หลวงปู่บุดดา ถาวโร

(พระสังโฆ อัปมาโณ)

เรียบเรียงโดย : พล.ต.ท. นพ.สมศักดิ์ สืบสงวน




          ผมพบหลวงปู่เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๘ โดย คุณปาน (ชาลินี เนียมสกุล) เป็นผู้พาผมไปพบที่บ้านเจ้ากรมเสริม (พล.อ.ท.ม.ร.ว.เสริม สุขสวัสดิ์) ที่ซอยสายลม เมื่อเข้าไปกราบท่าน ท่านกำลังสอนลูกศิษย์ของหลวงพ่อ “พระราชพรหมยานเถระ” อยู่ จำได้ว่าเรื่องพุทธจักรกับอาณาจักร ผมเองขอรับตามตรงว่าฟังท่านไม่ค่อยรู้เรื่อง เพราะพื้นฐานทางธรรมยังไม่มี จากนั้น อีกหลายเดือน ผม คุณปาน และคุณหมู (สุจิตรา) ขับรถมาที่วัดท่าซุง จังหวัดอุทัยธานี เพื่อมากราบหลวงพ่อ “พระมหาวีระ ถาวโร” ตอนปี ๒๕๑๘ ขณะนี้มีพระราชทินนามเป็น
“
พระราชพรหมยานเถระ
”
คณะของเราขับรถมาทางเก่า ผ่านเขื่อน จังหวัดชัยนาท จึงได้แวะไปกราบหลวงปู่บุดดาที่วัดสองพี่น้อง จังหวัดชัยนาทก่อน ปรากฏว่าหลวงปู่ท่านก็สอนธรรมะเหมือนกับที่ท่านสอนครั้งแรก ที่บ้านเจ้ากรมเสริมฯ แต่คราวนี้ผมกลับเข้าใจคำสอนของท่านได้ดีพอสมควร ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ผมก็ติดตามฟังธรรมของท่านบ่อย ๆ ในโอกาสที่อำนวย

          ในปี พ.ศ.๒๕๑๙ หลวงพ่อวัดท่าซุง (พระราชพรหมยาน) ท่านจะทำพิธีบวงสรวงพระธาตุจอมกิติ ที่เชียงแสน (จ. เชียงราย) และสั่งให้ด๊อกเตอร์ปริญญา นุตาลัย พี่ชายของคุณปานขับรถไปรับหลวงปู่บุดดา ขึ้นไปพบกับท่านที่เชียงแสน ด๊อกเตอร์เป็นคนขับนั่งคู่กับคุณปาน ส่วนผมนั่งตอนหลังคู่กับหลวงปู่ (อยู่ตรงกลาง) และมหาทอง ระหว่างที่เดินทางผมมีคำถามเกี่ยวกับพระธรรมที่ผม คุณปานและด๊อกเตอร์สงสัยอยู่ ซึ่งผมจดรวบรวมไว้ในกระดาษแผ่นหนึ่ง ผมก็เอากระดาษแผ่นนั้นออกมาอ่านคำถามธรรมะที่สงสัยทีละข้อ หลวงปู่ก็เมตตาอธิบายธรรมนั้น ๆ ให้พวกเราทั้งสามคนฟังไปตลอดทาง จนรู้สึกว่าทำไมถึงเชียงแสนเร็วอย่างนี้ ควรจะถึงช้ากว่านี้สัก ๑-๒ ชั่วโมงก็จะดีหรอก เพราะสิ่งที่มีคุณค่าที่สุดในโลกนี้ คือ พระธรรม

          เมื่อทำพิธีเสร็จแล้ว ขากลับผมก็ใช้วิธีเดิม คือ ๓ คน ผลัดกันถามธรรมะหลวงปู่มาตลอดทาง ขากลับเรากลับทางเก่า ไม่กลับเส้นทางสายเอเชีย จึงพาหลวงปู่และมหาทองไปพักที่วัดพระแท่นศิลาอาสน์ จังหวัดอุตรดิตถ์ ๑ คืน  ส่วนเราสามคนไปพักโรงแรมในเมือง ตอนเช้าก็ไปรับท่านเพื่อเดินทางต่อ เมื่อกลับไปในวัด ท่านกำลังฉันอาหารเช้าอยู่กับพระเจ้าถิ่นอีก ๓ องค์ พวกเราทั้ง ๓ ก็ก้มลงกราบ แล้วนั่งรอท่านอยู่ตรงนั้น สิ่งที่ผมไม่เชื่อสายตาของผมก็ปรากฏขึ้น คือ ผมเห็นหลวงปู่ท่านลอยอยู่เหนือพื้นที่นั่งนั้นประมาณ ๑ คืบ ส่วนอีกสามองค์นั่งอยู่กับพื้นธรรมดา ผมก็ถอดแว่นตาออกขยี้ตาตนเองแล้วใส่ใหม่ ก็ยังเห็นหลวงปู่ลอยอยู่แบบนั้น ความสงสัยยังไม่สิ้น จึงค่อย ๆ คลานเข้าไปอยู่อีกมุมหนึ่ง เพื่อดูว่าภาพนั้นจะเปลี่ยนแปลงไหม ก็ปรากฏว่าคงเหมือนเดิม   จึงได้คลานกลับมานั่งที่เก่า   แต่ไม่ได้สะกิดให้คุณปานและ ด๊อกเตอร์ดูหรือพูดกันอย่างใด รอจนกระทั่งท่านฉันเสร็จแล้ว ลุกจากที่เพื่อกลับไปที่พัก เรา ๓ คนก็ลุกออกมาข้างนอก ทีนี้แหละแย่งกันพูด แย่งกันถามอย่างไม่ได้นัดหมายกันมาก่อน เรื่องที่เห็นท่านลอยอยู่เหนือพื้นนั้น ทุกคนต่างนึกว่าตนเห็นแต่ผู้เดียวกระมัง แต่ปรากฏว่าเห็นเหมือนกันหมดทั้ง ๓ คน ก็เป็นอันสิ้นสงสัยที่ว่าท่านเมตตาทำให้เราเห็น คนอื่นแม้จะเข้ามาก็คงไม่ได้เห็นแบบเรา แม้พระอีก ๓ องค์ก็ยังไม่มีสิทธิ์ที่จะเห็นได้ เรื่องนี้ผมเข้าใจว่าท่านทำเช่นนั้น เพื่อโปรดพระ ๓ องค์ ไม่ให้มีบาป เพราะทั้ง ๓ องค์นั้นไม่มีสิทธ์สมควรที่จะนั่งเสมอกับท่านได้ (ไม่เสมอท่านด้วย ศีล สมาธิ ปัญญา)

          เมื่อรถวิ่งมาในเขตของจังหวัดกำแพงเพชรด้วยความเร็วค่อนข้างสูง ผมเห็นชายกลางคนอายุไม่เกิน ๖๐ ปี วิ่งข้ามถนนมาโดยไม่ได้ดูรถก่อนว่ามีหรือไม่ ด๊อกเตอร์และทุกท่านในรถก็เห็นแกวิ่งออกมาโดยไม่ได้ดูรถ ด๊อกเตอร์พยายามที่จะหลบแกโดยหักหัวรถออกนอกทาง จนหัวรถกำลังจะทิ่มลงไปในคูอยู่แล้ว ผมเห็นดวงตาของแกโตมาก เพราะความตกใจคงจะร้องด้วย มือแกยกขึ้นไขว่คว้าอากาศ แล้วก็หมุนตัวกลับวิ่งข้ามถนน ไปยืนตัวสั่นอยู่ที่เดิมหัวรถด้านขวา ผมว่าขนาดอีกเส้นยาแดงเดียวคงชนแกกระเด็นไปแล้ว ด๊อกเตอร์คงอ่อนใจที่รถไม่ชน เหยียบเบรกรถหยุดสนิทพอดี และพูดว่าถ้าแกไม่หมุนตัวกลับ ผมจะตัดสินใจพารถลงไปในคูทั้งคัน

          เมื่อเหตุการณ์สู่ปกติ ด๊อกเตอร์พูดขึ้นว่า ผมไม่ได้เห็นแกเป็นคนวิ่งข้ามถนนมาหรอก แต่เห็นเป็นหมาวิ่งตัดหน้ารถ หมาตัวนี้รูปร่างแปลกกว่าหมาธรรมดา เพราะหัวมันอยู่ฟากถนนนี้ แต่ตัวมันยาวยืดไปถึงถนนฟากโน้น พวกเราพากันยกมือไหว้หลวงปู่พร้อม ๆ กัน เพราะรู้ว่าที่รถไม่ชนคนครั้งนี้ก็เพราะว่าหลวงปู่สงเคราะห์ คุณปาน หรือด๊อกเตอร์ถามว่า หลวงปู่ทำอย่างไร เขาจึงวิ่งกลับไปยืนอยู่ที่เก่า หลวงปู่ตอบว่า “ใช้จิตบังคับจิต”พวกเราก็ถามต่อไปว่า จิตบังคับจิตทำอย่างไรครับ หลวงปู่ตอบว่า เวลาที่เขาวิ่งข้ามถนนมา เขาวิ่งมาอย่างคนที่ขาดสติ เมื่อเราทำให้เขามีสติ เขาก็วิ่งกลับไปที่เก่า พวกเราก็ยกมือไหว้ท่านอีกที ส่วนเรื่องที่ด๊อกเตอร์เห็นเป็นหมาตัวยาว ๆ นั้น หลวงปู่ว่าหากเขาถูกรถชนตาย เขาก็จะไปเกิดเป็นหมา (แต่เป็นหมาของสัตว์นรก ไม่ใช่หมาในโลกมนุษย์ รูปร่างของมันจึงยาวมาก ไม่เหมือนหมาในโลกเรา ข้อความในวงเล็บนี้เป็นความเข้าใจของผมเอง หากผิดพลาด ผมต้องขออภัยไว้ก่อนด้วย)

