(พระธรรม ที่ทรงตรัสสอนในเดือนเมษายน ๒๕๔๐)

ปกิณกะธรรม




          สมเด็จองค์ปฐม ทรงตรัสสอนปกิณกะธรรม ธรรมเล็กๆ น้อย ๆ ที่นำไปสู่ความหลุดพ้นทุกข์ได้ทั้งสิ้น มีความสำคัญดังนี้

          ๑. ร่างกายที่ไม่มีแก่นสารอยู่นี้ เป็นเครื่องผูกสัตว์ให้หลงใหล ยึดเป็นอัตตาตัวตนเราเขา โดยไม่รู้ความจริงว่าร่างกายนี้ไม่ใช่เรา ไม่ใช่เขา มันเป็นบ่วงล่อให้จิตของสัตว์โลกหลงติดอยู่ในรูปในนามนี้ หรือแม้กระทั่งหลงอยู่ในกายพรหม - เทวดา - นางฟ้า ก็ยังเป็นการยึดมั่นถือมั่นอยู่ดี ถ้าต้องการพ้นจากเครื่องผูกสัตว์ ก็จักต้องพิจารณาร่างกายให้หนัก รูปสักแต่ว่ารูป นามอันได้แก่เวทนา - สัญญา - สังขาร - วิญญาณ ก็สักแต่ว่านาม อย่าลืมว่าการดูรูป เพิกรูปอย่างเดียวไม่พอ เพราะรูปเกิดดับมากี่ภพ กี่ชาติ แล้วยังจุติอยู่ ยังมีนามพาให้ปฏิสนธิหรือจุติอยู่ร่ำไป จักต้องพิจารณานามให้หนักด้วย ทำความรู้จักรูปให้จริงจัง ทำความรู้จักนามให้จริงจัง แล้วปล่อยวางให้หมด นั่นแหละจึงจักถึงซึ่งพระนิพพานได้ และจงอย่าทิ้งอานาปานัสสติ สมถะ จุดนี้ทำให้จิตทรงตัว

          ๒. ให้ดูอารมณ์ที่เกิดดับ จักทุกข์ก็ดี จักสุขก็ดี มันไม่มีอะไรเที่ยง จิตถ้าปล่อยวางอารมณ์เหล่านั้น ไม่เกาะไม่ยึดเอาไว้ ทุกข์ - สุขก็เพียงแต่เกิดขึ้น - ตั้งอยู่แล้วก็ดับไปเท่านั้น หาสาระอันใดไม่ได้ พิจารณาให้เห็นเวทนา - สัญญา - สังขาร - วิญญาณให้ชัด แล้วจึงจักปล่อยวางได้ ดูได้ทั้งวัน ไม่ว่ายืน - เดิน - นั่ง - นอน ขอเพียงแต่ให้มีสติกำหนดรู้ตามดูอารมณ์ทั้งวันก็แล้วกัน และเมื่อวางการพิจารณา ก็อย่าลืมกำหนดรู้อานาปานัสสติด้วย จุดนี้สำคัญมาก เพราะจักทำให้จิตทรงตัวและระงับเวทนาของกายได้บางขณะ

          ๓. การป่วยเจ็บของร่างกาย สาเหตุมาจากกฎของกรรม ปาณาติบาตเข้ามาแทรกอย่างหนึ่ง และเป็นธรรมดาของร่างกายที่มีธาตุ ๔ มาประชุมกัน อันไม่เที่ยงอีกอย่างหนึ่ง เช่น โรคหิว เป็นต้น นี่แหละให้เห็นโทษของการมีร่างกาย อันมีเกิดเป็นเบื้องต้น มีเสื่อมไปในท่ามกลาง และที่สุดก็คือ อนัตตา ได้แก่ตายไปในที่สุด ร่างกายของใครหรือแม้แต่ของเราก็เป็นอย่างนี้ อย่ามุ่งหวังการอยู่รอดหรือทรงตัวของร่างกาย ให้เอาความจริงของร่างกายเตือนจิตของตนเองไว้ เสมอ (เช่น วิปัสสนาญาณ ๙ ข้อที่ ๑ - ๒ - ๓ และ ๔) จิตจักได้ไม่เหลิงยึดมั่นถือมั่นในร่างกายจนเกินไป

