(พระธรรมที่ทรงตรัสสอนในเดือนมีนาคม ๒๕๓๙)

การตัดอารมณ์ ๒ คือราคะ และปฏิฆะ




          สมเด็จองค์ปฐม ทรงมีพระเมตตาตรัสสอนพระธรรมเพื่อตัดอารมณ์ ๒ คือราคะและปฏิฆะ หรือสังโยชน์ข้อ ๔ - ๕ อันเป็นหลักสูตรของพระอนาคามีผล แต่เน้นสอนสั้นๆ ไม่อธิบายยาวเหมือนในอดีต เพื่อให้ผู้รับฟังนำไปคิดด้วยปัญญาของตนเอง เป็นการทบทวนพระธรรมที่เคยตรัสสอนไว้แล้ว ให้เข้าใจละเอียดยิ่งขึ้น แล้วนำไปปฏิบัติให้เกิดผล ตัวผลที่เกิดขึ้นนั้นจึงจะเป็นของจริงของแท้ในพระพุทธศาสนา

 

กายคนุสสติกับอสุภกรรมฐาน

          ๑. ให้หมั่นพิจารณา กายคตานุสสติกับอสุภกรรมฐานเข้าไว้ เพื่อเป็นการเตือนสติให้รู้เท่าทันสภาวะรูปหรือร่างกายของตนเอง รวมไปถึงร่างกายของคนและสัตว์ เพราะจักเป็นเหตุให้รู้ว่านั่นไม่ใช่เราไม่ใช่เขา จักได้คลายอารมณ์เกาะติดรูปในยามที่กระทบ จักรู้ได้เท่าทันสภาวะอารมณ์ที่จักใส่ใจ ทั้งในทางพอใจและไม่พอใจก็จักไม่มี

          ๒. อย่าลืม บุคคลใดไม่ผ่าน กายคตานุสสติกับอสุภกรรมฐาน หรือยังห่วงมรณานุสสติ บุคคลนั้นจักเข้าถึงพระอนาคามีหรือพระอรหันต์ไม่ได้เลย จุดนี้เป็นจุดสำคัญ จักต้องพิจารณาด้วยปัญญาอย่างจริงจัง จึงจักวางได้

 

การเจ็บป่วยเป็นของดี จักได้ไม่ประมาทในชีวิต

          ๑. อย่าประมาทในชีวิต เพราะสภาพร่างกายที่แท้จริงย่อมเป็นเช่นนี้ ให้เห็นความเสื่อมความสลายไปในที่สุดของร่างกายเอาไว้เสมอ แล้วพยายามทรงอารมณ์จิตให้ตั้งมั่น ทำความดีทุกอย่าง เพื่อไปพระนิพพานจุดเดียวเท่านั้น เพราะการมีชีวิตอยู่นี้ก็เต็มไปด้วยความทุกข์ ทุกข์ด้วยเหตุของจิตที่ถูกจองจำด้วยกิเลส - ตัณหา - อุปาทาน - อกุศลกรรม เป็นชีวิตที่หาอิสระไม่ได้ ไม่ช้าไม่นานกายนี้ก็แก่ ก็เจ็บ ก็ตาย ไม่มีใครหลีกเลี่ยงสภาวะนี้ไปได้พ้น

          ๒. เพราะฉะนั้นก่อนตาย ผู้ไม่ประมาททุกคนจักต้องช่วยให้จิตของตนหลุดพ้นจากการจองจำของขันธ์ ๕ คือ ออกจากกิเลส - ตัณหา - อุปาทาน - อกุศลกรรมให้ได้ เมื่อภัยแห่งชีวิตมาคุกคามอยู่อย่างนี้ (หมายถึงการเจ็บป่วย) นับว่าเป็นการดี เพราะเป็นการเตือนจิตให้ได้มีความไม่ประมาทในชีวิต

 

จงอย่าหวั่นไหวกับคำนินทาและสรรเสริญ

          ๑. ให้เห็นโทษของรูปและเสียง อันเป็นจุดใหญ่ที่ทำให้อารมณ์ของจิตเกิดกิเลส อย่างคำสรรเสริญและนินทาอันเป็นที่ชอบใจและไม่ชอบใจ ก็เป็นอิทธิพลของเสียง จักต้องนำมาพิจารณา มิใช่สักเพียงแต่ว่าพิจารณาเสียงเพลง เสียงดนตรี ซึ่งยังเป็นธรรมยังหยาบอยู่ ถ้าจักพิจารณาหาความละเอียดของเสียงที่กระทบจิต ยังอารมณ์ให้หวั่นไหว ก็พึงพิจารณาหาโทษของเสียงอันกระทบอยู่ทุกๆ วันเป็นหลักใหญ่ จึงจักยังประโยชน์ใหญ่ให้แก่การปฏิบัติธรรมได้

