จิตเหมือนเด็ก ชอบของเล่นใหม่ ๆ และวิธีแก้ไข



          ในวันต่อมา พฤหัสบดีที่ ๒๒ ก.ค. ๒๕๓๖ สมเด็จองค์ปฐม ทรงพระเมตตา มาสอนไว้ดังนี้

          ๑. "สภาพของจิตมันจักตื่นเต้นกับงานชิ้นใหม่ ๆ จิตฟุ้งไม่รู้จักหยุด เช่นเดียวกับการเจริญพระกรรมฐาน หากได้ภาพกสิณใหม่ ๆ เจ้าก็มักจักชมชอบ เล่นอยู่อย่างนั้น แต่พอไประยะหนึ่ง จิตก็จักคลายจากอารมณ์การชมชอบนั้น งานก็เช่นกัน สักระยะหนึ่งก็จักลงตัวเบื่อหน่าย นี่หากเจ้าสามารถเบื่อกิเลสได้เยี่ยงนี้บ้าง ก็จักดีมาก" (เพื่อนของผม ท่านบอกว่ารู้สึกอายท่าน ที่ตนมักเบื่อจากความดี ไปเกาะความไม่ดีอยู่เสมอ เพราะไม่รู้จักเบื่อกิเลส)

          ๒. ทรงตรัสว่า "หากจักกล่าวไปตามความเป็นจริงแล้ว งานทุกอย่างไม่ใช่ของใหม่ ในชาติก่อน ๆ เจ้าก็เคยทำงานเหล่านี้มาแล้ว และบุคคลอื่น ๆ ก็เคยทำงานเหล่านี้มาแล้ว ชีวิตร่างกายมันหายไป ก่อนที่งานเหล่านั้น มันก็จักหายไปบ้าง จิตมันก็หลงวนเวียนติดงาน กลับมาเกิดแล้วทำอีก ชอบบ้าง-เบื่อบ้าง-หลงบ้างอยู่เยี่ยงนี้ ตลอดกาลตลอดสมัย"

          ๓. "กิเลสก็เช่นกัน ก็เป็นกิเลสตัวเก่า ไม่มีอะไรนอกเหนือไปกว่าโมหะ - โทสะ - ราคะ แต่จิตไม่รู้เท่าทันจึงหลงติดอยู่ในบ่วงกิเลส ยังอารมณ์ให้เกิดชอบใจบ้าง ไม่ชอบใจบ้าง อยากบ้าง แต่ไม่รู้จักเบื่อจริง ๆ เพื่อคลายกำหนัดในกิเลสทั้งปวง"

          ๔. "นี่เป็นเพราะเจ้าไม่รู้เท่าทันอารมณ์ของจิต รู้ไม่เท่าทันสภาวะของไตรลักษณญาณ จึงได้ตื่นเต้นอยู่กับของใหม่ ๆ อยู่เรื่อย แม้จักเป็นวิหารทานก็ตาม ภาพกสิณก็ตาม อย่าตื่นหลงของใหม่ จนหลงลืมความตาย"

          ๕. "มรณะภัยที่จักมาเยือนได้ทุกขณะจิต ระงับความฟุ้งซ่านไม่อยู่ ก็เท่ากับประมาท เพราะอารมณ์จิตไม่เกาะพระนิพพานเข้าไว้ จิตมีกิเลสโดยเฉพาะอย่างยิ่ง อยากให้ภาพกสิณนั้นมันทรงตัวอยู่เช่นนั้นตลอดไป ซึ่งเป็นไปไม่ได้ ทุกอย่างเกิด-ดับเป็นปกติ"

          ๖. "บุคคลผู้ฉลาดนำภาพกสิณเกิด-ดับมาพิจารณาเป็นวิปัสสนา จนอารมณ์จิตสบาย แล้วจึงกำหนดอานาปานัสสติ ขึ้นมาใหม่ และกำหนดภาพกสิณขึ้นใหม่ ทำอยู่เยี่ยงนี้จึงไม่รู้จักเบื่อในภาพกสิณนั้น ๆ"

          ๗. "งานก็เช่นกัน ที่เจ้าฟุ้งอยู่นี้ เพราะใช้จิตทำงานไปล่วงหน้า ซึ่งงานเหล่านี้ต้องอาศัยร่างกายเป็นตัวทำ โดยมีจิตบงการอยู่เบื้องหลัง ทำงานให้มีสติอยู่กับงานเฉพาะหน้าเท่านั้น จิตจึงจักเป็นสุข ไม่เบื่องาน อย่าวาดแผนงานไปในอนาคต จงอยู่กับงานปัจจุบัน จิตก็จักไม่ฟุ้งซ่าน ตรัสมาถึงตรงนี้ เจ้าเห็นสาเหตุของอารมณ์ที่เกิดหรือยัง" (ก็รับว่าเห็นแล้ว) ทรงตรัสว่า "อะไรเป็นสาเหตุหรือ" ตอบ "ความใจร้อน"

