(พระธรรม ที่ทรงตรัสสอนในเดือนมิถุนายน ๒๕๓๖)




กลัวตายไม่จริง หรืออยากตายไม่จริง

          เมื่อวันอังคารที่ ๑ มิ.ย. ๒๕๓๖ เพื่อนผู้ร่วมปฏิบัติธรรมกับผม ท่านเล่าให้ผมฟังว่า ตอนท่านทำกรรมฐานตอนเที่ยง ท่านเริ่มต้นได้ดี คือ ปฏิบัติอยู่ในอานาปานัสสติ ควบมรณาและอุปสมานัสสติ และเจริญกายคตาควบอสุภะ ๑๐ ซึ่งล้วนเป็นกรรมฐาน ซึ่งนำไปสู่ความพ้นทุกข์ได้อย่างประเสริฐ ทำให้เกิดผลมีอารมณ์เบื่อกาย เบื่อเกิด คือ นิพพิทาญาณขึ้น แต่ขาดปัญญาที่จะพิจารณาต่อไปให้ลงตัวธรรมดาไม่ได้ เปรียบเหมือนบินสูงเกินไป เลยหาสนามบินลงไม่ได้ น้ำมันหมดเลยตกลงมาตาย (หลวงพ่อท่านพูดบ่อย ๆ ประโยคนี้) อารมณ์ธรรมดา หากทำได้ทรงตัวจะมีผลทำให้เกิดอารมณ์สังขารุเบกขาญาณ ซึ่งเป็นเป้าหมายของนักปฏิบัติต้องการทุกคน ในการพิจารณาวิปัสสนาญาณ ๙ เมื่อหาสนามบินลงไม่ได้ นิวรณ์ก็เกิดเข้าครอบงำจิต ทำปัญญาให้ถอยหลัง (กลับมาโง่ใหม่) อารมณ์ฟุ้งเลวก็เกิดพาออกนอกลู่นอกทาง เข้าป่าเข้ารกไปว่า เราขอเข้าป่าไปตายแบบท่านหมอโกมารภัจจ์ (แต่มิได้ปฏิบัติแบบท่านหมอโกมารภัจจ์) โดยจิตคิดว่าเราเข้าป่าเพื่อจะได้ให้เสือมันกิน จิตจะได้ไปพระนิพพาน เทวดาท่านรู้วาระจิตของเรา ท่านเลยทำให้เราไม่พบสัตว์เลยในป่า เดินป่านานเข้า ๆ กายก็เริ่มหิว โรคหิวก็กำเริบหนักขึ้น ๆ จนทนไม่ไหว ตายก็ไม่ตาย เวทนาของกายก็มากขึ้นตามลำดับ จิตเลยโวย นึกถึงหลวงพ่อฤๅษีให้ท่านช่วยที หิวเหลือเกิน หลวงพ่อท่านก็มาพร้อมกับเสียงหัวเราะ แล้วสอนว่า

          ๑. ไอ้ขี้หมา อยากตายแล้วทำไม่กลัวหิววะ (ก็ตอบท่านว่า ความหิวมันทรมานมากนี่)

          ๒. "ระยำ ไอ้กลัวหิวนั่นแหละมันคือกลัวตายล่ะ อย่างนี้เขาเรียกว่ากลัวตายไม่จริง คนไม่กลัวตายเขาต้องไม่กลัวหิว คิดว่าไม่มีกินก็ดี ในไม่ช้าร่างกายนี้มันก็ตายไปเสียจากเราก็จบเรื่องกัน แต่จิตต้องจับพระนิพพานให้มั่นคง ไม่ใช่หิวแล้วอยากกินไอ้โน่นไอ้นี่ ตัวอยาก ๆ นี่แหละ ตัวพาเกิดอีกดีนักแหละ"

          (นี่คือผลของการพิจารณ์ตัดขันธ์ ๕ โดยเริ่มด้วย เมื่อวิญญาณออกจากร่างกายแล้ว กายมันก็สภาพเหมือนท่อนไม้ที่ไร้ค่า กลายเป็นอาหารของสัตว์ป่าที่มารุมล้อม ฉีกกายออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย แต่ที่สุดจบลงไปโรคหิว)

          เพื่อนของผมท่านยังไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ ก่อนนอนท่านก็กำหนดจิตระเบิดกายหยาบให้แตกออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย เพื่อเอากายในหรืออาทิสมานกายไปกราบสมเด็จองค์ปฐม แต่พบหลวงพ่อท่านก่อน ท่านพูดว่า

          ๓. สะใจหรือลูกที่ทำลายกายหยาบ ด้วยปฏิภาคนิมิตได้อย่างรุนแรงเช่นนั้น (ก็รับว่าค่ะ ลูกอยากตาย)

          ๔. หลวงพ่อท่านก็ว่า เฮ้ย จิตยังไม่บริสุทธิ์พอ หากตายตอนนี้ เอ็งมาพระนิพพานไม่ถึง (ก็บอกท่านว่า ลูกเบื่อกำลังใจตนเองที่มันไม่เอาไหน)

          ๕. ก็พระเตือนเอ็งแล้วว่า อย่าใจร้อน ค่อย ๆ เบื่อ ค่อย ๆ ปลด ใช้ปฏิภาคนิมิตระเบิดกายทิ้งก็ทำไปเถอะ อย่างน้อย ๆ ก็ช่วยให้เอ็งหายกลุ้มใจได้ หายเบื่อได้ชั่วขณะก็ยังดี จะเห็นร่างกายมันตายในท่าไหน ในอสุภ ๑๐ ก็ทำปฏิภาคได้เลย (ก็ทำตามที่ท่านแนะนำ)

