พระธรรม

ในเดือน...กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๔




          สมเด็จองค์ปฐมทรงตรัสสอนปกิณกะธรรมไว้ มีความสำคัญดังนี้

          ๑๓. กรณีคุณหมอจักพยายามตักเตือนคนถูกชักจูงออกไปทำบุญนอกวัดนั้น ไม่ควรไปขวางการกระทำของสมมติสงฆ์เหล่านั้น ไม่สามารถไปแปรเปลี่ยนได้ แล้วบุคคลที่ไปเพราะการชักชวน ก็เป็นธรรมดาของผู้ชอบทัศนาจร แสวงหาบุญกุศลด้วยการท่องเที่ยวไปด้วย จงคิดตามความเป็นจริง คือ ทั้งสองฝ่ายก็เป็นธรรมดาอยู่อย่างนั้นเอง การไปพูดทักติงหรือทักท้วงเข้า ไม่ว่าฝ่ายใด ก็ทำให้มีศัตรูเกิดขึ้นโดยไม่รู้สึกตัว ให้คุณหมอปล่อยวาง อย่าพูดเรื่องนี้อีกไม่ว่ากรณีใด ๆ ให้เอาเวลามาพิจารณาขันธ์ ๕ ของตนเองดีกว่า เวลาที่จักเป็นอยู่ในโลกนี้เหลือไม่มากนัก อายุของร่างกายก็มากแล้ว ทำงานที่เป็นกุศลดีกว่า อย่าไปเสียจิต เสียเวลากับเรื่องภายนอกเลย ให้ปล่อยวาง เอาเรื่องที่เป็นกุศลอย่างเดียวดีกว่า กรรมใครกรรมัน อย่าเอากรรมคนอื่นมาใส่ใจ ความหวังดีกับวัดท่าซุงเป็นของดี แต่ยังขาดอุเบกขา และขาดการมองกฎของกรรมตามความเป็นจริงอยู่มาก ให้เข้าใจจุดนี้ให้ดี ๆ พิจารณาเข้าไว้ให้ดี ๆ

          ๑๔. มองร่างกายตามความเป็นจริง มีความเบื่อหน่ายก็ให้เบื่อหน่ายตามความเป็นจริง อย่าให้มีความไม่พอใจเจือปนอยู่ และอย่าให้มีความพอใจในอารมณ์เจือปนอยู่ ให้เบื่อโดยไม่มีอารมณ์ไหวไปไหวมา จงรักษาอารมณ์อุเบกขารมณ์เอาไว้ให้ดี จิตจักได้ไม่มีความเดือดร้อนเข้าครอบงำ มีความเยือกเย็น มีความสุขด้วยความยอมรับนับถือกฎของธรรมดาตามความเป็นจริง รักษาความสบายใจเข้าไว้ ทำจิตให้ยอมรับนับถือกฎของธรรมดา ด้วยความเบาใจมากที่สุด อย่าให้มีความหนักใจเข้ามาครอบงำจิต

          ๑๕. การพิจารณาเห็นว่าร่างกายนี้ ไม่มีคำว่าดีขึ้น มีแต่เสื่อมไป ๆ กับความทรงตัวของธาตุ ๔ ที่ดีบ้างบางขณะเท่านั้น การคิดอย่างนี้เรียกว่าถูกต้องตามความเป็นจริง จงทำจิตให้ละเอียดขึ้น จักพิจารณาเห็นตามความเป็นจริงมากขึ้น จงอย่าไปคิดหวังกับร่างกาย ให้เห็นธรรมดาของร่างกาย มันเป็นอย่างนั้นเอง

