วิธีแก้ง่วงโดยหากิเลสเข้าตัว




          ที่มาของพระธรรมจุดนี้ เกิดจากการสนทนาธรรมกันระหว่างผมกับเพื่อนผู้ร่วมปฏิบัติธรรมที่วัดท่าซุง เมื่อวันพฤหัสบดี ที่ ๑๓ พ.ค. ๒๕๓๖ มีความสำคัญดังนี้

          ก) บางครั้งกายมันง่วงตาจะหลับ พยายามอย่างไรก็ไม่ชนะมัน ต้องหากิเลสเข้าตัว แต่เราต้องมีสติตามรู้ ปล่อยให้กิเลสมันแสดงจนตาสว่าง พอกายหายง่วงก็ใช้กรรมฐานแก้จริตพิฆาตกิเลสนั้น โดยมากกิเลสมันจะเก่งไปได้ไม่นาน หากเรามีสติตามรู้อยู่ตลอดพักเดียวมันก็หมดฤทธิ์

          ข) เพื่อนผมท่านว่า ท่านเพิ่งจะเข้าใจคำสั่งสอนของหลวงพ่อ ในปี พ.ศ.๒๕๒๑ เรื่องสรุปคำสอนประจำพรรษา ที่หลวงพ่อท่านว่า คนฉลาดต้องรู้จักหากิเลสที่สิงอยู่ในจิตให้พบ แล้วใช้กรรมฐานแก้จริตพิฆาตกิเลส หมายความว่า ผู้ใดก็ตามที่จะละกิเลสได้ ต้องรู้ ต้องเห็นความชั่วที่อยู่ในใจของตนเองก่อน หรือเราจะจับผู้ร้ายก็ต้องรู้จักผู้ร้ายก่อน โดยรู้ว่ามันอยู่ที่ไหน หน้าตาเป็นอย่างไร นิสัยเป็นอย่างไร และเราควรจะใช้วิธีไหนปราบมันเป็นต้น

          ค) เพื่อนผม จิตสัมผัสรูปหลวงพ่อจง ก็กำหนดจิตกราบท่าน และขอความเมตตาให้ท่านช่วยสอน ท่านก็บอกว่า ข้าสอนพ่อแล้ว ต้องมาสอนลูกอีกหรือ แต่ในที่สุดหลวงพ่อจง ก็เมตตาช่วยสอนให้ มีความสำคัญดังนี้

          ๑. สิ่งไหนที่เป็นความทุกข์ เอ็งก็อย่าเอาสิ่งนั้นมาแบก จิตมันจะได้เบา และต้องรู้ด้วยว่า สิ่งที่เรียกว่าทุกข์นั้น พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า สิ่งไหนไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์นั่นแหละห้ามเอามาแบก (ขณะนั้นก็คิดว่า ถ้าเช่นนั้นโลกนี้ทั้งโลก ก็ยึดอะไรไม่ได้เลยซิ)

          ๒. ท่านก็ว่า เออชิวะ ไม่ใช่แต่โลกมนุษย์เท่านั้นนะ พรหมโลก เทวโลกก็แบกไม่ได้ เพราะมันไม่เที่ยง สิ่งไหนไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ ไม่สุขจริงเลิกแบก จิตมันจะได้เบาสบาย

          ๓. วางทุกข์เสียให้ได้ เอาโลกุตระธรรมมาใส่แทน สบาย ๆ ไม่หนัก อารมณ์พระอรหันต์ท่านหยั่งลงสู่พระนิพพานจุดเดียว ที่อื่นๆ ยึดไม่ได้ หาความเที่ยงไม่เจอ ท่านเจออยู่จุดเดียว คือ พระนิพพาน อารมณ์ของท่านนิพพาน ๆ อยู่ทุกขณะจิต

          ๔. อย่าลืม นิพพะ แปลว่าดับ อะไรมันดับ คือ อารมณ์ของท่านดับจากกิเลส ตัณหา ราคะ โทสะ โมหะพร้อม ๆ กันทีเดียว พวกเจ้านี้ทำอะไรท่านไม่ได้ อารมณ์จิตของท่านจึงเบาสบาย แม้ยังทรงขันธ์ ๕ อยู่ในโลกธรรมใด ๆ ของโลกมากระทบจิตท่าน ท่านก็วางไม่แบกธรรมนั้น คำว่าทุกข์ไม่มีในจิตของพระอรหันต์<