          รถวิ่งมาเข้าเขตนครสวรรค์ คงประมาณอีก ๓๐ กิโลเมตรจะเข้าตัวเมือง ผมได้ยินเสียงเครื่องยนต์รถผิดปกติ จึงบอกให้ด๊อกเตอร์จอดรถข้างทาง เปิดฝากระโปรงรถดูเครื่องก่อน พอรถหยุดผมก็ลงไปเปิดฝากระโปรงรถขึ้นดูเครื่อง ก็พบว่าใบพัดลมที่ใช้เป่าหม้อน้ำรถหักเป็นชิ้น ๆ ผมก็เก็บชิ้นส่วนที่หักเหล่านั้นชูให้ด๊อกเตอร์ดู แสดงว่ารถวิ่งต่อไปไม่ได้แน่ แต่พอมองไปข้างหน้าประมาณไม่เกินครึ่งกิโลเมตรเห็นปั๊มน้ำมัน จึงบอกด๊อกเตอร์ว่าขับไปที่ปั๊มก็แล้วกัน น้ำเดือดก็คงไม่เป็นไรแค่นี้เอง เมื่อรถถึงปั๊มปรากฏไม่มีเครื่องอะไหล่ขาย จึงขอซื้อถังน้ำเขาหนึ่งใบ เพื่อไว้ตักน้ำข้างทาง ซึ่งหน้าฝนนี้มีน้ำตลอดทางไว้เติมหม้อน้ำที่เดือด เพราะความร้อนสูง เมื่อเครื่องหายร้อนก็ตัดใจ วิ่งไปพักไปตามทางก็คงถึงนครสวรรค์ได้ แต่สิ่งอัศจรรย์ก็เกิดขึ้นเพราะพอรถวิ่งไปได้ไม่เกิน ๒๐๐ เมตร เข็มวัดความร้อนก็ตีขึ้นสุดเกของมัน พอเข็มตีสุดเก ผมก็เห็นมันตีกลับมาอยู่ตรงกลางและไม่เคลื่อนไหวอีก ตรงอยู่กับที่เช่นนั้น เสียงเครื่องยนต์เรียบไม่กระตุกหรือสั่น คงวิ่งไปได้ตามปกติ แต่จิตของคน ๓ คน เกิดคิดตรงกัน (มาคุยกันภายหลังจึงรู้ว่าคิดเหมือนกัน) ว่าหากมีฝนตกลงมาก็จะดี เครื่องยนต์จะได้ไม่ร้อนเร็ว อึดใจเดียวกระมังฝนก็ตกใหญ่ ชนิดไม่มีปี่มีขลุ่ย เราก็พร้อมใจกันยกมือไหว้หลวงปู่ท่าน โดยไม่ได้พูดสักคำ ท่านก็พูดขึ้นมาเองว่า “เวลานี้เราต้องการความเย็น ฝนเลยตก” รถวิ่งมาด้วยดี โดยเกวัดความร้อนคงชี้อยู่ตรงกลางหน้าปัดจนถึงนครสวรรค์ ฝนก็ยังคงเทลงมาแบบเดิมไม่ยอมหยุด ทำให้เรามองหาร้านที่จะซื้ออะไหล่รถไม่ได้ จิตของคน ๓ คน เกิดคิดตรงกันอีกว่า ถ้าฝนไม่หยุดตก เราคงจะหาร้าน หรืออู่ซ่อมรถไม่พบ คิดเท่านั้นฝนหยุดลง ชนิดหายไปอย่างสนิทเกือบทันที พวกเราก็พร้อมใจกันยกมือไหว้ท่านอีก ท่านก็พูดขึ้นมาเองว่า
“
ตอนนี้เราไม่ต้องการความเย็น ฝนเลยหยุด”
พอฝนหยุด เราก็พบอู่ซ่อมรถ เราทิ้งรถไว้ให้เขา โดยพาหลวงปู่ไปพักที่ร้านใกล้ ๆ อู่นั้นสักครู่ทุกอย่างก็เรียบร้อย พวกเราก็พาท่านกลับวัดสองพี่น้องโดยสวัสดี

          หลวงปู่มานอนรักษาตัวที่โรงพยาบาลตำรวจหลายเดือน ในปี พ.ศ.๒๕๒๐ วันหนึ่งคุณปานมาหาผมที่โรงพยาบาล บอกว่าหลวงปู่ไม่สบายมาก ข้าว-ปลาไม่ฉันมา ๒-๓ วันแล้ว นอนคลุมโปงเหมือนเป็นไข้อยู่ที่บ้านคุณอะไรผมก็จำชื่อไม่ได้ ให้ผมช่วยส่งรถพยาบาลไปรับท่านมาอยู่โรงพยาบาลที ผมก็ส่งรถพยาบาลพร้อมคนหามเปลไปด้วยกับผมและคุณปาน ก่อนออกรถได้สั่งให้พยาบาลจัดห้องพิเศษชั้น ๔ ตึกรุจิรวงศ์ ให้เป็นที่อยู่ของท่าน ตึกรุจิรวงศ์เป็นตึกคนไข้พิเศษทางอายุรกรรมมี ๖ ชั้น แต่ในขณะนั้นพยาบาลขาดมาก จึงเปิดรับคนไข้ได้แค่ ๓ ชั้น ชั้น ๔ ทั้งชั้นจึงว่างอยู่ ชั้น ๕-๖ ใช้เป็นที่อยู่แพทย์และแพทย์ประจำบ้าน เมื่อไปถึงบ้านที่หลวงปู่พักอยู่ ก็ขึ้นไปจะตรวจท่าน พอเปิดห้องพักของท่าน เห็นท่านนอนคลุมโปงอยู่บนเตียง จึงนั่งลงกราบท่านยังไม่ทันครบ ๓ ครั้ง ท่านก็ลุกขึ้นนั่งเปิดโปงออก เอานิ้วมือชี้มาที่คุณปาน แล้วท่านก็สอนธรรมะทันที ธรรมะที่สอนนั้นมุ่งตรงแต่เฉพาะคุณปานผู้เดียว คุณปานยังไม่อนุญาตให้เปิดเผย ผมก็ของดไว้

          เมื่อนำท่านมาโรงพยาบาล ท่านอ่อนเพลียมาก จึงต้องให้ท่านพักนาน ๆ โดยอนุญาตให้ญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลาย ที่มีความศรัทธาในองค์ท่าน มาทำบุญ-ทำสังฆทาน-มาเยี่ยม แต่ให้อยู่ในกฎระเบียบของโรงพยาบาล คือ ห้ามนิมนต์ท่านออกไปนอกโรงพยาบาลเด็ดขาด และเมื่อถึงเวลาพัก ขอให้ท่านได้พักตามเวลา บางวันมีคนมาทำบุญกับท่านหลายสิบราย แต่ก็โชคดี เพราะชั้น ๔ ว่างทั้งชั้น จึงให้ญาติโยมได้อาศัยกันสะดวก ตึกมีชานกว้างประมาณ ๖-๗ เมตร ยาวตลอดความยาวของตึกประมาณ ๔๐ เมตร มีม้าหินยาวตลอดและห้องพยาบาลเวรที่อยู่ด้านหน้าห้องหลวงปู่อีกหนึ่งห้องใหญ่ ๆ จึงใช้เป็นที่รับแขกได้อย่างดี

          ตอนเช้า-เย็นหลวงปู่ได้นั่งรถเข็นออกมาที่ระเบียงตึก ท่านอยู่นานจนเดินได้เอง ก็ออกมาเดินเล่นได้ และขอกลับไปอยู่วัด ส่วนทางโรงพยาบาลไม่ได้ให้ท่านกลับ เพราะตอนนั้น ผมเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลตำรวจอยู่ จึงสั่งการได้สะดวกทุกอย่างโดยมิได้เก็บค่าห้อง ค่ายา ค่าบริการทุกชนิด ตลอดเวลาหลายเดือนที่หลวงปู่พักอยู่ระหว่างนั้น หลวงปู่ได้ตั้งทุนให้กับโรงพยาบาลตำรวจ โดยฝากประจำเอาดอกผลมาใช้เป็นค่ายาแก่คนไข้อนาถา โดยให้นักสังคมสงเคราะห์ของโรงพยาบาล เป็นผู้รับผิดชอบ จำได้ว่าได้เงินทุนประมาณ ๒๐,๐๐๐ กว่าบาท ซึ่งนับว่ามากในสมัยนั้น (ปัจจุบันก็คง ๒๐๐,๐๐๐ กว่าบาท)

          ท่านกลับไปได้พักหนึ่ง พักอยู่วัดอาวุธ ฝั่งธนบุรี ก็อ่อนเพลียอีก จึงพาท่านมาอยู่โรงพยาบาลอีกเป็นหนที่สอง และได้อยู่ห้องเดิม ชั้นเดิม เพราะปกติผมไม่ได้เปิดรับผู้ป่วย ที่เปิดนี้ก็ต้องขอบคุณพวกพยาบาลที่เขาต้องทำงานเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งห้อง แต่เขาเคารพหลวงปู่กันมากจึงไม่มีใครบ่นสักคน ก่อนจะกลับครั้งที่สองนี้ มีคนมาทำสังฆทานกับหลวงปู่มากราย จึงมีพระพุทธรูปมาถวายท่านขนาดต่าง ๆ กว่า ๒๐ องค์ หลวงปู่ก็เมตตาแจกพระพุทธรูปให้กับโรงพยาบาล เพื่อไว้ให้หมอ-พยาบาล-ข้าราชการและคนไข้ได้กราบไหว้บูชากัน ทำให้พวกแพทย์ พยาบาล พากันปลื้มใจมาก ขณะนี้ก็ยังอยู่ครบทุกองค์ตามตึกต่าง ๆ ทั่วโรงพยาบาลตำรวจ