          ๖. เอ็งอย่ามองแต่ซากเล็ก ๆ ตามปกติซิ จะให้เพลิดเพลิน เอ็งต้องทำปฏิภาคนิมิต ขยายซากศพให้ใหญ่โตมโหฬารอย่างนี้ หลวงพ่อท่านก็เมตตาทำภาพอสุภ ๑๐ ให้กายที่ตายใหญ่โน อืด พอง ใหญ่โตเท่าภูเขา เหมือนซากยักษ์มหึมาที่นอนตายอืด ครู่หนึ่งก็เห็นหนอนตัวโต ๆ ขนาดขบวนรถไฟกำลังกัดกินซากศพ เห็นน้ำเลือด น้ำเหลือง น้ำหนองไหล พร้อมกับหนอนมันกัดกินเซาะอวัยวะภายในให้หมดไปอย่างรวดเร็ว ให้ทำอย่างนี้ มันจะได้สนุกหายเบื่อไปได้บ้าง (ก็ทำตามที่ท่านแนะนำ มันก็สนุกดี)

 

การไม่ปรุงแต่งธรรม คือ การระงับเวทนา

          เมื่อวันศุกร์ที่ ๑๑ มิ.ย. ๒๕๓๖ สมเด็จองค์ปฐม ทรงพระเมตตามาตรัสสอน เรื่องการไม่ปรุงแต่งธรรม คือ การระงับเวทนาให้ มีความสำคัญดังนี้

          ๑. จงทำจิตให้ยอมรับเวทนาที่เกิดขึ้นกับร่างกาย ว่าเป็นของธรรมดา แล้วพยายามลดการยึดเกาะในเวทนานั้น ด้วยการระงับอาการของสังขาร คือ ไม่ปรุงแต่งธรรมนั้น ๆ นี้คือสัจธรรมของการมีร่างกาย เมื่อเกิดขึ้นแล้วย่อมมีเจ็บ มีแก่ มีตายเป็นธรรมดา

          ๒. จงวางอารมณ์ให้สงบ ยอมรับธรรมล้วน ๆ ที่ไม่ปรุงแต่งนี้ เพราะเป็นสิ่งที่หลีกหนีกันไม่พ้น เมื่อมีการเกิดของร่างกายแล้ว

          ๓. จงกำหนดรู้เอาไว้ว่า นี่เป็นทุกข์ของการมีร่างกายอยู่เนือง ๆ พยายามทำจิตให้ยอมรับนับถือกฎของธรรมดา แยกจิตออกมาอย่าให้ทุกข์ตามไปด้วย พยายามทรงอารมณ์ของจิตไว้ให้เป็นสังขารุเบกขาญาณ แม้จักเป็นอย่างอ่อน ๆ ก็ควรจักพยายามซักซ้อมกันเอาไว้ อย่าให้จิตมีอารมณ์บ่นแม้แต่ในใจก็ใช้ไม่ได้ เพราะนั่นคือการเกิดอารมณ์ปฏิฆะ และเป็นการคัดค้านสัจธรรมที่ฝืนความเป็นจริงของร่างกาย

          ๔. ตั้งแต่นี้ต่อไป อาการสุขหรือทุกขเวทนาอันเกิดสืบเนื่องมาจากร่างกาย จักเป็นครูเข้ามาทดสอบจิตของเจ้าอยู่เนือง ๆ ขอให้เตรียมใจสอบกันให้ดี ๆ ถ้าลงธรรมดาไม่ได้ก็ถือว่าไม่ผ่านข้อสอบ ดูอารมณ์กระทบให้ดี ๆ จักพอใจหรือไม่พอใจก็ใช้ไม่ได้ ต้องลงอุเบกขาญาณเข้าไว้ อาการสุขหรือทุกขเวทนานี้ ต้องนับเนื่องไปหมดทางอายตนะหก ขอให้ดูอารมณ์ของจิตเข้าไว้ให้ดี ๆ

          ๕. อนึ่งการทบทวนธรรมะ (ธัมมวิจยะหรือธัมมวิจัย) ก็จงทำต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง และให้สังเกตอารมณ์ของจิตในขณะทบทวนธรรมะนั้นไปด้วย จักได้รู้จุดที่ทำให้อารมณ์ของจิตนั้นเคลื่อนไหวไปได้อย่างไรบ้าง ทำต่อไปก็แล้วกัน

 

เรื่อง รูป - นามไม่เที่ยง

          เมื่อวันจันทร์ที่ ๑๔ มิ.ย. ๒๕๓๖ เพื่อนผู้ร่วมปฏิบัติธรรมกับผม ท่านยังไม่เข้าใจดีเรื่องรูป ๑ กับนามอีก ๔ ว่า รูปนั้นมองเห็นได้ด้วยตาเนื้อ แต่นามอีก ๔ ตัว ตาไม่เห็นแต่สัมผัสได้ด้วยใจ มันชอบสร้างปัญหาให้กับใจให้ไม่สงบอยู่เสมอ ๆ และรู้เท่าทันมันยาก หลวงพ่อฤๅษี ท่านก็เมตตามาสอนให้ ดังนี้

