หลวงพ่อ
กับเหตุการณ์ระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๑๗ - ๒๕๒๐
ตอนที่ ๓
(จากหนังสือลูกศิษย์บันทึก เล่ม ๓)
โดย พล.ต.ท.นพ.สมศักดิ์ สืบสงวน




          : หลวงพ่อไปอินเดีย

          หลวงพ่อท่านพาลูก-หลานไปประเทศอินเดีย เมื่อ ๒๓ เม.ย. ๒๕๒๒ ถึง ๓๐ เม.ย. ๒๕๒๒ ซึ่งท่านได้พูดเล่าเรื่องไว้แล้วในเทปถึง ๑๐ ม้วน แต่ก็กว่า ๑๐ ปีแล้ว ตอนนี้จะหาเทปฟังไม่ได้ แต่คุณ พรนุช คืนคงดี และ คุณ สมพร บุณยเกียรติ ได้กรุณาถอดเทป ๔๘ ม้วนที่เกี่ยวกับหลวงพ่อสอนลูก ๆ ไว้ และรวบรวมออกมาเป็นหนังสือชื่อ " เรื่องจริงอิงนิทานพิเศษ "เพื่อเป็นอนุสรณ์ในโอกาสคล้ายวันเกิดของหลวงพ่อ เมื่อตุลาคม ๒๕๒๔ ซึ่งก็มีเรื่องเกี่ยวกับอินเดียกับพระพุทธศาสนาตามความเป็นจริง (ไม่ใช่ตามที่แขกเขาเขียนไว้) อยู่หลายสิบหน้า ผู้ใดสนใจก็อ่านได้ และ "ชาโดว์ " ก็ได้เขียนเรื่อง เชิญท่องอินเดีย ไว้หลายตอน แบบนักทัศนาจร นักพิสูจน์ความจริงด้วยตนเอง, และนักปฏิบัติธรรมรวมกันไปเป็นเบ็ดเสร็จอย่างสนุกสนาน พร้อมทั้งได้ความรู้ในทางโลกและทางธรรมพร้อมกัน ผู้ใดสนใจให้อ่านธัมมวิโมกข์ฉบับรวมเล่ม ปีที่ ๑ - ๒๕๒๓ เล่ม ๑-๘ (อยู่ท้ายเล่ม) ส่วนที่ผมเขียนนี้ก็เป็นอีกแนวหนึ่งมีความโดยย่อดังนี้

          ๑. ผมตั้งคำถามใจตนเองว่า หลวงพ่อท่านไปอินเดียทำไม ไปเพื่อจุดประสงค์อะไร ตอนแรกผมยังนึกไม่ออก แต่ผมก็มีข้อมูลอยู่ในใจของผมว่าอินเดียมีที่สุดของโลกอยู่หลายอย่าง เช่น จนที่สุด สกปรกที่สุด มีโรคระบาดมากที่สุด ขโมยมากที่สุด โกหกเก่งที่สุด ร้อนที่สุด มีพลเมืองมากที่สุด (ยกเว้นจากจีน) ถือชั้นวรรณะมากที่สุด และยังคงมีอะไร ๆ อีกหลายอย่างที่ผมไม่รู้ เมื่อถึงแล้วคงจะรู้เอง

          ๒. เมื่อวันแรกที่ไปถึง ต้องผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง ผมก็ได้ข้อมูลเพิ่มเติม คือ การตรวจของก่อนผ่านด่านนานที่สุด เพราะผมยืนดูแขกตรวจแขกยังขนาดนี้ แล้วพวกเราจะขนาดไหน เมื่อตอนไปถึงพวกเราประมาณ ๘๐ คน รวมกลุ่มห้ามแตกกลุ่ม เพราะเดี๋ยวแขกแกเล่นกลเก่ง พาพวกเราหายไปคนหนึ่งก็ยุ่ง จึงต้องอยู่ในระเบียบวินัยอย่างเคร่งครัด ในขณะที่รวมกลุ่ม-รวมของ ซึ่งมีมากเป็นกรณีพิเศษ เช่น อาหารสารพัดอย่าง, ผ้าห่ม, มุ้ง, เครื่องครัวขนมาหมด กระเป๋าอีก ๘๐ ใบ ท่านลองนึกภาพดูก็แล้วกันมันจะขนาดไหน ระหว่างนั้นก็ดูแขกแกตรวจแขกเล่นเพลิน ๆ แกเทกระเป๋าออกมากองหมด ชนิดคว่ำกระเป๋า แล้วค่อย ๆ ยกขึ้นพิจารณาอย่างผู้มีสติสัมปชัญญะทีละชิ้นละชิ้น โดยกลัวของจะช้ำ ผมสงสัยว่าแกคงฝึกกรรมฐานไปในตัว โดยจับเอาลมหายใจเข้าและออกไปด้วย (อานาปานุสสติ) พร้อมกับภาวนาว่าโรตี หายใจเข้านึกว่า “ โร ” หายใจออกนึกว่า “ ตี ” เห็นตาแกเหม่อลอยไปตามของที่จับทีละชิ้นทีละชิ้น บางชิ้นวางแล้วยังยกขึ้นมาพิจารณาใหม่ ส่วนเจ้าของกระเป๋าท่านก็ใช้บารมี ๑๐ ออกมาปฏิบัติ คือ ใช้ วิริยะ-ขันติ-สัจจะ และอุเบกขาบารมีเป็นทัพหน้า ส่วนบารมีที่เหลือเป็นทัพรอง (แกตรวจได้ก็ตรวจไป ฉันก็รอเป็นเหมือนกัน) ผมกำลังพิจาณาธรรมะอยู่จวนจะมีดวงตาเห็นธรรมอยู่แล้วทีเดียว ก็มีคนมาขัดจังหวะ บอกว่าพวกเราไปได้ไม่ต้องตรวจ เลยโล่งใจไป เพราะหากต้องตรวจ ผมว่าอีก ๒ วันก็ไม่แน่ว่าจะเสร็จ เลยเกิดสงสัยไปถามผู้รู้เข้า เขาก็บอกว่า “ ในหลวงท่านเสด็จ ” เท่านั้นเองก็ถึงบางอ้อ ความจริงเคยมีคนที่เขาผ่านอินเดียบ่อยๆ เล่าให้ผมฟังว่า ขณะตรวจนั้นเอาเงินแค่ ๕ รูปี ใส่มือแก ก็เสร็จพิธี มืออาบังจะทำงานอย่างรวดเร็ว รีบปิดกระเป๋าให้เสร็จ พร้อมให้รีบผ่านไปทันที แต่บางคนเล่าว่า ไม่ต้องใช้รูปีก็ได้ พี่บังแกชอบรูปโป๊ เอารูปโป๊ให้แกดู แกจะดูเพลิน เราก็รีบปิดกระเป๋าของเราเองแล้วผ่านไป ส่วนแกจะยังเพลินอยู่กับรูปโป๊นั้น โดยไม่สนใจเราเลย (อันนี้ก็ที่สุด เหมือนกัน)

          ๓. ตอนนั่งรถจากสนามบินกัลกัตตา ไปวัดไทยที่พุทธคยา ระยะทางประมาณ ๔๐๐ ก.ม. ต้องใช้เวลาเดินทางเกินหนึ่งวัน (นี่ก็ต้องจัดเป็นที่สุดได้เหมือนกัน) เหตุผลเพราะพี่บังคนขับ ขับไปหยุดไป บางทีหยุดนานเกินควร ต้องลงไปดูว่าเพราะอะไรรถคันหลังบีบแตรดังสนั่นไปหมด ปรากฏว่าพี่บังคนขับ ๒ คนบังเอิญรู้จักกัน พอสวนทางกันเลยจอดรถคุยกัน คุยยังไม่จบคันอื่นก็ไปไม่ได้ ถนนก็แคบ ไม่มีทางเบี่ยงหรือแซงกันได้ รถติดยาวเป็นกิโล ๆ แกก็เฉย ๆ แสดงว่าแกใช้อุเบกขาบารมีได้ดีมาก แต่ขาดปัญญาบารมีจึงเบียดเบียนตนเองและผู้อื่นต้องจัดเป็นอุเบกขาแบบควาย พอตกกลางคืน รถอยู่นอกเมือง รถจึงน้อย แต่พี่บังก็หยุดอีกโดยไม่มีเหตุผล จึงลงไปดูปรากฏว่าคนขับไม่อยู่ในรถ เมื่อตามไปดูก็พบว่าแกไปนอนหลับอยู่บนเตียงแขก (เหมือนเตียงแขกยามบ้านเรา) กรนดังสนั่น ต้องไปปลุกแกให้มาขับรถต่อ ที่เมืองแขกจะมีที่พักรถเป็นระยะ ๆ มีอาหารแขก เครื่องดื่มแขก และเตียงนอนแขกวางอยู่ทั่วบริเวณ ดังนั้น พอรถหยุดนานก็รู้สึกทันทีว่าคนขับแอบลงไปนอน ผมให้ผู้อ่านคิดต่อกันเองก็แล้วกันว่า กว่าจะถึงนั้นพี่บังหยุดอีกกี่ครั้ง ส่วนพวกเราก็ต้องใช้บารมี ๑๐ เต็มกำลังกันทุกคน และคนที่น่าอิจฉาที่สุดในรถ คือ คุณปาน (ชาลินี เนียมสกุล) เพราะเธอเป็นผู้เดียวที่สามารถนอนหลับอย่างเป็นสุขได้ตลอดทาง โดยการขดตัวให้พอดีกับเก้าอี้นั่ง ผู้นี้มีคุณสมบัติพิเศษหลาย ๆ อย่างอยู่ในตน เช่น ฝึกอานาปานุสสติได้ถึงขั้น พอหายใจเข้านึกว่า " พุท " พอหายใจออกนึกว่า “ โธ ” แกก็หลับพอดี ผมดูชื่อรถที่นั่งไปแล้วก็ตกใจ เพราะชื่อว่า “ มหาราชาทัวร์ ” แล้วถ้าเป็น “ ยาจกทัวร์ ” จะขนาดไหน