          ผมจำวันเวลาที่แน่นอนไม่ได้ แต่เข้าใจว่าคงระหว่างเวลาที่หลวงปู่กลับไปวัดอาวุธครั้งที่ ๑ และครั้งที่ ๒ คืนหนึ่งผมไหว้พระสวดมนต์ตามปกติ แล้วก็นั่งทำสมาธิอยู่ จิตก็จับภาพหลวงปู่บุดดาจนชัด แล้วก็นึกขออนุญาตท่านทางจิต เพื่อกิจการอย่างหนึ่งที่เกี่ยวกับวัตถุมงคลของท่าน ท่านก็อนุญาตผมมาทางจิต ซึ่งผมก็เข้าใจและไม่สงสัย ตอนเช้าผมไปทำงานแต่เช้าก่อน ๐๘.๐๐ น. ปกติเด็กจะเปิดห้องทำความสะอาดแล้วเปิดเครื่องแอร์ แล้วจึงปิดห้องไว้ แต่บางวันก็เปิดไว้ (ไม่ได้ล็อกกุญแจห้อง) เพราะใกล้เวลาที่ผมจะมาทำงาน วันนั้นผมก็จำไม่ได้ว่าผมเปิดห้องเข้าไปโดยใช้กุญแจไขหรือเปล่า แต่เมื่อโผล่หน้าเข้าไปในห้อง ก็เห็นหลวงปู่ท่านนั่งอยู่ที่เก้าอี้รับแขกประจำห้องแล้ว ผมทั้งดีใจและแปลกใจที่เห็นท่านมานั่งอยู่องค์เดียว จึงนั่งลงกับพื้นแล้วกราบท่าน พอครบ ๓ ครั้ง ผมเงยหน้าขึ้น ท่านก็ยกนิ้วชี้มาที่หน้าผม แล้วบอกว่า “ที่มาขอนั้นอนุญาต” ผมก็ขนลุกซู่เลย เพราะยังไม่ได้พูดกับท่านสักคำ เมื่อตั้งสติได้ดีแล้ว จึงเรียนถามท่านว่า หลวงปู่มีธุระอะไรกับผมหรือเปล่าครับ ท่านก็ตอบว่าเปล่า มาบอกเท่านี้เอง จากนั้นก็ถามท่านว่าท่านมาองค์เดียวหรือ ท่านก็ว่ามาองค์เดียว ผมรับว่าตอนนั้นมันซื่อบื้อจริง ๆ จึงไม่ได้ถามรายละเอียดอื่นจากท่านอีก และลืมถามท่านว่าท่านฉันอาหารเช้าหรือยัง มันซื่อบื้อตรงนี้อีก จึงถามท่านว่าท่านกลับวัดหรือไปไหนต่อ ท่านว่าจะกลับวัด จึงกราบท่านอีกครั้ง แล้วช่วยพยุงท่านพาลงลิฟท์ไป เรียกรถแท็กซี่หนึ่งคันมา จ่ายค่ารถเสร็จ ก็กราบท่านอีกครั้ง ท่านก็กลับวัดอาวุธฯ ไปรู้สึกงง ๆ ไปหมด ที่ท่านเมตตาเราถึงขนาดนี้ พอกลับขึ้นไปก็ไปไล่เรียงเอากับเด็กทำห้อง เปิดห้องเด็กเสมียน ตำรวจหน้าห้องและเลขาของผู้อำนวยการ (สมัยนั้นยังไม่เรียกว่านายเวร) ทุกคนต่างพูดเหมือนกันหมด คือ ไม่รู้-ไม่เห็น ไม่ทราบว่าท่านมาตั้งแต่เมื่อใด เข้าห้องไปได้อย่างไร ตอนนั้นท่านอายุ ๘๔ ปี ไปไหนต้องมีผู้ช่วยไปด้วยหนึ่งคนหรือหนึ่งองค์เสมอ เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้ผมเอาไปคุยโม้ได้อีกเป็นเดือน จนมีคนไปถามท่านตรง ๆ ว่าท่านรู้ได้อย่างไรที่หมอสมศักดิ์คิดอยู่ที่บ้าน ท่านก็ตอบตรง ๆ ว่าไม่มีอะไรมาก เราใช้คลื่นวิทยุคลื่นเดียวกัน คลื่นมันตรงกัน มันก็รับกันได้ แค่นั้นเอง

          คุณปานท่านคุยให้ผมฟังเป็นส่วนตัวว่า ในอดีตตอนที่ท่านยังอายุน้อยอยู่ ใครที่นึกถึงท่านแบบพี่หมอ ท่านจะไปปรากฏตัวเดินอยู่แถวหน้าบ้านของผู้นั้นเสมอในตอนเช้า แต่ปัจจุบันท่านเลิกทำแล้วเพราะอายุมาก (๑๐๐ ปี) จึงไม่สมควรไปรบกวนขันธ์ ๕ ของท่านอีก เพราะขันธ์ ๕ คือเปลือกของท่าน ไม่ใช่ตัวจริงมันจึงแก่ เหี่ยว ย่น อ่อนเพลีย หมดแรงไปตามสภาพของมัน แต่จิตคือตัวจริงของท่านนั้นไม่เหนื่อย ไม่แก่ มีแรงอยู่ตลอดกาล ท่านใช้กายของท่านแสดงธรรมอยู่ตลอดเวลา ใครจะเห็นหรือไม่เท่านั้น คือ สัทธรรม ๕ ไตรลักษณ์ กฎของกรรมหรืออริยสัจ ท่านพูดเสมอว่าสังขารมันมีเกิดมีดับ หรือร่างกายนี้มันตายได้ แต่พระธรรมไม่ตาย คนตายใครร้องไห้คนนั้นโง่ เพราะสังขารมันไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา คนฉลาดเขาจึงไม่ร้องไห้ ตัวเราคือธรรมะเป็นอมตะไม่เคยตาย (จิตไม่ตาย ผู้ตาย คือ ร่างกาย หรือธาตุ ๔)

          เรื่องแป้งมงคล ความเห็นส่วนตัวของผม คิดว่าน่าจะเกิดขึ้นเมื่อ ๑๕ ปีที่แล้ว ตอนที่ท่านไปนอนป่วยอยู่ที่โรงพยาบาลตำรวจครั้งแรก ในปี ๒๕๒๐ ผมขอเล่าความโดยย่อว่า วันหนึ่งท่านปวดเมื่อยขา หมอตรวจแล้วก็เห็นว่าเป็นอาการปกติของผู้สูงอายุ จึงให้ใช้น้ำมันที่ทาแล้วรู้สึกร้อน เช่น น้ำมันหม่อง น้ำมันสโลน น้ำมันสะโต๊กทาได้ แต่พวกพยาบาลส่วนใหญ่เป็นหญิง จึงให้พยาบาลชายมาช่วยทาและนวดขาให้ท่าน เมื่อพวกลูกศิษย์หรือญาติโยมที่มาเยี่ยมท่านเห็นก็ช่วยเพราะคิดว่าได้บุญ ซึ่งก็เป็นความจริง

          เมื่อท่านให้คนหนึ่งทายาแล้วนวด บางคนก็ทั้งทาทั้งถู เมื่ออีกคนหนึ่งเห็นก็เอาบ้าง หลวงปู่ท่านเมตตาสูง ใคร ๆ ก็รู้ ใครจะทา จะถู จะนวด ท่านก็ไม่ว่าอะไร ยื่นขา ให้เขาทำไป มึงบ้างกูบ้างว่ากันนัว จนที่สุดโยมที่เป็นสีกาก็ขอได้บุญกับเขาบ้าง หลวงปู่ท่านไม่มีอาบัติจะให้ปรับได้ เพราะหมดอคติทั้ง ๔ แล้ว ซึ่งใคร ๆ ก็รู้ (ความจริงรู้ไม่ได้ เพราะพวกที่ไปรุมทั้งทา-ถูนวดขาให้ท่าน รวมทั้งตัวผมด้วย ยังมีอคติครบทั้ง ๔ ตัว จึงควรใช้คำว่าสงสัยว่า ท่านคงหมดอคติ ๔ แล้วจึงจะสมควร)

          มรรคที่พวกเหล่านี้ปฏิบัติ แต่ผลมาเกิดกับหลวงปู่ คือ ขาท่านบวม พอง แดงจัด แล้วก็แตกออก มีน้ำเหลืองไหลเยิ้ม พยาบาลมาพบเข้า ก็โทรไปรายงานให้ผมทราบ ผมมาดูแล้วก็ต้องปลงครับ เพราะไม่รู้จะโทษใครนอกจากกรรม กฎของกรรม เรื่องกฎของกรรมนี้ หลวงปู่ท่านทราบดี ท่านจึงไม่หนี ผมจึงให้พยาบาลตามแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางโรคผิวหนังมารักษาท่าน และสั่งห้ามทุกคนไม่ว่าหญิงหรือชาย เอาน้ำมันทุกชนิดมาทาขาของหลวงปู่อีก เมื่อขาท่านทุเลามากแล้ว น้ำเหลืองหยุดไหล หนังหายบวมและพอง ก็ให้ใช้แป้งผงที่ไม่มีสารอื่นเจือปน โรยบริเวณผิวหนังนั้น และทาเบา ๆ ได้ เมื่อหมอสั่งใช้แป้งโรยและทาขาหลวงปู่ได้ บรรดาพวกที่หิวบุญยังไม่อิ่มในบุญ อยากได้บุญมาก ๆ ก็ซื้อแป้งมาถวายท่านจนเกินพอ ผมจึงเข้าใจเอาเองว่า หลวงปู่ท่านก็เลยเสกแป้งเหล่านั้น ให้เป็นแป้งมงคลเสีย ด้วยพุธโธ-ธัมโม-สังโฆ แป้งนั้นก็เป็นแป้งมงคล ใช้ได้สารพัดประโยชน์ สุดแต่ปัญญาของแต่ละคนซึ่งไม่เสมอกัน และยังป้องกันไม่ให้พวกที่ไม่รู้จริงทั้งหลายมาทำบุญกับท่านแล้ว ได้บุญกลับไปก็จริง แต่ก็ได้ของแถมคือบาปไปด้วย เพราะกฎแห่งกรรมนั้นไม่เคยยกเว้นให้ใคร กรรมนั้นเที่ยงเสมอ ใครทำดีย่อมได้ดี ใครทำชั่วย่อมได้ชั่ว ต่างกันแต่เวลาให้ผลเท่านั้น ที่จะเร็วหรือช้า เมื่อท่านหายดีแล้ว คนก็ยังเอาแป้งมาถวายกันอย่างต่อเนื่อง ท่านเลยอาราธนา พุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ มาอยู่ในแป้ง เพื่อสงเคราะห์ญาติโยมทั้งหลาย โดยท่านแจกแป้งเหล่านั้นกลับไปให้ญาติโยมใช้อีก สุดแต่ปัญญาและความปรารถนาของแต่ละคนที่จะนำไปใช้ ซึ่งเป็นเรื่องกฎของกรรม ที่ทุกคนจะต้องศึกษาปฏิบัติเอาเอง รู้ด้วยตนเองเฉพาะตน กรรมใครกรรมมัน ทำแทนกันไม่ได้

          หลวงปู่ท่านพูดขึ้นลอย ๆ ให้ผมฟัง ขณะที่ผมกำลังตรวจร่างกายท่านว่า “เออ อ้ายพวกนี้มันมาติดเปลือก ติดหนามขนุน ทุเรียนอยู่อย่างนี้ แล้วเมื่อไรมันจะได้กินเนื้อสักทีเล่า” ผมได้ยินอย่างน้อยก็สองหนด้วยหูของผมเอง ธรรมะประโยคนี้ลึกซึ้งมาก ถ้าเอาไปใคร่ครวญพิจารณาด้วยปัญญา ผมขออนุญาตอธิบายสั้น ๆ เพื่อเป็นตัวอย่าง ดังนี้

          ๑. ร่างกายที่เห็นอยู่ คือ เปลือกของท่าน มันไม่ใช่ตัวจริง มันเป็นเพียงแค่หนังที่หุ้มขี้อยู่เท่านั้น (ท่านพูดเสมอประโยคนี้) จะมาติดมันทำไมกันนักหนา ท่านสอนตรงตามพระพุทธเจ้าสอน เพราะจุดมุ่งหมายของพระองค์มุ่งสอนคนให้พ้นทุกข์ เพื่อไปพระนิพพาน จึงสอนเพื่อละ ไม่สอนเพื่อยึด สอนให้เหมาะกับจริตในหมู่ชนที่พระองค์ทราบดีว่าสอนแล้วมีผล เขารับฟัง แล้วสามารถไปถึงนิพพานได้ แต่ในหมู่ชนที่พระองค์เห็นว่าเขาไปไม่ได้ ยังมีกำลังบารมีไม่พอ พระองค์ก็สอนให้เขาละความชั่ว ทำแต่ความดี แล้วพยายามทำจิตให้ผ่องใสไว้เสมอเพื่อกันนรก สำหรับผู้ที่ไปได้ก็สอนด้วยหลักเดียวกัน คือ ให้ละชั่ว-ทำดี-ทำจิตให้ผ่องใส แต่สอนให้ละเอียดขึ้นว่า แม้แต่ความดีก็จงอย่ายึดถือ (จงทำดีแต่อย่าติดในความดี) เพราะผู้ที่ทำบุญ (ทำดี) แล้วติดบุญ ก็ไปได้แค่สวรรค์ ผู้ทำจิตให้สงบแล้วติดในความสงบ ก็ไปได้แค่พรหม หากจะไปนิพพานนั้นต้องละทุกอย่าง จึงจะไปได้ถึง เป็นต้น 

