การกระทำสิ่งที่เป็นโทษ โดยคิดว่าไม่เป็นโทษก็ยังเป็นโทษ




          สมเด็จองค์ปฐม ทรงพระเมตตาตรัสสอนเรื่องนี้ ไว้ดังนี้

          ๑. จงรู้ว่าการกระทำในสิ่งที่เป็นโทษ โดยความเข้าใจว่าไม่เป็นโทษ ก็ยังเป็นโทษหากไม่สอนอย่างนี้ คนยึดมั่นถือมั่นในนิมิตและในเจตนาของจิตตนเองเป็นใหญ่ว่า การกระทำในแต่ละครั้งต้องถูกต้อง และกระทำไปตามอำเภอใจของตน นี่เป็นโทษ แม้กระทำไปด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็ยังจักเป็นโทษที่รุนแรงมิใช่น้อย

          (เรื่องเดิมมีอยู่ว่า เพื่อนของผมมีเจตนาดี ตั้งใจที่จะวาดรูปสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ วัดสามพระยา และรูปหลวงพ่อฤๅษี อยู่ ๒ ข้างสมเด็จองค์ปฐม เพราะเคารพรักในท่านทั้งสององค์นั้นมาก แต่พอไปขออนุญาตท่านก่อนจะลงมือวาดรูปตามที่ตนคิดไว้นั้น สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ท่านไม่อนุญาต โดยให้เหตุผลว่า ตำแหน่งนี้เป็นของอัครสาวกขวาและซ้าย ไม่มีใครเขาทำกัน ใครเห็นเข้า เขาจะว่าอวดอุตริและเอาเรื่องได้ ทำให้วัดเกิดเรื่องยืดยาว ท่านตำหนิว่าคนวาดตู่ท่าน โดยเอาท่านและหลวงพ่อเป็นอัครสาวก ซ้ายและขวา ทำอะไรแม้เจตนาดี แต่ถ้าไม่ถูกกาลเทศะก็ไม่ควร เป็นโทษ คนมาเห็นท่านและหลวงพ่อเข้าก็จะตำหนิ อันเป็นเหตุให้เขาพากันลงนรกอีกเยอะ คนวาดก็ไม่รู้เรื่องที่ทำให้เดือดร้อนกันทั้งวัด)

          ๒. บทเรียนนี้เป็นอย่างไร ดังนั้น นอกจากจักให้พวกเจ้าศึกษาศีลแล้ว ยังจักต้องศึกษากาละเทสะ การกระทำของมโนกรรม วจีกรรม กายกรรม ว่าควรหรือไม่ควรด้วย เป็นโทษหรือไม่เป็นโทษด้วย

          ๓. นี่แหละคือธรรมที่พวกเจ้าจักต้องศึกษาให้ลึกซึ้งละเอียดลงไป และคนอย่างพวกเจ้าใครจักมาพูดคัดค้านอย่างไม่มีเหตุ ไม่มีผล พวกเจ้าก็ไม่ฟัง ผู้ที่พวกเจ้าจักรับฟังคำพูด ต้องหมายถึงบุคคลผู้นั้นหรือท่านผู้นั้น พวกเจ้ามั่นใจในความเป็นพระอริยะ

          ๔. นี่แหละให้ดูคำพูดของพระอริยะท่านไว้ ท่านปรามใครด้วยเหตุด้วยผล ด้วยเมตตา กรุณา ในฐานที่สงเคราะห์กันได้ จิตท่านอ่อนโยนเสมอ แต่ถ้าสงเคราะห์ไม่ได้ท่านก็วางเฉย ศึกษากันเอาไว้ให้เข้าใจ

 

ให้ระวังโลกธรรม ๘

          สมเด็จองค์ปฐม ทรงพระเมตตา ตรัสสอนเรื่องนี้มุ่งสอนเฉพาะเพื่อนผมไว้ดังนี้

          ๑. ให้ระวังโลกธรรม ๘ เกี่ยวกับคำสรรเสริญและนินทาให้มาก ดูอาการณ์จิตเข้าไว้ในยามถูกกระทบ อย่าลืมว่าเป็นข้อสอบของจิต จักมีอารมณ์ชอบใจหรือไม่ชอบใจ ก็สอบตกทั้งสิ้น

          ๒. แต่การกระทำในวันนี้เป็นของดี ที่ดำริก่อนแล้วจึงทำ (ใช้ปัญญาใคร่ครวญก่อนแล้วจึงทำ) การไม่เขียนชื่อใส่หน้าซองแล้วบริจาค ก็เป็นการลดการประกาศตัวเองว่าเป็นนักบุญไปได้จุดหนึ่ง มิฉะนั้นเจ้าจะถูกนินทาและสรรเสริญมากกว่านี้

          ๓. บางรายที่เขารู้ประวัติของเจ้า ที่ต้องพึ่งคนอื่นเลี้ยงร่างกายเขาเห็นรายชื่อ ผู้บริจาคแล้ว จักนินทาว่าช่างไม่เจียมฐานะของตน แต่ในบางรายเขาก็นิยมชมชื่นว่า เป็นการให้ทานที่เสียสละด้วยศรัทธาแรงกล้า ซึ่งถ้อยคำของบุคคลเหล่านี้ก็ไม่ควรจักยึดมาเป็นสาระอันใด เหตุเพราะนินทาและสรรเสริญเป็นเรื่องธรรมดาของโลก เจ้าอย่าเหลิงไปกับคำสรรเสริญเยินยอ และจงอย่าทำความไม่พอใจให้เกิดเมื่อถูกกระทบกับคำนินทา

          ๔. ดูอารมณ์ของจิตไว้ให้ดี หนทางใดที่สามารถทำได้เพื่อให้จิตพ้นทุกข์ ก็จงมั่นใจเดินไปทางนั้น

          ๕. คนจักชั่วหรือดี ไม่ได้อยู่ที่ถ้อยคำของบุคคลอื่นมาสรรเสริญหรือนินทา ดีหรือชั่วได้ อยู่ที่กรรม หรือการกระทำทางด้านกาย วาจา ใจ ของตนเป็นสำคัญ

          ๖. อย่าสนใจกับถ้อยคำของบุคคลอื่น ให้สนใจกับอารมณ์ของตนเอง ดูให้อยู่ในศีลและธรรมตลอดเวลา อย่าให้คลาดไปจาก ศีล สมาธิ ปัญญา ที่เป็นบรรทัดฐานวัดกำลังใจของตนเอง

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่