          ๔. รถคันที่นั่งมาต้องปิดกระจก (เอากระจกขึ้น) หมดแต่รถไม่มีเครื่องทำความเย็น ผมขึ้นไปทีแรกก็โวยว่าทำไมไม่เอากระจกลง เดี๋ยวร้อนตาย ทุกคนในรถเขานั่งเฉย ๆ อมยิ้ม ผมก็หมุนกระจกลง พอหมุนลงลมภายนอกรถก็เข้ามา ผมก็ต้องรีบไขกระจกขึ้นโดยเร็ว เพราะลมข้างนอกที่พัดเข้ามานั้นมันร้อนกว่าในรถมาก เหมือนกับเรานั่งอยู่หน้าเตาร้อน ๆ แบบนั้น นี่ก็เป็นธรรมะเหมือนกัน หากไม่เจอเองพบเองโดนกับตนเอง ย่อมไม่รู้จริง จะรู้จริงต้องโดนกับตัวเอง เหมือนกับคำนินทากับสรรเสริญ ตัวสรรเสริญมักไม่ค่อยรู้ เพราะมันเป็นไฟเย็น (ไฟฟ้า-ไฟหลง-ไฟโมหะ) กว่าจะรู้ก็พองไปแล้ว จึงน่ากลัวกว่าตัวนินทามาก ส่วนคำนินทานั้น หากใครไม่โดนเองกับตัวจะไม่รู้รสของมันว่าเผ็ด-ร้อน-และแสบแค่ไหน บางคนช่วยปลอบคนอื่นเขาได้อย่างดี เมื่อเขาถูกนินทา แต่พอตัวเองโดนเข้าผมสงสารจริง ๆ เพราะแกมีสภาพคล้าย “ หมาถูกน้ำร้อนลวกเอา ” ร้องโวยวายแบบคนขาดสติ ผมเห็นกับตาได้ยินกับหูมาหลายคนแล้ว ดังนั้น หากใครยังไม่เคยโดน ก็จงอย่าประมาท (อวดดี) ในโลกธรรม ๘

          ๕. เมื่อถึงวัดไทยที่พุทธคยาแล้ว ก็แยกกันพักห้องละ ๕-๖ คน ส่วนหลวงพ่อแยกพักอยู่ตึกพิเศษใกล้ ๆ กัน เราได้ความรู้เรื่องการอยู่เมืองร้อนว่า ถ้าแดดส่องด้านใดให้ปิดหน้าต่างด้านนั้น เวลาร้อนจัดให้ปิดประตูหน้าต่างหมด เพราะลมที่พัดมานั้นจะร้อนกว่าในห้องเรามาก พอตกกลางคืนทุกคนมารวมกันเพื่อรับประทานอาหาร เสร็จแล้วหลวงพ่อท่านก็มานั่งคุยกับพวกเราซึ่งกำลังวางแผนว่า พรุ่งนี้เช้ามืดเราจะออกไปเที่ยวที่ไหนบ้าง หลวงพ่อเองท่านบอกว่าท่านขี้เกียจไป เพราะเพลียมากจากความร้อน ทั้ง ๆที่องค์สมเด็จท่านเมตตาลดอุณหภูมิให้ต่ำกว่าที่ควรจะเป็นตามปกติแล้ว 5 องศา และทำความรู้สึกของประสาทสัมผัสให้คล้าย ๆ กับอยู่ที่อุณหภูมิ 30 องศา (ขณะอุณหภูมิจริง 45 องศา ท่านลดให้เหลือ 40 องศา) ทั้งนี้หมายถึงทุก ๆ คนก็ได้รับพระเมตตานี้จากองค์สมเด็จ (หลวงพ่อท่านเล่าให้ผมฟัง หากผมเข้าใจผิดก็ต้องขอขมาท่านไว้ในโอกาสนี้ด้วย แต่ผมมั่นใจเช่นนั้น เพราะอะไรกรุณาอ่านต่อไปก็แล้วกัน) หลวงพ่อท่านเป็นโรคแพ้ความร้อนทุกคนก็คงทราบดี ดังนั้นท่านก็พยายามชักชวนให้ใครอยู่เป็นเพื่อนคุยกับท่านบ้าง และถามเรียงตัวเลยว่าพรนุชไปไหม ตอบว่าไปค่ะ เปี๊ยกไปไหม ตอบว่าไปค่ะ ท่านถาม ๗๐ กว่าคน แล้วก็ไปกันทุกคน พอมาถึงผมท่านก็ถามว่า หมอไม่ไปใช่ไหม ผมก็ตอบว่าครับ (แล้วจะให้ผมตอบอย่างไรเล่าครับ ท่านเล่นถามดักคอผมไว้ก่อน) และดูเหมือนจะมีไม่ไปอีกหนึ่งท่าน คือ คุณ ดำรง นุตาลัย (บิดาของดร.ปริญญา) ตกลงตลอดเวลา ๗-๘ วัน ผมจึงอยู่แต่ในเขตวัดไทยเท่านั้น ยกเว้นตอนเย็น ๆ เมื่อหลวงพ่อท่านออกเดินไปชมเจดีย์พุทธคยา และบริเวณรอบ ๆ วัด นอกนั้นท่านไม่ได้ไปไหน ส่วนผมก็ให้น้ำเกลือท่านเกือบทุกวัน และอยู่คุยกับท่าน ท่านก็เล่าเรื่องอินเดียให้ผมฟังทั้งในอดีตและในปัจจุบัน โดยไม่ต้องเหนื่อยเหมือนพวกที่ไปดูเอง (รายละเอียดชาโดว์เขียนไว้เป็นวันต่อวันตามที่บอกไว้ในตอนแรก) และในวันต่อ ๆ มาก็เริ่มมีคนที่ไม่รู้สึกสนุกกับการเที่ยวเมืองแขกเพิ่มขึ้นอีก ๓-๔ คน หลวงพ่อท่านเลยให้เปิดการฝึกมโนมยิทธิให้กับพระที่ประจำวัดไทยอยู่ในขณะนั้น ประมาณ ๕-๖ องค์ ในวันต่อ ๆ มาก็มีชีและคนที่รู้ข่าวมาร่วมฝึกด้วย (ชาโดว์ก็เขียนไว้แล้ว ผมจึงขอผ่านไป)

          ๖. เรื่องของมหายอด ท่านยอดสมชื่อในการคุยเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของอินเดียและพุทธศาสนา ตามที่อาจารย์แขก (ซึ่งไม่ใช่พุทธ) สอนท่านมา จนท่านได้เป็นดร.หรือปริญญาเอกทางพุทธศาสตร์ (ผมต่อให้เองว่าสาขาประวัติศาสตร์ จริง ๆ เป็นอย่างไรผมไม่ทราบ) ที่ยกตัวอย่าง ท่านมหายอด ไม่ใช่ประจานท่าน แต่ผมเห็นว่าท่านเป็นพระที่ควรแก่การยกย่องและสรรเสริญเรื่องย่อ ๆ มีดังนี้ เมื่อหลวงพ่อไปถึงอินเดีย มีพระมากราบท่านหลายองค์ รวมทั้งท่านมหายอดด้วย ท่านมหาเป็นพระที่พูดเก่งมาก หาคนคุยได้เก่งแบบท่านยาก ส่วนใหญ่เป็นความรู้รอบตัวประวัติศาสตร์เกี่ยวกับพุทธศาสนาในอินเดีย และท่านอาสาจะพาพวกเราไปดูเจดีย์เก่าพุทธคยา และต้นโพธิ์ที่แขกอ้างว่าเป็นต้นโพธิ์ต้นที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ เรื่องนี้ก่อนวันจะไปดูหลวงพ่อแนะนำพวกเราว่า เวลาเขาอธิบายให้ทำสมาธิ และใช้มโนมยิทธิตรวจสอบไปด้วย แต่ห้ามคัดค้านเขา เขาว่าของเขาไป ส่วนเราจะรู้จะเห็นอะไร อย่างไร ก็เป็นเรื่องของเรา เป็นการฝึกอารมณ์และสอบวิชาความรู้ที่หลวงพ่อท่านให้ไว้ไปในตัว ผลก็คือมันไปคนละทางที่แขกเขาว่า (ที่สุดของโลกก็อยู่ที่เมืองแขก ให้ดูในเรื่องจริงอิงนิทานพิเศษก็มีอยู่) มหายอดพบกับหลวงพ่อใหม่ๆ ท่านมหาพูดมากจนหลวงพ่อท่านไม่มีโอกาสพูดแทรกได้ แต่หลังจากหลวงพ่อฝึกมโนมยิทธิให้มหาได้แล้ว และสามารถล้วงตับท่านมหายอดได้หมด มหายอดเลยหยุดพูด (เวลาพบหลวงพ่อ) ที่ท่านมหายอดกลัวมาก คือ ท่านไปปรารถนาพุทธภูมิไว้กับต้นโพธิ์ ซึ่งท่านไม่เคยบอกใครเลย แต่หลวงพ่อท่านก็รู้ มหาเลยซึมไป จากนั้นท่านก็ยอมรับนับถือหลวงพ่อ ว่าเป็นพระเก่ง พระดี และคงจะยอมรับนับถือเป็นครูบาอาจารย์ของท่าน ท่านจึงมาคอยปรนนิบัติหลวงพ่อ ตอนที่ผมให้น้ำเกลือและเฝ้าหลวงพ่ออยู่ ท่านมหายอดพูดกับผมว่าหลวงพ่อท่านเป็นพระดี เป็นพระที่เก่ง มีคุณธรรมสูงมาก ท่านไม่ค่อยพูด แต่ผมเองยังแย่มากที่ยังหาดีไม่พบ จึงยังพูดมากอยู่ คำพูดนี่แหละครับที่ผมขอยกย่องและสรรเสริญท่านว่า ท่านเป็นพระดี พระอย่างนี้ผมไหว้ได้ กราบได้ เพราะท่านไม่หลงตัวเอง เดิมท่านหลงผิดไป แต่เมื่อท่านได้พบทางที่ถูกที่ควรแล้ว ท่านก็กลับตัวกลับใจ รู้สำนึกผิดและตำหนิตนเองให้ผู้อื่นฟัง สิ่งเหล่านี้คือธรรมปฏิบัติที่คนอาจจะไม่ได้สังเกต เพราะผมมั่นใจเสมอว่า

