(พระธรรมที่ทรงตรัสสอนในเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๓๘)

พระบรมสารีริกธาตุของวัดท่าซุง




          เรื่องเดิม เพื่อนของผมท่านกวาดวัดอยู่ตามปกติ เมื่อกวาดไปถึงข้างๆ ตึก นวราช ท่านไปพบพระบรมสารีริกธาตุจำนวนมากอยู่ที่นั่น ก็รวบรวมเก็บไว้ในที่ๆ สมควร แล้วรายงานให้หลวงพ่อฤๅษีท่านทราบ (ใช้จิตถึงจิตหรือ มโนมยิทธิ) ท่านแนะนำให้ปฏิบัติตามนี้

          ๑. ให้บันทึกไว้ว่าพบเมื่อไหร่ แต่ไม่ต้องบอกว่าที่บริเวณไหน แล้วนำไปบรรจุไว้ที่โบสถ์ใหม่ เป็นหลักฐานว่าวัดท่าซุงก็มีพระบรมสารีริกธาตุประจำวัดอยู่จริงๆ ไม่ใช่เสด็จมาจากที่อื่น (ผมจำได้ว่าตอนหลวงพ่อท่านยังทรงชีวิตอยู่ มีคนนำพระบรมสารีริกธาตุมาถวายให้หลวงพ่อจำนวนมาก ผมเห็นกับตาตนเองอย่างใกล้ชิด หากคิดเป็นลิตรก็คงจะประมาณกว่า ๑๐ ลิตร แม้ตัวผมเองก็นำมาถวายให้กับมือท่านหลายร้อยองค์ และในงานบรรจุของมีค่าใส่ในเจดีย์พุฒตาล ผมอยู่กับหลวงพ่อเกือบตลอดเวลา ท่านแจกพระบรมสารีริกธาตุให้ทุกคนที่ศรัทธาเข้ามาขอท่าน คนละ ๕ - ๖ องค์ รวมทั้งผมด้วย ยิ่งแจกมากเท่าไหร่ ผมมีความรู้สึกว่าจำนวนของพระบรมธาตุท่านมิได้ลดน้อยลงไปเลย เมื่อได้เวลาท่านปิดที่บรรจุ (ปิดผอบ) แล้วนำไปบรรจุในเจดีย์ฯ ทั้งหมด ขอเล่าย่อๆ ไว้แค่นี้)

          ๒. ให้ไปปรึกษาหลวงพี่สุรจิตก่อน เรียนขอคำปรึกษาจากท่านในการสร้างเจดีย์เล็กๆ ไว้ ในโบสถ์ใหม่ ควรจะทำอย่างไรให้เหมาะสมและแข็งแรง

          ๓. ต่อไปจะเป็นสิ่งที่ล้ำค่ามาก และควรรีบทำตามที่ท่านแนะนำ คุณจินตนา (อ้อย) หาดใหญ่ เป็นผู้ทำแผ่นป้ายทองเหลือง นำมาติดตรงฐานของเจดีย์ เธอมีพรรคพวกเป็นคณะใหญ่ ซึ่งมีศรัทธาหลวงพ่อและวัดท่าซุงเป็นอย่างมาก

          ๔. ส่วนดินซึ่งกลายเป็นพระบรมสารีริกธาตุ(ธาตุดิน) ในบริเวณนั้นให้รวบรวมเก็บไว้ต่างหาก เพราะต่อไปก็จะกลายเป็นพระบรมธาตุ (ผมจำได้ว่าวันที่มีพิธีบรรจุดินจำนวนนี้เข้าไว้ใต้ฐานของสมเด็จองค์ปัจจุบัน ซึ่งมีพระสารีบุตรและพระโมคคัลลาน์ อยู่ข้างพระองค์เหนือพระพุทธบาทจำลอง ซึ่งอยู่หน้าโบสถ์เก่านั้น ก่อนจะถึงพิธีประมาณ ๒ วัน ทรงให้ผมและเพื่อนผมร่อนดินนั้นก่อน ปรากฏว่าได้พระบรมธาตุเพิ่มมาอีกจำนวนหนึ่ง)