          ๒. จิตของท่านหรือกายในของท่านนั้นคือตัวจริง เป็นกายธรรมหรือธรรมกาย สำหรับกายธรรมของท่านนั้นไม่เกิดไม่ดับอีก เพราะเป็นกายโลกุตรธรรม ท่านบอกไว้ชัดแจ้งตอนที่มีผู้มาถามปัญหาธรรมท่านว่า ทำไมคนจึงเกิด ท่านตอบว่า ที่เกิดก็เพราะยังโง่อยู่ ผู้ถามถามต่อว่า รู้ว่าโง่แล้ว หลวงปู่เกิดมาทำไม ท่านตอบว่า ก็เพราะยังโง่น่ะซิ ถึงต้องเกิด ผู้ถามถามต่อว่า แล้วหลวงปู่จะเกิดอีกไหม ท่านตอบว่า เกิดมาให้มันโง่น่ะซิ นี่คือคำตอบที่ชัดเจนว่า ท่านหมดโง่แล้ว ท่านจึงไม่ต้องเกิดอีก

          ๓. หลวงปู่บุดดา ถาวโร ท่านมีแต่ปัจจุบัน ไม่มีอดีต ไม่มีอนาคต ท่านจะไปไหนท่านก็ไปของท่าน ไม่มีใครห้ามท่านได้ ท่านพร้อมที่จะไปได้ในทุก ๆ โอกาส แม้กระทั่งการทิ้งขันธ์ ๕ ดังนั้นท่านผู้อ่านเรื่องที่ผมเขียนนี้แล้ว คงเห็นด้วยกับผมว่า การเอาจิตถึงจิตนั้นดีกว่าเอากายถึงกายมาก

(จากหนังสือ ๑ ศตวรรษ หลวงปู่บุดดา ถาวโร)

 

เก็บพระธรรม

จาก : หลวงปู่บุดดา ถาวโร

 

          ๑. หลวงปู่สงฆ์ เคยเป็นบิดาท่านในอดีตชาติ

          ๒. หมา-แมวทุกตัว สัตว์ทุกตัวมีจิตเหมือนเรา บางตัวอาจดีกว่าเรา แต่กรรมก่อนตายบังคับให้เขามาเกิดอย่างนี้ อาจจะเป็นพ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย ในอดีตก็ได้ หากเราไปเตะเขา เบียดเบียนเขา ก็เท่ากับเตะญาติของตนเอง เมื่อเขาตายไปก็ไปเสวยกรรมดีต่อ อาจเป็นเทวดา พรหม แล้วบำเพ็ญบารมีต่อไปนิพพานก็ได้ ฉะนั้น แตะสัตว์ อาจมีบาปไม่มีประมาณก็ได้

          ๓. แป้งมงคล ข้อนี้ส่วนตัวเราเห็นว่า น่าจะเกิดขึ้นสมัยอยู่โรงพยาบาลตำรวจ แล้วมีลูกศิษย์ที่ขาดปัญญา อยากได้บุญ แย่งกันเอายาหม่องถู ทาขาท่าน ทำให้ตัวท่านแสบ-พองไปเกือบทั้งตัว เราต้องห้ามเด็ดขาด แล้วให้แพทย์โรคผิวหนังมารักษา และให้ใช้แป้งโรยตัวทาบริเวณที่แสบ-พองได้ คนก็เอาแป้งมาถวายกันมาก ท่านหายแล้วก็แสกแป้งแจกพวกนั้นเสียเลย เลยเป็นประเพณี ต่างคนต่างซื้อแป้งมาให้ท่านเสก แล้วก็แจกกันมาจนทุกวันนี้ เพราะท่านพูดกับข้าพเจ้าว่า “อ้ายพวกนี้มันติดเปลือกขนุน เปลือกทุเรียนกันอยู่ แล้วเมื่อใดมันจะได้กินเนื้อกันสักที” ข้อนี้ไม่เขียนต่อให้คิดเอาเอง

          ๔. ศีล ท่านพูดว่าสมัยก่อนเณรอายุแค่ ๗ ขวบ ก็เป็นอรหันต์ได้ แค่ศีล ๑๐ ก็เป็นได้ แม้ฆราวาสแค่ศีล ๘ ก็เป็นได้ แต่วันนั้นเขาก็ตายไปนิพพาน, ศีล ๒๒๗ เป็นศีลปกครองหมู่คณะของสงฆ์ (หมายเหตุ) เรื่องนี้ลึกซึ้งเกินกว่าบุคคลธรรมดา ๆ จะเข้าใจได้ หลวงปู่ท่านพ้นแล้วจากสมมุติทั้งปวงในโลกและในธรรม (ท่านวิมุติ หรือหลุดพ้นแล้ว) ท่านจึงพูดได้ แต่คนที่ยังหนาอยู่ด้วยกิเลส ตันหา อุปาทานและอกุศลกรรม (อวิชชา) ยังพูดไม่ได้ ไม่มีสิทธิ์จะพูดแบบท่าน เพราะจิตท่านหมดเจตนาที่เป็นอกุศลใด ๆ แล้ว ได้รับยกเว้นอาบัติทั้งมวลปรับท่านไม่ได้แล้ว แต่พวกที่ยังเป็นสมมุติสงฆ์อย่าบังอาจ แม้พรากของเขียว (ตะไคร่น้ำ) เล่น ๆ เช่น ดึงใบไม้เล่น ๆ ยังเป็นสัตว์เดียรัจฉานได้ อาบัติปาราชิก ๔, สังฆาทิเสส ๑๓, รออยู่แล้วที่อเวจีมหานรกขุม ๘ อาบัติทุกข้อมีโทษทั้งสิ้น ข้าพเจ้าเคยถามหลวงพ่อพระราชพรหมยานว่า ทำไม (เพราะเหตุใด) เณร ๗ ขวบ มีศีลแค่ ๑๐ ข้อ ก็เป็นพระอรหันต์ได้ ท่านตอบว่าพอจิตหลุดพ้น จิตก็มีศีล ๒๒๗ ทันที คือ พ้นจากสภาวะ หรือสภาพของเณร มาเป็นพระเถระหรือพระผู้ใหญ่ ไม่ใช่เณรอีกต่อไป

          คำตอบนี้ แก้ปัญหาของมันอยู่ในตัวแล้วว่า เหตุใดเณรที่มีศีล ๑๐ ข้อ พอจบกิจเป็นพระอรหันต์แล้ว จึงไม่ต้องนิพพานแบบ พวกศีล ๘ ของฆราวาส เรื่องนี้ส่วนตัวเราได้เขียนออกความเห็นไว้หลายครั้ง ความว่าเพราะศีลข้อ ๑๐ ซึ่งแปลเอาความว่า ไม่ยินดีด้วยในเงิน-ในทอง หรือไม่ยินดี-ยินร้ายในเงินทอง หรือมีจิตไม่ติดในเงินทอง เท่ากับเป็นศีลที่ตัดชีวิตตนเอง เท่ากับตัดสักกายทิฏฐิ เท่ากับตัดขันธ์ ๕ ได้เด็ดขาด เท่ากับหมดความกลัว หรือหมดความหวั่นไหวเมื่อถูกกระทบ เพราะสิ่งที่คนกลัวกันที่สุดในโลกก็คือกลัวตาย กลัวความลำบาก, กลัวร่างกายจะถูกทรมาน เป็นต้น

          ๕. พระสุปฏิปันโน หลวงพ่อ (พระราชพรหมยาน ตอนเป็นพระมหาวีระ) กล่าวไว้ความว่า พระดีไม่ต้องดูจริยาอื่น หากเรามีศีล เคารพในพระพุทธ พระธรรม พระอริยสงฆ์ และปรารถนานิพพาน เข้าไปกราบท่าน ให้นึกว่าหรืออธิษฐานจิตว่า “ธรรมใดที่ท่านบรรลุแล้ว ขอให้ข้าพเจ้าได้บรรลุธรรมนั้นด้วยในอนาคตกาล หรือขอให้ข้าพเจ้าเข้าใจด้วย” เพียงเท่านี้ท่านก็จะทราบด้วยกระแสจิต หรือ กระแสจิตนั้นจะไหลมากระทบใจเรา โดยที่ท่านไม่ต้องแสดงธรรม เช่น แสดงด้วยแววตาหนึ่ง กริยาหนึ่ง กระแสจิตแห่งเมตตาหนึ่ง หรือด้วยวาจาโดยตรงหนึ่ง สุดแต่กาลและสมัย สิ่งเหล่านี้รู้ได้เฉพาะตน

          ๖. ไม่เกิด-ไม่ดับ คือ ธรรมะ (เป็นหัวข้อที่ลูกศิษย์หลวงปู่ตั้งขึ้นมา ซึ่งข้าพเจ้ามีความเห็นส่วนตัวว่า คำว่า ธรรมะ เป็นคำรวมกว้างขวางมาก สุดแต่จิตของใครจะสัมผัสได้ รู้ได้ เข้าใจได้ จึงขอออกความเป็นไว้แค่นี้) ๘๔,๐๐๐ ล้วนเป็นธรรมะ

          ๗. อย่าหลงว่าสังขาร ๓ คือ กายสังขาร (ร่างกาย), วจีสังขาร (วิตก-วิจาร-คำภาวนา), จิตสังขาร (สัญญากับเวทนา) เป็นตัวเป็นตน มันเกิดดับให้เราเห็นตลอดเวลา เช่น ธาตุ ๔, อาการ ๓๒ หรือ รูปนาม (เท่ากับทุกสิ่งในโลกล้วนเกิดดับ แม้แต่อารมณ์ของจิตเท่ากับโลกไม่เที่ยง)

          ๘. ตัวที่ทำให้ต้องเกิด-ดับ คือ กิเลส ตัณหา อุปาทาน อกุศลกรรม (อวิชชา) มันเกิด-ดับโดยผ่านทางอายตนะ ๖ (ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) หากจิตว่างหรือพ้นจากอาสวะทั้ง ๔ นี้ได้ พ้นโดยกระทบทวารทั้ง ๖ แล้วหมดความหวั่นไหว ใจก็พ้นจากรูปนาม, หมดโศก-เศร้าและกลัว เท่ากับพ้นทุกข์ เท่ากับพ้นวัฏฏะ