          ๕. เอ็งเข้าใจแล้วก็ค่อย ๆไต่มาตามคำสอนของพระพุทธเจ้า คือ ศีล สมาธิ ปัญญา นั่นแหละ วางธรรมที่ไม่เที่ยงลงเสียให้ได้ภายในจิตของตนนั่นแหละ หมั่นทำจิตของตนให้เที่ยงอยู่ในพระนิพพาน คือ ดับกิเลสด้วย ศีล สมาธิ ปัญญา เมื่อจิตสงบแล้ว ธรรมภายนอกก็ไม่มีความหมาย ความสงบถึงจุดนิพพะ คือดับกิเลส พระพุทธเจ้าทรงเน้นสอนให้สงบภายใน คือที่จิตตนเองนี่แหละเป็นสำคัญ

          ๖. ฝึกฝนตนเองให้ดีเสียก่อน จึงจะได้ชื่อว่า มีที่พึ่งอันประเสริฐ แต่คนจะเอาดีได้ต้องตั้งจิตไว้ตรงจุด จงอย่าประมาทตัวเดียว กล่าวคือ ต้องคิดถึงมรณานุสสติไว้เสมอ ๆ กรรมฐานกองนี้ทิ้งไม่ได้ และต้องแน่นจริง ๆ คือ ถึงจุด คิดถึงความตายทุกลมหายใจเข้าและออก ถ้าใครทิ้งมรณานุสสติกรรมฐาน ทำให้ตายอีกหลายแสนชาติอสงไขยกัป มันก็เอาดีกันไม่ได้

          ๗. อย่าลืมยึด พระพุทธ พระธรรม พระอริยสงฆ์ ไว้เป็นสรณะ แล้วก็ต้องไม่ลืมจิตของตนเองไว้เป็นสรณะ ทำมรรคผลนิพพานให้เกิดขึ้นกับจิตด้วย เอาล่ะ จบคำสอนของหลวงปู่จง วัดหน้าต่างนอก จ.อยุธยาแค่นี้ แต่เอ็งจงจำเอาไว้นะ คำสอนทั้งหมดของหลวงปู่นี้ เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหมด ซึ่งพระอริยสงฆ์รุ่นแรกกรุณารวบรวมถ่ายทอดมา แล้วพระอริยสงฆ์รุ่นหลัง ท่านนำมาถ่ายทอดต่อ ๆ กันมา เอ็งก็ต้องหมั่นระลึกนึกถึงคุณ ของพระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์ เข้าไว้ ซึ่งต่างก็ทำหน้าที่สืบทอดพระพุทธศาสนาต่อๆ กันมาทุกๆ พุทธันดร

          ๘. บุคคลใดมีความกตัญญู กตเวทีในครูบาอาจารย์ ท่านผู้มีพระคุณ บุคคลนั้นย่อม หาความอับจนมิได้ ทั้งในชาติปัจจุบันและสัมปรายภพ ทางโลกจัดไว้เป็นมงคลอันประเสริฐ แต่ทางนี้เป็นทางธรรมโลกุตระ ยิ่งทำได้ประจำจิต ยิ่งจัดได้ว่าเป็นมหาอุดมมงคลที่ยิ่งประเสริฐใหญ่

          ๙. จากนั้นท่านก็กลายร่างเป็นพระวิสุทธิเทพที่สวยงาม ไม่แก่อย่างกายสงฆ์ (กายเนื้อ) เออ กายแก้วคนที่พ้นโลกจิตนิพพะแล้ว มันสวยกันอย่างนี้ทุกคน จำเอาไว้ให้ดี อยากสวยบ้างก็รีบทำตามมา