          ก) ผู้ปฏิบัติธรรมนั้น หากไม่เห็น-ไม่รู้ความชั่วของตนเองแล้ว เขาจะไม่มีวันละความชั่วที่ตัวเขาได้ (ธรรมะประโยคนี้ผมกล่าวมาหลายหนแล้ว ในเรื่องนางมาติกมาตา) และ

          ข) คำตรัสของพระพุทธองค์ที่ว่า “ บุคคลใดก็ตามที่คิดว่าตนเองยังเป็นคนโง่อยู่ บุคคลนั้นยังเป็นบัณฑิต (คนฉลาด) แต่บุคคลใดที่คิดว่าตนเองเป็นบัณฑิต (คนฉลาด) บุคคลนั้นคือคนโง่อย่างแท้จริง "

          ๗. ผมพบนางสุชาดา ที่ถวายข้าวมธุปายาสแด่องค์สมเด็จ (ก่อนจะบรรลุเป็นพระพุทธเจ้า) โดยนางคิดว่าพระองค์เป็นรุกขเทวดา เรื่องโดยย่อมีดังนี้ ให้หมู่พวกเราที่ไปอินเดีย ส่วนใหญ่จะเป็นสาวน้อยและสาวมาก พวกหนุ่ม ๆ ไม่ค่อยจะมี ผมจึงเลือกไปคุยกับพวก สาวมาก บังเอิญตอนที่ผมก้าวเข้าไปในห้องที่สาว ๆ เขากำลังคุยกันอยู่นั้น เขากำลังสนทนากันเรื่องของนางสุชาดา ผมก็เลยบอกเขาว่า พวกเราช่วยทำสมาธิจิตดูซิว่า ขณะนี้นางสุชาดาท่านไปนิพพานแล้วหรือยัง ถ้ายังท่านอยู่ที่ไหน ท่านมาเกิดหรือเปล่า หากเกิดแล้วขณะนี้อยู่ที่ไหน เป็นใคร หรือนั่งอยู่ในที่นี้ก็ไม่ทราบ เมื่อตามองไปพบคุณรัชนี ซึ่งในขณะนั้นเป็นผู้มีทิพยจักขุญาณ และมโนมยิทธิว่องไวมากผู้หนึ่งกำลังอายหน้าแดงอยู่ ผมจึงถามว่าเป็นอะไรไปรัชนี คุณรัชนีตอบว่า เธอไม่กล้าเอาจิตดู เพราะใจมันมีอุปาทาน เนื่องจากเธอรักนางสุชาดามาก กลัวว่าจะไปเห็นตัวเองเป็นนางสุชาดาเข้า เมื่อสนทนากันสักครู่ก็มีสาวมากท่านหนึ่งวิ่งเข้ามารายงานว่า เธอรู้แล้วว่าใครคือนางสุชาดา เมื่อกี้เธอแอบไปถามหลวงพ่อท่านมาแล้ว หลวงพ่อบอกว่า นางสุชาดายังไม่ไปนิพพาน ขณะนี้มาเกิดเป็นผู้หญิงสาวสวย-ร่ำรวยมาก-และอยู่ในตระกูลที่สูง ตอนนี้เธอก็มากับหลวงพ่อด้วย (หากใครอยากรู้ก็ไม่ยากให้ใช้มโนมยิทธิขึ้นไปถามองค์สมเด็จโดยตรง) เรื่องที่เล่านี้ก็เป็นธรรมะ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าคนเราตายแล้วก็ต้องกลับมาเกิดอีก หากกิเลส ตัณหา อุปาทาน และอกุศลกรรมยังไม่หมด เพราะความเลว ๔ อย่าง ซึ่งอาศัยอยู่กับใจของเรานั้น เป็นตัวบังคับเราให้ต้องกลับมาเกิดอีก เป็นการพิสูจน์คำสอนขององค์สมเด็จ ว่าเป็นจริงทุกประการ และใครทำดีย่อมได้เสวยกรรมดี ในตอนเย็นวันนั้น คณะของเราหมู่ใหญ่ก็ให้นางสุชาดาพาไปดูบ้านเก่าของเธอว่าอยู่ตรงไหน เธอก็พาเราเดินข้ามแม่น้ำ (เพราะน้ำไม่มี มีแต่ทราย) ไปดูกว่าจะพบเล่นเอาเมื่อยขา (พบโดยใช้ทิพยจักขุญาณและมโนมยิทธิช่วย) บ้านจริงนั้นไม่มีแล้ว เพราะตั้งสองพันห้าร้อยกว่าปีมาแล้ว เราเพียงรู้ว่าอยู่ตรงบริเวณนี้เท่านั้น แต่หากไปตามแขก ผมคงคิดว่าแขกแกคงหาบ้านพบ โดยให้ดูตอไม้เก่า ๆ สักหนึ่งตอ แล้วก็บอกว่า นี้ไงเสาบ้านยังเหลืออยู่ ของแขกต้องยังมีอยู่ทุกอย่าง แม้แต่สระน้ำต่าง ๆ ในสมัยพระพุทธเจ้า แขกก็ชี้ให้ดูว่ายังอยู่ และยังมีน้ำขังอยู่จริง ๆ ด้วย เป็นต้น เพราะแขกเล่นกลเก่ง

          เมื่อพบบ้านนางสุชาดาแล้ว การจะหาที่ ๆ พระพุทธเจ้าตรัสรู้และที่ ๆ ต้นโพธิ์ขึ้นอยู่เดิม อันเป็นต้นโพธิ์ที่พระองค์ทรงนั่งหันหลังพิงจนตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าก็คงอยู่ในบริเวณใกล้ ๆ นี้เอง เราจึงพากันหา ก็พบว่าในปัจจุบันเป็นเกาะเล็ก ๆ อยู่กลางแม่น้ำที่ไม่มีน้ำ ทั้งนี้ก็โดยอาศัยบารมีขององค์สมเด็จท่านเมตตาทำพุทธนิมิตให้พวกเราเห็น เมื่อทุกคนแน่ใจก็ล้อมวงรอบที่นั้น จุดธูปเทียนและวางดอกไม้เพื่อบูชาความดีของพระองค์ และขอขมาต่อพระองค์ จากนั้นก็พร้อมใจกันสวดอิติปิโส ๓ ช่วง ๓ จบ ทุกคนต่างก็มีปีติในธรรมที่ตนได้สัมผัส ตัวผมเองพิจารณาทิศทางที่พระองค์ทรงประทับหันพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออกและตำแหน่งต้นโพธิ์ แล้วพิจารณาพื้นดินบริเวณนั้น ก็พบว่าดินบริเวณนั้นไม่เหมือนกับบริเวณอื่น ๆ จึงจับดินขึ้นมาอธิษฐาน ก็พบว่าดินทั้งบริเวณนั้นมีพุทธานุภาพสูงมาก เหมือน ๆ กับพระเครื่อง จึงอุทานออกมาด้วยความดีใจ ผลก็คือทุกคนก็ต่างก็หาภาชนะใส่ดินเอาไปเป็นพุทธบูชา คนละมากบ้าง น้อยบ้าง ตามอัธยาศัย เข้าใจว่าบางคนยังมีดินนั้นอยู่