          ๙. คำว่า ทุกข์ คือ สิ่งที่จำต้องทน เพราะทุกข์เป็นสิ่งไม่มีตัวตน เป็นนามธรรม เป็นสิ่งสมมุติขึ้น ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่คน เป็นสภาวะอันหนึ่งที่ใจรู้ และไม่มีใครต้องการทุกข์ แต่ก็ไม่มีใครหนีพ้น เพราะทุกข์เป็นของธรรมดา ที่มีอยู่คู่กับการเกิด หรือมีอยู่แล้วเป็นปกติธรรมดาของโลก สัจธรรมข้อนี้ (ทุกขสัจ) พระองค์พบก่อน เห็นก่อน รู้ก่อน ผู้อื่นในโลก และพบวิธีปฏิบัติให้พ้นทุกข์ได้ (อริยมรรค) และพบอริยผลถึงนิพพานแล้ว จึงค่อยมาแนะนำให้ผู้อื่นรู้ตามเห็นตามท่าน ให้เห็นว่าทุกข์นั้นเป็นของธรรมดาคู่กับโลก คู่กับการเกิด ตัวทุกข์จริง ๆ ที่กายหรือที่รูป-นามนั้นไม่มี มีแต่ปฏิกิริยาของธรรม ที่เกิด-ดับ ๆ อยู่อย่างนั้นตามหน้าที่ของมันตลอดเวลาที่ยังมีชีวิตอยู่ ผู้รู้ว่าทุกข์คือจิตหรือใจ ที่มาอาศัยรูปนามอยู่ชั่วคราว แล้วหลงยึดว่ารูปนามเป็นตัวตน บุคคล เราเขา ดังนั้น ทุกข์ก็คือผลของความหลง หรือความยึด หรือความเข้าใจผิด (ความโง่, อวิชชา ต้นเหตุอยู่ที่ใจ หรืออารมณ์ของใจ หรือตัณหา (สมุทัย) เพราะฉะนั้นจะพ้นทุกข์ได้ จึงต้องดับที่ต้นเหตุ คือ ดับตัณหาหรืออารมณ์ใจ (ดับอาสวะ ๔ ตามข้อ ๘) เกิดที่ใจให้ดับที่ใจ อย่าไปหลงยุ่งกับกาย ตามข้อ ๗ (สังขาร ๓)  (การปฏิบัติท่านจึงให้รู้ สังขาร ๓ (ตามข้อ ๗) อยู่เสมอ ด้วยความมีสติสัมปชัญญะเท่ากับไม่ให้หลง เมื่อหมดหลงก็พ้นทุกข์)

          ๑๐.โลกนี้ไม่มีคน มีแต่การเกิดดับ หรือสังคตะ ข้อนี้ขออธิบายว่า ทุกสิ่งในโลกที่เราเห็นเป็นภาพ เป็นรูปนั้น ข้อเท็จจริงโดยธรรมแล้ว มันไม่มี มันเป็นเพียงแค่สภาวะธรรม หรือสภาพอันหนึ่งที่เกิดขึ้นคล้ายทรงอยู่ แล้วก็ดับไป แต่สภาวะนี้มันเร็วมากและต่อเนื่อง (เกิดดับ ๆ ๆ) เห็นได้โดยปัญญา ภาพที่เห็นจึงไม่ใช่ของจริง แต่เป็นสันตติ (เคยเขียนไว้หลายหนแล้ว ขอผ่านไป ขอสรุปว่าสิ่งที่เราเห็นนั้น เราเห็นจริง แต่สิ่งที่ถูกเราเห็นนั้น มันไม่จริง)

          ๑๑. ให้รู้ว่า พระสูตร พระวินัย พระอภิธรรม อยู่ที่จิต เกิดที่จิต เท่ากับพระธรรม เท่ากับพระไตรปิฎก หรือจะว่าธรรมทั้งมวลอยู่ที่กายกับใจของเรานี่แหละ จิต-เจตสิก (อารมณ์ของจิต) รูป ก็อยู่ในชีวิตนี่แหละ (รูป+นาม+จิต)

          ๑๒. นิพพานไม่เกิด ไม่ดับ เพราะหมดอาสวะทั้ง ๔ ข้อแล้ว (ข้อ ๘)

          ๑๓. คุณของพระพุทธ ๕๖ คุณพะธรรม ๓๘ คุณพระสงฆ์ ๑๔ รวม ๑๐๘ ใครรู้ตามท่าน เจริญตลอดทั้งวัน-คืน ก็พ้นทุกข์ได้ตามพระองค์

          ๑๔. กรรมบถ ๑๐ ต้องทำอยู่ตลอดเวลา ขาดไม่ได้เลย ทั้งที่ลับและที่แจ้ง เท่ากับมีหิริ โอตตัปปะ

          ๑๕. ถ้ารู้ว่า ก) รูปนามเป็นของสมมุติ ข) กายประกอบด้วยธาตุ ๔ ค) กายคือขันธ์ ๕ มีอายตนะ ๖ เป็นเครื่องสัมผัสรู้ ง) ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค มีอยู่ที่เราแล้ว จ) สัตว์ บุคคลเสมอกัน หากรู้แจ้งอย่างนี้ เรียกว่า วิปัสสนาญาณ

          ๑๖. ถ้าใจยังมีทุกข์อยู่ไม่ใช่ธรรม ใจไม่ทุกข์เป็นธรรม หมายถึงธรรมที่ไม่แปรผันแล้ว

          หมายเหตุ ธรรมะทั้ง ๑๖ ข้อนี้ เป็นธรรมย่อ ๆ ผู้อ่านจะต้องจำให้ได้เป็นประการแรก แล้วจึงนำไปคิด พิจารณาจนเข้าใจด้วยตนเองให้รู้ ให้เข้าใจเอง แล้วจึงนำไปปฏิบัติให้เกิดผล หมายความว่าสิ่งที่เราอ่านเห็นด้วยตานี้ เป็นแค่มรรคเท่านั้น เมื่อเอาคำสอน (มรรค) นี้มาใคร่ครวญ พิจารณา (ธัมมวิจัย) ด้วยปัญญาขั้นต้นของเรา จนเข้าใจดีแล้ว ความสงสัยในธรรมข้อนี้ก็หมดไป การปฏิบัติธรรมในจุดนี้ หรือปฏิปทาของมรรคก็จะไม่มีความผิด-พลาด หรือเพี้ยนไปจากจุดนี้ได้อีก เท่ากับมงคลตื่นข่าวตามชาวบ้านก็จะหมดไปจากจิต เท่ากับเราพบเพชรแท้แล้ว ไม่มีใครมาหลอกให้เราไปหาเพชรเทียม หาพลอย หาก้อนกรวด ก้อนหิน อีก

          สรุปว่า เราเดินมรรคเพื่อไปหาผล อันมีพระนิพพานเป็นเป้าหมาย ที่พระท่านเทศน์ว่ามรรคผลนิพพานก็คือจุดนี้ ดังนั้น อริยสัจ ๔ ข้อที่ ๔ วิธีปฏิบัติเพื่อให้ถึงซึ่งความพ้นทุกข์ หรืออริยมรรค ๘ ตัวแรก พระองค์จึงเริ่มต้นด้วยสัมมาทิฎฐิหรือตัวปัญญา เพราะหากเรามีความเห็นผิด เริ่มต้นผิดก็จะผิดตลอด ผลที่ได้ก็คืออเวจีมหานรก (ขุม ๘) แต่หากเริ่มต้นถูกก็จะถูกตลอด ผลที่ได้ก็คือนิพพาน ดังนั้น ธรรมใด ข้อปฏิบัติใด ๆ ที่ขัดต่อ ศีล สมาธิ ปัญญา แล้ว จงอย่าทำต่อ เพราะเป็นมิจฉาทิฎฐิ

 

(จากหนังสือ ที่ระลึกหลวงปู่บุดดา อายุ ๙๙ ปี)

๕ มกราคม ๒๕๓๕

พล.ต.ท.นพ.สมศักดิ์ สืบสงวน ผู้รวบรวม

 

เก็บธรรมะ

จาก : หลวงปู่บุดดา ถาวโร

          ๑.    พระธรรมไม่เกิด ไม่ตาย (ไม่มีเก่า ไม่มีใหม่ เพราะเป็นสัทธรรม) ส่วนสังขาร
หรือร่างกาย มันมีเกิดมีดับ หรือ
สังขารตาย (ดับ) ได้ แต่พระธรรมไม่ตาย หรือธรรมะไม่ตาย ในเมื่อ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นธรรมะ ดังนั้น พระรัตนตรัยทั้ง ๓ จึงไม่ตาย พระพุทธเจ้าจึงพ้นจากความเป็นผี เพราะท่านไม่เกิด ไม่ตายอีก พระธรรมและพระอรหันต์ทั้งหลาย จึงพ้นจากความเป็นผีเช่นกัน

          ๒.     คนตาย ใครร้องไห้ คนนั้นโง่ เพราะสังขารมันไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา คนโง่
ร้องไห้ แต่คนฉลาดไม่ร้องไห้ ตัวเราคือธรรมะ (เป็นอมตะไม่ตาย หรือจิตเราไม่เคยตาย ผู้ตาย คือ สังขาร หรือร่างกาย ซึ่งมีเกิดมีตายเป็นปกติธรรมดา)

          ๓.     จิตมีสภาวะรูป ๒ คือ ปุริโสวา เท่ากับปุริสภาวะ เท่ากับ ผู้ชาย และอิตถิโยวา เท่ากับ อิตถีภาวะ เท่ากับผู้หญิง นางงามจึงไม่มี มีแต่นางขี้ ขี้ทั้งตัว พระเอกนางเอกจึงไม่มีใครเห็นขี้ เห็นเยี่ยว คนนั้นก็โง่ เพราะกายคตาจิต เขาไม่งามอยู่แล้ว

          ๔.     เข้าป่าให้เอาปัญญาไปด้วยเป็นธุดงค์ หากเข้าป่าไม่มีปัญญาไปด้วย ไป
แบบโง่ ๆ ก็เป็นถูดง
เข้าป่าต้องไม่กลัวตาย กลัวเจ็บป่วย กลัวผี กลัวทุกข์ ต้องไปแบบพระพุทธเจ้า ใครให้กินก็กิน ไม่ให้กินก็ไม่กิน ให้เอาใจและกายอยู่กับธรรม ซึ่งไม่เกิดไม่ตาย แล้วใจก็สบาย มนุษยธรรมเป็นธรรม เทวธรรม พรหมธรรม โลกุตรธรรมล้วนเป็นธรรม จึงต้องอยู่กับธรรมะตลอดเวลา จึงจะไม่เกิดไม่ตาย ธรรมะนี้คนเรียนเป็นวันเดียวจบ คนเรียนไม่เป็น ๘๐,๐๐๐ ปี ก็เรียนไม่จบ