          ๑. ก็ให้คิดว่านามมันก็ไม่เที่ยงเหมือนรูปนั่นแหละ ๕ ตัวนี้มันมาด้วยกัน สภาพมันก็เหมือนกัน เราบังคับมันไม่ได้ ก็อย่าไปสนใจยึดมั่นถือมั่นในมัน รูปนามเกิด - เสื่อม - ดับอยู่เป็นปกติ เวลาไหนมันบอกว่าดี เออ กูไม่เชื่อมึงหรอก เวลาไหนมันบอกว่าไม่ดี เออ ก็เรื่องของมึง

          ๒. ดูวิญญาณสัมผัส ที่มันรายงานมาให้จิตรับทราบตลอดเวลา (วิญญาณของขันธ์ ๕ คือ ระบบประสาทรับสัมผัสของตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ) ไม่ยึดไม่ถืออาการนั้นมาเป็นสาระ เพราะมันเกิดเสื่อมดับอยู่อย่างนั้นเป็นปกติ มีเวทนาบอกให้จิตเรารู้อยู่ตามปกติ

          ๓. คอยดูสังขารตัวปรุงแต่งเอาไว้ให้ดี ระวังอย่าให้มันหลงปรุงแต่งธรรมเข้าเท่านั้น

          ๔. อ้ายสัญญาก็เหมือนกัน พยายามรู้เท่าทันมัน วิสัยโลกียชนมันก็จะจำแต่ของเลว จำโกรธ รัก โลภ หลง เราก็พยายามลืม ๆ มัน ทำเป็นไม่จำทิ้งมันไปเสีย เอาปัญญามาพิจารณาให้รู้เท่าทันความเป็นจริงของรูปนามนี้ว่า มันไม่เที่ยง เกิดเสื่อม ดับอยู่เป็นปกติทุก ๆ ขณะจิตที่ลมหายใจเข้าออกก็ว่าได้ แล้วเรื่องอะไรจะไปยึดถือในมัน

          ๕. มองใคร ๆ ก็เห็นว่าไม่ช้าก็ตายหมด แม้ในที่สุดร่างกายของเราก็ต้องตาย พิจารณาไปว่า ไม่ว่าเราจะยึดมั่นถือมั่นในร่างกายว่าเป็นเราแค่ไหนก็ตาม ในที่สุดร่างกายหรือรูปนาม มันก็ต้องตาย ตายแน่ไม่มีใครบังคับมันได้ แต่จิตนี่ซิ ถ้ามันยังไม่ปลอดจากอารมณ์รัก โลภ โกรธ หลง มันก็ต้องกลับมามีร่างกายที่เกิดเสื่อมดับ เต็มไปด้วยความทุกข์อย่างนี้อีก เราไม่เอาแน่ ตายเมื่อไหร่ ขอไปพระนิพพานจุดเดียว

 

          และในวันเดียวกันนั้น สมเด็จองค์ปฐม ก็ทรงพระเมตตามาตรัสสอนต่อให้ ดังนี้

          ๑. จงหมั่นรักษาอารมณ์ยอมรับนับถือในความตายนี้เอาไว้ให้ดีตัดเยื่อใยในร่างกายแม้ชั่วขณะหนึ่ง ก็ยังนับได้ว่าจิตของเจ้าเข้าถึงความดี คลายความเกาะยึดในร่างกายลงเสียได้ เป็นการซักซ้อมอารมณ์สังขารุเบกขาญาณเอาไว้ในตัว

          ๒. จำไว้อารมณ์นี้ไม่ใช่ท้อแท้ แต่เป็นอารมณ์วางเฉย ช่างมัน จิตไม่มีอารมณ์เบื่อ แต่มีอารมณ์พร้อมที่จะละไปเสียจากร่างกาย จิตมีความเบามีความสบาย รักพระนิพพานเป็นอารมณ์

 

สรุปเรื่องมหาสติปัฏฐาน ๔

          เรา ๒ คนต่างก็ฟังเทปเรื่องมหาสติปัฏฐาน ที่หลวงพ่อท่านสอนมาหลายปี กว่าจะเข้าใจได้ก็ต้องใช้ความเพียรอย่างสูง เพราะมีภาษาเดิม หรือภาษาโบราณปนอยู่มาก ซึ่งเหมาะสมกับอารมณ์ของผู้รับฟังในสมัยนั้น แต่ไม่เหมาะสมกับอารมณ์ของผู้รับฟังในสมัยปัจจุบัน แต่ก็ไม่ยอมละความเพียร ทั้งฟังทั้งอ่านหนังสือที่ท่านสอน ขอยอมรับว่าเวียนหัว ต่อมาหลวงพ่อก็เมตตาอธิบายให้เป็นภาษาไทยปัจจุบัน จึงทำให้เข้าใจขึ้น ทั้ง ๒ คนต่างก็พบปัญหานี้เช่นเดียวกัน ขอสรุปดังนี้

          ๑. หมวดกายานุปัสสนาสติปัฎฐาน ทรงให้เห็นกายในกาย ทั้งภายนอกและภายใน

          ๒. หมวดเวทนานุปัสสนาสติปัฎฐาน ทรงให้เห็นเวทนาในเวทนา ทั้งภายนอกและภายใน

          ๓. หมวดจิตตานุปัสสนานุสติปัฎฐาน ทรงให้เห็นจิตในจิต ทั้งภายนอกและภายใน

          ๔. หมวดธัมมา (ธรรมา) นุปัสสนาสติปัฎฐาน ทรงให้เห็นธรรมในธรรม ทั้งภายนอกภายใน

สิ่งที่ควรจดจำ

          ก) ตอนท้ายพระองค์จะลงเหมือนกันหมด ซึ่งหลวงพ่อท่านว่า เป็นอริยสัจทั้งหมด หรือเป็นวิปัสสนา (ปัญญา) ขั้นสูงสุดในพุทธศาสนา ซึ่งมีแต่เฉพาะพุทธศาสนาเท่านั้น ศาสนาอื่น ๆ ไม่มี