          ๘. อินเดียมีส้วมมากที่สุดในโลก เพราะอยากจะอึตรงไหนก็ทำได้ตามอัธยาศัย (อึได้ทุกแห่ง) แม้แต่ที่สถานีรถไฟตอนกลางวันแสก ๆ นี้ พี่บังก็นั่งอึได้หน้าตาเฉย ตอนเช้ามืดพวกผู้หญิงเขาจะออกอึกันก่อน คนไหนตื่นสายหน่อย ก็อึมันสาย ๆ นั่นแหละ แต่มีน้อย ส่วนพวกผู้ชายนั้นเห็นเป็นปกติ เช้าวันหนึ่งหลวงพ่อท่านเดินออกกำลังขา เพราะยังไม่ค่อยร้อน ผมเห็นหลวงพ่อท่านยืนหัวเราะชอบใจที่เห็นแขกร้องเอะอะโวยวายลั่นไปหมด เพราะขณะที่พี่บังกำลังนั่งปลงอสุภกรรมฐานอยู่นั้น (นั่งถ่ายของเก่า) มีหมู ๒ ตัว หรือมากกว่า ๒ ก็ไม่ทราบ ตัวหนึ่งเข้ามาด้านหน้า อีกตัวหนึ่งเข้ามาด้านหลัง พยายามที่จะแย่งอึของพี่บังเป็นอาหารเช้า พี่บังแกก็ตกใจ เพราะมันแย่งกันทั้งด้านหน้าและด้านหลัง มือ ๒ มือของพี่บังก็ปัดไปข้างหน้าไปข้างหลังวุ่นไปหมด ปากก็โวยลั่นไล่หมู่ แต่หมูก็คือหมู ไม่ค่อยจะเชื่อฟัง เพราะกลิ่นอึมันคงหอมชวนกิน ความจริงพี่บังแกคงไม่หวงอึของแก เพราะแขกทำทานแก่หมูด้วยวิธีนี้มาจนชินแล้ว แต่วันนี้ต้องโวย เพราะแกกลัวว่าหมูมันจะงับผิดงับถูก เกิดเห็น เจ้าจำปีของแขกซึ่งสีคล้าย ๆ กับอึของแกแล้วงับไปด้วย แกคงผูกคอตายแน่ ๆ หมูนั้นหากลงงับได้แล้วรับรองไม่ยอมปล่อยแน่ ๆ นึก ๆ ดูแล้วก็ยังรู้สึกเสียวแทนแขก หลวงพ่อท่านจึงเรียกหมูที่อินเดียว่าเป็นเทศบาลหมู ช่วยเก็บขยะให้อย่างดีเยี่ยมโดยไม่ต้องจ่ายเงินเดือน มิฉะนั้น เราเดินไปไหน มีโอกาสที่จะเหยียบอึแขกได้เสมอ เพราะพลเมืองแขกมีมากเป็นอันดับ ๑ ของโลกรองจากจีน

          ๙. คืนสุดท้ายก่อนจะกลับเมืองไทย ผมนอนไม่หลับพยายามใช้อุบายทุก ทางที่พึงคิดได้ ก็ไม่สำเร็จ แต่ไม่ยอมใช้ยาระงับประสาท เรื่องพิจารณาและภาวนานั้นได้นำมาใช้หมด แต่ไม่มีผล เพราะมันร้อนจริง ๆ พัดลมที่ห้องมีแต่ไฟฟ้าของเมืองแขกเป็นอนิจจังอยู่เสมอ หากจะนับกันจริง ๆ วันหนึ่ง ๆ อาจดับได้ ๗-๘ หน และไม่ใช่ดับประเดี๋ยวเดียว หากดับแต่ละครั้งเป็นชั่วโมง ดังนั้น ไฟฟ้าของอาบังมีทั้งวันจริง แต่ติด ๆ ดับ ๆ แสดงธรรมะให้พวกเราเห็น เป็นวิปัสสนาญาณตลอดเวลา ใครที่ไม่เห็นก็ทุกข์เพิ่มขึ้น เมื่อไม่หลับก็ไม่อยากทรมานตัวเอง จึงออกมาเดินจงกรม ขณะที่เดินก็พบพี่บัง ทุกคนที่มาอาศัยวัดอยู่ รวมทั้งคนรถแกนอนกับพื้นดินสบายมาก ไม่ต้องใช้มุ้ง เสื้อก็ไม่ต้องใส่ กางเกงก็มีอะไรปิดอยู่นิดเดียว ผมสังเกตว่ามีลมพัดพอสบายและเย็นกว่าอยู่ในห้องมาก และยุงก็ไม่มี หรือมีแต่มันยังไม่มาดูดเลือดเราก็ได้ เมื่อเดินไปพิจารณาไปผ่านห้องนอนของพวกเราแต่ละห้อง ส่วนใหญ่ยังไม่นอน อาจเพราะกำลังจัดของใส่กระเป๋าหรือเอาของใส่กระเป๋าแล้วยังปิดไม่ลง เนื่องจากซื้อของเมืองแขกมามาก เลยต้องนั่งปลงอนิจจังไปก่อน บางห้องมีเสียงร้องไห้และเสียงปลอบใจด้วยธรรมโอสถเสียงลอดออกมาว่าให้พี่พูดก่อน ผมก็เลยผ่านไปเพื่อไปดูว่าหลวงพ่อท่านจะร้อนแบบผมหรือเปล่า ปรากฏว่าท่านไม่ได้อยู่ในห้องนอน แต่มานอนอยู่ที่ศาลา เล็ก ๆ นอกห้อง มีมุ้งกางให้อย่างดีและเห็นท่านหลับดีแล้ว จึงเดินกลับทางเก่าผ่านห้องที่มีคนร้องไห้ และมีเสียงรำพันด้วยความคับแค้นใจด้วยความทุกข์ และเสียงคนปลอบ (ผลัดกันปลอบ คงจะหลายรอบแล้วยังไม่มีผล) จึงหยุดฟัง เมื่อได้ข้อมูลว่าเขามีความทุกข์ด้วยเรื่องอะไร ก็พิจารณาต้นเหตุแห่งทุกข์ พอพบต้นเหตุแล้วปัญญามันก็บอกต่อถึงวิธีปฏิบัติที่จะทำให้ดับทุกข์นั้นได้ โดยใช้อริยสัจของพระพุทธองค์

          ดังนั้น ใจหนึ่งอยากจะเข้าไปช่วยปลอบกับเขาบ้าง แต่ต้องหยุดไว้ เพราะห้องนั้นมีแต่มาตุคาม (ผู้หญิง) ส่วนเรามันเป็นผู้ชายอกไม่ถึงสามศอก เลยต้องถอยมาตั้งอยู่ที่อุเบกขา แล้วเดินจากมา แต่จิตตอนนั้นมันมีปัญญา เลยเอาปัญญานั้นมาใช้พิจารณาทุกข์จากการนอนไม่หลับของเราดีกว่า เมื่อมีทุกข์ก็ต้องมีต้นเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ หากเรายังหาต้นเหตุไม่พบ เราก็ไม่สามารถจะดับทุกข์นั้นได้ ซึ่งเป็นอริยสัจ ๔ นั่นเอง เมื่อจิตเป็นสัมมาทิฎฐิซึ่งก็คือตัวปัญญาที่ทำให้สามารถเห็นต้นเหตุที่ทำให้นอนไม่หลับได้ คือ ใจเราติดสุข ใจเราไปยึดอารมณ์สุขจากเมืองไทย ที่มีเครื่องช่วยทำให้หายร้อน เช่น เครื่องปรับอากาศ, พัดลม และลมเย็นจากอุณหภูมิ 23-25 องศา เท่านั้น อันเป็นอารมณ์ตัณหา (อารมณ์พอใจ, สุขใจ, ดีใจ) แล้วยึดอารมณ์นั้นไว้ไม่ยอมปล่อย (อุปาทาน) จึงทำให้จิตเราปรุงแต่งไปในทางลบตลอดเวลา (สร้างอกุศลกรรม) คิดได้แค่นี้จิตมันก็ปล่อยวางอารมณ์เดิมที่ยึดไว้ คือ กิเลส-ตัณหา-อุปาทานและอกุศลกรรมให้หมดไปจากใจ จิตก็เกิดปีติ-สุข-เอกัคตารมณ์ตามลำดับ เดินกลับมาที่ห้อง พอล้มตัวลงนอนมันก็หลับสนิทจนถึงเช้า (หากเราปฏิบัติธรรมผิดทาง เราก็ยิ่งทุกข์มากขึ้น เพราะทุกข์ตัวแรกในอริยสัจ พระองค์ทรงแนะให้เรากำหนดรู้ว่าทุกข์เท่านั้น รู้แล้วก็วางเสีย โดยให้เห็นว่าเป็นของธรรมดา ส่วนสมุทัยหรือตัณหานั้น พระองค์สอนให้ละ ให้วาง ให้ปล่อย ไม่ให้ยึด เพราะเป็นตัวสร้างทุกข์ หรือทำให้เกิดทุกข์ แต่ผู้ที่ยังไม่เข้าใจอริยสัจหรือเข้าใจยังไม่พอ จึงมักปฏิบัติธรรมตรงกันข้ามกับที่พระองค์สอนเสมอเหมือนกับผมในตอนแรก) ในตอนเช้ารีบไปหาหลวงพ่อเพื่อถามว่าเพราะเหตุใดหลวงพ่อจึงมากางมุ้งนอนอยู่ที่ศาลา ท่านก็บอกว่าพระพุทธเจ้าท่านมาบอกว่า คืนนี้ฉันจะคลายฤทธิ์ จะให้อุณหภูมิของอากาศอยู่ตามความเป็นจริงของอินเดีย และจะคลายความรู้สึกที่ประสาทสัมผัสของผิวหนัง ให้รู้สึกว่ามันร้อนอยู่แค่ 30 องศา ตามที่ผมเขียนไว้ในข้อ ๕ เพื่อจะได้ทราบว่าความจริงนั้นที่นี่เขาร้อนกันขนาดไหน (นี่คือคำตอบว่าทำไมเมื่อคืนนี้มันจึงร้อนนัก) หลวงพ่อบอกว่าเมื่อรู้ว่ามันจะร้อนผิดปกติกว่าทุกวัน จึงหนีออกมากางมุ้งนอนที่ศาลา ทำให้ทุเลาร้อนลงไปได้มาก

 

