ก็เต็มไปด้วยความทุกข์ ถ้าไม่ชำระจิตให้ปล่อยวางขันธ์ ๕ ตามความเป็นจริง จิตยังข้องอยู่ในขันธ์ ๕ แม้แต่นิดเดียว ตายแล้วก็จักกลับมามีขันธ์ ๕ ใหม่ ให้ต้องเป็นอย่างนี้อีก”

          ๑๒ “ท่านปู่พระอินทร์และท่านย่า เมตตาแนะนำเรื่องการถวายสังฆทาน ความว่าในอดีต คนส่วนใหญ่มักจะบอกกับญาติผู้ตายว่า เวลาจะถวายสังฆทานให้ญาติของตน ให้ขอบารมีพระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์-พระธรรม-พระอริยสงฆ์ อันมีหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค และหลวงพ่อฤๅษีเป็นที่สุด ขอให้ลุงพุฒิเป็นพยานและโมทนาบุญด้วย แต่ไม่เคยนึกถึงและขอบารมีท่านปู่-ท่านย่าพระอินทร์ด้วย ท่านจะได้รับช่วงต่อจากท่านลุงพุฒิ นำคนเหล่านั้นให้มาอยู่ที่ดาวดึงส์ ให้ได้มาฟังเทศน์กับพระพุทธเจ้าที่พระจุฬามณีฯ เป็นการได้ต่อบุญ เมื่อฟังเทศน์แล้วบางคนไม่อยากเกิดอีก ก็จะบรรลุธรรมเป็นพระอริยเจ้าได้ ณ ที่นั้นโดยไม่ต้องลงมาเกิดอีก พวกพรหม-เทวดา-นางฟ้าจึงมีโอกาสเข้าถึงซึ่งพระนิพพานได้โดยง่าย”

          ๑๓ “วัดใหญ่ ๆ ในประเทศไทยมีอยู่มาก ซึ่งย่อมมีพระลูกวัดมากตามส่วนของความศรัทธา เมื่อมีพระลูกวัดมาก หากมีเจ้าอาวาสที่ยังไม่จบกิจปกครองวัดนั้น ๆ อยู่ ปัญหาต่าง ๆ ย่อมเกิดขึ้นเสมอเป็นธรรมดา ไม่ใช่ของผิดธรรมดาแต่อย่างใด ดังนั้นจงอย่าไปวิพากษ์-วิจารณ์ใคร ให้เห็นเป็นธรรมดาให้หมด จักได้รักษาอารมณ์ให้เป็นอุเบกขาได้ ร่างกายทุกร่างกายมาตามกรรม ไปตามกรรมทั้งนั้น ให้พยายามพิจารณากฎของกรรมให้เข้าใจ กฎของกรรมเป็นอริยสัจนะ จงลงอุเบกขารมณ์เอาไว้ อย่าไปสร้างความรังเกียจใครให้เกิดขึ้นในใจตน ยิ่งเห็นคนหรือสมมุติสงฆ์ทำความชั่วยิ่งมาก ยิ่งพึงสงสารให้มาก พรหมวิหาร ๔ ให้อยู่ประจำใจ จักมีความสงสารคนเหล่านี้ที่สร้างกรรมให้เกิดขึ้นกับตนเอง พิจารณาให้เห็นตามความเป็นจริงแล้วจิตจักสงบ ไม่วุ่นวายไปกับกรณีทั้งปวง”

          ๑๔ “ให้อยู่ในความสงบจักดีมากกว่าทำจิตให้วุ่นวาย หมั่นภาวนาและพิจารณาให้มาก พยายามฝึกสติให้รู้อยู่ ให้รู้ตลอดเวลาว่า จิตมันทำงานทางธรรมอยู่หรือไม่ จิตมีอารมณ์เป็นกุศลหรืออกุศลก็รู้อยู่ แล้วเพียรวางอารมณ์ให้อยู่กับอุเบกขารมณ์ให้มาก ๆ รักษาจิตเข้าไว้ อย่ารักษากายอย่างเดียว ประคองจิตเข้าไว้ อย่าให้ร้อนไปกับกิเลสทั้งภายใน และภายนอกทั้งปวง และจงระลึกเอาไว้เสมอว่า ร่างกายนี้ไม่ข้ามันก็ตาย เราคือจิตที่มาอาศัยเรือนร่างนี้อยู่เพียงชั่วคราวเท่านั้น”