          ๑๐. เพื่อนของผมก็จับมรณา ทำร่างกายให้เป็นอสุภะ หลวงปู่ท่านก็บอกว่า เอ็งข้ามขั้นตอน เอาใหม่คิดถึงธาตุ ๔ ธาตุ ลมหยุดก่อนจึงจะเหมือนของจริง ก็ปฏิบัติตามท่าน ก็เห็นภาพของคนตอนใกล้ตาย เป็นภาพนิมิตชัดเจนธาตุลมหมดหรือหยุดก่อน คือ ไม่มีลมหายใจเข้าแล้ว เห็นแค่ลมภายในตีออก มีลักษณะเหมือนคนกำลังอาเจียนเอาอาหารออก แต่ในนิมิตนี้มีแต่ลมออกมา คล้ายลูกคลื่นเป็นระลอก ๆ อวัยวะ ภายในโดยเฉพาะหัวใจ เกิดอาการถูกบีบรัดอย่างแรง ปอด ๒ ข้างก็บีบรัดเข้ามาเรื่อย ๆ คือ ลมถูกระบายหรือถูกรีดออกจนต้องอ้าปากให้ลมออกเป็นห้วง ๆ จนหมดห้วงสุดท้าย ร่างกายกระตุกหนึ่งครั้งแล้วแน่นิ่งไป รูทวารเปิด น้ำปัสสาวะไหลออกมา เหงื่อท่วมตัว พอธาตุลมสลาย ธาตุไฟก็ดับตั้งแต่ปลายเท้าขึ้นมา เนื้อตัวเย็นเฉียบ จากนั้น อาการแข็งเหมือนท่อนไม้ก็เริ่มเกิดขึ้น (หมายเหตุในทางแพทย์หรือทางโลกเวลาเด็กเกิดจากครรภ์มารดา เด็กจะหายใจเข้า เพื่อให้ปอดพองตัวออก เพราะขณะเด็กอยู่ในครรภ์มารดา ปอดยังไม่ทำงาน ยังแฟบอยู่ เด็กต้องการธาตุลมหรือกินลม แพทย์หรือพยาบาลกระตุ้นให้เด็กร้อง พอร้องเสียงดัง ปอดก็พองออก โดยดูดลมเข้ามาทางจมูก ซึ่งตรงกันข้ามกับตอนตาย จะหายใจออกหรือลมออกอย่างเดียว ผมขออธิบายไว้สั้น ๆ แค่นี้)

          ๑๑. หลวงพ่อฤๅษีท่านมาเสริมว่า นี่แหละตรงกับที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า อจิรัง วะตะยังกาโย อธิเสสะติ ฉุทโท อะเปตะ วิญญาณโน นิรัทถังวะ กะลิงกะรัง ร่างกายนี้เมื่อมีวิญญาณไปปราศแล้ว ก็เสมือนหนึ่งท่อนไม้ที่ถูกเขาทอดทิ้ง (หมายความว่า เมื่อจิตทิ้งกายไปแล้ว ร่างกายก็เหมือนกับท่อนไม้ที่ไร้ค่า)

          ๑๒. จากนั้นก็เห็นภาพของร่างกายเริ่มน่วม เพราะพอธาตุไฟดับธาตุน้ำก็ละลายธาตุดิน สิ่งสกปรกทั้งหลายก็ไหลออกมาตามรูทวารต่างๆ มีน้ำเลือด น้ำเหลือง น้ำหนอง ขี้ เยี่ยว น้ำลาย น้ำมูก เป็นต้น ศพเริ่มส่งกลิ่นเหม็น เพราะกลิ่นนี้จึงพาให้แมลงมาตอม และวางไข่ไว้บนร่างกาย โดยเฉพาะแมลงวัน ธาตุน้ำที่ละลายธาตุดิน ก็ดันให้กายเริ่มบวม อืด ตาปลิ้น ลิ้นจุกปาก หนังหน้าท้องเริ่มบวมเปล่งขึ้นตามลำดับ ต่อมาก็เห็นหนอนตัวเล็ก ๆ แล้วก็โตขึ้น ๆชอนไชไปทั่วกาย ที่สุดสภาพกายคนก็หายไปเพราะถูกหนอนกินหมด เหลือแต่กระดูกกับตัวหนอนเต็มไปหมด เมื่ออาหารของหนอนหมด หนอนก็เริ่มตายไป บางตัวก็กลายเป็นแมลงเกาะแทะกระดูกต่อไป ที่สุดแม้กระดูกก็ผุกร่อน สลายตัวไปหมดไม่มีอะไรเหลือเลย ไม่มีอะไรที่จะยึดได้ว่า อะไรคือร่างกาย ก็ขอจบไว้เพียงแค่นี้