          ๑๖. เห็นอารมณ์ร้ายแล้วหรือยัง (ก็รับว่า เห็นแล้ว) อารมณ์เกิดเพราะจิตขาดความเยือกเย็น และขาดการมองเห็นทุกอย่างตามความเป็นจริงด้วย ในเมื่อความขุ่นมัวเกิดแล้วดับไปแล้ว ระงับหรือตัดยังไม่ได้ ก็พึงสำรวจจิตหยิบเอาความหงุดหงิดที่เกิดขึ้นนั้น ขึ้นมาพิจารณาตามความเป็นจริง ก็จักเห็นความโง่เขลาของจิต ที่เจ้าคิดว่าการพักผ่อนไม่พอ ก็เป็นสาเหตุส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดอารมณ์หงุดหงิด จึงโทษว่าขันธ์ ๕ เป็นตัวต้นเหตุ การโทษอย่างนั้นอย่างเดียวยังถูกไม่หมด ความปรารถนาไม่สมหวังก็เป็นเหตุที่เจอปนอยู่ด้วย พิจารณาให้ดี ๆ จึงจักไม่ตกเป็นทาสของอารมณ์ ให้เห็นจิตให้มาก วันทั้งวันจงมองการไหวไปของอารมณ์ของจิต เห็นกระแสของจิตตามความเป็นจริงด้วย จงรักษาจิตให้มีกำลังด้วยบารมี ๑๐ ให้เป็นปรมัตถบารมี สำรวจดุจิตเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานแล้วหรือยัง ถ้าไม่หลงตัวเอง จักเห็นจิตขาดความเบิกบานเป็นอันมาก ควรแก้ไขจุดนี้เอาไว้ให้ดี แก้ให้ตรงจุดแล้วจักแก้ไขได้

          ๑๗. สุขภาพไม่ดีให้ระมัดระวังให้มาก เห็นธรรมดาให้มาก ปล่อยวางให้มาก จงคิดเอาไว้เสมอว่า ชีวิตเป็นของไม่เที่ยง ความตายเป็นของเที่ยง คิดเอาไว้เสมอ ชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย อย่าไปปรารถนาการมีร่างกายอีก รักษากำลังใจไว้จุดเดียว คือ พระนิพพาน

          ๑๘. ดูร่างกายแล้วเห็นความเสื่อมเป็นของดี ให้เห็นเป็นปกติธรรมของร่างกาย จงอย่าได้มีความขัดเคืองในร่างกาย ความเบื่อมีขึ้นได้ ก็พึงรักษาอารมณ์อุเบกขาเข้าไว้ (ก็นึกสงสัยว่า ถ้าเฉยแล้วจะเบื่อได้อย่างไร) ทรงตรัสว่า “ทำไปเถิดแล้วจักรู้ว่า เบื่อเฉย ๆ เป็นอย่างไร” เบื่อเฉย ๆ คือ เบื่อแล้วจิตไม่งุ่นง่าน เบื่อแล้วจิตมันวาง มิใช่เบื่อแล้วจิตไปเกาะ จักด้วยความพอใจก็ดี จักไปเกาะด้วยความกังวล ด้วยความห่วงใยว่า เมื่อใดมันจักหายป่วย หายเสื่อมนั้นไม่มีในอารมณ์ จิตมีแต่เห็นเป็นธรรมดา รักษาเพียงแค่ระงับทุกขเวทนา หายก็หาย ไม่หายก็เรื่องของมัน จิตจักแยกออกจากกาย เพราะเห็นตามความเป็นจริงว่า ขันธ์ ๕ นี้ไม่ใช่เรา มันเป็นเพียงเครื่องอาศัยอยู่ชั่วคราวเท่านั้น ความห่วงใยอาลัยในขันธ์ ๕ นั้นไม่มีอยู่ในจิต ให้พยายามทำตามนั้น