          ๕. ท่านให้ปกปิดเรื่องสถานที่ ที่พบไว้ เพราะจะมีบุคคลที่ยังมีความโลภเข้าไปวุ่นวายในบริเวณนั้น เพราะอยากได้พระบรมธาตุ

          ๖. คนทำบุญก็เพื่อตัดความโลภเป็นสำคัญ แต่ใหม่ๆ ย่อมยังมีความโลภอยู่เป็นธรรมดา หากใช้อธิษฐานบารมีให้เกิดประโยชน์ ก็ช่วยตัดความโลภได้ คือทำบุญ - ทำความดีทุกอย่างเพื่อพระนิพพานจุดเดียว จัดว่าเป็นการตัดอวิชชาได้ เพราะอธิษฐานแบบนี้ก็หมายความว่า ไม่ต้องการจะเกิดในมนุษยโลก - เทวโลก และพรหมโลก มุ่งเข้าพระนิพพานจุดเดียว พระท่านก็สงเคราะห์ทำให้อธิษฐานบารมีเกิดผล ความจริงก็คือกฎของกรรมนั้นเที่ยงเสมอ และให้ผลไม่ผิดตัวด้วย จิตเราอธิษฐานอย่างไรอันเป็นมโนกรรม จิตต้องการสิ่งใด หรือสร้างกรรมใดไว้ ย่อมได้รับผลกรรมตามนั้น คือ ทำดีก็ได้ดี ทำชั่วก็ได้ชั่ว ตรงไปตรงมาตามกรรมที่ตนทำไว้เองทั้งสิ้น

          ๗. บุคคลใดตัดโลภได้มากเท่าไหร่ ลาภย่อมเกิดมากเท่านั้น ทุกอย่างอยู่ที่กำลังใจเต็มสักแค่ไหน อยู่ที่การปฏิบัติวิริยะ - ขันติ - สัจจะบารมี ซึ่งมีปัญญาบารมีควบคุม มิใช่ทำกันเล่นๆ แค่สัญญา ใครทำเล่นๆ กัน ผลก็ตัดไม่ได้จริงตามกรรมหรือการกระทำของตน ยิ่งบางคนอธิษฐานไว้ล่วงหน้าว่า จะทำอย่างนั้นอย่างนี้ให้ พอได้ผลตามนั้นแล้ว ก็ลืมมิได้บริจาคให้ตามมโนกรรมที่ตั้งใจไว้ ต่อๆ ไปลาภอันเกิดจากแรงอธิษฐาน จักไม่เกิดแก่ผู้นั้นอีกต่อไป

 

กลัวทุกชนิดล้วนเป็นสักกายทิฎฐิทั้งสิ้น

          สมเด็จองค์ปฐม ทรงมีพระเมตตาตรัสสอนเรื่องนี้ไว้ มีความสำคัญดังนี้

          ๑. ขึ้นชื่อว่ากลัว เช่น กลัวอด ก็คือกลัวตาย กลัวเจ็บ ก็คือ กลัวตาย กลัวหนาว กลัวร้อน ก็คือกลัวตาย

          ๒. ความกลัวทุกสิ่งทุกอย่างก็ลงที่ สักกายทิฎฐิตัวเดียว ในเวลาหิว ในเวลาป่วย ในเวลาหนาว ในเวลาร้อน อะไรมันหิว มันป่วย มันร้อน มันหนาว เป็นเรื่องของกายทั้งสิ้น ไม่ใช่เรื่องของจิต (กายกับเวทนาเป็นเรื่องทุกข์ของกาย หาใช่เรา หาใช่ของเราไม่)