          ข) หลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอก ท่านแนะให้พิจารณาตามแนวมหาสติปัฎฐานไว้ดังนี้ เวลาปฏิบัติเน้นให้เห็น กาย เวทนา จิต ธรรม ไปพร้อม ๆ กัน แล้วลงที่ตัวเป็นธรรมดา คือ เกิด เสื่อม ดับอยู่เป็นปกติ ไม่ว่าหมวดใดก็ตาม ทั้งภายนอกและภายใน เป็นสันตติอยู่ตลอดเวลา

          ค) ให้มีสติรู้อยู่เฉพาะหน้า หรือรู้อยู่ในธรรมปัจจุบันตลอด และให้อยู่ในอารมณ์สักแต่ว่ารู้ สักแต่ว่าเห็น สักแต่ว่าอาศัย ระลึกรู้แต่ไม่ติดอยู่ในอารมณ์นั้น ๆ (เพราะมันไม่เที่ยง) ย่อมไม่ยึดถืออะไร ๆ ทุกสิ่งในโลก ทรงให้ยอมรับความจริงในกาย เวทนา จิต ธรรม ตามความจริง และทรงให้กำหนดรู้ความจริงอย่างนี้อยู่เนือง ๆ

          ง) ในการปฏิบัติเรื่องจิตในจิต และธรรมในธรรม หมายความว่า จิตในจิต ให้รู้อารมณ์ของจิตตลอดเวลา เมื่อถูกกระทบด้วยอายตนะสัมผัส ๑๒ คือ ภายนอก ๖ (รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส และธรรมารมณ์) ภายใน ๖ (ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ)

          ธรรมในธรรม มีหลักสำคัญว่า ธรรมทั้งหลายมีใจเป็นหัวหน้า มีใจเป็นใหญ่ ทุกสิ่งสำเร็จได้ที่ใจ พระธรรมเกิดจากจิตในจิต (อายตนะนอกและในกระทบกัน) เป็นอภิธรรมได้ถึง ๔๒,๐๐๐ บท ย่อแล้วเหลือแค่ ๓ คือ ธรรมที่เป็นกุศล (กุศลาธัมมา) ธรรมที่เป็นอกุศล (อกุศลาธัมมา) และธรรมที่เป็นกลาง ๆ (อัพยากตาธัมมา หรืออัพยากฤตธรรม) มีรายละเอียดอยู่มากตามระดับจิตในจิตและธรรมในธรรม หมายความว่าจิตละเอียดระดับไหนก็รู้ธรรมได้ละเอียดระดับนั้น ซึ่งจริง ๆ แล้วมีถึง ๘๔,๐๐๐ บท

          จ) ธรรมทั้ง ๔ อย่างนี้ คือ กาย เวทนา จิต ธรรม ล้วนเกิดดับ ๆ ตลอดเวลา เป็นสันตติธรรม รู้หรือสัมผัสรู้ได้ด้วยตาปัญญาเท่านั้น ว่าธรรมทั้ง ๔ ตัวนี้มันไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา ผู้ที่ไปรู้ธรรมทั้ง ๔ ตัวนี้คือจิต จิตคือตัวเรา เป็นผู้รู้อย่างแท้จริง และต้องรู้อยู่ตลอดเวลา ด้วยการมีสติต่อเนื่องไม่ขาดสาย หรือมหาสติปัฎฐานนั่นเอง แต่เวลานำไปปฏิบัติแล้วปรากฏว่ามันง่ายนิดเดียว เพราะหลักสูตรมหาสติปัฎฐานนี้ พระองค์ทรงตรัสว่าเป็นทางสายเอกในการบรรลุธรรม มีผล ๒ อย่าง คือ ขั้นต้น เป็นอนาคามีผล ขั้นสอง เป็นอรหัตผล จึงถึงบางอ้อว่ามันง่ายนิดเดียว

 

ไม่มีใครเอาสมบัติของโลกไปได้

          เมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๓ มิ.ย. ๒๕๓๖ ตอนกรรมฐานเที่ยง เมื่อจิตสงบดีแล้ว เพื่อนของผมได้นำเอาเรื่อง สมเด็จองค์ปฐม ทรงตรัสสอนเมื่อวานนี้มาพิจารณา เรื่องทรัพย์ภายนอกกับทรัพย์ภายใน หรือโลกียทรัพย์กับอริยทรัพย์ มีความว่า องค์แก้วจักรพรรดิก็ยังเป็นทรัพย์ภายนอก เป็นโลกียทรัพย์ ซึ่งยังไม่เที่ยงจึงต้องเคลื่อนไปอยู่เสมอ สมเด็จองค์ปฐม ท่านก็ทรงพระเมตตาตรัสสอนว่า

          ๑. องค์แก้วจักรพรรดิยังมีที่สวยกว่านี้ และองค์ใหญ่กว่านี้ เป็นของตถาคตในสมัยครองบัลลังก์เป็นพระเจ้าจักรพรรดิมา ทรงพระเมตตาให้ได้เห็นภาพองค์แก้วขนาดใหญ่มาก ขนาดลูกฟุตบอล สีของแก้วเป็นสีแดงใสคล้ายทับทิมเนื้อดี แต่มีลายสีแดงทึบสลับอยู่ภายใน ปานประหนึ่งสีแดงเลือดนก