          ๔. ให้คอยดูจิต คือ ตรวจดูอารมณ์ของจิต โดยมีสติ - สัมปชัญญะควบคุม อันจะทำให้เห็นการเคลื่อนไหวของกิเลสได้ชัด จุดนี้แหละที่พังจักสนใจให้มาก เพราะจิตเห็นจิตคือมรรค การเห็นหนทางพ้นทุกข์ก็อยู่ที่จิตดวงนี้ ถ้ามัวแต่ไปมองคนอื่น ไปสนใจจริยาของผู้อื่นก็เอาดีไม่ได้ แต่ถ้าหากตรวจจิตสอบจิต สอบอารมณ์ของตนเองอยู่เสมอ จุดนี้เอาดีได้ เพราะเป็นหนทางพ้นทุกข์ ทุกอย่างสำเร็จที่ดวงจิตนี้ อันจักทำอย่างไรให้จิตเป็นจิตผู้รู้ เห็นแจ้งตามความเป็นจริง มิใช่เป็นจิตผู้โง่เขลา หลงอยู่ในวัฏสงสารเช่นทุกวันนี้ จักต้องพิจารณาตามความเป็นจริงให้มาก แล้วจักพ้นทุกข์ได้ จำไว้โลกแก้ไม่ได้ ให้แก้ที่จิตของตนเอง เพื่อให้พ้นไปเสียจากโลกนี้จักดีเสียกว่า เพราะนั่นเป็นหนทางที่ถูกต้อง และเป็นไปเพื่อพระนิพพานอย่างแท้จริง

          ๕. บัณฑิตคือผู้รู้ ย่อมรู้จักเอาตัวเองรอดก่อน จึงจักไปโปรดบุคคลอื่นให้รอด พระตถาคตเจ้าเป็นแบบฉบับทุก ๆ พุทธันดร ทรงปฏิบัติตนให้พ้นทุกข์ก่อน จึงค่อยออกโปรดเวไนยสัตว์ แก้จิตของตนให้หลุดออกจากบ่วงกามตัณหา - ภวตัณหา - วิภวตัณหา หลุดจากรัก - โลภ - โกรธ - หลง จึงนำผลของการปฏิบัติอันได้แล้วกับจิตของตนเอง ออกมาเผยแพร่ประกาศเป็นสัจธรรม คือ คำสั่งสอนทั้ง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ นั้น พระอริยสงฆ์สาวกอันเป็นบัณฑิต ผู้รู้ตามก็รับหน้าที่เป็นพุทธบุตรสืบทอดตลอดกันมา จนกว่าจักสิ้นวาระของอายุพระพุทธศาสนา ในแต่ละพุทธันดร บุตรของตถาคตมี ๔ เหล่า คือ ภิกษุ -ภิกษุณี - อุบาสก - อุบาสิกา เวลานี้ ภิกษุณีหมดไปจากพุทธันดรนี้ แต่จักมีเหล่าเดียรถีย์อ้างขึ้นมาให้มีภิกษุณีให้ได้ คงเหลือแต่ ภิกษุ - อุบาสก - อุบาสิกา อันการเข้าถึงพระพุทธศาสนาก็สุดแล้วแต่การปฏิบัติของแต่ละคน กรรมคือการกระทำขึ้นอยู่กับบารมี คือกำลังใจของแต่ละคนนั้น ๆ ทุก ๆ พุทธันดร ก็เป็นอย่างนี้เหมือนกันหมด ไม่มีใครทำแทนกันได้ ทุกคนมีกรรมคือการกระทำเป็นของตนเองทั้งสิ้น ผู้ใดหมั่นตรวจสอบศีล - สมาธิ - ปัญญา หรือ อริยมรรคมีองค์ ๘ ด้วยจิตของตนเอง มิใช่ไปตรวจที่ผู้อื่น ผู้นั่นย่อมมีพระนิพพานเป็นที่ไป และผู้นั้นแหละเป็นลูกตถาคตอย่างแท้จริง อะไรมากระทบอายตนะยังมี ก็ต้องรับรู้ นี่เป็นเรื่องธรรมดา แต่ให้หมั่นเอาเหตุที่มากระทบนั้น พิจารณาให้เข้าสู่ไตรลักษณ์ ทุกอย่างไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ปล่อยวางให้ได้ด้วยปัญญา อย่าไปแก้โลก ให้แก้ที่จิตของตนเอง แล้วจักถึงฝั่งพระนิพพานได้ง่าย

          ๖. ดูร่างกายให้ถนัด มีใครเป็นเจ้าของร่างกายได้ตลอดกาล ตลอดสมัยไหม บุคคลผู้หลงติดอยู่กับร่างกาย ตายแล้วก็เกิดแสวงหาร่างกาย แสวงหาภพ - ชาติอย่างไม่มีที่สิ้นสุด จงพยายามมองให้เห็นชัดว่า อันที่จริงนั้นจิตติดอะไรแน่ ถ้าหากมองไม่เห็นก็แก้ไม่ได้ จักต้องพยายามสำรวจจิตของตนให้เห็นชัดอยู่เสมอ จึงจักสมบูรณ์ด้วยสมาธิ คือ ความตั้งใจมั่นที่จักสอบจิต และมีปัญญามองเห็นทุกอย่างที่จิตไปติดนั้นตามความเป็นจริง จุดนั้นแหละจึงจักละกิเลสได้เป็นสมุจเฉทปหาน