          ๓. ต้นเหตุเพราะจิตของเจ้าไปติดในกาย เกาะความรู้สึกว่ากายนี้มีในเรา เรามีในกาย เมื่อกายเป็นอะไรก็ทนไม่ไหว จิตเกาะทุกข์จนลืมกำหนดรู้ว่า กายนี้ไม่ใช่เรา เราไม่มีในกาย แล้วพิจารณาโดยอริยสัจ รู้เห็นตามความเป็นจริงของร่างกาย

          ๔. การมีขันธ์ ๕ ทรงอยู่นั้นเป็นทุกข์ เพราะเราฝืนบังคับมันไม่ได้ดังใจนึก ถ้าจะเปรียบเป็นการเจริญพระกรรมฐาน การยืนนาน เดินนาน นั่งนาน นอนนาน ก็เป็น อัตตกิลมถานุโยค มันทำให้เกิดทุกข์เกิดโทษมากกว่าเป็นคุณ (ล้วนเป็นอารมณ์หลงหรือโมฆะทั้งสิ้น)

          ๕. การล่วงรู้อิริยาบถบรรพ ในมหาสติปัฎฐานสูตร ก็เกี่ยวเนื่องโดยตรงกับจุดนี้ การมีสติกำหนดรู้อิริยาบถบรรพ เพื่อจักได้รู้หลักมัชฌิมาปฏิปทาของร่างกายที่เคลื่อนไหวไปในทุกๆ สถาน ทุกๆ เวลา รู้ความเหมาะสม ความพอดีของอิริยาบถของร่างกาย มีความยืน เดิน นั่ง นอนอย่างไม่เบียดเบียน ไม่เป็น อัตตกิลมถานุโยค ไม่เป็นที่เบียดเบียนตนเอง และไม่เป็นที่เบียดเบียนผู้อื่น ตัวอย่าง บางคนนั่งนานอัมพาตกินนี่เบียดเบียนตนเอง และทำให้คนข้างเคียง หรือคนใกล้กันจักต้องมาคอยปฐมพยาบาล นี่เป็นการเบียดเบียนผู้อื่น อย่างนี้ก็ไม่เป็นการสมควร เพราะเกินพอดีไป (ก็สงสัยว่า หลวงพ่อทรมานสังขารไปนั่งรับแขกนานๆ ที่ซอยลายลม เป็น อัตตกิลมถานุโยคหรือเปล่า)

          สมเด็จพระพุทธกัสสป ทรงตรัสว่า

          ๑. ไม่เป็น เพราะพระอรหันต์ผู้จบกิจแล้ว มีจิตเหนือกาย มีจิตแยกกาย เวทนา จิต ธรรมออกแล้วได้อย่างชัดเจนตลอดเวลา

          ๒. ท่านมีสติกำหนดรู้ว่าทุกข์ของร่างกาย และร่างกายไม่มีในท่าน ท่านไม่มีในร่างกาย

          ๓. การทรงชีวิตอยู่ของขันธ์ ๕ ก็เพื่อเป็นสาธารณะประโยชน์อันใหญ่หลวงแก่บรรดาพุทธบริษัททั้งหลาย มีความปรารถนาสูงสุดที่จักดึงสานุศิษย์ทั้งหลาย ให้มีจิตรักผูกพันอยู่ในพระกรรมฐาน เพื่อจักนำอารมณ์ให้ทุกคนได้เข้าถึงพระนิพพานอย่างเช่นท่าน

          สมเด็จองค์ปฐม ทรงตรัสว่า

          ๑. ผู้จบกิจแล้วทุกท่านต่างมีความรู้สึกเหมือนๆ กันว่า ร่างกายนี้ไม่มีความหมาย กิจที่จักทำเพื่อร่างกายนั้นหมดสิ้นแล้ว นอกจากเลี้ยงดูให้ใช้ได้กินตามปกติ

          ๒. นอกจากนั้นก็เป็นการอยู่เพื่อเผยแพร่พระพุทธศาสนา สงเคราะห์บุคคลอื่นให้ได้ข้ามพ้นวัฏสงสาร

          ๓. พวกเจ้าจงหมั่นศึกษาอิริยาบถบรรพกันให้ดีๆ

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่