พระธรรมที่ทรงตรัสสอนไว้ในเดือน

มีนาคม ๒๕๔๖




          สมเด็จองค์ปฐมทรงตรัสสอนไว้ มีความสำคัญดังนี้

          ๑. เรื่องพลังของจิต หากทำใจให้สงบ ตั้งจิตให้เป็นสมาธิแล้วจึงใช้พลังของจิต การกระทำไปในสิ่งใดก็จักบรรลุผลในสิ่งนั้น จงอย่าคิดว่าเป็นเรื่องเป็นไปไม่ได้ ทุกสิ่งจักบรรลุได้ด้วยความตั้งใจที่จักทำจริง (ในเรื่องพลังจิตนี้ขึ้นอยู่กับพื้นฐานของศีล-สมาธิ-ปัญญาของแต่ละคน ซึ่งทำกันมาไม่เท่ากัน ศีลบริสุทธิ์มากแค่ไหน มีผลทำให้จิตหรือสมาธิตั้งมั่นได้เท่านั้น และเกิดปัญญาได้แหลมคม แตกต่างกันไปตามความบริสุทธิ์ของศีล และสมาธิ หรืออธิศีล ทำให้เกิดอธิจิต และอธิปัญญาตามลำดับ)

          ๒. เรื่องตายในอารมณ์หลงก็เป็นสัตว์เดรัจฉาน ทรงให้หลักไว้ว่า หากตายในอารมณ์โกรธจะลงนรกขุมใดขุมหนึ่ง หากตายในอารมณ์โลภจะเป็นเปรตประเภทใด ประเภทหนึ่ง หากตายในอารมณ์หลง จะเป็นสัตว์เดรัจฉาน คนที่เลี้ยงสัตว์จึงต้องระวังกรรมจุดนี้ไว้ด้วย (มีรายละเอียดเขียนไว้ท้ายเล่มของธรรมะเล่ม ๓ เรื่องอันตรายจากการเลี้ยงสัตว์) จงรู้เอาไว้เพื่อความไม่ประมาทในชีวิต การทำกรรมชั่วเล็กๆ น้อยๆ ก็สามารถทำให้เกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานก่อนชาติสุดท้ายได้ อย่างในพระสูตรไปเกิดเป็นค้างคาวบ้าง ไปเกิดเป็นงูเหลือมบ้าง แม้แต่องค์สมเด็จฯ ปัจจุบันในทศชาติ มีชาติหนึ่งไปเกิดเป็นพระยานาค เป็นต้น"

          ๓. กำลังใจของคนที่จักไปพระนิพพานได้นั้นเป็นอย่างไร มีความโดยย่อดังนี้ บุคคลท่านหนึ่งซึ่งศรัทธาในท่านพระ........ ได้พาพ่อ-แม่มากราบท่าน ท่านเมตตาสอนเรื่องขันธ์ ๕ หรือร่างกายนั้นมันไม่ใช่เรา-ไม่ใช่ของเรา ตัวเราจริงๆ คือจิต ซึ่งมาอาศัยร่างกายนี้อยู่ชั่วคราวเป็นอมตะไม่เคยตาย ให้พยายามซ้อมตาย และพร้อมตายอยู่เสมอ ด้วยมรณาและอุปสมานุสสติ ทำบ่อยๆ จิตก็จักชินไปเอง คือรู้ลม-รู้ตาย-รู้นิพพาน ทั้งสองคนนี้จิตดีทั้งคู่ แต่แม่จิตดีกว่าพ่อ ต่อมาแม่ป่วยแต่จิตไม่ป่วยตามร่างกาย ตามที่ท่านพระ.....สอน ท่านเป็นผู้ไม่ประมาทในความตาย จึงซ้อมตายและพร้อมที่จะตายอยู่แล้วเป็นปกติ เมื่อเวลาจริงมาถึง จิตท่านก็ไปพระนิพพานได้โดยง่าย