          ๒. ทรงตรัสถามว่า เจ้าต้องการครอบครองมันหรือไม่ ก็ตอบความว่า ไม่ต้องการ ต้องการพระนิพพาน ทรงตรัสต่อไปว่า เวลานี้องค์แก้วจักรพรรดิอยู่ใต้ดินที่... เป็นแก้วจักรพรรดิคู่บารมีของตถาคตสมัยเสวยพระชาติเป็นพระเจ้าจักรพรรดิมานับชาติไม่ถ้วน แต่ในที่สุดขันธ์ ๕ ของพระเจ้าจักรพรรดิในแต่ละชาติ ก็ถูกมรณะภัยกลืนกินจนสิ้นไปทุกชาติ ไม่เหลือแม้แต่ชาติเดียว

          ๓. โลกนี้ไม่มีอะไรเหลือ ทรัพย์ทางโลกย่อมมีความเสื่อมอยู่เป็นปกติ ดูแต่ทองคำแม้เป็นสร้อย แหวน กำไลก็ดี สวมใส่ไปสักระยะหนึ่ง แล้วนำกลับมาชั่งตวงดูน้ำหนัก ก็จักทราบชัดว่ามันสึกกร่อน เสื่อมสลายไปอยู่ทุกขณะจิต ธาตุทุกตัวย่อมทำลายตัวมันเองเบ็ดเสร็จอยู่ในตัวอยู่แล้ว ทรัพย์ของโลกเป็นอย่างนี้เป็นปกติ

          ๔. วัดในพระพุทธศาสนาในทุก ๆ พุทธันดร สมัยพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ยังมีพระชนม์ชีพอยู่ก็เช่นกัน แต่ละวัดรุ่งเรืองด้วยกำลังศรัทธาของพุทธบริษัท ตามกำลังของศีล - สมาธิ - ปัญญาของพระพุทธเจ้าและพระสาวก การทำบุญทำทานจักด้วยวิหารทานหรือสังฆทานก็มีมาก ตามกำลังจิตที่ผู้รับบริสุทธิ์ ลาภสักการะมากมายกว่าสมัยนี้มาก ดังตัวอย่างสมเด็จองค์ปัจจุบัน มีวัดที่พุทธบริษัทสร้างถวายร่วม ๘๔,๐๐๐ วัด สวยสดงดงามมาก แล้วเวลานี้ไปไหนหมด กาลเวลากลืนกินทุกสิ่งทุกอย่างจนหมดสิ้น

          ๕. วัตถุมงคลก็เช่นกัน เคยมีมาแล้วทุก ๆ พุทธันดร แม้เปี่ยมด้วยพุทธานุภาพ ธัมมานุภาพ สังฆานุภาพ แต่วัตถุเหล่านี้ก็ขึ้นชื่อว่าอิงทรัพย์ทางโลกสร้างขึ้นมา สักวันวัตถุนั้นก็เสื่อมปรักหักพังตามกาลเวลา พุทธานุภาพ ธัมมานุภาพ สังฆานุภาพไม่เสื่อม แต่วัตถุธาตุที่นำมาทำวัตถุมงคลเสื่อม

          ๖. ในบางกรณีแม้ไม่เสื่อม เช่นองค์แก้วจักรพรรดิ ก็มีการเคลื่อนไปตามกฎธรรมดา ผู้ครอบครองในที่สุดก็ต้องตาย ทิ้งขันธ์ ๕ ไปจากองค์แก้ว หรือในบางขณะทรัพย์หรือองค์แก้วก็เคลื่อนจากกายเราไปตามกฎของกรรม มีทรัพย์ ทรัพย์จากหรือจากทรัพย์ มันเป็นกฎธรรมดาของโลก เจ้าจงอย่ายึดถือมาเป็นสาระเลย

          ๗. พิจารณาถึงความไม่เที่ยงเข้าไว้ ทำการละความไม่เที่ยงลงที่จิต อย่าติดทรัพย์ภายนอกให้มากนัก มองทรัพย์ภายในเข้าไว้ อริยมรรค อริยผลเป็นสิ่งเที่ยง พระธรรมที่ตถาคตตรัสไว้นั้นเป็นสิ่งเที่ยง ขวนขวายรีบเร่งสะสมเข้าไว้ เป็นอริยทรัพย์ที่ไม่เคลื่อนไปไหนอีก

          ๘. รักพระนิพพานให้มาก ๆ เถิด คำนึงถึงปฏิปทาของมรรค อันจักยังให้เข้าถึงพระนิพพานไว้ให้มากด้วย หมั่นกำหนดรู้อยู่เสมอว่า กิจใดจักเป็นหนทางเข้าสู่พระนิพพาน จงหมั่นทำกิจนั้น และกิจใดที่เป็นหนทางขวางกั้นมรรคผลนิพพาน ก็จงหมั่นละซึ่งกิจนั้น

 

เรื่องอารมณ์จิตของคนเรามันไวยิ่งกว่าลิง

          ที่มาของพระธรรมเรื่องนี้มีความสำคัญโดยย่อ ๆ ดังนี้ เพื่อนผู้ปฏิบัติธรรมของผม ๒ ท่าน สมมุติชื่อเธอ จอ กับ มอ ท่านมาร่วมสนทนาธรรมกับผม แล้วผมสังเกตดูความสามารถของเธอทั้งสองต่างกัน มีความดีก็ต่างกัน ตามจริตนิสัยและกรรมที่สะสมกันมาในอดีตชาติ โดยย่อดังนี้