          ๕.    พวกพุทธภูมิท่านเหนื่อยมาก เพราะท่านแบกรถ แทนที่จะขี่รถ หรือให้รถมันแบกเรา (แบกรถไฟ รถยนต์ไป แทนที่จะขี่ไป) ดังนั้น ใครหวังเป็นพระพุทธเจ้า ห้ามบ่นว่าเหนื่อยเพราะตัวเป็นคนตั้งใจ ตั้งปรารถนาไว้เองว่าต้องการแบกรถไป

          ๖.    ฆ่าเปรต อสุรกาย สัตว์นรกนี่เป็นอาบัติทุกกฎ ฆ่าสัตว์เดรัจฉานยุงตัวเดียว เป็น
อาบัติปาจิตตีย์ คนจะบวชจึงต้องตัดขาดในศีล ๕ ให้ได้ก่อน จึงจะเข้ามนุษยธรรม เทวธรรม พรหมธรรม โลกุตรธรรมได้ มีสุขก็เพราะศีล มีทรัพย์ก็เพราะศีล ถึงนิพพานสมบัติก็เพราะศีล หากไม่เชื่อศีลแล้วจะเชื่อใคร (เพราะศีลเป็นแม่แบบของพระธรรม) พอเข้าถึงธรรมะ เกาะธรรม (พระธรรม) มันก็ไม่เกิด ไม่ตาย เพราะทั้งหมดสำเร็จเพราะศีล เป็นสุข มีโภคทรัพย์ ถึงนิพพานสมบัติ ล้วนจากเพราะศีทั้งสิ้น มีศีลเป็นหลัก พระปาติโมกข์ทั้ง ๓ (พระวินัย พระสูตร พระอภิธรรม) ล้วนเอาศีลเป็นหลักทั้งสิ้น เอาศีลขึ้นต้นทั้งสิ้น ธรรมะไม่เกิด ไม่ดับ (ถ้าศีลไม่ตาย สมาธิและปัญญาก็ไม่ตาย) สำเร็จเพราะศีล

          ๗.     วิธีปฏิบัติให้เห็นตัวไม่ตาย คือ ให้มีสติรู้ปัจจุบันที่กายกับจิตหรือรู้ปัจจุบันที่รูป
กับนาม ใช้โทรศัพท์เบอร์เดียวกัน ระหว่างกายกับจิต หากอันหนึ่งตายก็พูดกันไม่รู้เรื่อง

          ๘.     ธรรมะทินนา ระหว่างสักกายนิโรธ กับจิตตนิโรธ อนาคามี ฟังอริยมรรคขั้น
๔ อริยผล ๔ ไม่รู้เรื่อง เพราะมีสักกายสมุทัยกับจิตตสมุทัยขวางอยู่ เพราะตัดสังโยชน์เบื้องบน ๕ ไม่ได้ถือเป็นสมุทัยเบื้องบน ๕ อนุสัย ๕

          ๙.     บวชพระต้องตอนก่อน (ตอนจิตให้ไม่เป็นหญิงเป็นชาย) เสมือนช้างม้าตัวผู้
เขาตอนกาย มิฉะนั้นมันหนีไปหาตัวเมียหมด ส่วนพระใช้ตอนจิต มิฉะนั้นมันก็วิ่งไปหาสาว ๆ หมด

          ๑๐.   กายเดียว จิตเดียว หนังแผ่นเดียว ใช้โทรศัพท์เบอร์เดียวไปนิพพานง่าย

          ๑๑.   สอบภายนอก-สอบภายใน การสอบธรรมะต้องสอบทุกวัน นิโรธ ๑๒ สมุทัย ๑๒ ภายนอก ๖ ภายใน ๖ (อายตนะ) สอบภายนอกมันเกะกะ ส่วนสอบภายในมันดี (ประเสริฐ) เพราะมีเครื่องมือพร้อมอยู่แล้ว

          ๑๒.  ศีล ทำให้เกิดมรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑ โดยมีปัญญานำ คือ สัมมาทิฎฐิ

          ๑๓.  สังขาร ๓ กายสังขาร ก็ลมหายใจนี่เอง วจีสังขาร ก็ปลงบท หรือภาวนา หรือ
อนิจจังนั่นเอง
จิตสังขาร ก็คือ เวทนากับสัญญานั่นเอง ทำงานอยู่เดี๋ยวนี้

          ๑๔.  เวลาสำเร็จ ใจมันสว่างหมด ทั้งภายนอก-ภายใน นอก ๖ ใน ๖ เป็นนิโรธ
ทั้งนั้น ตัณหา (สมุทัย) มันหนีไป ปัญญามันก็เกิด กิเลส
มีอนุสัย ๗ ตัว สังโยชน์ ๑๐ ตัว มันไปก่อนทั้งอธิศีล อธิจิต อธิปัญญา ล้วนอยู่ที่จิต สังขตะ เกิดดับเป็นธรรม อสังขตะ ไม่เกิด ไม่ดับก็เป็นธรรม วิราคธรรม ก็เป็นธรรมทั้งสอง

          ๑๕.  ทุกอย่างอยู่ที่ปัจจุบัน เวลาปัจจุบัน อดีต อนาคต มันไม่ใช่ปัจจุบัน เท่ากับยังไม่ถึงเวลา ทุกอย่างจึงสู้วันนี้ไม่ได้ การเทศน์ก็เทศน์ที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ จิตนิโรธคู่กับสักกายะนิโรธ จิตสมุทัยคู่กับสักกายะสมุทัย หรือกายสมุทัย จิตก็สมุทัย

          ๑๖.  พระพุทธเจ้าตรัสรู้ใหม่ ๆ อุทาน ( ๔ ครั้งตามลำดับ หลังจากออกจากสุขวิหาร) ว่า “สุขเพราะความสงัด, สุขเพราะไม่เบียดเบียน, สุขเพราะปราศจากราคะ (ก้าวล่วงกามเสียได้) สุขอย่างยอด คือ การหมดความถือตัว เท่ากับหมดมานะแล้วเท่ากับกายวิเวก จิตวิเวก อุปัตธิวิเวก

          ๑๗.  คุยกันไม่รู้เรื่อง เพราะผู้พูดนิโรธ ผู้ฟังสมุทัย ผู้รับฟังไม่มีภาชนะจะรับได้ ฉะนั้น บางทีคนมามาก แต่ท่านกลับไม่พูดไม่สอน พวกนี้เขาจะเรียนแต่หาเงินทองกัน ไม่เรียนหานิพพาน

          ๑๘.  พระขอเงินท่านไม่ให้ เพราะเงินเป็นอสรพิษ คือ ขอเป็นโลภะไม่ให้ แต่ขอเป็นธรรม ท่านให้ ให้แต่ธรรมะ ให้นิพพานสมบัติดีกว่า

          ๑๙.  หายตัวได้ไหม? ตอบว่าได้ ท่านหายไปจากอดีต จากอนาคตมาอยู่ที่ปัจจุบัน และ ปัจจุบันก็ไม่มีตัวตน มีแต่ธรรมะ

          ๒๐.  เหาะได้ไหม? ตอบว่าได้ ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ เหาะไปในมนุษย์โลก เทวโลก พรหมโลก โลกุตระโลก ไปได้ทุกโลก

          ๒๑.  เดี๋ยวนี้พระมาลัย พระอุปคุตยังอยู่ อยู่ด้วยฉันธรรมะผัสสะหาร

          ๒๒.  ท่านไม่เหนื่อย เพราะธรรมะเหนื่อยไม่เป็น (เพราะธรรมะเป็นนามธรรม เป็นคุณธรรม ไม่ต้องขี้ เยี่ยว และหิวเหมือนกาย แสดงว่าตัวท่านคือธรรมะ ไม่ใช่กายเนื้อ ซึ่งต้องเหนื่อยเป็นธรรมดา) ท่านใช้ธรรมะเป็นอาหาร จึงไม่เหนื่อย

          ๒๓.  พวกหน้าเศร้า ๆ เพราะใจไม่อยู่กับที่ ไม่อยู่กับหนังกับจิตไปอยู่กับอารมณ์ ประเดี๋ยวร้องไห้ เดี๋ยวหัวเราะ (อยู่กับอารมณ์ ๒ คือพอใจกับไม่พอใจ) หมายเหตุ หนังคือร่างกาย กายของท่านก็คือหนังหุ้มขี้

          ๒๔.  มีคนนิมนต์ให้หลวงปู่เผาตนเอง ด้วยเตโชกสิณบนอากาศแบบพระอานนท์ (เวลาตาย) ตอบว่า ขณะนี้ท่านเผาแล้วใช้วิปัสสนาเผา (ไม่ใช่กสิณไฟ) เผากิเลส ตัณหา อุปาทาน อกุศลกรรม เผาไปหมดแล้ว ราคะ โทสะ โมหะ

          ๒๕.  การตีลูก ตีหลาน ท่านให้ลองตีตัวเองดูก่อน ถ้ามันไม่เจ็บก็ดีได้ ถ้ามันเจ็บก็อย่าตี

          ๒๖.  พระพม่าถืออภิธรรมอย่างเดียว อย่างอื่นไม่ถือ

          ๒๗. สมัยก่อนภิกษุสงฆ์กับภิกษุณีไม่ปนกัน จะปนกันได้ จะต้องมีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน แต่หากเป็น พระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามี เขาปนได้ เพราะเป็นอุปัฏฐาก

          ๒๘.  กรรมฐาน ๔๐ เป็นกสิณของจิตทั้งสิ้น อภิญญา ๖ เกิดกับจิตทั้งนั้น

          ๒๙.  การพูด-สนทนากันนี้ เป็นกิเลสก็ได้ เป็นธรรมะก็ได้ อยู่ที่เจตนา เจตนาเป็นเหตุ เป็นผล สุดแต่จะใช้ ใช้ให้โง่ก็ได้ ให้ฉลาดก็ได้ เป็นบุญได้ บาปได้ (ทุกอย่างอยู่ที่เจตนาหรือจะว่าบุญ บาป สุข ทุกข์อยู่ที่ความคิด หรือเจตนาของใจ)

          ๓๐.  ปริยัติ-ปฏิบัติ ต้องคู่กัน เพราะถึงปฏิเวธแล้ว ไม่มีภาษาจะพูด เป็นธรรมล้วน ๆ พอเกิดนิโรธ ภาษาพูดก็ไม่มี

          ๓๑.  เหล้าเกิดจากโพรงไม้ เพราะมีพริกไทย ข้าวจ้าว ข้าวเหนียวตกลงไป แล้วฝนตกเลยหมักเป็นเหล้าแดง ดังนั้น หากเอาเปลือกมะเกลือ, เปลือกตะเคียน, รากมะเกลือ, รากตะเคียนมาย่างไฟ แล้วเอาใส่กระบอกน้ำตาล ก็กลายเป็นเมรัย