          ๔. อารมณ์ทะนงตนเองจัดเป็นมานะกิเลส บุคคลบางคนชอบดูแต่ภายนอก คือดูรูปร่าง-หน้าตาซึ่งมิใช่ตัวจริง-ของจริง ตัวจริง-ของจริงอยู่ที่จิต บางคนรูปร่าง-หน้าตาดี แต่จิตใช้ไม่ได้เลยก็มีอยู่ไม่น้อย จะต้องดูจิตใจที่มีการปฏิบัติละ-วางว่าทำได้แค่ไหน โดยอาศัยศีล-สมาธิ-ปัญญา หรือทาน-ศีล-ภาวนาเป็นเครื่องตัดสินจึงจะถูกต้อง (ให้ดูคิริมานนทสูตร ซึ่งองค์สมเด็จฯปัจจุบันทรงตรัสสอนไว้ในธรรมะเล่ม ๓ ประกอบ) ความตั้งใจจักไปพระนิพพาน ให้มีความตั้งมั่นอยู่ในจิตอยู่เสมอเป็นของดี แต่จงอย่าทะนงตนว่าไปได้แน่ อารมณ์ทะนงจัดว่าเป็นมานะกิเลส อารมณ์แท้จริงที่ถูกต้อง จักต้องมีความสงบ-ไม่ฟู-ไม่แฟบไปด้วยอารมณ์ของกิเลส จุดนี้จักต้องสำรวจจิตของตนเองเอาไว้ให้ดีๆ อย่าคิดแต่ว่าจักสอนเตือนคนอื่นให้มุ่งสอนจิต-เตือนจิตของตนเองเอาไว้เสมอ จึงจักเอาดีได้

          ๕. จงอย่าห่วงกายมากกว่าห่วงจิต หากต้องการจักไปพระนิพพานในชาตินี้ บุคคลส่วนใหญ่จักห่วงกายมากกว่าห่วงจิต เพราะเขาคิดว่ากายนี้เป็นของเขา เป็นของเขาอยู่จึงจัดว่าเป็นของธรรมดา ดังนั้นเมื่อร่างกายเจ็บป่วยขึ้น หรือสุขภาพไม่ค่อยดี จึงเป็นข้อทดสอบอารมณ์ของตนเองว่าปฏิบัติธรรมไปได้แค่ไหน ให้ใช้หลักปฏิบัติในมหาสติปัฏฐาน ๔ เป็นสำคัญว่า กาย-เวทนาเป็นเรื่องของกายห้ามมันไม่ได้ มันเป็นธรรมดาของมันอยู่อย่างนั้นเอง การปฏิบัติจึงต้องกำหนดรู้ จึงจะรู้ว่าเป็นทุกข์ของกาย-เป็นปกติทุกข์ของกายเป็นธรรมดา จิตจงอย่าไปทุกข์ตามมัน การปฏิบัติจึงมิใช่ของง่าย อดเผลอไปเกาะทุกข์ของกายเข้าเลยเพิ่มทุกข์ให้กับจิตตนเองโดยมิได้ตั้งใจ ส่วนจิตกับธรรมนั้นหมายความว่าอารมณ์ของจิต และธรรมะที่เกิดขึ้นกับจิตก็ไม่เที่ยง เกิด-ดับๆ อยู่เสมอเป็นสันตติธรรมภายในจิต ส่วนกาย-เวทนาก็ไม่เที่ยง เกิด-ดับๆ อยู่เสมอเป็นสันตติธรรมภายนอก เราคือจิต หรือผู้รู้ไปรู้เรื่องของสันตติธรรมภายนอกและภายใน แสดงปกติธรรมอยู่อย่างนั้นเป็นธรรมดาตลอดเวลา ยากตรงที่ต้องรู้อยู่ตลอดเวลานี่แหละ

          ๖. รู้แล้วยึดเป็นทุกข์ รู้แล้ววางเป็นสุข เพราะในที่สุดแล้วโลกนี้ทั้งโลกไม่มีอะไรเหลือ จึงไม่มีอะไรที่จะให้เรายึดได้ สิ่งที่เรายึดมากที่สุด-รักและหวงแหนมากที่สุดก็คือ ร่างกายของเรา ทั้งๆ ที่มันไม่ใช่ ซึ่งเป็นอุปาทานขันธ์ ๕ หากวางอุปาทานขันธ์ ๕ ได้จุดเดียว ก็จบกิจในพระพุทธศาสนา ให้หมั่นท่องไว้ว่าเราคือจิต เป็นอมตะไม่เคยตาย ผู้ตายคือร่างกายที่จิตเราอาศัยอยู่ชั่วคราว แล้วใช้ปัญญาพิจารณา-ใคร่ครวญ-หาเหตุ-หาผลจากกายกับจิตนี้ตามความเป็นจริง