          ๘. "ใช่ ตัวนี้แหละที่ทำให้อารมณ์ของเจ้าเสีย ทั้งงานทางโลกและทางธรรม มรรคยังไม่ทันเดินก็ครุ่นคิดไปถึงผลเสียแล้ว เมื่อใจร้อนงานทุกอย่างย่อมมีขั้นตอน ก็เสร็จไม่ทันใจเจ้า ทั้งงานทางโลกและงานทางธรรม อารมณ์ท้อแท้เบื่อหน่ายก็เกิดขึ้น เจ้าเห็นจุดด่างพร้อยของจิตจุดนี้หรือยัง" (ก็รับว่าเห็นแล้ว)

          ๙. "เมื่อเห็น ก็จงหมั่นแก้ไข กำหนดรู้ลมหายใจให้มาก ๆ อารมณ์จักได้ไม่ฟุ้งซ่านไปในธรรมอนาคตที่ยังมาไม่ถึง ค่อย ๆ ทำไปอย่าใจร้อน เตือนจิตตนเองเอาไว้ให้ดี ๆ ละอารมณ์นี้ไม่ได้ ก็เอาดีไม่ได้เช่นกัน สาเหตุนี้คือต้นเหตุของอารมณ์เบื่องานทั้งทางโลกและทางธรรม เจ้าจงหมั่นแก้ไข"

          ๑๐. "หมั่นพิจารณาพรหมวิหาร ๔ ซึ่งเป็นกรรมฐานซึ่งทำให้จิตเยือกเย็น สลับกันไปกับภาพกสิณพระ โดยอาศัยอานาปานัสสติ เป็นพื้นฐาน ทำให้จิตทรงตัว และจงหมั่นคิดถึงความตาย กับความประมาทเข้าไว้เสมอ ๆ"

          ๑๑. "จงพยายามพิจารณาให้เห็นสภาพที่แท้จริงของร่างกาย นอกจากความเสื่อมและสกปรกแล้ว มันยังตายได้ทุกขณะจิต"

          ๑๒. "และจงคิดอยู่เสมอ งานทางโลกและกิเลสก็ดี เราจักเพียรทำไปตามหน้าที่ งานทางโลกทำไป การเพียรละกิเลสก็ทำไป"

          ๑๓. "กำหนดรู้ว่างานและกิเลสไม่ใช่ของใหม่ ล้วนแต่เป็นของเก่า ที่เราพบมาแล้วอย่างจำเจ ควรทำจิตให้พ้นเสียที อย่าผูกพันกับมันให้มากนัก"

          ๑๔. "งานทางโลกรู้ สักแต่ว่ามีร่างกายก็ต้องทำมันไป กิเลสที่เข้ามากระทบก็รู้ สักแต่ว่ามีร่างกายมันก็ต้องกระทบเป็นธรรมดา จิตพร้อมที่จักปล่อยวางงานทางโลก เมื่อร่างกายมันพังลงไปก็ตาม อย่าเอาจิตไปผูกพัน ให้ศึกษาอารมณ์จิตเอาไว้ให้ดี ๆ" (จุดนี้เท่ากับซ้อมตาย และพร้อมที่จะตายอยู่เสมอ)

 

ศรัทธาคือขุมทรัพย์อันยิ่งใหญ่ในพุทธศาสนา

          เมื่อวันจันทร์ที่ ๒๖ ก.ค. ๒๕๓๖ สมเด็จองค์ปฐม ทรงพระเมตตาตรัสสอนไว้ดังนี้

          ๑. "จงหมั่นสร้างความศรัทธาและเลื่อมใสในธรรมให้เกิดแก่จิตของตนเองเข้าไว้ ด้วยการพิจารณาเห็นคุณประโยชน์ของสมถะและวิปัสสนากรรมฐาน จักได้มีกำลังเสริมสร้างอิทธิบาท ๔ ให้เข้มข้นขึ้นในจิต และจักเห็นคุณค่าของพระธรรมนั้น ๆ"