          ๗. อย่าท้อถอยในงานที่ทำอยู่ทุกอย่าง ให้ตั้งใจต่อสู้เพื่อพระพุทธศาสนา เพื่อพระนิพพานให้เต็มที่ คือ เต็มกำลังใจของเรา งานภายนอก หรืองานทางโลก ซึ่งต่างคนต่างก็มีหน้าที่ของตน ก็พยายามทำให้เต็มความสามารถของแต่ละคน แต่พร้อมที่จะละ - ปล่อย - วางได้ทันที เมื่อความตายมาถึง และงานภายใน คืองานสมถะ - วิปัสสนาธุระ ก็ทำให้เต็มกำลังใจ งานทั้ง ๒ ประการนี้อย่าให้ขาดตกบกพร่อง จึงจักได้ชื่อว่ากำลังใจเต็ม คนอื่นจักเป็นอย่างไรอย่าไปสนใจ อย่าไปห้ามกรรมหรือสนใจในกรรมของใคร ให้ดูการกระทำของกาย-วาจา-ใจของตนเอง พึงกำหนดรู้อยู่ในศีล - สมาธิ - ปัญญาตลอดเวลา ใครกระทำผิดศีล - สมาธิ - ปัญญา อย่าไปโกรธเขา ให้พึงมีเมตตาให้มาก ๆ ให้คิดว่าคนเราเกิดมาเป็นมนุษย์นี้ได้ก็แสนยาก นี่โชคดีมากที่เกิดมาพบพระพุทธศาสนา ได้พบพระธรรมคำสอนของพระพุทธองค์ และได้พบพระอริยสงฆ์ หากไม่สามารถรักษาศีล - สมาธิ - ปัญญาไว้ให้ได้ ก็ต้องไปเริ่มต้นใหม่ที่อบายภูมิ ให้รู้สึกสงสารพวกเหล่านี้ด้วยเมตตาจริง ๆ อย่าเอาความรู้สึกสมน้ำหน้าเข้าไปเจือปน ความเกลียดชัง อารมณ์ปฏิฆะก็จักเกิดขึ้นแทนเมตตา ให้พิจารณาเรื่องเมตตาและพรหมวิหาร ๔ ให้มาก ๆ แล้วจิตจักมีอารมณ์เยือกเย็นขึ้นได้ การปฏิบัติก็จักเข้าถึงมรรคผลได้เร็ว แต่พึงระมัดระวัง คำว่าการมีพรหมวิหาร ๔ ให้แก่ตัวเองนั้น ไม่ใช่ความเห็นแก่ตัว ผู้ใดเข้าใจอย่างนั้น จักแปลคำสอนของตถาคตเจ้าผิด ให้พิจารณาให้ลึกซึ้งแล้วจักรู้ชัดว่า พรหมวิหาร ๔ เกิดขึ้นกับจิตตนเองเป็นอย่างไร ความเห็นแก่ตัว หรือมัชฉริยะ ความตระหนี่ขี้เหนียวเป็นอย่างไร ให้สังเกตว่า พรหมวิหาร ๔ เกิดขึ้นกับจิตแล้ว จักเยือกเย็นมาก แต่ความเห็นแก่ตัวเกิดขึ้นกับจิตเมื่อไหร่ก็จักเร่าร้อนเมื่อนั้น พิจารณาแยกออกมาให้ได้