          ๗. ดี-ชั่วไม่มีในพุทธศาสนา มีแต่สมมติตามกรรม ทุกอย่างมาตามกรรม และไปตามกรรมทั้งสิ้น ตัวธรรมแท้ๆ ในพุทธศาสนาไม่มีชื่อจะเรียก สิ่งที่พระพุทธองค์ทรงตรัสสอนนี้ล้วนเป็นสมมติธรรมทั้งสิ้น รายละเอียดขอเว้นไว้ไม่เขียน เพราะธรรมจุดนี้เมื่อปฏิบัติแล้ว จะรู้ได้ด้วยจิตตนเองเฉพาะตน กรรมใคร-กรรมมัน

          ๘. บางคนพูดจาแล้วคนเชื่อ บางคนพูดจาแล้วคนไม่เชื่อ เป็นกฎของกรรมซึ่งเที่ยงเสมอ และให้ผลไม่ผิดตัวด้วยทรงตรัสว่า กรรมใดที่ไม่เคยก่อไว้ วิบากกรรมนั้นๆ ย่อมเกิดขึ้นไม่ได้ ให้ทุกคนเคารพและยอมรับนับถือในกฎของกรรม จึงจักพ้นทุกข์ได้ สาเหตุเพราะศีลข้อที่ ๔ บกพร่องมาในอดีต กรรมนั้นจึงตามมาให้ผลในปัจจุบัน

          ๙. ธรรมหรือกรรมภายนอกแก้ไขไม่ได้ ให้แก้ไขที่ใจตนเองทรงให้โทษตัวเอง จับผิดตนเองด้วยอัตนา โจทยัตตานัง และคอยให้แก้ไขจิตใจตนเองอยู่เสมอ มีบุคคลส่วนใหญ่หลงผิด ชอบไปยุ่งกับกรรมของผู้อื่น ซึ่งจริงๆ แล้วไปแก้กรรมของผู้อื่นไม่ได้ เพราะตัวเองก็ยังมีอารมณ์โลภ-โกรธ-หลงอยู่เต็มจิต แล้วจะไปแก้อารมณ์โลภ-โกรธ-หลงของผู้อื่นได้อย่างไร

          ๑๐. สงครามภายนอกจงอย่าสนใจ สนใจแต่สงครามภายใน เพราะสงครามภายนอกแก้ไขอะไรไม่ได้ ส่วนสงครามภายใน หรือปัญหาที่เกิดขึ้นกับจิตของเราสามารถแก้ไขได้ หากใช้อริยสัจเป็นหลักสำคัญในการแก้ไขปัญหา คือกรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ เราจะต้องหาต้นเหตุแห่งปัญญานั้นๆ ให้พบ แล้วแก้ที่ต้นเหตุของปัญหานั้นๆ จึงจะสำเร็จสมบูรณ์ ผู้ที่รู้กฎของกรรมได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุดมีพระองค์แต่ผู้เดียว คือ พระพุทธเจ้า ส่วนพวกเรารู้ได้จำกัดตามศีล-สมาธิ-ปัญญา ที่บำเพ็ญมาในอดีตไม่เสมอกัน ดังนั้นในเมื่อสงครามภายนอกเกิดขึ้นแล้ว ให้ทำใจให้สงบ แล้วจักอยู่ได้อย่างไม่ต้องเดือดร้อน จงอย่าประมาทในกรรม พิจารณาคำสอนไปให้ดีแล้วนำไปปฏิบัติด้วย ใจจักเป็นผลดีมีความสุข เมื่อใจเป็นสุขย่อมทำให้สุขภาพกายดีขึ้นด้วย

          ๑๑. จงอย่าประมาทในชีวิต เรื่องภายนอกปล่อยให้เป็นเรื่องภายนอก ดูแลเรื่องภายในคือ จิตใจของตนเองเอาไว้ให้ดีๆ และอย่าไปคาดคะเนอะไรล่วงหน้า จงอย่าปรุงแต่งธรรมให้อยู่ในปัจจุบันธรรมอยู่เสมอๆ รักษาอารมณ์ใจให้เป็นสุข

