พระธรรมที่ทรงตรัสสอนไว้ในเดือน

มีนาคม ๒๕๔๗




          สมเด็จองค์ปฐมทรงตรัสสอนไว้ มีความสำคัญดังนี้

          ๑. ตนย่อมเป็นที่พึ่งแห่งตน รักษากำลังใจเอาไว้ให้ดี จงทำใจให้เย็นใจกับเหตุการณ์ที่จักเกิดขึ้นต่อไปข้างหน้านี้ ให้เห็นเป็นธรรมดาให้มากๆ อย่าตกใจ-อย่าเศร้าใจ และอย่าเสียใจ ให้ลงไว้กับธรรมดาทั้งหมด จักต้องช่วยตนเอง อย่าหวังพึ่งบุคคลอื่น (พระธรรมในพุทธศาสนาพูดง่าย แต่ปฏิบัติให้เกิดผลตามที่พูดยาก คือรู้แค่ปริยัติหรือตำรา หากไม่นำไปปฏิบัติ ตัวผลหรือปฏิเวธก็ไม่เกิด พระพุทธองค์จึงอนุญาตให้พระโสดาปัตติผลเท่านั้น ที่ออกเผยแพร่พระพุทธศาสนาได้ แต่ในปัจจุบันหาเป็นเช่นนั้นไม่ ขอเขียนไว้สั้นๆ แค่นี้)

          ๒. กฎของกรรมนั้นเที่ยงเสมอ และให้ผลไม่ผิดตัวด้วย จึงมีโรคระบาดเกิดขึ้นเป็นพักๆ เพราะคนสร้างกรรมชั่วไว้มาก วาระกรรมจักเข้ามาสนองคนในประเทศไทยมากขึ้น เนื่องจากสภาพจิตใจของคนในประเทศทรามลงไป อหิวาตกโรคจึงระบาดเป็นพักๆ ให้เห็นและยอมรับกฎของกรรมว่าธรรมดาของมันก็เป็นอยู่อย่างนั้นเอง ไม่มีใครที่จักไปห้ามได้

          ๓. วันมาฆะบูชา ตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๓ พระองค์ทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์ ด้วยหลักสำคัญ ๓ ประการคือ จงละกรรมชั่วทั้งมวล จงกระทำแต่กรรมดี จงทำจิตให้ผ่องใสอยู่เสมอ และเน้นว่าพระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ตรัสอย่างนี้เหมือนกันหมด ในพรรษาสุดท้ายทรงปลงอายุสังขารของพระองค์ด้วยมีความสำคัญว่า นับแต่นี้เป็นต้นไปอีก ๓ เดือน พระองค์จะปรินิพพานที่เมืองกุสินารา ซึ่งตรงกับวันวิสาขะบูชา ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ในโลกนี้จึงมีแต่พระพุทธเจ้าพระองค์เดียวเท่านั้น ที่มีวันประสูติ-ตรัสรู้ และปรินิพพานตรงกัน คนอื่นไม่มี ขอเขียนไว้สั้นๆ แค่นี้

          ๔. โลก หรือโลกะ แปลว่ามีอันฉิบหายไปในที่สุด คืออนัตตา-พัง-สลายตัวหรือตายนั่นเอง ทุกสิ่งในโลกรวมทั้งเทวโลกและพรหมโลกล้วนตกอยู่ภายใต้กฎของไตรลักษณ์ทั้งสิ้น ช้าหรือเร็วเท่านั้น ดังนั้นพึงชำระจิตให้ปล่อยวางทุกสิ่งทุกอย่างในโลกลงเสีย เพราะมันไม่เที่ยง ยึดเข้าก็เป็นทุกข์

          ๕. จงอย่าลืมว่าเราคือจิต หรือจิตคือเรา จิตเป็นอมตะไม่เคยตาย ผู้ตายคือร่างกาย(ขันธ์ ๕) ที่จิตเราอาศัยอยู่ชั่วคราว ดังนั้นขันธโลก หรือร่างกายจึงเป็นมหาสมุทรแห่งธรรม เป็นจุดศูนย์กลางแห่งไตรลักษณ์ หรือเป็นตู้พระไตรปิฎก ที่จิตเราจะต้องศึกษาหาความจริงให้พบ พบแล้วก็ต้องทำใจให้ยอมรับนับถือด้วย เนื่องจากจิตหลงยึดว่าร่างกายนี้ เป็นเรา-เป็นของเรามานานแสนนาน เป็นอสงไขยกัปนับไม่ถ้วน เมื่อจิตมาพบความจริงจากพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธองค์แล้ว จะให้ทำใจไม่ให้เผลอยึด-เกาะ-ติดร่างกายได้ ก็ต้องใช้กำลังใจ และเวลาสักระยะหนึ่งจึงจะทำได้ พระองค์ตรัสว่าบุคคลที่มีกำลังใจเต็ม (อุคติตัญญู) ในปัจจุบันนี้ไม่มีแล้ว มีแต่ในสมัยที่ตถาคตยังทรงมีชีวิตร่างกายอยู่เท่านั้น

          ๖. เชื้อโรคระบาดก็เป็นกฎของกรรม จงอย่าไปฝืนกฎของกรรม จงทำกำลังใจให้สงบ มองทุกอย่างตามความเป็นจริง ทำใจให้สบาย อย่ากังวล และพยายามฝึกฝนร่างกายให้แข็งแรงเข้าไว้ อย่าอ่อนแอ หมั่นพักผ่อนนอนหลับให้เพียงพอด้วย