          ๓๒.  การสอบต้องสอบทุกวัน โดยสอบทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ (อายตนะ) และสอบตลอดเวลาเป็นอกาลิโก สอบตลอดชีวิต

          ๓๓.  คนโง่ไปถูดง คนฉลาดไปธุดงค์ ซึ่งมีทั้งภายนอก ภายใน อยู่วัด อยู่บ้าน อยู่ป่าก็ทำได้ ในกายก็ทำได้ ภายนอกก็ทำได้ คนฉลาดเขาทำได้ ธุดงค์ในกาย เวทนา จิต ธรรมก็ทำได้

          ๓๔.  เพราะไม่ได้กำหนดกลิ่น จึงไม่รู้กลิ่น เท่ากับ (เพราะไม่กำหนดทุกข์ จึงไม่รู้ทุกข์) พระองค์จึงสอนทุกขสัจว่าเป็นของที่ต้องกำหนดรู้ (กำหนดให้ใจมันรู้ว่าสิ่งนี้เป็นทุกข์ และทุกข์เหล่านี้เป็นของธรรมดา) หมายเหตุ อุบายข้อนี้ หากนำไปพิจารณาให้ดี ๆ จะเกิดปัญญาได้มากมาย

          ๓๕.  พระสารีบุตรกับพระปุณณมันตานี พูดกันเท่ากับผู้พูดนิโรธผู้ฟังนิโรธ เท่ากับปัญญาวิมุติ พูดกับพระธรรมถึก (วิสุทธิ ๗) หาก ๒ องค์ไม่พูดกันไว้ ก็ไม่มีตัวอย่าง ไม่มีบทเรียน ไม่มีคัมภีร์จะเรียน

          ๓๖.  พระพุทธเจ้าอยู่ที่ไหน ตอบ อยู่ที่ไม่เกิด ไม่ตาย (นิพพาน) พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า “แม้ความดีของเธอเอง เธออย่าบอกแก่ใคร แม้ใครถาม ก็พึงบอกแต่เล็กน้อย แต่สิ่งที่มีในตนนี้พระพุทธเจ้าไม่ห้าม (หมายความถึง อุตริมนุษธรรม)

          ๓๗. ลูกพระพุทธเจ้า ดีกว่าลูกชาวบ้าน ที่ต้องอุ้มท้อง ๑๐ เดือน ท่านใช้อุปสัมปันโน ออกจากโบสถ์ก็อุ้มบาตรได้ เป็นโอปปาติกะ เพราะเกิดด้วย ศีล สมาธิ ปัญญา

          ๓๘.  กิเลสมันเหนื่อย ธรรมะไม่เหนื่อย มีกิเลสทีไรมันเหนื่อยทุกที

          ๓๙.  พระพุทธเจ้ามีกี่องค์, ปู่ย่าของท่านชื่ออะไร? ตอบว่าไม่รู้ ท่านรู้แต่ปัจจุบัน อดีต อนาคตไม่รู้ ธรรมะนี่เขารู้ปัจจุบัน อยากรู้ให้ผู้ถามจำเอาเองซิ

          ๔๐.  หลวงปู่นี่ไม่เคยยอมแพ้ใคร? ตอบว่า ท่านตอบว่า ไม่เคยชนะใคร แล้วจะไปแพ้ใครล่ะ กีฬาของธรรมะนี้ดีเสมอ ไม่มีแพ้-ชนะใคร ไม่มีเบียดเบียนกัน ให้อภัยกันเสมอ (การเอาแพ้เอาชนะกัน คือ กิเลส ตัณหา อุปาทาน และอกุศลกรรม กรรมยังเป็นสมมุติธรรม ใครยึดติดกับมันล้วนเป็นทุกข์อย่างยิ่ง ไม่มีทางจะบรรลุ หรือหลุดพ้นจากบ่วงของมารไปได้เลย เพราะเป็นมิจฉาทิฎฐิ ยิ่งทำ  ยิ่งเจริญ ก็ยิ่งห่างจากความดี)

          ๔๑.  พระราหุลอายุ ๑๖๐ ปี

          ๔๒.  ชนะข้าศึก ๑๐๐, ๑,๐๐๐, ๑๐,๐๐๐ ครั้ง ไม่วิเศษเท่ากับชนะตนเองแม้เพียงครั้งเดียว (เป็นพุทธพจน์)

          ๔๓.  ผู้ถามอยากตามหลวงปู่ไว ๆ ตอบว่า “อยากตามไว ๆ ก็ตามปัจจุบันซิ คนโง่ชอบตามอดีต อนาคต ก็โค้งไปโค้งมา”

          ๔๔.  มีป้ายอันหนึ่งที่ก้อนหินเขียนว่า ธรรมชาติ คือนักแสดงธรรมที่สูงสุด เราพิจารณาตามก็พบว่าจริง เพราะธรรมะก็คือธรรมดา คือ ธรรมชาติซึ่งมีอยู่ตามปกติในโลก แต่คนโง่ ๆ มาเกิดเป็นล้าน ๆ ปี ก็ไม่มีใครมองเห็นธรรมชาตินี้ว่า คือ ธรรมะแม้ในปัจจุบันนี้ก็ตาม จะมีผู้เห็นจริง ๆ สักกี่คน หากไม่มีพระพุทธเจ้าลงมาเกิด และเห็นธรรมชาตินี้ก่อน แล้วรวบรวมธรรมะเหล่านี้ขึ้นมาสอนพวกเรา ขนาดท่านสอนมา ๒,๕๐๐ กว่าปีแล้ว ยังมีคนเห็นจริง ๆ ไม่เท่าใดเลย ผมจึงยอมรับว่า ธรรมชาติคือนักแสดงธรรมที่สูงสุด อีกตอนหนึ่งมีภาพหมู่บ้านที่พักอุบาสิกาเขียนไว้ว่า

          ๔๕.  ที่เก็บอารมณ์ (ห้ามพูด) เฉพาะอุบาสิกา เรื่องนี้ดูเหมือนจะมีคนไปถามหลวงปู่บุดดา ท่านตอบว่า “อ้ายคนไหนที่ไปห้ามมันพูด คนนั้นแหละมันพูดมากที่สุด” ให้คิดเอาเอง เหมือนพระนภดล ไปถามว่า ผู้หญิงจับหลวงปู่ได้ไหมเวลาป่วย ท่านตอบว่า ได้ เขาทำตามหน้าที่

          ๔๖.  ถาม หลวงปู่จับผู้หญิงได้ไหม? ตอบ เขาจับเรา ไม่ใช่เราจับเขา ถาม ผมเห็นผู้หญิงบางคนมากราบหลวงปู่ หลวงปู่ใส่แป้งที่หัวเอามือลูบผมขนหัวเขาด้วย (ท่านจับหนังหุ้มขี้) มันอยู่ที่เจตนาของใจ หากมีเจตนาจับผู้หญิงก็ผิด ตอบ นั่นมันไม่ใช่ผู้หญิงเขียนไว้ให้คิดเล่นแก้ง่วง

 

ผู้รวบรวม : พล.ต.ท.นพ.สมศักดิ์ สืบสงวน

 

ปกิณกะธรรม

หลวงปู่บุดดา ถาวโร

 

          ผู้บันทึกไว้ คือ คุณไขแสง กิตติวัชรชัย อ่านแล้วก็เลือกเอาแต่เฉพาะส่วนที่เหมาะกับจริตและนิสัยของเราเท่านั้น ดังนั้น เพื่อได้อ่านและจำง่าย ๆ จึงเขียนเป็นข้อ ๆ โดยย่อดังนี้

          ๑. กิน อยู่ หลับนอน ทุกอิริยาบถให้อยู่กับธรรม เท่ากับธรรมะปฏิบัติได้ตลอดเวลา ถ้าเข้าใจตลอดเวลา ถ้าเข้าใจหรือถ้ามีปัญญา เท่ากับ (“ผู้ใดที่ใคร่ครวญธรรมะอยู่เสมอ ผู้นั้นจะไม่เสื่อมจากสัทธรรม”)

          ๒. ทำไมจึงหลงขี้หลงเยี่ยวนางงามทำไมจึงชอบขี้เหม็น เท่ากับเพราะยังหลงคิดว่า หรือเห็นว่า คน สัตว์ เป็นตัวผู้ เป็นตัวเมีย จิตจึงไม่มีทางพ้นจากราคะ

          ๓. สัตว์โลกหลงอยู่ใน ๓ ภูมิ หลงอยู่ในบุญกุศล หลงเสวยทุกข์ เท่ากับคนทำดี (ทำบุญกุศล) แล้วยังติดดีอยู่ จึงเป็นทุกข์เพราะทำดีแล้วติดดี ย่อมยังต้องเสวยกรรมดี เช่น ติดดี ติดบุญ ไปเป็นเทวดา นางฟ้า, ติดความสงบ ติดสุขจากฌาน ไปเป็นพรหม เป็นต้น จึงยังไม่พ้นวัฏฏะ

          ๔. ตัณหา อวิชชา ดับได้ที่ต้นเหตุ คือ แก้หลงตัวเดียว เช่น ขี้ออกไปแล้วยังว่าขี้ของกูอีก กายไม่ได้กินขี้ กินเยี่ยว แต่ผู้ยังกินอยู่ คือ จิตที่มันหลง (โดยเฉพาะขี้ที่หวงมาก คือ ขี้ ๓ กอง ขี้โกรธ ขี้โลภ (รัก) ขี้หลง)

          ๕. มิจฉาทิฎฐิ (เป็นตัวปัญหา) ทำให้เห็นสัตว์ คน เป็นหญิงเป็นชาย แค่นี้ก็เต็มทีแล้ว พระอริยสาวก ท่านไม่มีชายหญิง ก็อยู่ได้ (ดูข้อ ๒)

          ๖. เชื่อธรรมะ อย่าเชื่อคน เพราะคนแปลว่ายุ่ง ส่วนพระธรรมนั้น แม้พระพุทธเจ้ายังเคารพในพระธรรมพระธรรม ไม่เกิดไม่ตาย คนยังเกิด - ตายอยู่,พระธรรมเป็นสุดยอดของความดีในโลก

          ๗. เข้าหากาย หาจิตแล้วไม่ยุ่ง เท่ากับอย่าส่งจิตออกนอกกายและรู้อารมณ์จิตของตนเองตลอด อย่าให้มันคิดชั่ว เท่ากับจงอยู่แต่ในห้องที่มีแต่วันนี้ เท่ากับอยู่กับมหาสติปัฎฐาน เท่ากับอยู่ในสังขาร ๓ เท่ากับเอาสติคุมจิตไว้ อย่าให้มันคิดชั่ว