          ๘. ให้มองทุกอย่างเป็นกรรมฐาน คุมสติ - สัมปชัญญะ กำหนดรู้ไว้เท่านั้นว่า ทุกอย่างในโลกเข้าสู่พระไตรลักษณ์หมด โลกนี้ทั้งโลกที่สุดแล้วไม่มีอะไรเหลือ อย่าหวังความจีรังยั่งยืนในโลกนี้ หรือในไตรภพ มีที่เดียวเท่านั้นที่เที่ยงคือแดนพระนิพพาน แต่บุคคลที่จักไปดินแดนนี้ได้ จักต้องทำพระนิพพานให้เกิดแก่จิต เพราะพระนิพพานเขาเอาจิตไปกัน จิตที่ตัดกิเลสได้เป็นสมุจเฉทปหานนั่นแหละคือผู้มีพระนิพพานเป็นที่ไป พระนิพพานเป็นสุขที่สุด เพราะไม่มีชาติ - ภพให้ต้องกลับมาหรือเคลื่อนไปจุติอีก พิจารณาธรรมทั้งหลายที่เข้ามากระทบให้ดี ทุกเรื่องล้วนทำให้เกิดทุกข์ หากเอาเป็นกรรมฐาน จักได้ประโยชน์จากการกระทบนั้นอย่างมหาศาล เพราะถ้าหากจะละซึ่งความโกรธ ก็จักมีคนมายั่วให้โกรธ ด้วยวิธีการต่าง ๆ หากจิตเราหวั่นไหว โกรธตอบ ก็สอบตก หากกระทบแล้วปล่อยวางได้ก็สอบได้ ทำนองเดียวกัน คนจักละความโลภ ก็จักมีคนมาล้างผลาญทรัพย์สินที่เราอุตส่าห์อดออมมาให้หมดไป มารผจญตัวนี้จักแรง เผลอ ๆ อาจหมดตัวก็ได้ เป็นการทดสอบกำลังใจว่าตัดโลภได้หรือไม่ ถ้าจิตวางได้ก็จักไม่ห่วงใยในชีวิตมากเกินไป เห็นว่าการเป็นอยู่ทุกวันนี้ก็พอจักยังอัตภาพให้เป็นไปได้ ถ้าวางไม่ได้จิตที่เดือดร้อนอยากจักแสวงหาทรัพย์มาเป็นหลักประกันชีวิต ให้อยู่อย่างสุขสบาย ซึ่งจริงๆ แล้ว ไม่มีใครเอาสมบัติของโลกไปได้ สมบัติของโลกที่เรารักที่สุด ก็คือร่างกายที่จิตเราอาศัยอยู่ชั่วคราวนี้ ก็ยังเอาไปไม่ได้ คนที่หนักอยู่ในความหลงก็จักมีเหตุทำให้ความหลงมากขึ้น เช่น หลงรูป ก็จักมีรูปสวยมามอมเมาทำให้หลง หลงเสียงไพเราะ - หลงกลิ่นหอม - หลงรสอร่อย - หลงสัมผัสที่นุ่มนวล - หลงอารมณ์ตนเอง มาทดสอบอารมณ์จิตอยู่เสมอ นี้เป็นธรรมดาของนักปฏิบัติธรรมในพุทธศาสนา จักต้องได้พบได้เจอ เพราะเป็นของจริง เป็นอริยสัจที่เป็นกฎของกรรมที่จักต้องยอมรับนับถือ ทุกอย่างจักเป็นความจริง ต้องถูกกระทบก่อน แล้วหมดความหวั่นไหว ลงตัวธรรมดาหมด พิจารณาให้ได้วางอารมณ์ให้ถูกแล้วแต่ละคนจักได้ประโยชน์ในทางจิต อันส่งผลให้ได้ผลในทางธรรมปฏิบัติมาก

          ๙. อย่าไปตำหนิกรรมของใคร ใครจักปฏิบัติกันอย่างไรเป็นเรื่องของเขา รู้แล้วเห็นแล้วว่าไม่ตรงพุทธพจน์หรือไม่ถูกต้องตามพระธรรมวินัย ไม่ตรงกับสังโยชน์ ๑๐ ประการ ก็ให้ปล่อยวางเสีย หันมาดูตัวอย่างของผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ เพียรปฏิบัติให้ได้ตามท่านนั่นแหละจักถูกต้องกว่า แต่อย่าไปวัดรอยเท้าท่านว่าจักได้เท่าท่าน ให้ดูกำลังของศีลด้วย คำว่าศีลพระ ๒๒๗ แม้พวกเจ้าจักได้ศึกษามาบ้างแล้ว แต่ก็ยังผิวเผิน ไม่เหมือนท่านผู้รักษาศีลจนศีลรักษา แม้แต่อภิสมาจาร ท่านก็ยังรู้ครบแล้ว จิตของท่านย่อมละเอียดมากเป็นตามขั้นของศีลนั้น ๆ อย่าตีตนเสมอท่านเป็นอันขาด ขอให้อดทนทำหน้าที่นี้ต่อไป เพื่อช่วยเกื้อกูลพระพุทธศาสนา อย่าท้อถอย อุปสรรคต่าง ๆ จักสลายตัวไปในไม่ช้า ขอเพียงให้พวกเจ้ามีกำลังใจตั้งมั่นในอารมณ์เพื่อพระนิพพาน ทำทุกอย่างเพื่อพระพุทธศาสนาเท่านั้น ทุกคนต่างมีหน้าที่ช่วยเหลือเกื้อกูลพระพุทธศาสนา ทำไปเถิด แม้เหมือนจักปิดทองหลังพระ ความดีอันนี้ไม่มีสูญหาย อย่างคุณหมอทำหน้าที่เผยแพร่ธรรมก็เช่นกัน เป็นการเกื้อกูลคำสอนของพระพุทธศาสนา เพราะฉะนั้นจงรักษาความดีให้เหมือนเกลือรักษาความเค็ม อย่าลืมการตำหนิคนเป็นความไม่ดี การนินทาคนเป็นความไม่ดี อย่าให้มีเกิดขึ้นแก่จิตของพวกเจ้า อย่าเอาแต่เพียงให้ธรรมะแก่ผู้อื่น สังโยชน์ของตนเองยังเหลือคั่งค้างอยู่แค่ไหน พึงเร่งรัดปฏิบัติให้ได้ด้วย