          ๑. จอ มีสมถะภาวนาดี เข้มแข็งแต่วิปัสสนาภาวนาอ่อน มีผลทำให้เมื่อถูกกระทบโดยอายตนะสัมผัสภายนอก (รูป - เสียง - กลิ่น - รส - สัมผัส และธรรมารมณ์) มากระทบกับอายตนะสัมผัสภายใน (ตา - หู - จมูก - ลิ้น - กายและใจ) แล้วมักจะหวั่นไหวไม่มั่นคง จึงทำให้เกิดอารมณ์ ๒ (พอใจกับไม่พอใจ หรือราคะกับปฏิฆะ) ง่าย หรือเป็นอยู่เกือบปกติธรรมดา

          ๒. มอ สมถะภาวนาก็ดี แต่ยังสู้ จอ ไม่ได้ แต่สิ่งสำคัญ คือ วิปัสสนาภาวนา ซึ่งสามารถใช้ตัดกิเลสให้ตายได้ ท่านดีกว่าจอมาก (ตัวสมถะภาวนาไม่สามารถจะฆ่ากิเลสได้ ได้แค่ระงับกิเลสไว้ชั่วคราวเท่านั้น)

          ๓. จากเหตุผลในข้อ ๒ ทำให้ มอ หวั่นไหวต่ออายตนะสัมผัสที่เข้ามากระทบใจเธอมีน้อย เพราะกำลังของวิปัสสนามีมาก เธอจึงจับทุกสิ่งที่กระทบมาพิจารณาเป็นวิปัสสนาได้ เมื่อเธอมีปัญญาบารมีดีกว่า จึงทำให้สัจจะบารมีของเธอเข้มแข็งมาก ตั้งใจจะทำสิ่งใด เธอก็ไม่พลาดในสิ่งที่เธอตั้งใจไว้

          ๔. มอ ใช้อริยสัจเป็นหลักสำคัญในการแก้ปัญหา หรืออุปสรรคใด ๆ ที่เข้ามากระทบอารมณ์ของเธอ (กรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ)

          ๕. มอ ตื่นเช้าขึ้นมาก็ใช้บารมี ๑๐ ให้เกิดประโยชน์แก่เธอ โดยใช้อธิษฐานบารมีว่า จะทำทุกอย่างเพื่อพระนิพพานจุดเดียว เป็นต้น

          ๖. มอ ใช้วิปัสสนาญาณ ๙ ข้อที่ ๑ - ๔ อยู่เป็นปกติ คือ ขั้น ๑ มองทุกสิ่งในโลกล้วนไม่เที่ยง เพราะตกอยู่ภายใต้กฎของไตรลักษณ์ ขั้น ๒ มองทุกสิ่งในโลกนี้ที่สุดพังหมดไม่มีอะไรเหลือ ขั้น ๓ มองหาทุกข์จากความไม่เที่ยง ทั้งโลกภายนอกและโลกภายใน คือ ขันธโลก หรือขันธ์ ๕ ที่จิตเธออาศัยอยู่ชั่วคราว ขั้นที่ ๔ พิจารณาถึงภัยอันเกิดจากกฎของกรรม ซึ่งตามมาให้ผลกับร่างกายที่จิตเธออาศัยอยู่ ซึ่งไม่มีใครจะหนีภัยตัวนี้พ้นได้ เพราะกฎของกรรมนั้นเที่ยงเสมอ และให้ผลไม่ผิดตัวด้วย เป็นต้น

          ๗. ทั้ง จอ และ มอ พูดถึงหลวงปู่บุดดา มอ ว่าหลวงปู่ท่านเมตตาให้เห็นจิตของท่านซึ่งใสเป็นแก้ว ข้างในมีลิงตัวเล็ก ๆ สีขาว แต่ใสเป็นแก้วนั่งอยู่ ลิงขยับหน้าตาแบบลิงอยู่ข้าง ใน น่ารักมาก

          เมื่อสนทนากันมาถึงจุดนี้ หลวงปู่บุดดา ท่านก็เมตตามาสอน จอ ว่า

          ๑. ข้าก็ให้มันเห็นว่า อารมณ์จิตของคนเรามันไวยิ่งกว่าลิง ปุถุชนตามจับลิงไม่ทัน บัดเดี๋ยวส่งออกนอกจิตไปโน่นไปนี่ ทั้งวันทั้งปีไม่รู้เรื่อง มันออกไปตีกับชาวบ้าน กับวัตถุสิ่งของ กับสัตว์ต่าง ๆ อยู่เรื่อย ลิงมันไปไว เพราะ ราคะ - โทสะ - โมหะ มันเข้ามาจูงจมูก ทางอายตนะทั้ง ๖ ไปมีเรื่องกับเขาทั้งปี ทั้งชาติ แต่อย่างพระอริยเจ้าเขาอบรมลิง จับลิงมาขังไว้ในจิตได้ตามลำดับ จนในที่สุด ถ้าจิตใสเป็นแก้วอย่างข้านี้ ลิงมันก็เคลื่อนไหวได้ คือมีอารมณ์รับรู้ธรรมภายนอกที่มากระทบ