          ๑๒. จงอยู่ในอารมณ์สันโดษ ทำได้แค่ไหนให้พอใจแค่นั้น อย่าให้ขาดทุน อย่าทำใจให้ลำบาก จงทำจิตให้เป็นสุขมีความเบาใจให้มากกว่าความหนักใจ และงานภายนอกที่ทำได้แค่ไหน ให้พอใจแค่นั้น เพราะงานทางโลกเป็นไตรลักษณ์ ไม่มีใครสามารถทำงานทางโลกได้เสร็จสมบูรณ์ ยิ่งเวลานี้อายุของร่างกายก็มากขึ้น กำลังวังชาย่อมลดลงไปตามลำดับ จักให้ทำงานได้เหมือนในอดีตย่อมเป็นไปไม่ได้ หากขาดปัญญาไม่ยอมรับความเป็นจริงของร่างกาย ก็ไม่เห็นอริยสัจ หรือทุกข์ของกายตามความเป็นจริง ดังนั้น ธรรมจุดนี้จักต้องอาศัยพรหมวิหาร ๔ เป็นหลักในการพิจารณา เมื่อเราทำดีที่สุดแล้ว ยังไม่ได้ผลตามที่ตั้งใจไว้ก็จงหลบมาอยู่ที่อุเบกขา ขณะนี้จิตยังขาดอุเบกขารมณ์อีกมาก หมั่นทำจุดนี้เอาไว้ด้วย

          ๑๓. อานาปานุสสติ และมรณาควบอุปสมานุสสติ จงอย่าทิ้ง ยิ่งรู้ตัวเองว่าสุขภาพกำลังไม่ดี ยิ่งต้องไม่ประมาทในชีวิตจักต้องพร้อมอยู่เสมอ ซักซ้อมอารมณ์ของจิตให้พร้อมที่จักไปพระนิพพานได้เสมอ คือรู้ลม-รู้ตาย-รู้นิพพาน หากอ่อนในอานาปานุสสติ การรู้ลมหายใจเข้าและออกก็ไม่มี เมื่ออานาปาอ่อน สติก็อ่อน เลยอ่อนทุกอย่าง ทั้งสมาธิ และปัญญากลายเป็นคนปัญญาอ่อน ก็ไปพระนิพพานไม่ได้ ธรรมจุดนี้ต้องใช้วิริยะ-ขันติ-สัจจะ โดยมีปัญญาบารมีเป็นผู้ควบคุม ทำทุกอย่างเพื่อพระนิพพานจุดเดียว (อธิษฐานบารมี) แล้วจบลงด้วยปัญญาที่ว่าอะไรจะเกิดกับร่างกาย ก็เป็นเรื่องของร่างกายมัน หรือช่างเรื่องของร่างกายมัน เป็นอุเบกขาบารมี

          ๑๔. เรื่องหลวงพ่อศักดิ์สิทธิ์ มีความเป็นจริงโดยย่อดังนี้ หลวงพ่อฤๅษีท่านเล่าให้ฟังว่า มีพระพุทธรูปองค์หนึ่ง ซึ่งอยู่ในวิหารเก่าของวัดท่าซุง คือพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่า สมเด็จพระปทุมมุตตระ พระเศียรของท่านไม่แหลมเป็นกนกเปลวเพลิง เหมือนพระพุทธรูปทั่วๆ ไป หากแต่เป็นลักษณะคล้ายดอกบัวตูมแทน ท่านบอกว่าพระพุทธรูปองค์นี้แม้จะเล็ก แต่ก็ศักดิ์สิทธิ์ ท่านให้เรียกท่านว่า "หลวงพ่อศักดิ์สิทธิ์" ยังไม่อนุญาตให้เปิดเผยพระนามของพระองค์ ในขณะที่หลวงพ่อฤๅษีท่านยังมีชีวิตอยู่ จึงยังไม่ดัง ต่อมาเมื่อหลวงพ่อฤๅษีท่านละขันธ์ ๕ ไปแล้วประมาณ ๑๐ ปี ท่านพระสุรจิตและคุณสุรีพร (จ๋า) จึงช่วยกันบูรณะ โดยใช้ปูนปั้นหุ้มรูปเดิมไว้ให้ใหญ่ขึ้นกันคนยกไปบูชาส่วนตัว แล้วอนุญาตให้เรียกว่า หลวงพ่อศักดิ์สิทธิ์ ความลับย่อมไม่มีในโลก เมื่อคนรู้ก็มาบูชา แล้วก็อธิษฐานขอลาภจากท่าน ผลปรากฎว่ามีลาภ-ได้ลาภกันมากมายหลายคน แต่ก็ยังมีบางคนที่ไม่เชื่อ จึงมีปัญหาถกเถียงกันบ้างเป็นธรรมดา (ผมผู้รวบรวมขออนุญาตเอาพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ที่ทรงตรัสสอนเกี่ยวกับเรื่องนี้ มาอ้างเป็นธรรมทานความว่า บุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไป เมื่ออยู่ด้วยกันแล้ว ย่อมต้องกระทบกันบ้างเป็นธรรมดา) พระท่านมาให้กำลังใจในเรื่องนี้โดยสอนว่า ใครเขาจะว่าอะไร-อย่างไร ก็จงอย่าเดือดร้อน ถ้าใจเราไม่ร้อนเสียอย่างเดียว ใครเขาอยากจะร้อนก็ปล่อยเขาไป