          ๑๙. อย่ากังวลในทุกสิ่งทุกอย่างในจิต ตถาคตย้ำว่าอย่ากังวลใจในทุกสิ่งทุกอย่างในจิต เพราะกรรมฐานตัดทุกสิ่งทุกอย่างในจิต ความกังวลภายนอกเป็นการนำสิ่งภายนอกเข้ามากังวลในจิต ให้ตัดกังวลที่จิตตัวเอว ก็จักตัดได้หมดทุกอย่าง อย่าไปเอาเวลาไปแก้ความกังวลภายนอก มันไม่จบหรอก ให้แก้ความกังวลภายในจิตนี้มันแก้ได้จบได้ ไม่เสียเวลากิจการงานที่ทำด้วย แล้วสามารถแก้ไขได้ทุกเรื่องด้วย ถ้าเข้าใจธรรมทั้งหมดตามความเป็นจริง ไม่เป็นปัญหากับใคร ๆ ทั้งหลายด้วย เพราะทางนี้จิตดวงเดียวไม่มีการกระทบกับจิตดวงอื่น ไม่มีการกระทบกับทางของใครด้วย พิจารณาตรงนี้เอาไว้ให้ดี

          ๒๐. เรื่องเขาเล่าว่า เขาคาดกันว่า กับจิตที่ยังไม่หมดอุปาทานขันธ์ ๕ มีความโดยย่อว่า บุคคลผู้หนึ่งป่วยมานาน ท่านเป็นผู้ปฏิบัติธรรมที่นำไปสู่ความหลุดพ้นด้วย พอร่างกายตายไปก็มีข่าวเรื่องเขาเล่าว่า เขาคาดกันว่าคงจะไปดาวดึงส์ เพราะจิตเกาะบุญกุศล บางคนก็ว่าน่าจะไปพระนิพพาน เพราะเห็นทุกข์จากการเจ็บป่วย จึงมีอารมณ์เบื่อกาย เบื่อเกิดไม่อยากจะเกิดมามีร่างกายอีก และก่อนตายมีพระอรหันต์มาปรากฏให้เห็นหลายองค์ เพื่อนของผมท่านฟังแล้วจิตก็เลยนึกเชื่อไปตามคำบอกเล่านั้น ๆ คุณลุงปรุง ซึ่งจิตท่านเข้าสู่พระนิพพานแล้ว ก็เมตตามาสงเคราะห์ บอกว่า เขาป่วยมานานก็จริงอยู่ ทุกขเวทนามาก แต่ใจก็ยังอยากจะหายจากทุกขเวทนานั้น เบื่อร่างกาย แต่ไม่รู้จักวางร่างกาย ทุกข์น่ะอยู่แต่ไม่รู้จักวาง ไปเกาะทุกข์อยู่นั่นแหละ หนทางชำระจิตจากกองทุกข์ให้หมดจดจึงไม่มี (คำสอนของพระอรหันต์ ย่อมมีคุณค่า และเป็นความจริงเสมอ ขอให้ท่านผู้อ่านจงสนใจธรรมะจุดนี้ให้มาก ๆ จะเป็นประโยชน์แก่ผู้ที่ต้องการละขันธ์ ๕ หรือร่างกายเพื่อไปพระนิพพานได้อย่างดียิ่ง) ทรงตรัสสอนเพื่อนของผมว่า “ทำอะไรอย่าเร่งรีบให้มากนัก ทำใจให้สบาย ทำอย่างตั้งใจ อย่าทิ้งความตั้งใจ แล้วหมั่นดูความตั้งใจว่า ยังตั้งใจในการปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบดีอยู่หรือเปล่า ถ้ายังหมั่นดุความตั้งใจ กำลังใจก็จักไม่คลอนแคลน

          ๒๑. ให้ยอมรับนับถือกฎของกรรม มองทุกอย่างตามความเป็นจริง อย่าฝืนกรรมของชาวบ้าน ใครจักเป็นอย่างไรย่อมเป็นไปตามวาระกฎของกรรม แม้อยากจักช่วยเขา ก็พึงเก็บเอาไว้แต่ความปรารถนาดี อย่าให้ถึงขั้นเดือดร้อนใจ ไม่เป็นการถูกต้อง พึงวางอารมณ์ให้ถูกด้วย อย่าห่วงให้มากจนเกินไป ปล่อยวางเสียบ้าง ความหนักใจจักได้ไม่มี

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่