          ๒. รูปก็เช่นกัน ให้กำหนดรู้สภาวะรูปที่เข้ามากระทบตลอดเวลาตามความเป็นจริง เห็นไตรลักษณ์ของรูป - เสียง - กลิ่น - รส - สัมผัส - ธรรมารมณ์ ให้เห็นด้วยสติ - สัมปชัญญะ อย่างเอาจริงเอาจัง จึงจักละอารมณ์ซึ่งเกาะติดอยู่ในไตรลักษณ์นั้นไปได้

 

ให้สังเกตความเย็น - ความร้อนของจิตเมื่อถูกกระทบ

          ๑. ให้รักษาความเย็นของจิตเป็นสำคัญ ร่างกายอย่างไรก็ไปไม่รอดแน่ การปฏิบัติธรรมจักได้ผลก็ต่อเมื่อจิตเย็นสนิท ไม่มีอาการรุ่มร้อนไปด้วยไฟ เมื่อนั้นปัญญาก็จักเกิดขึ้น พิจารณาในธรรมได้ตลอด

          ๒. จิตที่เย็นสนิทคือจิตที่พิจารณากฎของกรรมและยอมรับความเป็นจริงของขันธ์ ๕ โดยไม่ดิ้นรนนั่นแหละความสงบของจิต จักเกิดเป็นความเย็นได้โดยที่สุด มิต้องไปใช้อย่างใด มาบังคับจิตให้เย็นเลย

          ๓. เรื่องความร้อนใจ ของจิต จักเห็นได้ชัดเมื่อมีสติ - สัมปชัญญะ กำหนดรู้ในจิตด้วยตนเอง จุดนี้สำคัญมาก เพราะส่วนใหญ่ที่ไม่ได้มรรคผลตามที่ต้องการ เพราะความใจร้อนเป็นสาเหตุ

          ๔. แม้แต่คุณหมอก็เช่นกัน พึงสำรวจอารมณ์ตัวนี้ไว้ ว่ามีในจิตหรือไม่ ความใจร้อนมันบวกอยู่ในอารมณ์ท้อแท้ ให้ลองสำรวจอารมณ์ของใจ อย่างจริงจัง จักพบจุดบกพร่องของจิต ในกรณีนี้แล้วพึงแก้ไขเสีย จึงจักเจริญธรรมได้ผล

 

ผู้จักไปพระนิพพานในชาตินี้ ย่อมถูกกรรมเก่าทวงเป็นธรรมดา

          ๑. เรื่องที่คุณหมอในขณะนี้ ที่ประสบเคราะห์กรรมให้เสียทรัพย์สินบ่อยๆ แม้กระทั่งมีปัญหาทางครอบครัว ก็เป็นผลจากกฎของกรรมในอดีตทั้งสิ้น เป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่า บุคคลใดที่ต้องการจักไปพระนิพพานในชาตินี้ บรรดาเจ้าหนี้เก่าๆ ก็จักตามทวงตามเล่นงานอย่างไม่ลดละ เพื่อทดสอบกำลังของจิตว่า จักทนทานกับการเล่นงานอย่างนี้ได้สักแค่ไหน

          ๒. ถ้าวางอารมณ์ลงตัวกฎของกรรมเป็นธรรมดาไม่ได้ บุคคลผู้นั้น ก็จักพ่ายแพ้แก่การต่อสู้กับอุปสรรคที่กฎของกรรมส่งผลอย่างสิ้นเชิง อารมณ์ที่จักละกิเลสไปพระนิพพาน ก็จักคลายความเข้มแข็งลง นี่ต้องให้เห็นเป็นเรื่องธรรมดาของบุคคลที่จักเข้าพระนิพพาน

          ๓. แต่ถ้าบุคคลนั้นพ่ายแพ้บ้าง แต่ไม่ยอมท้อถอยต่อสู้กับอุปสรรค คือยอมรับในกฎของกรรมโดยดุษฎี จิตก็จักไม่ดิ้นรนมาก ชดใช้กฎของกรรมไปโดยดี ไม่ช้าไม่นานกฎของกรรมก็จักคลายตัวไป ในกรณีของคุณหมอก็เช่นกัน จักยอมแพ้หรือจักอดทนก็สุดแล้วแต่จักตัดสินใจเอาเอง เพราะกฎของกรรมมันเที่ยงเสมอ ถ้าเราไม่เคยทำ กรรมเหล่านี้จักถึงเราไม่ได้เลย เพราะฉะนั้น พึงพิจารณากฎของกรรมให้รอบคอบ นี่เป็นเพียงเศษของกรรมเท่านั้นนะ กรรมใหญ่ๆ ได้รับการผ่อนหนักให้เป็นเบาก็มากแล้ว

 

มีอารมณ์กังวลอยู่

ล้วนแต่เกี่ยวเนื่องด้วยการเกาะติดขันธ์ ๕ ทั้งสิ้น

          ๑. ตรวจสอบอารมณ์ดูแล้ว เจ้าจักเห็นได้ว่าทุกอย่างที่ทำให้จิตมีอารมณ์กังวลอยู่ ล้วนแล้วแต่เกี่ยวเนื่องด้วยการเกาะติดขันธ์ ๕ ทั้งสิ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งอารมณ์ จิตกังวลเกี่ยวกับอาการป่วยไข้ไม่สบาย นี่เพราะจิตไม่ยอมรับนับถือกฎของกรรม