          ๑๐. ให้เห็นความเกิด ความดับของสังขาร เห็นทุกอย่างไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา กายสังขารก็ดี จิตสังขารก็ดี มีแต่ความเปลี่ยนแปลง จิตยึดเมื่อไหร่ทุกข์ก็เกิดเมื่อนั้น ให้พยายามปลดอารมณ์ที่ไปเกาะติดทุกข์เหล่านี้เสีย ร่างกายไม่เที่ยง ร่างกายเป็นทุกข์ แล้วที่สุดร่างกายนี้ก็เป็นอนัตตา พิจารณาไปแล้วให้ปล่อยวาง อย่านึกท้อถอย เพราะนั่นเป็นการทำให้จิตตกลงไป เป็นเหตุให้หมดกำลังใจ จุดนี้เรียกว่าจิตยังไม่ยอมรับกฎของธรรมดา ถ้าบุคคลที่มีปัญญา พิจารณาแล้วจักยอมรับนับถือกฎของธรรมดาของร่างกาย ก็จักปล่อยวางร่างกายให้เป็นสักแต่ว่าร่างกาย ปกติอย่างนี้ก็เป็นอย่างนี้เป็นปกติของมัน ใจเราให้สักแต่ว่าเป็นใจของเรา อย่าให้มันไปทุกข์ด้วยกับร่างกาย

          ๑๑. เรื่องอะไรจักเกิด ก็ย่อมเกิดตามกรรมตามวาระ พวกเจ้าอย่าไปยึดถือว่า ในโลกนี้จักมีอะไรเป็นความเที่ยงเลยทุกอย่างเป็นอนิจจัง - ทุกขัง - อนัตตาทั้งสิ้น ถ้าหากยึดว่าเที่ยงก็จักเกิดทุกข์ขึ้นมาทันที ให้ทำจิตให้สบาย ๆ เห็นทุกอย่างพังหมดเข้าไว้เสมอ แม้กระทั่งร่างกายของตนเอง เช่นในวันนี้เป็นวันสงกรานต์ (๑๓ เมษายน ๒๕๔๐) ทางวัดมีการทำบุญและมีพิธีสะเดาะเคราะห์ ผู้มีศรัทธาต่างก็ตั้งใจมาทำบุญและร่วมพิธีสะเดาะเคราะห์ แต่ก็มีเคราะห์เสียก่อน รถยางแตกทำให้เกิดอุบัติเหตุ อันเป็นเหตุที่ไม่รู้มาก่อน มีคนเสียชีวิตไป ๓ คน คนทั้งหมดที่เสียชีวิตเขาไปดีเพราะจิตอยู่ในบุญกุศลมาโดยตลอด แต่ที่ต้องตายเพราะเป็นอุปฆาตกรรมเข้ามาให้ผล นี่ก็เป็นธรรมดาของกรรมที่เที่ยงเสมอ คนทำดีมาโดยตลอด ก็หนีวาระกฎของกรรมไม่พ้น ดูแต่ในพุทธันดรนี้ ผู้เป็นพระโสดาบันก็ยังถูกฆ่าตาย หรือ พระโมคคัลลานะ พระอัครสาวกเบื้องซ้าย ก็ยังถูกฆ่าตาย แต่บุคคลเหล่านั้นตายแต่ร่างกาย จิตของท่านไม่ตาย ก็ไปตามกรรมที่ได้กระทำอยู่ พระโสดาบันไม่มีคำว่าสู่อบายภูมิ ๔ พระอรหันต์ ท่านก็ไปพระนิพพาน บุคคลทั้ง ๓ ที่ได้รับอุบัติเหตุก็เช่นกัน คำว่าอบายภูมิ ๔ ไม่มีสำหรับบุคคลเหล่านี้ ให้พวกเจ้าดูไว้เป็นตัวอย่าง ชีวิตเป็นของไม่เที่ยง ความตายเป็นของเที่ยง และการตายก็ตายแต่เพียงร่างกาย จิตนั้นไม่มีวันตาย จิตต้องไปเสวยสุข หรือเสวยทุกข์ตามกรรม คือการกระทำของตนเองไปตามวาระนั้น ๆ ทุกคนที่เข้ามาปฏิบัติมักจักกล่าวว่า ความตายเป็นเรื่องธรรมดาแต่ทุกคนมักจักทำจิตให้ยอมรับธรรมดา คือความตายอันจักเกิดขึ้นเมื่อไหร่ก็ได้นั้นไม่ได้ กล่าวคือ จิตไม่ได้รับการซักซ้อมให้ทิ้งร่างกายอย่างเพียงพอ ยิ่งเกิดอุบัติเหตุหรือเหตุที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้นกับร่างกายถึงแก่ความตาย จิตที่อ่อนการซักซ้อมจึงเข้าพระนิพพานไม่ได้ เพราะฉะนั้น จงอย่าประมาทในอุบัติเหตุ พึงซักซ้อมเข้าไว้ให้ได้เสมอ เพื่อให้จิตมันชิน (รู้ลม - รู้ตาย - รู้นิพพาน)