          ๗. สาเหตุที่ทำให้เกิดโรค ทางโลกการแพทย์เขียนไว้ว่า มี ๓ อย่างคือ เกิดจากอาหารเป็นพิษ เกิดจากอุณหภูมิเปลี่ยนแปลง หรือลม-ฟ้า-อากาศเปลี่ยนแปลง และเกิดจากเชื้อโรค หรือพยาธิ(พยาธิต่างๆ) พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่าต้นเหตุที่ทำให้เกิดโรคคือ กรรม หรือการกระทำที่แต่ละบุคคลทำเอาไว้ในอดีต กฎของกรรมนั้นเที่ยงเสมอ และให้ผลไม่ผิดตัวด้วย กรรมใดที่ไม่เคยทำเอาไว้ในอดีต วิบากกรรมย่อมเกิดกับผู้นั้นไม่ได้ ทรงเน้นเรื่องศีล ๕ สามารถอธิบายได้ชัดแจ้งทั้ง ๕ ข้อ ไม่ขอเขียนรายละเอียด

          ๘. อะไรมันจักเกิด มันก็ต้องเกิด เช่นสงคราม-โรคระบาด-ไฟไหม้-น้ำท่วม-ฝนแล้ง-แผ่นดินไหว-พายุหมุนห้ามกันไม่ได้ เป็นวาระกรรมของโลก-วาระกรรมของประเทศ รักษากำลังใจให้ดี พวกเจ้ายังจักได้ดูอะไรอีกหลายเรื่อง ทำใจให้ได้นะ

          ๙. ให้ยอมรับนับถือในกฎของกรรม ทุกอย่างเกิดขึ้นตามวาระกรรม จงอย่ามีอารมณ์ปฏิฆะหรือไม่พอใจในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด จงรักษาอารมณ์จิตให้สงบ ยอมรับนับถือในกฎของกรรม และทำอะไรให้ใจเย็นๆ จงอย่าทำด้วยความเร่าร้อน และพิจารณาเสียก่อนแล้วจึงทำ

          ๑๐. อย่าไปดิ้นรนกับเรื่องราวต่างๆ ของโลก รักษากำลังใจให้เรียบร้อย หมั่นพิจารณาธรรมดาให้มากๆ ไม่มีอะไรเป็นสิ่งปกติของโลก และทุกสิ่งทุกอย่างก็ไม่เที่ยง ไม่มีใครฝืนกฎของธรรมดาไปได้ และอย่าห่วงประเทศชาติจนเกินไป ทุกอย่างมีที่สิ้นสุด อย่าลืมให้เห็นกฎของไตรลักษณ์ อันไม่มีใครสามารถเปลี่ยนแปลงได้ จงวางใจว่าประเทศไทยจะคงยืนอยู่ต่อไปจนครบ ๕,๐๐๐ ปี ตามที่ตถาคตเคยตรัสไว้ ไม่จริงก็ไม่ตรัส ตรัสอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น ไม่เป็นอื่น คำตรัสของตถาคตไม่มีเปลี่ยนแปลง

          ๑๑. รักษากำลังใจเข้าไว้ให้ดี อย่าให้มีอคติเกิดขึ้นกับจิตใจ เห็นทุกอย่างเป็นเรื่องธรรมดาทั้งหมด ให้จิตชินกับการปล่อยวางวันละเล็ก-วันละน้อยอย่างต่อเนื่อง จิตจักชินแล้วจักเห็นธรรมดาได้ตามความเป็นจริง

          ๑๒. การซ้อมตาย และพร้อมตายอยู่เสมอ เพื่อเอาจิตมากราบพระที่พระนิพพาน จิตก็จักชินในพระนิพพาน เมื่อวันจริงมาถึง จิตก็เข้าถึงพระนิพพานได้โดยง่าย มรณาและอุปสมานุสสติจึงต้องหมั่นทำให้เกิดบ่อยๆ จิตจักชินและเป็นฌานได้ในที่สุด

          ๑๓. อัพยากฤตธรรมเป็นธรรมที่นำไปสู่พระนิพพาน คือเมื่อมีสิ่งใดมากระทบ ทางอายตนะสัมผัสทั้ง ๖ จิตรู้แต่ไม่ปรุงแต่งธรรม เห็นเป็นธรรมดาหมด จึงไม่มีอุปาทาน

          ๑๔. จงทำจิตให้สบายในขณะที่ร่างกายไม่ดี ให้รักษากำลังใจให้ดียิ่งขึ้น เป็นการวางกำลังใจว่า จักปล่อยวางได้จริงหรือไม่ อารมณ์อย่างไรจึงจักเรียกว่าปล่อยวางร่างกาย ในขณะที่มีทุกขเวทนาอยู่

                   จากพระธรรมคำสอนของพระองค์ ซึ่งตรัสสอนไว้ในอดีตทรงตรัสสอนตามกำลังใจของบุคคลแต่ละบุคคล ซึ่งมีไม่เท่ากัน ในระดับจิตในจิต และธรรมในธรรม จิตเจริญระดับไหน ย่อมรู้ธรรมได้ระดับนั้น พระองค์เป็นพระสัพพัญญูมีพระพุทธญาณแต่พระองค์เดียวในโลก จึงสอนบุคคลทุกคนได้ตรงตามจริต-นิสัยและกรรมของแต่ละบุคคล ได้โดยไม่มีผิดพลาด ตลอด ๔๕ พรรษา(ปี) ที่ทรงตรัสสอนไว้ รวบรวมแล้วมีอยู่ ๘๔,๐๐๐ วิธี ผมเป็นเพียงผู้รวบรวมคำสอนเหล่านั้น มาพิมพ์ให้เป็นเล่มในแต่ละปี แล้วแจกให้เป็นธรรมทานแก่ผู้ที่มีความศรัทธาในพระองค์ จนถึงปัจจุบัน ๑๗ เล่มแล้ว และจะพยายามรวบรวมพิมพ์แจกต่อไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่