          ๒. เอ็งอย่าว่าพระอรหันต์ไม่มีอารมณ์ไม่ได้นา รู้แต่รู้อยู่ในจิต ลิงมันรับรู้ แต่ไม่มีกำลังวิ่งออกไปเต้นอยู่นอกจิต มันจะรับรู้อย่างสงบอยู่ในจิต อายตนะ ๖ ยังคงมีวิญญาณสัมผัส รายงานมาให้ทราบตามปกติ รูปสวย-รูปไม่สวย เสียงเพราะ - ไม่เพราะ กลิ่นหอม - ไม่หอม รสอร่อย - ไม่อร่อย กายสัมผัสดี - ไม่ดีรู้หมด ไม่ใช่ไม่รู้ มันรู้ดีเสียด้วยซิ ตาเห็นรูป เห็นตามปกติ เพราะตาท่านไม่บอด หูไม่หนวก จมูกไม่ตัน ลิ้นไม่พิการ ร่างกายก็ปกติ รู้เท่าที่อายตนะสัมผัสยังดีอยู่ รู้ตามกำลังของอายตนะนั้น และรู้ด้วยจิตหมดอุปาทาน หมดไฟราคะ-โทสะ-โมหะปรุงแต่ง ลิงหรืออารมณ์ของจิตมันก็หลอกเราไม่ได้ จึงออกไปอาละวาดไม่ได้ หมดเรื่องพอดี ๆ (จอคิด อยากมีอารมณ์หมดเรื่องพอดีอย่างหลวงปู่บ้าง)

          ๓. ก็เอ็งก้มหน้าก้มตาขังลิงเข้าไว้ซิ อย่าปล่อยให้มันถูกจูงจมูกเพ่นพ่านออกไปข้างนอกจิตให้มากนัก ขยันตามจับมันกลับมาให้บ่อย ๆ อย่าปล่อยให้ลิงมันวิ่งไปตามไฟราคะ - โทสะ - โมหะให้มากนัก ถ้ามันดื้อก็ลงแส้ ลงศอกเข้ากับมันให้บ้าง หนัก ๆ เข้ามันก็จะหมดฤทธิ์ วิ่งช้าลง ๆ ตามลำดับ อย่าขี้เกียจตามลิง สักวันหนึ่ง ถ้าเอ็งไม่ทิ้งความเพียร เอ็งก็จะจับลิงขังไว้ในจิตได้อย่างข้านี่แหละ

 

เรื่องประมาทในความตายเสียอย่างเดียว

เท่ากับประมาทในธรรมทุกอย่าง

          ในคืนวันนั้น สมเด็จองค์ปฐม ทรงพระเมตตามาสอน จอ มีความสำคัญดังนี้

          ๑. เจ้าดูตัวอย่างความเพียรของ มอ ไว้ให้ดี จงหมั่นคำนึงถึงอารมณ์อันเด็ดเดี่ยวของเพื่อนร่วมเส้นทางของพระโยคาวจรของเธอเอาไว้ เพื่อให้เกิดหิริ-โอตตัปปะขึ้นในจิต ละอายในความชั่ว ความขี้เกียจคือความชั่ว การทำจิตให้ไม่มีกำลังคือความชั่ว จึงพึงละความชั่วนี้ให้ออกไปจากจิต มีความละอายที่พระท่านช่วยสงเคราะห์มากมาย

          ๒. เจ้ายังทำอารมณ์ใจได้ไม่เท่าเขา จึงเท่ากับเจ้ายังมีความประมาทในชีวิตเป็นอย่างยิ่ง เพราะกาลเวลายิ่งล่วงเลยไปมากเท่าไหร่ ความตายก็จักยิ่งใกล้เข้ามาเท่านั้น มัวแต่มีอารมณ์ท้อถอย ทำจิตให้สิ้นความเพียรอยู่เนือง ๆ แล้วเมื่อไหร่จักถึงจุดหมายปลายทางที่มุ่งหวังไว้

          ๓. ประมาทในความตายเสียอย่างเดียว เท่ากับประมาทในธรรมทุกอย่าง นักปฏิบัติที่แท้จริงเขาไม่หวังผลพรุ่งนี้ มะรืนนี้เขาเอามรรคเอาผลกันที่ขณะจิตนี้ กาลเวลาอื่น ๆ สำหรับผู้เอาจริงในธรรมปฏิบัติ เขาไม่มีเวลา มีอยู่เวลาเดียว คือ ขณะจิตนี้

          ๔. หมั่นคิดถึงขณะจิตนี้ หรือธรรมในปัจจุบันนี้ให้มาก ๆ อย่าปล่อยเวลาให้ล่วงเลยไปโดยเปล่าประโยชน์ พิจารณาธรรมด้วยศีล - สมาธิ - ปัญญา ให้รู้เท่าทันความจริงในธรรมสัมผัสนั้น ๆ

 

เนกขัมมะบารมี

          เมื่อวันอังคารที่ ๑๕ มิ.ย. ๒๕๓๖ เพื่อนผู้ร่วมปฏิบัติธรรมร่วมกับผม ท่านฟังเทปที่หลวงพ่อท่านสอน เรื่อง ทานหรือจาคะก็นำไปสู่พระนิพพานได้ หากเราทำบารมีได้ให้เต็ม จะมีผลทำให้บารมีอื่น ๆ อีก ๙ บารมีเต็มได้ด้วย ในการปฏิบัติบารมี ๑๐ หลวงพ่อเริ่มจากทานบารมีก่อน เพื่อนผมฟังแล้วก็พิจารณาว่า สำหรับตนเอง ขอเลือกเอาเนกขัมมะบารมีเป็นบาทต้น เมื่อนึกถึงจุดนี้ สมเด็จองค์ปัจจุบัน ก็ทรงพระเมตตามาตรัสสอนว่า