          ๑๒. การทำบุญแล้วเกาะบุญก็มีผลตามนั้น เช่น สร้างศาลาวัดก็ดี ห้องกรรมฐานก็ดี แม้สร้างพระพุทธรูปไว้กับวัดต่าง ๆ ก็ดี หากจิตเกาะบุญในสิ่งที่ตนเองสร้าง มีอารมณ์จิตเกาะไม่วาง เมื่อกายตายไป จิตมีสิทธิ์เกิดเป็นภุมเทวดาได้ทั้งสิ้น หากทำบุญแล้วจิตไม่เกาะบุญ จิตต้องการพระนิพพานจุดเดียว จุดนี้จัดเป็นบุญใหญ่ที่สุดในพุทธศาสนา อนึ่งถ้าผู้ให้บริสุทธิ์ แต่ผู้รับไม่บริสุทธิ์ ผลบุญที่ได้ก็ไม่เต็ม แต่ถ้าผู้ให้บริสุทธิ์ ผู้รับบริสุทธิ์ด้วย ทำโดยไม่หวังผลตอบแทนด้วย หวังทำเพื่อหลุดพ้น หรือพระนิพพานจุดเดียว จัดเป็นขั้นปรมัตถบารมี จุดนั้นได้ชื่อว่าทำเพื่อมรรคผลนิพพาน

          ๑๓. ให้เห็นตัวธรรมดาให้มาก คนไม่มีศีลก็ไม่มีศีลเป็นปกติ อย่าไปกังวลกับใคร ให้ห่วงใจตนเองดีกว่า ให้พิจารณากฎของกรรมซึ่งเที่ยงเสมอ และให้ผลไม่ผิดตัวด้วย ดังนั้นหากไม่ใช่หน้าที่ของเราก็จงอย่าไปขวางกรรมของใคร เพราะจักเป็นโอกาสให้กรรมนั้นเข้าตัวเองได้ อุปมาเหมือนดั่งรถจักชนคน ๆ หนึ่ง เราเข้าไปผลักเขาให้กระเด็นออกนอกทางรถ แต่ตัวเรากลับไปอยู่ในทิศทางรถแทน กรรมก็เช่นกัน ให้ดูจิตของเราเอาไว้ให้ดีก็แล้วกัน

          ๑๔. ร่างกายเป็นศัตรูใหญ่ของเรา ถ้าไม่มีร่างกายเสียอย่างเดียว ทุกข์ของการเกิด - แก่ - เจ็บ - ตาย - พลัดพรากจากของรักของชอบใจ - มีความปรารถนา ไม่สมหวังก็จักไม่มี ปกติของร่างกายก็เป็นอยู่อย่างนี้ มีเกิดเป็นเบื้องต้น มีเสื่อมเป็นท่ามกลาง และมีความสลายตัวไปในที่สุด แต่จิตของเราไปหลงยึดเกาะอยู่กับสิ่งที่ไม่เที่ยงและสกปรกของร่างกายนี้ จึงจำเป็นต้องพิจารณารูป อันหมายถึง ธาตุ ๔ มีอาการ ๓๒ มีอายตนะสัมผัสและพิจารณานามทั้ง ๔ ด้วย อันมีเวทนา - สัญญา - สังขาร - วิญญาณด้วย เพราะสิ่งเหล่านี้เกิดได้อันเนื่องจากรูปเป็นเหตุทั้งสิ้น พิจารณาจุดนี้เอาไว้ให้ดี อยากจักพ้นจากร่างกาย ไม่ศึกษาร่างกายให้ถ่องแท้ก็พ้นไปไม่ได้

