พระธรรม

ในเดือน...กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๒




          สมเด็จองค์ปฐมทรงตรัสสอนปกิณกะธรรมไว้ มีความสำคัญดังนี้

          ๑๑. ปกติธรรมของร่างกายไม่มีใครฝืนได้ ทุกอย่างล้านเป็นไปตามกฎของธรรมดา ถ้าจิตไม่ฝืนกฎของธรรมดา ยอมรับนับถือกฎของธรรมดา ความทุกข์ก็จักไม่มี เนื่องจากขันธ์ ๕ หรือร่างกายสักแต่ว่าเป็นผู้รู้ เป็นเครื่องอยู่เป็นที่อาศัยชั่วคราวเท่านั้น เมื่อสามารถยังอัตภาพให้เป็นไป ก็เป็นไปเป็นการระงับทุกขเวทนาชั่วคราว จิตไม่ติดไม่ข้องอยู่ด้วยประการใด ๆ ทั้งปวง เมื่อถึงที่สุดปกติธรรมของรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณมันดับไป อาศัยจิตที่ฝึกดีแล้ว ไม่ข้องไม่ติดอยู่ในอุปาทานขันธ์เหล่านี้ ก็ปล่อยวางไปตามธรรม จิตก็ถึงวิมุตติสุขได้อย่างไม่ยากเย็น พึงกำหนดรู้อย่างนี้ไว้เนือง ๆ อันใดผ่านเข้ามาให้เอามาเป็นกรรมฐานให้หมด ไม่ว่าสมถะหรือวิปัสสนา แล้วขณะนั้นได้ชื่อว่าชำระจิตให้ว่างจากกิเลสได้ชั่วคราว เป็นบางขณะในขณะนั้น ๆ ค่อย ๆ ทำไปจนกว่ากำลังจิตจักแข็งกล้า แล้วสักวันหนึ่งจักตัดกิเลสเป็นสมุจเฉทปหานได้

          ๑๒. อย่าสนใจกับคำกล่าวของผู้ใด ให้รู้เอาไว้แต่ว่า การหล่อพระพุทธรูปทองคำเป็นการสร้างอานิสงส์ใหญ่มากกรณีหนึ่ง ซึ่งผู้ทำบุญด้วยถ้าปรารถนาพระนิพพานในชาตินี้ก็ไปได้โดยง่าย และถ้าหากยังไม่ถึงซึ่งพระนิพพาน เกิดไปชาติหน้าก็จักมีรูปร่างสวยงาม ด้วยทำบุญหล่อพระด้วยทองคำ และจากการบริจาคทรัพย์ หรือทองคำหล่อพระก็เป็นทานบารมี ความยากจนก็จักไม่มี สำหรับผู้ทำบุญมาในครั้งนี้ด้วยความเต็มใจและตั้งใจทำ ทรัพย์มากทรัพย์น้อยไม่สำคัญ ขอให้ทำด้วยความเต็มใจและตั้งใจจริง แล้วอธิษฐานขอตามบารมี ก็จักมีอานิสงส์ตามนั้นสืบไปเบื้องหน้า

          ๑๓. เห็นทุกข์ของขันธ์ ๕ หรือยัง (ก็ยอมรับ เห็นแล้ว) พิจารณาให้เป็นแล้วจักเห็นทุกข์ชัดยิ่งขึ้น จงอย่าวางอารมณ์พิจารณาขันธ์ ๕ ให้เห็นภาระที่เป็นทุกอข่างอย่างยิ่งอันมีขันธ์ ๕ นี้ ให้พยายามปล่อยวางภายนอก (ขันธ์ ๕ ของผู้อื่น) และเหตุต่าง ๆ ที่มากระทบให้มาก ๆ แล้วหันมาสนใจกับธรรมภายในคือขันธ์ ๕ ให้มาก ๆ ยกตัวอย่างเช่น ร่างกายที่ป่วยอยู่นี้ ถ้าเห็นตามความเป็นจริงแล้วก็จักสบายใจ เพราะปกติธรรมของร่างกาย มันจักต้องเป็นอย่างนี้ จักให้เป็นอย่างอื่นย่อมเป็นไปไม่ได้ จิตที่ยอมรับความจริง ก็ย่อมไม่มีการดิ้นรนฝืนกฎธรรมดา การยอมรับกฎของธรรมดาของขันธ์ ๕ จักต้องมีสติสัมปชัญญะกำหนดรู้อยู่อย่างต่อเนื่อง การพลั้งพลาดหรือเผลอก็จักต้องมีบ้างเป็นเรื่องธรรมดา เพราะเจ้ายังมิใช่พระอรหันต์