          : ข้อพิจารณาและวิจารณ์

          ๑. หากผู้ใดคิดว่า หลวงพ่อไปอินเดียคราวนี้เพื่อไปเที่ยว ผู้นั้นบาปหนา เพราะท่านเกือบจะไม่ได้ออกนอกวัดไทยที่พุทธคยาเลย ที่ท่านไปนั้นผมคิดว่าท่านเมตตาและเสียสละความสุขส่วนตัวเพื่อลูก-หลานอย่างมาก และลูกหลานทุกคนก็ทราบดีว่า ขันธ์ ๕ ของท่าน แพ้ต่อความร้อนมาก ๆ ท่านป่วยตลอดเวลาที่ไป แต่อดทนเพื่อลูก ๆ เพื่อให้ลูกได้เห็นอริยสัจตามความเป็นจริง ที่ว่าโลกเป็นทุกข์, การเกิดเป็นทุกข์, การต้องหาเลี้ยงชีพเพื่อดำรงขันธ์ ๕ ให้อยู่ได้นั้น ทุกข์ขนาดไหนด้วยตาตนเอง และให้ใช้ปัญญาพิจารณาว่าความทุกข์ที่เราได้รับอยู่ขณะนี้ที่เมืองไทยนั้น มันดีกว่าทุกข์ของพลเมืองแขกมากมายนัก ควรจะหยุดโวยกันเสียที

          ๒. เรื่องสังเวชนียสถาน ๔ (ที่ประสูติ, ตรัสรู้, แสดงปฐมเทศนาและปรินิพพาน) เป็นสถานที่ ๔ แห่งที่พระองค์ตรัสไว้ว่า หากใครได้ไปกราบ-ไหว้-บูชาแล้วจะไม่ตกนรก แต่ข้อเท็จจริงหลวงพ่อท่านก็ได้ให้วิธีพิสูจน์ความจริงกับพวกลูก-หลานทุกคนที่ไป (ด้วยมโนมยิทธิ และทิพยจักขุญาณ) แล้วพวกเราก็พบว่ามันไม่ตรงกับความจริง เมื่อ ๒,๕๐๐ กว่าปีก่อน ซึ่งเป็นสัจธรรม เพราะในโลกนี้ไม่มีอะไรที่เป็นความจริง ล้วนเป็นของสมมุติทั้งสิ้น โปรดกรุณาใช้ปัญญาพิจารณาว่า แม้แต่รู้นั้น รูปหล่อ, รูปภาพ, รูปคล้ายต่าง ๆ ของพระพุทธเจ้า ก็เป็นสมมุติทั้งสิ้น เมื่อเรากราบไหว้บูชารูปสมมุติเหล่านั้นที่บ้านของเรา มันก็มีผลกับเราไปที่อินเดีย แต่ดีกว่าที่ไม่ต้องเสียเงิน ๒๘,๐๐๐ บาท ในขณะนี้คงเกินกว่านี้ที่รู้ราคาเพราะมีคนมาปรึกษาว่าจะไปทัวร์อินเดีย เพื่อไปกราบสถานที่ ๔ แห่งทางพระพุทธศาสนาดีไหม ผมก็ชี้แจงให้เขาฟังตามที่กล่าวแล้ว และยังเสริมอีกว่า ปัจจุบันสมเด็จพระเทพพระรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ท่านได้โปรดให้สร้างสถานที่สมมุติทั้ง ๔ นี้ไว้พร้อมแล้วที่พุทธมณฑล สวยกว่าของแขกมาก แล้วก็สะดวก-สบาย-ไม่ต้องเสียเวลา-ไม่ต้องทุกข์ทรมานในการเดินทางไปอินเดีย ตามที่พวกเราก็รู้ ๆ กันว่าหาความสะดวกยาก และสำคัญที่สุด เสียค่าใช้จ่ายแค่ค่ารถเมล์ ๒ บาทเท่านั้นเอง ไม่ต้องไปเสียเงินให้แขกคนละ ๒๘,๐๐๐ บาท บุญก็เท่ากัน (ส่วนตัวผมว่าได้มากกว่า) ผู้ที่มาปรึกษาก็ตาสว่าง (ไม่ใช่ดวงตาเห็นธรรม) บอกว่า แหม ผมเกือบเสียท่า (ถ้าไม่ได้มาคุยกับคุณหมอเสียก่อน) ผมจะพยายามพูดกับคนอื่น ๆ เขาให้กลับใจไม่ต้องเสียรู้แขก

      

          : หมายเหตุ

          ก) ที่ผมว่าอยู่เมืองไทยได้บุญมากกว่าไปอินเดีย ก็เพราะเราไม่ต้องเหนื่อยกายและใจ ผู้ใดที่ทำบุญแล้วต้องเหนื่อยมากและเป็นทุกข์ บุญมันก็น้อยลงตามส่วน ยิ่งต้องทะเลาะกัน,ขัดคอกัน, โกรธกันก่อนทำบุญ จนบางรายขาดทุนก็มี นอกจากนั้นยังต้องเสี่ยงตายโดยไม่จำเป็น และเงินอีก ๒๘,๐๐๐ บาท ยังเก็บไว้ทำบุญได้อีกมากมาย

          ข) พระองค์ตรัสว่า " ธรรมทั้งหลายมีใจเป็นหัวหน้า มีใจประเสริฐสุด สำเร็จที่ใจ " หากใจไม่เคารพพระองค์จริง จะไหว้ท่านที่ไหนก็ไม่ได้บุญ ส่วนเคล็ดลับหรือความจริงอยู่ที่คำตรัสของพระองค์ที่ว่า " หากจิตของผู้ใดนึกถึงตถาคต จิตของตถาคตก็อยู่กับผู้นั้น หากผู้ใดก่อนจะตายจิตนึกถึงตถาคต เขาผู้นั้นย่อมไม่ตกนรก " ตัวอย่าง คือ มัฏฐกุณฑลีเทพบุตรและสุปติฏฐิตเทพบุตร เป็นต้น ซึ่งหลวงพ่อท่านยกตัวอย่างให้ฟังอยู่เสมอ

          ค) เหตุผลอื่น ๆ ยังมีอีกมาก (แต่ขอเว้นไว้) เพราะ" พุทโธอัปปมาโณ ” คุณของพระพุทธเจ้าหาประมาณมิได้ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับเจตนาเป็นสำคัญ ดังนั้น บุญ-บาป, ดี-เลว, สุขหรือทุกข์ กุศลหรืออกุศลจึงขึ้นอยู่กับความคิดทั้งสิ้น คิดดีก็เป็นบุญ, เป็นสุข, เป็นกุศล และไปสู่สุคติ หากคิดชั่วก็เป็นบาป, เป็นความเลว, เป็นทุกข์, เป็นอกุศลและไปสู่ทุคติ พระพุทธองค์ทราบสัจธรรมเล่านี้อย่างดี โดยพิสูจน์แล้วด้วยพระองค์เอง เมื่อมีผลจริงตามความจริงแล้ว จึงได้นำมาแนะนำ และสอนบรรดาพุทธบริษัทที่มีความศรัทธาในศาสนาของพระองค์ ผู้ใดที่ใจยังไม่ศรัทธาในพระองค์ พระองค์ทรงเว้นเสียไม่สอนให้พระองค์ทรงประกาศพระศาสนาของพระองค์ โดยแสดง " โอวาทปาฏิโมกข์ ” ในวันมาฆบูชา มีความโดยย่อซึ่งถือเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา ดังนี้

          ๑. จงละความชั่วทั้งหมด (ทั้งกาย-วาจา-ใจในทางปฏิบัติก็คือให้พวกเรา ทำบุญทำทาน และรักษาศีล เป็นเบื้องต้น)

          ๒. จงกระทำแต่ความดี (แต่จงอย่าติดในความดี ในทางปฏิบัติก็คือให้ระวังอารมณ์ใจของเราไม่ให้คิดชั่ว โดยให้มีสติระวังที่ใจอย่างเดียว เพื่อให้ใจสงบเป็นสุข หรือทำใจให้เป็นสมาธิ)

          ๓. จงทำจิตใจให้ผ่องใสอยู่เสมอ (พระองค์ทราบดีว่าจิตที่จะผ่องใสอยู่เสมอ ก็โดยการทำลายกิเลสที่อาศัยอยู่ในใจของเราเป็นหลักสำคัญ การทำจิตให้สงบเป็นสมาธิเป็นฌานนั้น เพียงแค่ระงับกิเลสไว้เพียงชั่วคราวเท่านั้น ยังไม่สามารถจะทำลายกิเลสให้ตายได้ สิ่งที่จะฆ่ากิเลสได้โดยเด็ดขาดก็โดยการใช้ปัญญา)