          ๑๕. ให้ดูความเสื่อมไปของร่างกาย ถอยหลังจากความเป็นเด็กขึ้นมาจนถึงวันนี้ มีอะไรมันทรงตัวบ้าง จุดนี้จักเห็นความเสื่อมชัด แล้วให้สอบดูว่าจิตยังมีความพอใจอยู่ในร่างกายตรงไหนบ้าง แล้วเอาปัญญาพิจารณาในจุดที่พอใจนั้น ถามและตอบให้จิตคลายความพอใจลง ด้วยเห็นธรรมะตามความเป็นจริง แล้วให้เห็นความเสื่อมของร่างกายนี้เป็นของธรรมดา ให้ย้อนถอยหลังไปกี่ภพกี่ชาติ ก็ต้องพบกับสภาพอย่างนี้ ให้ถอยหน้า - ถอยหลัง ให้จิตยอมรับนับถือกฎของธรรมดาของร่างกาย เมื่อเห็นอยู่ รู้อยู่ จิตก็จักปล่อยวางลงได้ในที่สุด

          ๑๖. ท่านพระ... พูดถูกตรงที่ว่า การจบกิจของท่านยังมีความละเอียดไม่พอเท่ากับที่พระสอนพวกเจ้า จุดนี้เป็นเรื่องจริง เพราะแต่ละองค์ก็มาแต่ละทาง คือ กรรมที่จักบรรลุไม่เหมือนกัน ไม่เท่ากัน ที่เท่ากันคือท่านตัดกิเลสได้หมดตามสังโยชน์ ๑๐ ประการได้เป็นสมุจเฉทปหานเท่านั้น เรื่องกฎของกรรมนี้เป็นธรรมที่ละเอียด ลึกซึ้งยากที่บุคคลธรรมดา ๆ จักพึงเข้าใจได้ แต่หากมีความเชื่อหรือศรัทธาในพระองค์ โดยจิตไม่สงสัยในพระธรรมคำสั่งสอนของพระองค์แล้ว พระองค์ทรงตรัสว่า บุคคลผู้นั้นเป็นผู้สมบูรณ์ ด้วยทิฏฐิ คือ เป็นสัมมาทิฏฐิ เต็มกำลังใจ (ตัวสัมมาทิฏฐิ คือตัวปัญญาในพระพุทธศาสนา) เรื่องนี้หลวงพ่อฤๅษีท่านเคยพูดไว้ว่า “คนผิดคนถูกไม่มี คนชั่วคนเลวคนดีไม่มี มีแต่คนที่มาตามกรรม แล้วก็ไปตามกรรม ทุกชีวิตเดินเข้าสู่ความตายเหมือนกันหมด” และที่สมเด็จองค์ปัจจุบันทรงตรัสเกี่ยวกับท่านเทวทัตว่า “เรารักเทวทัตเท่ากับพระราหุล ลูกของเรา" เหตุเพราะพระพุทธองค์และหลวงพ่อฤๅษีมีพรหมวิหาร ๔ เป็นอัปมัญญา ท่านมองคนในแง่ดี จิตบริสุทธิ์ ปราศจากกิเลส - ตัณหา - อุปาทาน และอกุศลกรรม หมดอคติ ๔ มองทุกอย่างเป็นธรรมดาหมด ด้วยเหตุดังกล่าวนี้ การเจริญพระกรรมฐานตัดสังโยชน์ตั้งแต่เบื้องต้นยันเบื้องปลาย ไม่มีใครเขาทิ้งพรหมวิหาร ๔ กันเพราะพรหมวิหาร ๔ เลี้ยงทั้งศีล - สมาธิ - ปัญญา เป็นกำลังใหญ่ทำให้เข้าถึงพระอรหัตผลได้ง่าย เพราะฉะนั้น จึงพึงทรงจิตให้อยู่ในพรหมวิหาร ๔ อยู่เสมอ อนึ่ง จักตัดกิเลสตัวไหน ให้ใช้พรหมวิหาร ๔ ควบคู่กันไป จักเป็นกำลังใหญ่ให้ตัดกิเลสได้โดยง่าย ยกตัวอย่าง เช่น การรักษาศีล ๕ ข้อแรก ห้ามฆ่าสัตว์ หากไม่มีเมตตาความรัก ไม่มีกรุณาความสงสาร ไม่มีมุทิตาจิตอ่อนโยน ไม่มีอุเบกขาวางเฉย สมมุติว่าอยากกินไก่ หากมีอุเบกขาวางเฉยกับความอยากนั้น ก็มีจิตอ่อนโยนไม่ยอมฆ่าไก่นั้น มีความกรุณาสงสารก็ฆ่าไก่ไม่ลง มีเมตตารักแล้วก็ฆ่าไม่ลง ในขณะเดียวกันผลสะท้อนกลับมาหาตัวเรา ไม่ต้องตกนรกไปชดใช้กรรมที่ฆ่าไก่นั้น ก็เทียบเท่ากับเรามีพรหมวิหาร ๔ ให้กับตนเองด้วย นี่เป็นอุปมาอุปมัยสำหรับศีลเบื้องต้นข้อแรก ข้ออื่น ๆ ก็พิจารณาโดยอาศัยหลักของพรหมวิหาร ๔ กลับไปกลับมาเช่นกัน เรื่องของสมาธิ เรื่องของปัญญา ก็ให้พิจารณาไปเช่นนี้เหมือนกัน แล้วจักทำให้ตัดกิเลสได้ง่าย