          ๑๔. ทุกอย่างให้ลงธรรมดา เนื่องด้วยการรักษาศรัทธาเป็นสิ่งจำเป็นของพุทธศาสนา ความศรัทธามีมากแค่ไหน ความเจริญก็มีมากแค่นั้น ในขณะเดียวกันความเสื่อมศรัทธามีมากแค่ไหน ความตกต่ำก็จักมีมากขึ้นแค่นั้นเหมือนกัน จักต้องยอมรับว่าในสังคม ไม่มีใครที่จักสามารถอยู่โดดเดี่ยวคนเดียวได้ เป็นสังคมที่จักต้องพึ่งพาอาศัยกันและกัน เหมือนกับจิตและร่างกาย ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยซึ่งกันและกันอยู่ ร่างกายถ้าปราศจากจิตสั่งการก็ทำอะไรไม่ได้ จิตที่อาศัยร่างกายจักทำบุญทำบาป ก็อาศัยร่างกายนี้แหละทำได้ พิจารณาธรรมเหล่านี้เข้าไว้ จักได้รู้จักคำว่ามัชฌิมาระหว่างจิตกับกาย และมัชฌิมากับสังคมภายนอกด้วย

          ๑๕. ร่างกายไม่ดีพึงพักผ่อนให้เพียงพอ อย่าห่วงงานภายนอก ให้ถือเสียว่าทำได้เท่าไหร่พอใจเท่านั้น การรักษาสุขภาพของร่างกายมีความสำคัญกับจิตผู้อาศัยอยู่ เช่นทำงานจนอาการวูบคล้ายกับจะเป็นลม เพราะความดันโลหิตต่ำ จากธาตุไฟหย่อน มีความจำเป็นต้องบริโภคอาหารเพิ่มธาตุไฟ รวมทั้งพึงหาอาหารที่มีรสหวานเสริมสุขภาพด้วย กรณีเหล่านี้จักต้องใช้ปัญญาพิจารณา จักได้ไม่เบียดเบียนตนเองให้มากจนเกินไป การเจริญพรหมวิหาร ๔ ให้ได้ผล จักต้องเมตตาจิตกับกายของตนเองก่อน พิจารณาให้ดีแล้วเจริญพรหมวิหาร ๔ ให้ถูกจุด กายและจิตจักได้สบายขึ้น

          ๑๖. เห็นกฎของกรรมแล้วหรือยัง (ก็รับว่า เห็นแล้ว) ถ้าเห็นแล้วจงทำความเข้าใจในกฎของกรรมตามความเป็นจริงด้วย เนื่องจากทุกสิ่งทุกอย่างล้วนแล้วเป็นไปตามกฎของกรรมทั้งสิ้น มนุษย์หรือสัตว์ทุกรูปทุกนาม หรือแม้แต่พรหม เทวดา ล้วนมีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ทั้งสิ้น มาตามกรรมไปตามกรรม การยอมรับนับถือในกฎของกรรมจักทำให้จิตสบาย คลายทุกข์คลายกังวลได้มาก เนื่องจากจิตยอมรับนับถือว่า กรรมใครกรรมมัน หรือทุกคนย่อมมีกรรมเป็นของตน ๆ โดยแท้จริง ในเมื่อกฎของกรรมนั้นเที่ยง บางคนกรรมคือการกระทำทำให้สุข สุขในที่นี้สุขทั้งกาย วาจา ใจ บางคนกรรมคือการกระทำ ทำให้ทุกข์ทั้งกาย วาจา ใจก็มี ผู้มีปัญญาเห็นในกฎของกรรม ย่อมจักกระทำความสุขให้เกิดขึ้น ทั้งกาย วาจา ใจ ไม่ปล่อยให้อกุศลกรรมเข้ามาครอบงำจิตใจ มองทุกอย่างตามความเป็นจริง ไม่ปรุงแต่งธรรม หรือกรรมของผู้อื่นหรือธรรมภายนอก แล้วไม่ปรุงแต่งธรรมภายใน คือกายสังขาร วจีสังขาร มโนสังขาร ปล่อยวางธรรมทั้งหมดตามความเป็นจริง จิตก็จักไม่ฟุ้งซ่าน มีความสงบเยือกเย็น ก้าวถึงมรรคผลนิพพานได้ง่าย

          ๑๗. งานทางโลกทำเท่าไหร่ก็ไม่รู้จักเสร็จ นี้เป็นอริยสัจที่ทุกคนจักต้องยอมรับ ทำไปดีแล้วไม่ช้าไม่นานมันก็เก่าลง ทรุดโทรมลงไปตามลำดับ ไม่ช้ามันก็พังนี้เป็นกฎของธรรมดา พึงพิจารณาให้มาก จิตจักได้หมดความกังวลใจ

          ๑๘. อย่าทำใจให้อึดอัด ฝึกหัดปล่อยวางเสียบ้าง จิตใจจักได้ไม่เครียด แล้วให้ถือว่ากรรมใครกรรมมัน อย่าไปแบกกรรมของบุคคลอื่น อย่าให้อารมณ์เบื่อครอบงำจิตใจให้มากจนเกินไป จงหมั่นลงกฎของธรรมดาให้มาก จิตจักเป็นสุขและปล่อยวางทุกสิ่งทุกอย่างมากขึ้น และมีปัญหาอะไรให้ใช้ความใจเย็นแก้ ไม่ว่าทางโลกหรือทางธรรม ร่างกายเป็นของไม่เที่ยง งานที่ทำอยู่ก็ไม่เที่ยงเช่นกัน ให้ยอมรับนับถือกฎของความเป็นจริงเหล่านี้เอาไว้เสมอ จิตจักได้มีความสงบเยือกเย็น

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่