          ๒. "ตถาคตและพระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ ก็ต่างอาศัยความศรัทธาและเลื่อมใสเป็นกำลัง พิจารณาวิโมกขธรรม และนำ ธรรมนั้นไปสอนแก่ผู้มีศรัทธาและเลื่อมใสเท่านั้น มรรคผลจึงจักเกิดขึ้นได้"

          ๓. "เพราะฉะนั้น เจ้าจงศึกษากำลังศรัทธา และเลื่อมใสของจิตที่มีต่อพระธรรมให้ดี ๆ และดูศึกษากำลังศรัทธาและเลื่อมใสในพุทธศาสนาของบุคคลภายนอกด้วย อย่าขัดศรัทธา หรือทำลายความเลื่อมใสของเขาเป็นอันขาด จงส่งเสริมและสนับสนุนบุคคลเหล่านั้น เพื่อเป็นกำลังให้พระศาสนาต่อไป"

 

ข้อคิดจากพระธรรม

          เมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๒๙ ก.ค. ๒๕๓๖ มีข้อคิดจากพระธรรมดังนี้

          ๑. ศูนย์ปฏิบัติพระกรรมฐาน มี ๒ แห่ง คือ ภายนอกกับภายใน ภายนอก หมายถึงศูนย์ทั่ว ๆ ไป ส่วนใหญ่อยู่ตามวัดและบ้านคน รวมทั้งสถานที่ต่าง ๆ ที่สมมุติขึ้นมา ภายใน มีอยู่ที่จิตของเราทุก ๆ คน คือ จิตตานุปัสสนามหาสติปัฎฐาน ท่านแนะให้ดูอารมณ์ของจิตตนเองอย่างเดียว จุดนี้แหละคือศูนย์การปฏิบัติพระกรรมฐานที่แท้จริง ที่พระพุทธเจ้าต้องการให้พวกเราปฏิบัติ เพราะมีอยู่แล้วทุก ๆ คนที่ตัวเรา ทรงหมายถึงกายกับจิต พระพุทธองค์ทรงตรัสสอน ๘๔,๐๐๐ บท ก็ล้วนอยู่แค่กายกับจิตเท่านั้น จึงเสมือนเรามีตู้พระไตรปิฎกอยู่แล้วทุกคน แต่ขาดปัญญาที่จะศึกษาปฏิบัติให้พบความจริง คือ อริยสัจ เท่านั้น

          ๒. จุดมุ่งหมายของศูนย์นี้ ก็เพื่อมุ่งตัด สักกายทิฎฐิ ซึ่งแปลว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวเนื่องกับร่างกาย ตัดได้ก็จบกิจในพุทธศาสนา

          ๓. วิธีปฏิบัติ ก็มุ่งตรงตัดด้วย ศีล สมาธิปัญญา (อริยมรรค ๘) ทาน ศีล ภาวนา (ปฏิบัติบูชา) และโอวาทปาฏิโมกข์ (ละชั่ว ทำดี ทำจิตให้ผ่องใสอยู่เสมอ) สิ่งใดที่ขัดต่อหลักปฏิบัติดังกล่าวแล้ว จงอย่าทำ

          ๔. จงพร้อมอยู่ในความไม่ประมาทตลอดเวลาเผลอเมื่อไหร่ประมาทเมื่อนั้น

          ก็ขอจบสั้น ๆ แค่นี้ เพราะรายละเอียดมีมากสุดประมาณ แค่ไม่ประมาทอย่างเดียวก็จบพระไตรปิฎกแล้ว

 

การระงับอารมณ์ฟุ้งซ่าน และวิตกจริต

          เมื่อวันเสาร์ที่ ๓๑ ก.ค. ๒๕๓๖ สมเด็จองค์ปฐม ทรงพระเมตตามาตรัสสอนเพื่อผม ดังนี้

          ๑. "การวิตกกังวลทำให้สติสัมปชัญญะบกพร่อง เจ้านึกอยู่แต่ว่าจักทำงานโน้น งานนี้ จิตถูกส่งไปตามงานที่คิด จึงลืมงานปัจจุบันไปเสียสนิท"

          ๒. "งานบางอย่างไม่ควรที่จักนำมาคิดล่วงหน้า ควรแก้ไขอยู่แต่ในธรรมปัจจุบัน คิดแก้ไขหรือวางแผนไปล่วงหน้า รังแต่จักเสียอารมณ์ เจ้าต้องหัดวางอารมณ์ฟุ้งซ่าน เรื่องงานภายนอกทิ้งไปในขณะที่เวลานั้นเป็นชั่วโมงเจริญพระกรรมฐาน ต้องทำงานภายใน เป็นการระงับนิวรณ์ ๕ ซึ่งต้องระงับกันอยู่ตลอดเวลา ในเวลาก็ต้องระงับ นอกเวลาก็ต้องระงับ รู้ตัวหรือไม่ว่าฟุ้งซ่านมากไป"