          ๑๕. จงอย่าประมาทในชีวิต เอากายทำงานทางโลกให้ดีที่สุด แต่จิตพร้อมเสมอที่จะปล่อยวางให้ดีที่สุดเช่นกัน ยิ่งรู้ว่าสุขภาพขณะนี้มันไม่ค่อยจะดี ก็จงหมั่นวางความกังวลใจในทุกสิ่งทุกอย่างทิ้งไป ฝึกฝนให้จิตใจมีความปลอดโปร่งเอาไว้เสมอๆ ดูอารมณ์ของจิตใจให้มากๆ เพราะธรรมจุดนี้จักต้องช่วยตัวเอง ตถาคตเป็นเพียงผู้บอก ผู้ชี้แนะทางให้เท่านั้น การปฏิบัติจักต้องทำด้วยตนเอง

          ๑๖. ร่างกายนี้ไม่ใช่ของเรา จุดนี้จักต้องปฏิบัติให้กินใจได้มากที่สุด แล้วจิตจักมีความสุขเยือกเย็นมาก อะไรเกิดกับร่างกายก็ไม่เดือดร้อนอาทรไปกับร่างกาย เรื่องนี้ให้พยายามให้มาก (เพราะหากวางอุปาทานขันธ์ ๕ ได้ตัวเดียว ก็จบกิจในพระพุทธศาสนา)

          ๑๗. ไม่มีใครเอาสมบัติของโลกไปได้ ร่างกายทุกร่างกายเป็นสมบัติของโลก พระพุทธองค์ทรงตรัสสอนวิปัสสนาญาณ ๙ ไว้ชัดเจน เป็นตัวปัญญาแท้ๆ ในพระพุทธศาสนา จึงต้องหมั่นทบทวนและทำความเข้าใจอยู่เสมอ มีอะไรเกิดขึ้นกับร่างกาย ก็เห็นเป็นของธรรมดา ทำใจให้สบาย เพราะเห็นโทษของการมีร่างกาย ก็ต้องมีการเจ็บไข้ได้ป่วยเช่นนี้เป็นของธรรมดา ร่างกายจะแก่ แม้มันจะตายก็ธรรมดา ให้จิตพร้อมไว้เสมอโดยการซ้อมตาย และพร้อมที่จะตายอยู่เสมอ ด้วยมรณาควบอุปสมานุสสติจนขึ้นใจหรือรู้ลม-รู้ตาย-รู้นิพพานก็ได้ ร่างกายนี้มีความปกติธรรม คือ ความไม่เที่ยง มันเป็นอนิจจา เป็นทุกขา และเป็นอนัตตาไปในที่สุด จงเตรียมใจให้พร้อมที่จักไปพระนิพพานเอาไว้เสมอ

          ๑๘. อยากจะได้ดี จงอย่ากลัวตาย เพราะเราคือจิตไม่ใช่ร่างกาย จิตทุกดวงเป็นอมตะ ไม่เคยตาย ผู้ตายคือร่างกาย หรือขันธ์ ๕ ที่จิตมาอาศัยอยู่ชั่วคราวมันตายความดีทุกอย่างหากตั้งมั่นอยู่บนศีล ๕ อันบริสุทธิ์แล้ว ความดีนั้นจักไม่มีวันเสื่อม เช่นพระโสดาบัน เป็นต้น จิตที่เป็นพระอริยเจ้าเบื้องต้นในพระพุทธศาสนา หรือพระโสดาปัตติผลแล้วไม่เสื่อม-ไม่มีถอยหลัง มั่นคงตลอดกาล เพราะมีศีล ๕ เป็นเครื่องรองรับ

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่