          ดังนั้น หลักปฏิบัติในพุทธศาสนาจึงมี ๓ อย่าง คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ซึ่งย่อมาจากอริยมรรค ๘ นั่นเอง ที่ผมเขียนมาเสียยาวนี้มิได้มีเจตนาที่จะสอนใคร เพราะผมยังไม่มีความดีพอที่จะเป็นครูใครได้ (ตามที่ผมได้เขียนไว้แล้วในลูกศิษย์บันทึกเล่ม ๑) เป็นเพียงแค่แนวปฏิบัติธรรมที่พระองค์ทรงตรัสไว้หรือเป็นเพียงมรรคเท่านั้น ส่วนผลนั้นยังไม่มีในตัวผม การเขียนจึงเป็นการช่วยเตือนตนเองไม่ให้หลงทาง, ไม่ออกนอกทาง ปฏิบัติที่ถูกต้อง (สัมมาปฏิบัติ), โดยใช้สังโยชน์ ๑๐ ติดไว้กับใจตลอดเวลา เพื่อดูผลของการปฏิบัติว่า ยังมีกิเลสตัวไหน, ข้อไหนที่ยังมีอยู่ในใจของเรา มีสักกี่เปอร์เซ็นต์ ในยามปกติและในยามปฏิบัติอย่างจริงจัง สามารถประเมินผล รู้ผลของการปฏิบัติของตนเองอยู่เสมอ ด้วยความไม่ประมาท โดยการใช้ “อัตตนา โจทยัตตานัง” อยู่เป็นปกติ ตั้งแต่พบหลวงพ่อท่านครั้งแรก ในปี พ.ศ.๒๕๑๗ จนถึงปัจจุบัน ไม่เคยทิ้ง ท่านสอนครั้งแรกก็แนะนำหลักปฏิบัติให้ระวังที่ใจตนเอง และคอยแก้ไขที่ใจตนเองตลอดเวลา ทุกโอกาส ทุกสถานที่ และทุกอิริยาบถ โดยไม่เลือกกาล ซึ่งก็คือ “อัตตนา โจทยัตตานัง” นี่แหละหากใครอ่านแล้วคิดว่าดีก็นำไปใช้ปฏิบัติได้ เพราะธรรมของพระพุทธเจ้าท่านประกาศไว้ชัดแจ้งแล้ว เป็นธรรมเปิดไม่ต้องโฆษณา ไม่มีการบังคับ แต่ให้ใช้ปัญญาพิจารณาหาเหตุผลด้วยตนเอง เชิญให้ทุกคนมาทดลองปฏิบัติดูได้ ให้มาพิสูจน์ความเป็นจริงโดยการปฏิบัติตามดูก่อนเท่านั้น ส่วนผลจะรู้ได้เห็นได้ที่ใจของตนเองและรู้ได้เฉพาะตนเท่านั้น และเมื่อรู้แล้วก็นำมรรคผลที่ตนมีนี้ ไปแนะนำให้ผู้อื่นรู้ตามได้เหมือนกับตนอย่างอัศจรรย์

          ดังนั้น คำว่ามีดวงตาเห็นธรรมนั้น ก็คงจะเป็นแบบนี้ คือ เห็นกันด้วยปัญญา (ตาปัญญา) ไม่ใช่เอาลูกตาเห็น (เห็นแบบปริยัติหรือแบบพระใบลานเปล่า หรือเสือกระดาษ) การมีดวงตาเห็นธรรมจึงเห็นได้หลายระดับ สุดแต่ปัญญาจะเกิดมีได้แค่ไหน (ในขณะนั้น)

          ๑. พระโสดาบันมีปัญญาเล็กน้อย, มีสมาธิเล็กน้อย แต่มีศีลบริสุทธิ์เป็นอธิศีล ท่านย่อมเห็นธรรมขั้นพระโสดาบัน ไม่สามารถจะรู้และเห็นธรรมขั้นพระสกิทาคามี ดังนั้น ความสงสัยย่อมยังมีอยู่ในธรรมนั้น ๆ เป็นธรรมดา

          ๒. พระสกิทาคามี ก็มีคุณธรรมคล้ายกับพระโสดาบัน แต่ละเอียดกว่าทุก ๆ ด้าน (ศีล-สมาธิ-ปัญญา) อธิศีลเจริญขึ้นเป็นกรรมบถ ๑๐ และท่านย่อมมีความสงสัยในธรรมของพระอนาคามีเป็นธรรมดา (ด้วยเหตุผลอย่างเดียวกัน)

          ๓. พระอนาคามีและ

          ๔. พระอรหันต์ก็อธิบายได้แบบเดียวกัน หากผลยังไม่เกิด ย่อมมีความสงสัยอยู่ในธรรมนั้น ๆ เป็นธรรมดา ต่อเมื่อผลเกิดแล้วนั่นแหละจึงจะหมดสงสัย ดังนั้นผู้หมดสงสัยจริง ๆ ก็คือผู้เห็นธรรมขั้นอรหันต์เท่านั้น ที่เขียนเรื่องก็เพื่อชี้ให้เห็นว่า “การมีดวงตาเห็นธรรมนั้น มิได้จำกัดว่าจะต้องเป็นพระโสดาบันอย่างเดียว เพราะธรรมนั้นเปิดกว้าง ปัญญารู้เห็นได้แค่ไหน ดวงตาปัญญาย่อมเห็นได้แค่นั้น” สรุป ดวงตาเห็นธรรมนั้น เห็นธรรมได้ตั้งแต่พระโสดาบันจนถึงอรหันต์ (ควรจะเป็นเช่นนั้น เพราะตาปัญญาของผมยังไม่สว่างพอที่จะเห็นกับเขา แค่ใช้เหตุใช้ผลตามหลักความจริงที่พระองค์ให้ไว้) ในพระไตรปิฎก จะพบคำว่ามีดวงตาเห็นธรรมบ่อย ๆ หลังจากได้ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าโดยตรง และผู้แปลท่านก็แปลอยู่อย่างเดียวว่าเป็นพระโสดาบัน ไม่เคยแปลเป็นอย่างอื่น จิตของผมมันก็เกิดความสงสัย เพราะผมยังไม่ใช่พระโสดาบัน จึงต้องมีสิทธิ์ที่จะสงสัยได้เป็นธรรมดา และที่สงสัยมากที่สุดก็ตอนที่ปัญจวัคคีย์ ฤๅษีทั้ง ๕ อันมีท่านโกณฑัญญะเป็นหัวหน้า เมื่อฟังธรรมจากพระพุทธองค์จบ ท่านก็มีดวงตาเห็นธรรม (ในปฐมเทศนา หรือ ธัมมจักรกับปวัตนสูตร) ผู้แปลก็ว่าท่านเป็นพระโสดาบัน แต่ผมกลับสงสัยว่าท่านน่าจะเป็นพระอรหันต์ ด้วยเหตุผลของผู้ที่ยังไม่มีดวงตาเห็นธรรม ดังนี้

          ๑. พระพุทธเจ้าตรัสไว้ชัดเจนว่า พระโสดาบันยังมีปัญญาเล็กน้อย มีสมาธิเล็กน้อย แต่มีศีลบริสุทธิ์ (อธิศีล)

          ๒. พระพุทธเจ้าตรัสไว้ชัดเจนว่า พระโสดาบันตัดสังโยชน์ ๓ ข้อแรกได้เท่านั้น ส่วนรายละเอียดมีอยู่ชัดเจนในคำสอนของหลวงพ่อท่าน ผมไม่ขอกล่าว

          ๓. บางตอนในพระไตรปิฎก พระองค์ตรัสไว้ความว่า ผู้ที่มีความเคารพในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อย่างจริงจัง โดยการปฏิบัติตามคำสอนของท่าน และมีศีลบริสุทธิ์ (อธิศีล) ก็เป็นพระโสดาบันได้แล้ว

          ๔. ธรรมที่ท่านอัญญาโกณฑัญญะเห็นนั้น นอกจากจะเห็นอริยสัจ ๔ ตามความเป็นจริงแล้ว ยังมีธรรมอีกประโยคหนึ่งที่ประทับใจผม คือ “ ยังกิญจิ สะมุทยะธัมมัง สัพพันตัง นิโรธะธัมมันติ ” ซึ่งแปลเอาความว่า “ ท่านได้เห็นสภาวะอย่างหนึ่งเกิดขึ้นเป็นธรรมดา และสภาวะนั้นก็ดับไปเป็นธรรมดา ” หมายความว่า ในโลกนี้ไม่มีอะไรเหลือ หรือโลกนี้ไม่มีอะไรที่แน่นอน มีแต่สภาวะอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นแล้วมันก็สลายตัวไป โลกเป็นอยู่อย่างนี้อย่างต่อเนื่อง คือ แรกมันเกิดขึ้นและตั้งอยู่ แล้วก็ดับไป แล้วก็เกิดขึ้นมาใหม่อยู่อย่างนั้น หรือพูดสั้น ๆ ว่าเกิด-ดับ ๆ อยู่ตลอดเวลา หรือจะใช้คำว่าสันตติก็คงน่าจะได้ ท่านเห็นว่าโลกนี้มันมีสภาพอยู่แค่นี้เอง ซึ่งพระองค์ทรงได้พบสภาพเหล่านี้ก่อนคนอื่น จึงได้นำมาแนะนำสั่งสอนให้ผู้อื่นรู้ตามพระองค์ ในการสอนพระองค์จำเป็นต้องตั้งสมมุติบัญญัติขึ้นเพื่อความเข้าใจ มิฉะนั้นก็พูดกันไม่รู้เรื่อง สอนกันไม่ได้ เพราะตัวธรรมแท้ ๆ มันไม่มีชื่อจะเรียก มันเป็นสภาวะอย่างหนึ่งเท่านั้น สมมุติสัจจะนั้นก็คืออนิจจัง-ทุกขัง-อนัตตา หรือพระไตรลักษณ์ หรือกฎธรรมดาของโลก ผลก็คือสามารถทำให้ผู้อื่นรู้ตามพระองค์ได้ และเมื่อรู้แล้วเห็นแล้วก็จะทราบได้ด้วยใจตนเอง หรือรู้ได้เฉพาะตน ซึ่งพระองค์สอนครั้งแรก (ปฐมเทศนา) ก็มีผู้รู้ผู้เห็นได้จริง ๆ หนึ่งท่าน คือ ท่านอัญญาโกณฑัญญะ พระองค์จึงอุทานด้วยความดีใจที่รู้ว่า อัญญาโกณฑัญญะเห็นแล้ว อัญญาโกณฑัญญะรู้แล้ว (คำว่าอัญญานี้ พระองค์เติมให้ เมื่อท่านโกณฑัญญะมีดวงตาเห็นธรรม)