          ๑. ถ้าจักยึดเนกขัมมะบารมีเป็นบาทแรก ก็สมควรและเหมาะสมดี สำหรับข้อวัตรปฏิบัติเพื่อเนกขัมมะบารมี ขอให้เจ้าจดจำคำตรัสในโอวาทปาฏิโมกข์ คือ

               ก) สัพพะปา ปัสสะ อะกะระณัง คือ ไม่ทำชั่ว ทั้งกาย วาจา ใจ ให้หมั่นค่อย ๆ ละไป โดยยึดหลักสังโยชน์เป็นเครื่องวัด

               ข) กุ สะ ลัส สู ปะ สัมปะทา คือ พยายามทำแต่ความดี ทั้งกาย วาจา ใจ โดยอาศัยสังโยชน์เป็นหลัก

               ค) สะ จิต ตะ ปะริโย ทะ ปะนัง คือ ทำจิตให้ผ่องใส เพียรใช้ปัญญาละจากสังโยชน์ ๑๐ อย่าให้เป็นเครื่องร้อยรัด วาจา และใจ ให้เศร้าหมอง นี่คือหลักการของเนกขัมมะบารมี ที่พระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ ตั้งแต่องค์ปฐมทรงวางไว้

          ๒. จากนั้นสมเด็จองค์ปฐมทรงเสด็จมาเป็นประธาน ทรงตรัสว่า เราทุก ๆ พระองค์จักพอใจมาก ถ้าหากเจ้าสามารถปฏิบัติตามข้อวัตรของเนกขัมมะบารมีให้มีผล เพราะเป็นจุดประสงค์ตรงความต้องการของเราทุก ๆ พระองค์ จักขนเหล่าสัตว์ทั้งหลายให้เข้าถึงพระนิพพาน ด้วยการบวชในเนกขัมมะบารมี คือ การบวชเพื่อความดับไม่มีเชื้อ ดับกิเลส คือ สังโยชน์ ๑๐ ให้หลุดออกไปจากการยึดเกาะของจิต จงตั้งใจไว้ในเนกขัมมะบารมี หมั่นทำตามข้อวัตรปฏิบัตินี้ให้เกิดขึ้นกับจิตอยู่เนือง ๆ ระลึกถึงหลักปฏิบัตินี้อย่าให้ขาด มีศีล สมาธิ ปัญญา ตั้งอยู่เฉพาะหน้าเป็นประจำ จึงจักยังจิตให้ถึงพร้อมตามหลักคำตรัส พระโอวาทปาฏิโมกข์นั้น ๆ

          ๓. เมื่อเจ้าคิดได้โดยตั้งใจเอาเนกขัมมะบารมีเป็นบาทแรกแล้ว ต่อไปเมื่อทบทวนบารมี ๑๐ ก็จงเอาเนกขัมมะบารมีขึ้นหน้า แล้วนำมาเป็นข้อวัตรปฏิบัติ ดึงเอาบารมีอีก ๙ ประการมาเป็นองค์ประกอบ จุดนี้จักทำให้บารมี ๑๐ ของเจ้าเต็มได้

          ๔. จงหมั่นระวังขันธมารและกิเลสมารเข้ามาขัดขวาง การทำความเพียรในเนกขัมมะบารมีนี้ด้วย

          ๕. ธรรมารมณ์ใดที่เป็นศัตรู ขัดกับพระโอวาทปาฏิโมกข์ เจ้าจงหมั่นละธรรมารมณ์นั้นให้ออกไปจากจิตเสียโดยไว

          ในวันเดียวกันนี้ พอเพื่อนของผมท่านรู้ข่าว เรื่องเปลือกหรือขันธ์ ๕ ที่หลวงพ่อท่านเคยอาศัยอยู่ชั่วคราวนั้น มีการเปลี่ยนแปลงไปบางส่วน ซึ่งมันก็เป็นของธรรมดา แต่จิตของเพื่อนผมมันฟุ้งออกนอกทาง มีการปรุงแต่งธรรม ซึ่งเป็นอุปาทานทำให้เกิดอารมณ์ ๒ คือ พอใจกับไม่พอใจ ทำจิตของตนเองให้เศร้าหมอง ซึ่งขัดกับเนกขัมมะบารมี ซึ่งเพิ่งได้รับคำสอนจากสมเด็จองค์ปฐม ก็ต้องหยุดปรุงแต่งธรรมต่อไป หลวงปู่บุดดา ท่านก็เมตตามาสอนว่า

          ๑. พระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์ อย่างท่านฤๅษีตายได้รึ (ก็ตอบว่าไม่ตายค่ะ)

          ๒. เอ้อ แล้วไป ข้าคิดว่าเอ็งจะตอบว่าตายได้เสียอีก เรื่องขันธ์ ๕ เอ็งอย่าเพิ่งไปสนใจเลย ปล่อยไว้ให้เป็นเรื่องของพระท่าน สนใจการปฏิบัติธรรมให้ละสังโยชน์ ๔ - ๕ ให้ได้เสียก่อน

          ๓. แล้วอย่าลืมจรณะ ๑๕ เสียล่ะ พระพุทธเจ้า พระอริยสงฆ์ ท่านมีกันครบทุกข้อจึงจะถึงนฤพานได้ เนกขัมมะบารมี จึงจะมีผล ข้าไปละ

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่