          ๓. "นี่เป็นเพราะเจ้าลืมลมหายใจเข้าออก จิตจึงไม่มีกำลังบังคับอารมณ์ สติสัมปชัญญะจึงเสื่อมทรามลงไป อารมณ์ที่คิดไปล่วงหน้า และหมกมุ่นอยู่กับเรื่องที่ผ่านไปเบื้องหลัง จักต้องหมั่นสลัดทิ้งไป ต้องแก้ไขอารมณ์เหล่านี้ลงให้ได้ มิฉะนั้นการเจริญพระกรรมฐานจักไม่มีผลเท่าที่ควรจักได้"

          ๔. "พยายามให้จิตคิดอยู่เสมอว่า ถ้าฟุ้งซ่านอยู่อย่างนั้นมันจักตายหรือไม่ตาย เกิดตายในขณะฟุ้งซ่าน ก็เท่ากับเสียท่ากิเลส ต้องกลับมาเวียนว่ายตายเกิด อยู่ในหน้าที่การงานอย่างนี้อีก"

          ๕. "เหนื่อยหรือไม่เหนื่อย คำว่าการมีขันธ์ ๕ แล้ว จักไม่เหนื่อยนั้นไม่มี เจ้าต้องการจักไม่มีขันธ์ ๕ อีก ก็จงหมั่นระงับอารมณ์ฟุ้งซ่านนี้ทิ้งไป"

          ๖. "ดอกสว่านหักก็จงเคารพในความไม่เที่ยงของฝีมือของเจ้าของเอง ธรรมะเหล่านี้เป็นของธรรมดา มิพึงจักนำมาคิดให้ฟุ้งซ่าน เรื่องคุณปอจักเอาของมาให้ ก็เป็นเรื่องของอนาคตซึ่งไม่เที่ยง ชีวิตของเจ้าทั้งสอง คนใดคนหนึ่งอาจจักแตกดับก่อนที่อนาคตนั้นจักมาถึงก็เป็นได้ ใยจึงไปคิดให้ฟุ้งไกลนักเล่า และจงอย่าขัดศรัทธาของคน จงทำตนให้เป็นผู้รับที่ดี สิ่งใดควรรับก็รับ ควรจ่ายให้ทานก็จงจ่าย สิ่งใดรับไม่ได้จักเป็นโทษ ก็ชี้แจงเขาไปโดยตรง บุคคลทั่วไปย่อมมีเหตุผลของตนเอง หากเจ้าชี้แจงเหตุผลให้เขาฟัง เขาย่อมจักเข้าใจ อย่าวิตกให้ไกลเกินไป"

          ๗. "ต้นเหตุจากมีคนจะเอาของมาให้ใช้ส่วนตัวมากเกินเหตุ เพราะไม่เห็นทุกข์หรือปัญหาที่จะพึงเกิดขึ้นภายหลัง จิตจึงฟุ้งซ่าน ทรงตรัสว่า เป็นของธรรมดา ธรรมของตถาคตมิใช่ของเนิ่นช้า (จะ) ละสิ่งใด สิ่งนั้นจักมากระทบจิต เพื่อทดสอบอารมณ์อยู่ตลอดเวลา ยินดีก็แพ้ต่อกิเลส ยินร้ายไม่พอใจก็แพ้ต่อกิเลส ตถาคตจึงจักกล่าวว่าให้ชี้แจงเหตุผลให้เขาทราบ รักษาอารมณ์ใจให้เป็นกุศล เพื่อประโยชน์สุขของผู้ให้ทาน เขาจักได้รับผลใหญ่ด้วยจิตของเจ้าที่เป็นกุศลนั้น"

          ๘." เรื่องอาหารการกินก็เช่นกัน เจ้าเห็นทุกข์เห็นโทษ ตามที่ตถาคตและทุกองค์ตลอดจนท่านฤๅษีเฝ้าพร่ำสอน แต่เจ้าจักให้บุคคลอื่นเห็นทุกข์ เห็นโทษของการบริโภคอาหารเหมือนกับเจ้านั้นย่อมเป็นไม่ได้ เพราะฉะนั้น จงดูเจตนาที่เขาหวังดีกับเจ้าเป็นสำคัญ"