          ๕. ด้วยเหตุผลตามข้อ ๔ ผมจึงสงสัยว่าธรรมที่ท่านอัญญาโกณฑัญญะเห็นนี้ เป็นธรรมที่ไม่มีชื่อ จะเรียกซึ่งเป็นธรรมแท้ ๆ หรือธรรมที่เหนือสมมุติ ธรรมทั้งหมดที่เราฟัง-เราอ่าน-เราสนทนากันนี้ล้วนเป็นธรรมที่อยู่ในสมมุติทั้งสิ้น เช่น

               ก) ร่างกายพระองค์ก็ใช้ขันธบัญญัติเป็นขันธ์ ๕ เสีย เพราะคนต่างหลงกาย คิดว่าร่างกายเป็นตัวเป็นตนหรือเป็นของตน

               ข) อายตนะบัญญัติ

               ค) อินทรีย์บัญญัติและอื่น ๆ อีกมาก เพื่อจุดประสงค์ในการสอนการพูดให้เข้าใจกัน จากนั้นก็ชี้ให้เห็นโทษของการยึดและติดสมมุติว่ามีทุกข์อย่างใดบ้าง เมื่อเข้าใจดีแล้วก็ชี้ให้เห็นโทษของการไม่ยึดไม่ติด หรือละ-ปล่อย-วางสมมุติทั้งหลายในโลกตามกฎแห่งไตรลักษณ์ หากผู้ใดทำตามได้ คือ รู้เห็นได้ด้วยปัญญา จิตก็จะเกิดความเบื่อหน่าย คลายกำหนัด และหลุดพ้นได้ในที่สุด การหลุดพ้นก็จะหลุดตามลำดับ คือ หลุดจากการยึดถือสมมุติทั้งหลายในโลกนั่นเอง และสิ่งที่เรายึดกันอย่างเหนียวแน่นและเอาเป็นเอาตาย ก็คือยึดร่างกายหรือขันธ์ ๕ ของเรานี่เอง ดังนั้น หากใครตัดขันธ์ ๕ ได้อย่างเดียว จึงหลุดพ้นจากสมมุติทั้งปวงในโลกได้ (ตัดสังโยชน์ข้อที่ ๑ หรือสักกายทิฎฐิ) ผู้ใดที่พ้นสมมุติแล้ว ผู้นั้นย่อมพบวิมุติ (หลุดพ้น) เพราะสมมุติมันบังวิมุติไว้หมด เมื่อสามารถยกสมมุติออกจากใจได้ ย่อมพบวิมุติอย่างแน่นอน ในเมื่อท่านอัญญาโกณฑัญญะท่านเห็นธรรมที่เหนือสมมุติแล้ว ท่านก็ควรจะวิมุติคือเป็นพระอรหันต์ ไม่ใช่พระโสดาบัน

          ๖. พระโสดาบันยังยึด ยังติด ยังไม่ยอมปล่อยสมมุติอีกมากมาย เพราะท่านยังมีสามี-มีภรรยา ยังมีทรัพย์สมบัติ ยังแต่งตัว ยังร้องเพลงได้ ดูการละเล่นได้อย่างเสรี แต่อยู่ในขอบเขตของศีลธรรมเท่านั้น เช่น นางวิสาขาและอนาถบิณฑิกเศรษฐี เป็นต้น พูดรวม ๆ ว่ายังมีสังโยชน์รอท่านอยู่อีกตั้ง ๗ ข้อ ซึ่งคุณธรรมของท่านยังห่างจากความเป็นพระอรหันต์ จุดนี้แหละทำให้ผมสงสัยว่าก็เป็นเพียงแค่พระโสดาบัน (พระเล็ก ๆ ) ทำไมเทวดาทุกชั้น พรหมทุกชั้น จึงต้องตื่นเต้นกันขนาดนั้น ในพระสูตรว่าสะเทือนไปทั้งหมื่นจักรวาล หากเป็นพระอรหันต์สาวกองค์แรกในพระพุทธศาสนา ผมจะไม่สงสัยอะไรเลย

          ๗. ทุกท่านก็ทราบดีว่า เทวดาและ พรหมจำนวนมากมาย ที่ท่านก็เป็นพระอริย เบื้องต้นกันอยู่แล้ว ท่านคงจะไม่หวั่นไหวหรือตื่นเต้นอะไรกับพระเล็กๆ หรือจะเทียบว่าพระโสดาบันก็เป็นเนื้อนาบุญที่ท่านควรโมทนาบุญด้วย ผมก็ไม่เถียง แต่ผมว่าเป็นนาแปลงเล็ก ๆ เท่านั้น ถ้าเทียบกับเนื้อนาบุญพระอรหันต์ ซึ่งใคร ๆ รู้ก็ต้องขอโมทนาด้วย ด้วยเหตุผลนี้ผมจึงค่อนข้างมั่นใจว่า การเห็นธรรม (ดวงตาเห็นธรรม) ครั้งนี้ไม่ใช่เห็นธรรมเบื้องต้น แต่เป็นการเห็นธรรมสูงสุดในพระพุทธศาสนา

          ๘. เหตุผลที่หนักแน่นที่สุดที่ผมใช้เป็นหลักตัดสินใจ ก็คือ พระพุทธเจ้าท่านเป็นสัพพัญญู มีพุทธญาณ ซึ่งมีได้เฉพาะพระองค์เท่านั้น ผู้อื่นไม่มี ดังนั้นไม่มีอะไรในโลกนี้ที่พระองค์จะไม่รู้ เรื่องที่ท่านโกณฑัญญะเคยปรารถนาขอเป็นพระอรหันต์สาวกองค์แรกของพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งในอนาคตกาลนั้น มีหรือที่พระองค์จะไม่รู้เรื่อง นี้พระองค์เคยตรัสเล่าให้พระปุถุชนซึ่งขี้สงสัย (แบบผมในขณะนี้) ฟังถึงความเป็นมาของท่านโกณฑัญญะ (หลวงพ่อท่านก็เล่าให้ฟังหลายหนแล้วผมก็ขอผ่านไป) ผู้แปลความหมายไม่ใช่สัพพัญญู ผมจึงไม่ติดใจในท่าน เพราะธรรมของพระพุทธองค์นั้น ละเอียดลึกซึ้ง ประณีต ยากที่บุคคลธรรมดาจะเข้าใจได้หมด (เป็นพุทธพจน์ครับ) เมื่อพระองค์ทราบดี พระองค์ก็ทำให้ผู้นั้นได้เป็นสมตามที่ได้เคยปรารถนาไว้ (เช่นเดียวกันกับพระโมคคัลลาน์-พระสารีบุตร ที่ปรารถนาไว้ขอเป็นอัครสาวกของพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งในอนาคตกาล) พระองค์คงไม่ต้องรอให้ท่านอัญญาโกณฑัญญะมาบรรลุพร้อมๆ กับฤๅษีอีก ๔ ท่าน

          ๙. ตอนที่พระสารีบุตรได้ฟังธรรมย่อ ๆ จากพระอัสสชิ ความว่า “ธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ พระพุทธเจ้าเป็นผู้ตรัสรู้เหตุแห่งธรรมนั้น และรู้วิธีดับเหตุแห่งธรรมเหล่านั้น” พระตถาคตทรงสอนย่อๆ มีความเพียงเท่านี้ ท่านก็ได้มีดวงตาเห็นธรรมเป็นพระโสดาบันได้เร็วชนิดอัศจรรย์ด้วย แต่ทำไมเทวดา พรหมท่านจึงไม่เห็นตื่นเต้นอะไร และเมื่อสารีบุตรเอาธรรมที่ท่านรู้เห็นไปบอกแก่พระโมคคัลลาน์ ท่านก็มีดวงตาเห็นธรรมเป็นพระโสดาบันด้วยเกือบจะทันที เทวดาและพรหมท่านก็ไม่เห็นจะตื่นเต้นเช่นกัน

          ด้วยเหตุผลที่ผมยกขึ้นมากล่าวอ้างนี้ ผู้อ่านกรุณาพิจารณาตามด้วย จงอย่ามาเชื่อผม ทุกอย่างอยู่ที่เหตุและผล สิ่งที่ผมเขียนมาเสียยาวนี้ ผมว่าเป็นธรรมะหรือธรรมดา เพราะบุคคลใดก็ตาม หากยังปฏิบัติธรรมให้เกิดผลขึ้นกับใจตนเองไม่ได้แล้ว ย่อมมีความสงสัยอยู่เป็นธรรมดา ต่อเมื่อผู้นั้นปฏิบัติจนเกิดผล (มรรคผล) แล้วกับใจตนเอง ความสงสัยในธรรมนั้น ๆ ย่อมหมดไปเอง เหมือนกับท่านผู้อ่านเห็นพระ ท่านย่อมมีความสงสัยว่าพระที่ท่านเห็นนั้นเป็นพระจริงหรือเปล่า ถ้าจริงท่านเป็นพระระดับไหน-อย่างไร ทั้ง ๆ ที่ในมงคล ๓๘ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า การเห็นพระจัดเป็นอุดมมงคล (จะเห็นด้วยตาหรือนิมิตหรือฝันก็ตาม) แต่ท่านก็ยังอดสงสัยไม่ได้เป็นธรรมดา เพราะสิ่งที่ท่านเห็นนั้นยังไม่ใช่ของจริง จัดว่าเป็นพระภายนอก หากท่านจะให้เห็นจริง ๆ แล้ว ท่านจะต้องรีบศึกษาและปฏิบัติให้เกิดคุณธรรมของความเป็นพระขึ้นที่ใจของตนเอง (ตามหลักสูตรที่พระพุทธเจ้าแนะนำไว้) เมื่อมรรคผลของความเป็นพระเกิดขึ้นกับใจของตนเองแล้ว ท่านจึงจะหมดสงสัย พระที่เกิดกับใจตนเองนี้เรียกว่า พระภายใน ดังนั้น การเห็นพระภายใน จึงดีกว่า ได้บุญกว่า ประเสริฐกว่าเห็นพระภายนอกมาก ในเรื่องดวงตาเห็นธรรมของท่านอัญญาโกณฑัญญะ ก็เช่นกัน