          กรรมฐานตอนเย็น พระท่านเมตตามาสอน เรื่องอารมณ์หวาดระแวง มีความสำคัญดังนี้

          ๑. พระท่านมาถามว่า มีผลอะไรกับจิตเพิ่มเติมหรือไม่ ในกรรมฐานเย็นนี้ ก็ตอบท่านว่า มี เพราะเกิดอารมณ์หวาดระแวงบุคคล ๒ คน ที่มาร่วมปฏิบัติกรรมฐานเย็น ซึ่งมานั่งอยู่ข้าง ๆ ตนว่า เขาเป็นพวกเดียรถีย์ที่เข้ามาทำลายวัดหรือเปล่า เพราะเขามิได้สนใจการปฏิบัติ แต่มานั่งคุยกัน จิตเลยไหวไปตามเสียงที่เขาคุยกัน นิวรณ์กินจิต ทั้ง ๆ ที่พยายามจับภาพพระไว้กับจิต แต่ก็ไม่ได้ผล กรรมฐานตอนเย็นเลยไม่ได้อะไร

          ๒. พระท่านก็สอนว่า อารมณ์หวาดระแวง คือ อารมณ์กลัวก็เท่ากับอารมณ์หลงนั่น แหละ จุดนี้เจ้าจักต้องพยายามละวางทิ้งไป ในเมื่อรู้แล้วว่าสักวันหนึ่งข้างหน้าเราจักต้องทิ้งร่างกายนี้ไป จักเกาะเกี่ยวอารมณ์อันสืบเนื่องมาจากร่างกาย เพื่อประโยชน์อันใด

          ๓. จงมองจุดเกิดอารมณ์ให้พบ(หาต้นเหตุหรือสมุทัยให้พบ) เหตุเกิดมาจากการมีร่างกาย แล้วยึดมั่นว่าเป็นเขาเป็นเรานั่นเอง

          ๔. เจ้าจงหมั่นพยายามแก้ไขอารมณ์ให้ลุล่วงไปตามลำดับเถิด (ทรงหมายถึงให้ใช้อริยสัจเป็นหลักสำคัญในการแก้ปัญหา กรรมทั้งหลายมาแต่เหตุทั้งสิ้น)

          หลวงพ่อฤๅษีท่านเมตตามาสอนเรื่องคำว่าหากิเลสเข้าตัว มีความสำคัญดังนี้

          ๑. คำว่าหากิเลสเข้าตัวอย่าคิดว่าจะหาแต่รูปสวย เสียงเพราะ กลิ่นหอม รสอร่อย สัมผัสระหว่างเพศเท่านั้นที่เป็นกิเลส นั่นเป็นอารมณ์ที่ชอบใจ แต่ต้องหารูปไม่สวย เสียงไม่เพราะ กลิ่นไม่หอม รสไม่อร่อย สัมผัสระหว่างเพศที่ไม่สมหวังด้วย อันเป็นอารมณ์ที่ไม่ชอบใจ เพราะนี่ก็เป็นกิเลสถ้าจะหาก็ต้องกระทบหมดทั้ง ๒ อารมณ์

          ๒. กิเลสมี ๓ ตัว คือ ราคะ ปฏิฆะ และโมหะ ต้องเรียนรู้ธรรมให้ทั่วว่า กุศลเป็นอย่างไร อกุศลเป็นอย่างไร