          ๘. วัดตัวเองไม่อยู่ ไปหาวัดอื่นอยู่ เท่ากับตัวเองยังไม่รู้จัก แล้วจะไปรู้จักคนอื่นได้อย่างไรเท่ากับพวกมงคลตื่นข่าว ใครว่าที่ไหนดีไปหมด เท่ากับไม่รู้ว่าพระธรรมอยู่ที่กายกับจิตของตัวเองเท่ากับไม่รู้ว่าบุญคืออะไร บุญอยู่ที่ไหน บุญเกิดขึ้นได้อย่างไรเท่ากับยังหากิเลสของตนไม่พบ ทั้ง ๆ ที่มันก็อยู่ที่ใจของตนเอง กินอยู่ หลับนอน เที่ยวกับมันตลอดเวลา

          ๙. ทุกอย่างเกิดขึ้นข้างใน ไม่ใช่เกิดภายนอก เท่ากับบุญบาป ชั่ว ดี, กุศล อกุศล ล้วนเกิดจากใจเราเป็นผู้คิดขึ้นทั้งสิ้น เท่ากับกรรม หรือ ธรรมทั้งหลาย มีใจเป็นหัวหน้า มีใจประเสริฐสุด สำเร็จที่ใจคล้าย ๆ ข้อ ๘ เกิดที่ใจต้องดับที่ใจ, เหตุเกิดที่ใจต้องดับต้นเหตุ เท่ากับอริยสัจ

          ๑๐. พระพุทธเจ้าท่านรู้ทันกิเลส จึงไม่วิ่งออกไปนอกใจเท่ากับพระองค์ให้อยู่ในปัจจุบันธรรม จึงจะรู้ทันกิเลส เท่ากับพระองค์มีจิตเป็นหนึ่งอยู่เสมอ (ศีล สมาธิ ปัญญา รวมเป็นหนึ่ง) จึงรู้ธรรมเห็นธรรมตลอดเวลา รู้เห็นทุกอย่างล้วนเป็นธรรมหมด จึงไม่มี คน สัตว์ วัตถุธาตุใดหมด เห็นเป็นรูปธรรม นามธรรม คน สัตว์ วัตถุ สมมุติ หายไปหมด จึงไม่โกรธใคร ชอบใคร เพราะคำว่าเรา ของเรา อัตตา ตัวตน บุคคล เรา เขา หมดไป เป็นธรรมหมด (รูปธรรม นามธรรม) จิตเป็นสัมมาทิฎฐิตลอดเวลา

          ๑๑. ภาวนากันหลง ผู้ฉลาดจึงภาวนากันหลง เท่ากับไม่หลงตามกิเลส ไม่หลงตามอายตนะ ๖ ที่มันกระทบกันสัมผัสกัน ไม่ยอมให้จิตเป็นมิจฉาทิฎฐิ จิตจึงมีญาณ (รู้หรือปัญญา), มีวิชชาประจำใจ คุมอายตนะ ๖ ไว้ ไม่หลงตามทวาร ๖

          ๑๒. ขี้แล้วก็ลืม เยี่ยวแล้วก็ลืม เลยรู้ไม่จบ เท่ากับคนขี้เยี่ยวอยู่ทุกวัน แต่ไม่เห็นทุกข์ เลยไม่พ้นทุกข์สักที นอกจากลืมแล้ว ยังหลงขี้เยี่ยวคนอื่น ๆ ต่อไปอีก (ข้อ ๒) ผู้ใดเชื่อพระองค์ ตัดหลงตามวิธีของพระองค์ โดยใช้สังโยชน์เป็นเครื่องวัดก็จบได้ ใช้ปัญญารู้เท่าทันความจริงของกองสังขาร (ขันธ์ ๕, หรือร่างกาย, หรือรูป - นาม) ใช้ปัญญาเท่าทันความจริงเรื่องทุกข์ (อริยสัจ) ตามความเป็นจริง ก็จบกิจได้

          ๑๓. ไม่เห็นทุกข์ ก็ไม่เห็นธรรม, ก็ไม่เห็นอริยสัจ เพราะอาสวะ ๔ ขวางทางไว้ คือ กิเลส ตัณหา อุปาทาน อกุศลกรรม (อวิชชา) จิตใดที่ ๔ ตัวนี้ครองอยู่ ก็ยุ่งตลอด, ทุกข์ตลอด, วนอยู่ในวัฏฏะ

          ๑๔. อิริยาบถ ๔ ทิ้งไม่ได้ ในการปฏิบัติต้องมีสติสัมปชัญญะในทุกอิริยาบถ

          ๑๕. ทิฐิ - มานะ ทำให้คนพูดยาก เพราะไม่รู้จัก บุญ บาป เสียเวลาเท่ากับพระพุทธเจ้าท่านแบ่งคนเป็น ๔ พวก พวกที่ ๔ ท่านไม่สอน หรือพระองค์ไม่สอนใครที่ไม่มีศรัทธาในพระองค์ (แม้พระพุทธบิดาในระยะแรก)

          ๑๖. กายธรรม ไม่มีเวทนา ธรรมไม่มีขี้มีเยี่ยว ไม่มีรูปนาม ส่วนผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เป็นสนามกีฬา ตื่นก็เป็นธรรม หลับก็เป็นธรรม อยู่กับธรรมตลอด

          ๑๗. กรรมบถ ๑๐ คือ เนื้อนาบุญ กายกรรม ๓, วจีกรรม ๔ มโนกรรม ๓ ตัวกายมันไม่มีโลภ โกรธ หลง มันทำงานตลอดเวลา ทั้งหลับและตื่น จิตต่างหากที่เป็นตัวยุ่ง ตัวหลง ตัวยึด กิเลสทั้งหลายอาศัยอยู่กับจิต จึงต้องดับมันที่จิต

          ๑๘. ธรรมมีอันเดียวคือหนังแผ่นเดียวนี่แหละ ที่ปกปิดความจริงไว้ คนขาดปัญญาจึงหลงหนังหุ้มขี้เยี่ยวอยู่ เพราะไม่เห็นธรรม เท่ากับไม่เห็นอริยสัจ เพราะฉะนั้น การเรียนต้องเข้าหาอริยสัจ

          ๑๙. พระโสดาบันแขวนพระไว้ในใจ (เพราะใจท่านเป็นพระแล้ว หรือพระแท้คือพระอริยเบื้องต้น) ส่วนพวกโลกีย์แขวนพระไว้ภายนอก (นอกใจ) เพราะยังตัดสังโยชน์ ๓ ข้อแรกไม่ได้ ยังมีความยินดียินร้ายอยู่ เท่ากับมีราคะกับปฏิฆะ เท่ากับอยากกับไม่อยาก เท่ากับตัณหา

          ๒๐. ผู้ฉลาดปฏิบัติ ต้องหัดที่ กาย วาจา ใจ (หัดที่กรรมบถ ๑๐ ระวังอย่าให้บกพร่อง)

          ๒๑. เรียนศาสนาพุทธ ต้องเรียนที่อริยมรรค ๔ อริยผล ๔ เรียนรู้ที่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ให้เรียนรู้อยู่ในปัจจุบัน คนหลงขันธ์ ๕ หลงหนังแผ่นเดียว

          ๒๒. กิเลสเกิดก็เกิดในปัจจุบัน ถ้าไม่มีสัมมาทิฎฐิ รักษากรรมบถ ๑๐

          ๒๓. ญาณ วิชชา เกิดขึ้นแล้วไม่มีสูญหาย มันเกิดตอนจบอริยมรรค ๔ อริยผล ๔ เกิดแล้วตาเห็นทุกอย่างเป็นธรรมหมด อายตนะ ๖ ถูกกระทบแล้วออกมาเป็นธรรมหมด

          ๒๔. กิเลสทั้ง ๖ ท่านหมายเอาจริต ๖ นั่นเอง

          ๒๕. ผู้ออกบวชแล้วให้เจริญกรรมฐาน (หลังจากทำจิตให้สงบแล้ว) มีหลักดังนี้

                    ก) มีศีล และไม่ดูหมิ่นสัตว์ บุคคลทั่วไป โดยการไม่ประพฤติชั่ว

                    ข) เคารพในคารวะ ๖ คือ เคารพในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ในการศึกษา ในความไม่ประมาท และมีปฏิสันฐานประจำสันดานอยู่เสมอ

                    ค) ต้องไม่เป็นผู้เลี้ยงยาก (เลี้ยงง่าย), มีความมักน้อยสันโดษ, ทำกิจช่วย หมู่คณะ, สงเคราะห์เพื่อนสงฆ์ยามเจ็บไข้, ปฏิบัติตามพระวินัยและคำสอน, แบ่งปันลาภสักการะที่ได้มาโดยชอบธรรมตามวินัย ไม่ตระหนี่, ไม่เห็นผิดไปจากหมู่คณะ, ไม่วิวาทกัน. ไม่ถือบุคคลเป็นใหญ่

                    ง) ไม่ถือ โลกาธิปไตย ให้ใช้ธรรมาธิปไตย

          ๒๖. ตั้งอยู่ในหิริโอตตัปปะ มีพรหมวิหาร ๔ ทั้งภายใน ภายนอก ทั้งคนและสัตว์ ไม่เพลินอยู่ตามอารมณ์ทางอายตนะ ๖ ให้ตั้งอยู่ในอุเบกขา

          ๒๗. ให้เชื่อกรรม เชื่อผลแห่งกรรมว่า ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ให้ปฏิบัติจนรู้เท่าทันอารมณ์ จึงจะไม่หลงตามไปทั้งฝ่ายดีและชั่ว

          ๒๘. ปัจจัย ๔ ต้องพิจารณาเนือง ๆ เป็นปัจจเวกขณะญาณ

          ๒๙. บาป บุคคลรู้หรือไม่รู้ ทำเข้าเป็นบาปทั้งนั้น เหมือนกับไฟใครจับเข้าก็ต้องร้อน จะรู้ ไม่รู้, เจตนาไม่เจตนาก็ตาม ธรรมะของคำว่าเจตนาหรือไม่เจตนา อยู่ที่ผู้ไม่มีเจตนาทำบาปแล้ว จิตไม่เศร้าหมองจึงไม่เกิดทุกข์ จิตรู้จิต, รู้อารมณ์ของตนได้ดีว่า ความลับไม่มีในโลก เพราะโกหกตนเองไม่ได้ อะไรดีชั่ว, เป็นสุขหรือทุกข์ หรืออุเบกขา ย่อมรู้ตนเอง เจตนาดี เจตนาร้ายก็รู้ เพราะฉะนั้น พระองค์จึงตรัสว่า “ขึ้นชื่อว่าชั่วแล้ว อย่าทำเสียเลยดีกว่า” จิตให้ตั้งเจตนาละเว้นความชั่ว ไว้ทุกลมหายใจเข้า - ออก

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่