          ผมมีวิธีหรือข้อเสนอแนะสำหรับท่านผู้อ่าน ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของหลวงพ่อท่าน (ผู้อื่นไม่เกี่ยว) ดังนี้

          ๑. ใช้วิชามโนมยิทธิที่หลวงพ่อท่านสอนให้เป็นประโยชน์ ขึ้นไปถามพระพุทธเจ้าโดยตรง

          ๒. ใช้วิธีเดียวกันกับข้อแรก แต่ไปถามหรือคุยกับท่านอัญญาโกณฑัญญะ

          ๓. ใช้ทิพยจักขุญาณ แต่ก่อนใช้ต้องมั่นใจก่อนว่าขณะนั้นจิตของเราไม่มีกิเลส-ตัณหา-อุปาทาน และอกุศลกรรม ซึ่งเราจะรู้ได้โดย

               ก) ให้ดูสีของจิต (ถ้าผู้ใดดูจิตของตนเองได้ จิตต้องเป็นประกายพรึกก่อน หรือ

               ข) ให้จับกสิณพระ จนภาพนิมิตเป็นประกายพรึกก่อน หากยังไม่ถึงระดับนี้ ก็อาจผิดพลาดได้ ซึ่งในมโนมยิทธิก็ต้องใช้หลักเดียวกัน จึงจะถูกและตรงตามที่หลวงพ่อท่านแนะนำไว้

         อาจมีผู้สงสัยว่า เราจะพบพระพุทธเจ้าหรือท่านอัญญาโกณฑัญญะได้อย่างไร ในเมื่อท่านก็นิพพานไปแล้ว เรื่องนี้ผมเข้าใจว่า เพราะท่านได้แต่เพียงแค่อ่าน แค่คุย แค่คิดเอาด้วยปัญญาของท่านเอง (ปัญญาทางโลกหรือโลกียปัญญา) แต่มิได้ปฏิบัติอย่างจริงจังตามหลักสูตรที่พระองค์ทรงแนะนำไว้ ส่วนใหญ่แม้แต่ศีล ๕ ข้อ ท่านก็ยังรักษาไม่ได้ เช่น การเลี้ยงปลาโดยการใช้ลูกน้ำให้ปลากิน โดยอ้างว่าลูกน้ำเป็นสัตว์ตัวเล็ก ๆ ไม่มีประโยชน์แก่มนุษย์ ทั้ง ๆ ที่สัตว์ทุกตัวก็มีชีวิต หนึ่งตัวก็หนึ่งชีวิตเช่นกัน หรือบางคนฆ่ายุง ตบยุง จงใจฉีดยาเพื่อฆ่ายุง โดยให้เหตุผลว่ายุงเป็นสัตว์ที่ไม่มีประโยชน์ เป็นสัตว์ที่คอยรบกวนชาวบ้าน และยังนำเชื้อโรคมาสู่คนด้วย คนที่ยังมีจิตเป็นมิจฉาทิฏฐิ (จิตที่ยังไม่ฉลาดหรือโง่แล้วอวดตนว่าฉลาด) จึงคิดอะไร ทำอะไร พูดอะไรสวนทางกับพระพุทธเจ้าตลอดเวลา ผู้ใดก็ตามที่ค้านพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าเท่ากับไม่เคารพในธรรม เท่ากับไม่เคารพพระพุทธเจ้า เท่ากับเดียรถีย์ เท่ากับคนบอดศาสนา ซึ่งพระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า “ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเราตถาคต” หรือ ผู้ใดเห็นเรา ผู้นั้นเห็นธรรม บุคคลเหล่านี้ จึงไม่มีโอกาสหรือไม่มีทางเห็นพระพุทธเจ้า ไม่พบพระพุทธเจ้า เท่ากับไม่พบพระธรรม เท่ากับไม่พบพระสงฆ์ เพราะพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ (พระรัตนตรัย) ไม่ใช่วัตถุ ๓ ตามที่พวกเหล่านั้นเข้าใจ เป็นคุณธรรม เป็นนามธรรม จึงไม่มีวันตาย ไม่มีวันสูญ ผู้ปฏิบัติเมื่อเข้าถึงแล้วในพระธรรมของพระพุทธองค์ จึงจะเข้าใจดีว่าพระรัตนตรัยนั้นเป็นอันเดียวกัน แยกจากกันไม่ได้ และเป็นคุณธรรม (นามธรรมที่ไม่มีคำว่าตายหรือสูญ สิ่งที่ตายไปตามกฎธรรมดาของโลก หรือตามพระไตรลักษณ์นั้นเป็นอีกตัวหนึ่ง คือ ธาตุ ๔ หรือขันธ์ ๕ หรือร่างกายต่างหาก แต่มันก็ไม่ได้สูญ มันคงกลับสู่สภาพหรือสภาวะเดิมของมัน แล้วก็วนเวียนกลับมาสู่สภาวะใหม่ตามสมมุติของโลก เวียนอยู่ไปอย่างนี้เป็นปกติธรรมดาของมัน ส่วนจิตหรือใจ ที่มาอาศัยธาตุ ๔ ขันธ์ ๕ หรือร่างกายอยู่นี้มันไม่เคยตาย มันสร้างกรรมไว้อย่างไร มันก็ต้องรับวิบากอย่างนั้น สร้างกรรมที่เป็นอกุศล วิบากที่เกิดหรือต้องรับก็เป็นอกุศล สร้างกรรมที่เป็นกุศล วิบากที่เกิดหรือต้องรับก็เป็นกุศล

         ดังนั้น ตราบใดที่จิตดวงใดยังมีกิเลส-ตัณหา-อุปาทานและอกุศลกรรมอยู่ ผลของความชั่วทั้ง ๔ นี้ก็จะบังคับให้จิตดวงนี้ต้องวนเวียนอยู่ในภพต่าง ๆ อย่างหาที่สุดไม่ได้ ส่วนจิตที่พ้นแล้วจากตัว กุศลและอกุศล คือ อกุศลเลิกทำมานานแล้ว หมดไปแล้วจากจิต จิตจึงมีแต่ตัวกุศล แต่จิตดวงนี้ก็ไม่ติด-ไม่ยึด-ไม่ผูกพันกับตัวกุศล (ความดีหรือบุญ) คือ ดีหรือบุญ หรือกุศล ยังทำเป็นปกติวิสัยแต่ไม่ติด จิตดวงนี้จึงจะพ้นจากวัฏฏะแห่งภพทั้งหลายได้ เป็นอิสระ สภาพจิตที่เป็นอิสระอย่างนี้แหละจึงจะเรียกว่าความไม่เกิดอีกต่อไปหรือนิพพาน (เขียนตามตำราและความเข้าใจจากการปฏิบัติ จะจริงหรือไม่ ไม่สามารถรับรองได้ โปรดใช้ปัญญาพิจารณาเอาเอง เพราะธรรมเหล่านี้ไม่มีตัวตน, เป็นนามธรรม แต่สามารถพิสูจน์ได้ ทำให้เกิดได้โดยการปฏิบัติตามหลักสูตรที่พระองค์ทรงแนะไว้ ถึงแล้วจึงจะรู้ได้เองและรู้ได้เฉพาะตน) เมื่อเข้าใจหลักสูตรตามนี้แล้ว ก็จะเข้าใจว่าความเป็นพระพุทธเจ้าก็ดี, ความเป็นพระอรหันต์ของท่านอัญญาโกณฑัญญะนั้น ยังอยู่ไม่มีวันสูญไปไหน หากจะพบท่านเมื่อใดย่อมพบได้ เพราะพระองค์ทรงตรัสไว้ ความว่า “ถ้าจิตของเธอนึกถึงตถาคต จิตของตถาคตก็อยู่กับเธอ” นี่คือคำตอบสำหรับพวกที่มีอภิญญาสมาบัติ คือมโนมยิทธิ และทิพยจักขุญาณ ย่อมสามารถเห็นกายทิพย์ของจิต หรืออาทิสมานกายได้ และสามารถเห็นจิตที่มีเทวธรรม (มีหิริโอตตัปปะ) เห็นกายเทวดาหรือนางฟ้า เห็นจิตที่มีคุณธรรมเห็นพรหม (มีพรหมวิหาร ๔) มีอาทิสมานกายเป็นพรหม, เห็นจิตที่หมดจดจากกิเลส-ตัณหา-อุปาทานและอกุศลกรรม แล้วอย่างเด็ดขาด มีอาทิสมานกายเป็นพระวิสุทธิเทพ (ทั้งนี้ต้องอยู่ที่บุญบารมีของแต่ละบุคคลด้วย หากท่านไม่ต้องการให้เราเห็น ก็เห็นไม่ได้) เรื่องนี้ยาว ขอสรุปว่าผู้ปฏิบัติตามคำสอนของพระองค์ ด้วยการเริ่มต้นด้วยสัมมาทิฎฐิเท่านั้น จึงจะเข้าใจและรู้เห็นได้ตามความเป็นจริง


กลับหน้าหลัก


ไปเล่มที่
ไปเล่มที่