          ๑๕ “การพิจารณาไตรลักษณ์ให้เข้าสู่อริยสัจ มองทุกอย่างตามความเป็นจริง อย่าไปฝืนความจริง พิจารณาจนจิตยอมรับ ไม่ฝืนกฎของธรรมดา หรือกฎของกรรมก็อันเดียวกัน อย่าฝืน จิตให้ยอมรับ การยอมรับกฎของธรรมดาจักเกิดได้ ด้วยกำลังของวิปัสสนาญาณ ทำให้จิตรู้ แล้วจิตรู้ก็จักไม่ฝืนกฎของกรรม และที่พิจารณาว่าพระอรหันต์ไม่ว่าจะอยู่ในสภาพไหน จิตก็เป็นสุขนั้นถูกต้องแล้ว ความหวั่นไหวใด ๆ ย่อมไม่เกิดขึ้นกับจิตของพระอรหันต์สอนอะไรก็จงหมั่นบันทึกเข้าไว้ แล้วพยายามนำมาปฏิบัติได้หรือไม่ได้ ก็จงพยายามตั้งใจทำ เต็มใจทำ รักษากำลังใจให้เต็มในบารมี ๑๐ อยู่ตลอดเวลา แล้วผลก็จักบังเกิดได้เมื่อพึงเวลา”

          ๑๖ “ทำงานทุกอย่าง อย่าหวังผลตอบแทน ให้มุ่งตัดกิเลสเป็นสำคัญ การทำงานไม่หวังผลตอบแทน จิตก็จักสงบเยือกเย็น ไม่เร่าร้อนไปด้วยอารมณ์กิเลส ทำด้วยจิตเป็นสุข ทำเต็มความสามารถ เพื่อเป็นพุทธบูชา-ธรรมบูชา-สังฆบูชา ทำอย่างนี้ไปพระนิพพานได้ง่าย”

          ๑๗ “รักษากำลังใจให้ดีที่สุดเท่าที่จักทำได้ ให้พิจารณาอยู่เสมอว่า รูป-เวทนา-สัญญา-สังขาร-วิญญาณนั้นไม่ใช่เรา ไม่มีในเรา เราไม่มีในขันธ์ ๕ ถ้าพิจารณาไปอย่างนี้ได้ ก็จักสู้กับเวทนาที่เกิดขึ้นกับร่างกายได้ คราวใดถ้าหากรู้สึกเหนื่อยขึ้นมา ก็ให้จับสมถภาวนาแทน ที่สำคัญที่สุดคือพยายามรักษาอารมณ์ใจให้เป็นสุข-เยือกเย็น สบาย ๆ อย่าเร่งรีบ ทำไปให้จิตมีกำลัง มีความสบายไม่เร่าร้อน-ไม่กระสับกระส่าย ความผ่องใสของจิตจักต้องไม่มีอารมณ์กังวล-ไม่มีความหนักใจไปด้วยกรณีทั้งปวง และจำไว้ว่าอย่าฝืนกำลังใจ กล่าวคือหมั่นดูความผ่องใสของจิตใจให้สบายจริง ๆ ไม่มีการแสแสร้งแกล้งทำ จักต้องทำให้ได้จริง ๆ ไม่ต้องเอานาน ทำได้ทีละหนึ่งนาทีก็พอ ค่อย ๆ ทำไปสะสมกำลังใจไปได้ในชั่วขณะจิตเดียว พยายามทำไปเรื่อย ๆ ปลดทุกสิ่งทุกอย่างออกจากใจให้ได้ในขณะจิตนั้น ๆ”

          ๑๘ “ชำระจิตให้วางกังวลห่วงใยในสิ่งใดทั้งปวง แม้กระทั่งห่วงชีวิตก็ไม่ควรมี ถ้าวางได้ให้สังเกตอารมณ์ของจิตจักเบาลงไปมาก ความหนักใจก็จักน้อยลงไปตามลำดับ และอย่าคิดอะไรไปล่วงหน้า วางจิตให้อยู่แต่ให้รู้จักปัจจุบันธรรม แล้วชำระจิตให้หมดจดจากกิเลสในปัจจุบันนั่นเอง ทำได้บ้าง ทำไม่ได้บ้างก็เป็นเรื่องธรรมดา อย่าละความเพียรก็แล้วกัน”

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่