          ๒. อย่าลืม เมื่อมีร่างกายเกิดขึ้นแล้ว ก็ย่อมมีเจ็บ มีแก่ มีตายเป็นธรรมดา การรักษาโรคก็พึงมีไปตามหน้าที่ แต่โรคจักหายหรือไม่นั้น เป็นเรื่องกฎของกรรมทั้งสิ้น ให้หมั่นพิจารณาลงตัวธรรมดาเข้าไว้ จิตจักได้ไม่กังวลดิ้นรนในการห่วงขันธ์ ๕ มากจนเกินไป

          แล้วให้พิจารณาย้อนหลัง ทุกชาติที่มีขันธ์ ๕ ก็เจ็บ - แก่ - ตายอยู่อย่างนี้แหละ ถ้าจิตมัวแต่กังวลดิ้นรนเดือดร้อนไม่ปล่อยวาง แล้วเมื่อไหร่จึงจักพ้นทุกข์วางภาระจากขันธ์ ๕ ไปได้เล่า พึงพิจารณาจุดนี้ให้มาก จักได้คลายการเกาะติดขันธ์ ๕ ลงได้บ้าง

 

ใช้ทุกขเวทนาให้เป็นประโยชน์

          ๑. ทุกขเวทนาเกิดขึ้นกับร่างกาย ให้เอาทุกขเวทนานั่นแหละสอนจิต ให้ยอมรับนับถือความไม่เที่ยงอันเกิดขึ้นตามความเป็นจริงของร่างกาย อย่าให้ทุกขเวทนาเป็นโทษแก่จิต ให้ใช้ทุกข์เวทนาให้เป็นประโยชน์แก่จิต ในการพิจารณาขันธ์ ๕ เป็นการได้เห็นอริยสัจในแง่ของวิปัสสนาญาณ

          ๒. พระอรหันต์ท่านรู้ละเอียดในทุกขเวทนา และทุกองค์ก็ใช้เวทนาเตือนจิต ไม่ให้มีความเผลอ ไม่มีความประมาทในชีวิต ทุกขเวทนาของขันธ์ ๕ เตือนจิตให้จิตของท่านทรงตัวอยู่อย่างนั้นตลอดเวลา อุปมาดั่งคนเป็นแผลเนื้อร้ายอยู่ เห็นแผลก็เตือนถึงโรคที่เป็นอยู่ ทุกขเวทนาของพระอรหันต์ก็เช่นกัน เตือนถึงความไม่เที่ยงของขันธ์ ๕ ที่เป็นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

          (ศึกษาธรรมจุดนี้แล้ว ทำให้เข้าใจดีเรื่องที่พระองค์ทรงตรัสกับพระอานนท์ว่า ตถาคตนึกถึงความตายทุกลมหายใจเข้าออก เธอยังนึกถึงความตายห่างเกินไป เพราะในขณะนั้นพระอานนท์ยังเป็นพระโสดาบันอยู่ จึงนึกถึงความตายเพียงแค่วันละประมาณ ๗ ครั้งเท่านั้น)

 

จิตเกาะกายนี้แหละ

ทำให้เกิดกิเลส - ตัณหา - อุปาทาน - อกุศลกรรม

          ๑. เรื่องร่างกายปล่อยให้เป็นเรื่องของร่างกาย เรื่องของจิตนั้นมีความสำคัญกว่ามาก เพราะกิเลสทั้งหลายนั้นเกิดขึ้นที่จิต แยกกายออกมาให้เห็นชัดๆ ก็จักเห็นได้ชัดอีกว่า จิตเกาะกายนี้แหละทำให้เกิดกิเลส - ตัณหา - อุปาทาน - อกุศลกรรมขึ้นมาชัด เพราะฉะนั้น ผู้จักละซึ่งกิเลส ก็ต้องหมั่นแยกกาย - เวทนา - จิต - ธรรม ออกมาให้เห็นส่วนๆ จึงจักละกิเลสได้

          ๒. กายเป็นอย่างไร เป็นธาตุ ๔ อาการ ๓๒ เข้ามาประชุมกัน เวทนาเป็นอย่างไร เป็นเวทนาของกายหรือของจิต จิตเป็นอย่างไร (หมายถึงอารมณ์ของจิต) ธรรมที่จักเป็นเครื่องบริโภคของจิตเป็นอย่างไร (หมายถึงอาหารของจิตมี ๒ อย่าง คือ มโนสัญเจตนาหาร กับวิญญาณาหาร) ต้องแยกออกมาให้ได้เป็นส่วนๆ พิจารณาดูอย่างละเอียดรอบคอบ จึงจักละกิเลสได้ พิจารณาให้ละเอียดด้วย จักมีผลต่อการปฏิบัติอย่างยิ่ง

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่