          ๑๗. อย่าสนใจกับจริยาหรือปัญหาของผู้อื่น เพราะปัญหาของตนเองก็มากพอแล้ว ให้มองลงตรงกฎธรรมดา เรื่องของโลก เรื่องของคนที่ยังมีกิเลสอยู่ก็เป็นเช่นนี้แหละ แม้แต่พวกเจ้าเอง ตราบใดที่ยังเข้าไม่ถึงซึ่งพระนิพพานเพียงใด ก็ยังได้ชื่อว่ายังมีกิเลสอยู่ จงอย่าคิดว่าตนเองดีแล้ว ตนเองสามารถแก้ปัญหาให้กับบุคคลอื่นได้ นั่นจัดว่าเป็นความหลง ความจริงจักต้องพยายามแก้จริตของตนเองให้ได้ อย่าไปคิดแก้จริตผู้อื่น หนักตัวไหนก็ฟันตัวนั้นก่อน โดยอาศัยอริยสัจเป็นหลักสำคัญในการแก้ปัญหา แต่ส่วนใหญ่มักเผลอไปถนอมกิเลส กลัวกิเลสจักเศร้าหมอง มัวแต่เกาะกิเลส ประคับประคองกิเลส ไม่กล้าสังหารกิเลส ให้มองลึกลงไป ที่ยังตัดกิเลสไม่ได้ เพราะยังมีอาลัยอาวรณ์ในขันธ์ ๕ เป็นเหตุ กลัวความทุกข์ กลัวความลำบาก กลัวอดอยาก กลัวขาดเครื่องบำรุงบำเรอความสุขของร่างกาย มีความห่วงในร่างกายมากว่าห่วงสภาพของจิตใจ นักปฏิบัติตัดตัวนี้ไม่ได้ก็ไม่มีทางเอาดีได้ แล้วจงจำไว้ว่า จิตของใครก็ไม่สำคัญเท่าจิตของเรา และจิตของเราถ้าไม่รักษาให้มันมีความผ่องใส ใครที่ไหนจักมาช่วยรักษาให้มันผ่องใสได้นั้นไม่มี บางครั้งคนอื่นอาจจักทำให้เราชื่นใจ มีความสุขในคำสนทนาธรรม แต่นั้นไม่ใช่ของจริง เป็นเพียงความสุขชั่วคราว เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป สุขนั้นอยู่ไม่นาน ไม่เหมือนกับเราปฏิบัติได้ด้วยตนเอง สุขทั้งกาย-วาจา-ใจ นั่นแหละจึงจักเป็นของจริงที่เลิศประเสริฐแท้ จำไว้ตัวรู้ไม่ใช่ตัวปฏิบัติ ตัวปฏิบัติให้มรรคผลเกิดจริงตามตัวรู้ นั่นแหละจึงจักเป็นของจริง

          ๑๘. อย่าไปจริงจังกับชีวิตให้มากนัก ทำใจให้สบาย ๆ เสียบ้างเพราะไม่มีงานใดในโลกที่ทำแล้วเสร็จบริบูรณ์โดยไม่ต้องทำใหม่อีก ความจริงแล้ว อารมณ์เสียดายก็ดี อารมณ์กังวลในสิ่งต่าง ๆ รวมทั้งงานที่ยังคั่งค้างอยู่ก็ดี ก็คือนิวรณ์ข้อที่ ๑ และ ๒ นั่นเอง หากระงับมันไม่ได้ ก็ทำปัญญาของเราให้ถอยหลัง คือโง่ทุกครั้งที่ยังมีอารมณ์ ๒ ตัวนี้เกิด เมื่อพิจารณาร่างกายแล้วอย่าลืมพิจารณาอารมณ์ของจิตด้วย ๒ อย่างจักต้องทำควบคู่กันไป หมั่นถามจิตให้จิตตอบอยู่เสมอ เป็นการสอนตนเอง ไม่ไปมุ่งสอนผู้อื่น เวลาเราทุกข์ก็ทุกข์คนเดียว เวลาเราตายร่างกายมันพังเราก็ตายคนเดียว เพราะฉะนั้นตนจักต้องเป็นที่พึ่งแห่งคนเท่านั้นในวาระของชีวิต พิจารณาถึงเรื่องนี้ให้มาก จักเกิดประโยชน์ใหญ่ในภายหน้า

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่