          ๙. "บุคคลผู้ยังเกาะติดอยู่ในกายมาก ก็ย่อมคิดที่จักบำรุงกายนั้นเพื่อให้ทรงอยู่ตลอดเวลา นี่เป็นเรื่องธรรมดาของผู้ที่เขาห่วงกายเรา จึงเฝ้าบำรุงบำเรอ คิดว่ามันจักทรงตัว นี่เป็นความดีของเขาที่มีเมตตาต่อร่างกายเจ้า นั่นเป็นธรรมดาของเขาที่เจ้าควรจักยอมรับกฎของธรรมดานั้น"

          ๑๐. "มาศึกษาทางด้านจิตของเจ้าเอง กลับมาคิดมากจนขาดเมตตาจิตของเจ้าเอง เอามาเป็นอารมณ์ฟุ้งหาจุดลงไม่ได้ นี่เป็นโทษใหญ่ แม้ทั้ง ๆ ที่รู้ว่ากายนี้ไม่ใช่เรา แต่กายนี้มันก็ยังทรงอยู่ในปัจจุบัน การต้องการบริโภคอาหารก็ยังมีอยู่เป็นปกติของผู้ยังมีกายอยู่ ก็เป็นกฎธรรมดาอีกนั่นแหละ"

          ๑๑. "แม้เจ้าจักพยายามละกามคุณอยู่ แต่ควรกำหนดรู้ว่า การมีร่างกายก็ยังจักต้องเกี่ยวข้องอยู่กับกามคุณ ๕ การละต้องดูอารมณ์จิตเป็นสำคัญ อย่างกรณีอาหารและเครื่องอุปโภคที่เขาจักนำมาให้ ก็จงดูอารมณ์ของใจเป็นสำคัญ ถ้าหากยังฟุ้งอยู่ด้วยความยินดีหรือไม่ยินดี ก็นับว่าอารมณ์ยังเลวอยู่ ขาดเมตตาต่อจิตของตนเอง จึงยังอารมณ์ให้หวั่นไหวอยู่ และอารมณ์นั้นก็สร้างทุกข์ให้เกิด อย่างนี้เสียผลของการปฏิบัติหรือไม่" (ก็รับว่าเสียหาย)

          ๑๒. "การคิดให้สับสน นำเรื่องโน้นเรื่องนี้เข้ามาหลายเรื่อง ทำให้อารมณ์จิตวุ่นวาย หาความสงบมิได้ จุดนี้ขอให้เจ้าพิจารณาให้ดี ๆ อย่าสักแต่ว่าเรื่องภายนอก แม้กระทั่งธรรมภายในก็เช่นกัน จับโน่นวางนี่ กรรมฐานทั้ง ๔๐ กอง หากไม่ขึ้นต้นด้วยอานาปานัสสติให้ทรงตัวเสียก่อนแล้ว จิตเจ้าก็ไปคว้าหมวดโน้นนิด หมวดนี้หน่อย ก็ทำให้อารมณ์จิตสับสนวุ่นวาย สุดท้ายก็เอาอะไรดีไม่ได้"

          ๑๓. "ธรรมะไปสายเดียวกันก็จริงอยู่ เอโกธัมโมนั้นถูกต้อง แต่จิตของเจ้าไม่ฉลาดพอ จึงไม่รู้เท่าทันอารมณ์ จับโน่นนิดคิดนี่หน่อย เลยฟุ้งไปเสียก่อนที่จักได้ดี ปรับอารมณ์ตรงนี้เสียใหม่ พยายามบังคับจิตให้กำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก ควบสมถะภาวนากองใดกองหนึ่งให้ถึงที่สุดเสียก่อนทุกครั้ง จิตจักได้มีกำลังต่อสู้กับกิเลส มิฉะนั้นเจ้าก็ต้องย่ำเท้าอยู่อย่างนี้ หาความก้าวหน้าในมรรคผลของการปฏิบัติไม่ได้"

          ๑๔. "ตั้งใจให้จริง อย่าทิ้งความตั้งใจทำจริง เพื่อมรรคผลนิพพานเป็นสำคัญ ต้องจดจำเอาไว้เสมอ จักได้พ้นทุกข์ของจิตเสียที อย่าลืม สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นไม่ควรยึดว่าเป็นเราเป็นของเรา ถ้าอยากให้อารมณ์จิตเป็นสุขและไม่ฟุ้งซ่าน จงอยู่ในธรรมปัจจุบัน อย่ายุ่งกับธรรมในอดีตและธรรมในอนาคต อย่าจับปลาหลายตัว ให้จับทีละตัวแบบกรรมฐาน ๔๐ ทำให้ดีที่สุดกองเดียวก่อน"


 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่