          ๓. ตัวธรรมล้วน ๆ ไม่มีอารมณ์ปรุงแต่งอย่างกระทบคนรูปสวย รู้ว่าธรรมอะไรเป็นปัจจัย กระทบคนรูปไม่สวย ก็รู้ว่าธรรมอะไรเป็นปัจจัย แล้วก็ต้องดูว่าอารมณ์ของเราไหวไปกับความชอบใจ-ไม่ชอบใจหรือเปล่า ถ้าไหวกิเลสก็เอาไปกิน เพราะไม่ยอมรับความจริงของร่างกายว่า เป็นธาตุ ๔ มีอาการ ๓๒ ไม่เที่ยง เกิดแล้วเสื่อมดับ ๆ เป็นสันตติเหมือน ๆ กัน ธรรมที่แท้จริงเป็นอยู่อย่างนี้เป็นปกติ

          ๔.อย่างรสก็เหมือนกัน มะม่วงรสมันก็เป็นอย่างนั้น หมู เห็ด เป็ด ไก่ มันก็มีรสของมันประจำตัว (เฉพาะตัว) ถ้าเราเข้าใจธรรม มันก็เป็นของมันอย่างนั้นปกติ กลิ่นก็เหมือนกัน น้ำหอมกลิ่นมันก็ปกติอยู่อย่างนั้น ขยะมันก็มีกลิ่นปกติเหม็นอยู่อย่างนั้น เสียงสรรเสริญ นินทา มันก็เป็นธรรมปกติอยู่อย่างนั้น สัมผัสระหว่างเพศมันก็เป็นปกติอยู่อย่างนั้น เป็นธรรมดาของชาวโลก ยิ่งชาวโลกที่ไม่รู้เท่าทันธรรมปกตินั้น ก็ติดข้องอยู่ในดงกิเลส คือ ยังจิตให้ไหวไปในความชอบใจไม่ชอบใจ สร้างทุกข์ - สุขแนบอิงร่างกายให้เกิดอยู่ตลอดเวลา

          ๕. แต่ชาวธรรมต้องทำจิตให้เข้าถึงธรรม รู้ธรรมแท้ ๆ ที่ไม่ปรุงแต่ง เห็นทุกข์ เห็นโทษของกามคุณ ๕ อย่างชัดเจน จิตก็ไม่ติดข้องอยู่ ในที่สุดจิตก็เข้าถึงธรรมอัพยากฤต คือ เข้าถึงพระนิพพานนั่นเอง เอ็งว่าง่ายไหม (ตอบว่ายาก) ง่ายหรือยากไม่สำคัญ สำคัญที่กำลังใจ ทำให้มันจริงแล้วกัน

          ๖. จำไว้ ถ้ากายมันยังไม่หมดกามกำหนัด จิตมันยังไม่หมดอารมณ์กามกำหนัด ห้ามทิ้งอสุภะ และมรณา และกายคตาออกไปจากจิตเป็นอันขาด กรรมฐานเหล่านี้ พระอรหันต์ท่านก็ยังไม่ทิ้ง นับร่วมไปถึงอานาปากับอุปสมาด้วย จิตท่านทรงอยู่เป็นปกติ เพราะฉะนั้นจิตท่านจึงมีสติไม่หลงลืมความจริง คือ รู้แจ้งในธรรมทั้งปวง จิตท่านจึงมีความไม่ประมาท ด้วยรู้เท่าทันกองสังขารแห่งจิต และรู้เท่าทัน กองสังขารแห่งกายตลอดเวลา

          ๗. จิตมีปัญญา โดยอาศัยศีลกับสมาธิบริสุทธิ์-บริบูรณ์เป็นพื้นฐาน เพราะฉะนั้น เอ็งอย่าทรงกรรมฐานกองสำคัญเหล่านี้แค่สัญญา คือ จำได้เท่านั้น มันก็ใช้ไม่ได้ ต้องพิจารณาด้วยปัญญาอยู่เนือง ๆ จนกระทั่งกาย วาจา ใจ มันสงบจากอารมณ์ชอบใจ-ไม่ชอบใจจริงๆ มันจึงจะเป็นของแท้ เรามุ่งเอาดีกัน เอาปัญญาทางธรรม อย่าเอาแค่สัญญาทางโลก คือ ความจำซึ่งหยาบเกินไปใช้ไม่ได้

พล.ต.ท.นพ.สมศักดิ์ สืบสงวน ผู้รวบรวม


กลับหน้าหลัก


ไปเล่มที่
ไปเล่มที่