พระธรรมที่ทรงตรัสสอนไว้ในเดือน

กุมภาพันธ์ ๒๕๔๕




          สมเด็จองค์ปฐมทรงตรัสสอนไว้ มีความสำคัญดังนี้

          (ในเดือนนี้ ทรงตรัสสอนต่อจากเดือนที่แล้ว เน้นกฎของไตรลักษณ์เที่ยงเสมอ ทั้งคน-สัตว์-วัตถุธาตุในโลก แม้แต่อายตนะสัมผัสต่าง ๆ ด้วย สิ่งที่เที่ยงที่สุดคือ ความไม่เที่ยงเป็นอริยสัจ จึงไม่ควรไปยุ่งกับกรรมหรือจริยาของผู้อื่น ให้รู้จักใช้อุเบกขารมณ์ ให้เป็นประโยชน์กับจิตตนเอง อย่าเพิ่มทุกข์ เพิ่มปัญญาให้กับตนเอง เพราะปกติจิตอาศัยกายอยู่นี้ก็ทุกข์พออยู่แล้ว)

          “พระอรหันต์อยู่ที่ไหนก็สงบ แม้จักอยู่ท่ามกลางความตายก็สงบ จงอย่าห่วงใยในพระอรหันต์ ท่านไม่เป็นอะไรหรอก ร่างกายหรือขันธ์ ๕ ย่อมไม่ใช่ท่าน อารมณ์ห่วงอาลัยในขันธ์ ๕ ย่อมไม่มี ถ้าท่านมีหน้าที่ที่ไหนท่านย่อมรู้จักไปที่นั่น ถ้าท่านมีหน้าที่ที่วัดท่าซุง ก็ย่อมอยู่ที่วัดท่าซุง ถ้าหากหมดหน้าที่ท่านก็ไปนิพพาน” (เรื่องโดยย่อมีดังนี้เนื่องจากผลของการปฏิบัติธรรมในพุทธศาสนาเป็นปัจจัตตัง รู้ได้-เห็นได้-สัมผัสได้ด้วยจิตของตนเอง ผู้อื่นไม่มีส่วนที่จะรู้ได้ คือรู้ได้เฉพาะตน ของใครก็ของมัน กรรมใครก็กรรมมัน เมื่อจิตจบกิจก็ต้องรู้ว่าจบกิจแล้ว จบเมื่อไหร่-เวลาใดก็รู้เฉพาะตน แต่กฎของกรรมนั้นเที่ยงเสมอ และให้ผลไม่ผิดตัวด้วย พระอรหันต์แม้จบกิจแล้ว แต่กายยังมีชีวิตอยู่ ก็ไม่พ้นกฎของกรรมเล่นงาน กรรมของพระวัดท่าซุงก็เช่นกัน เพราะพระวัดท่าซุงที่จบกิจมีน้อย ที่ไม่จบกิจมีอยู่มาก ปัญหาต่าง ๆ ย่อมเกิดขึ้นเป็นธรรมดาตามกฎของกรรม พระพุทธเจ้าและหลวงพ่อฤๅษีท่านจึงมาสอนธรรมะข้อที่หนึ่ง ซึ่งผมได้เขียนรวบรวมไว้ข้างบนนี้ เพื่อไม่ให้หลงตนเอง มีเมตตาสูงมาก จนไปสงสารพระอรหันต์ท่านเข้า)

          ๒ “ให้รักษากำลังใจ ภาวนาและพิจารณาเอาไว้ทุกครั้งที่ว่างจากกิจการงาน พยายามอย่าเผลอ จงระลึกนึกไว้เสมอว่า อายุมากขึ้นทุกวินาที หรือทุกขณะจิตค่าเนื่องจากชีวิตใกล้ความตายเข้าไปทุกที”

          ๓ “ทำใจให้สงบ ยอมรับสภาพทุกอย่างตามความเป็นจริง พยายามพิจารณาทุกอย่าตามความเป็นจริง แล้วจิตจักสงบมีความสุข”

          ๔ “ดูกำลังใจ ดูกำลังงานให้พอดีกับร่างกายด้วย อะไรละได้ก็สมควรที่จะละ อย่าทรมานร่างกายให้มากจนเกินไป”

          ๕ “รักษาอารมณ์ใจให้เป็นสุข เห็นธรรมดาของร่างกายให้มาก รู้ลมหายใจเข้า รู้ลมหายใจออกให้มาก จิตจักได้ไม่แส่ส่ายออไปภายนอก”

          ๖ “ร่างกายนี้เป็นของไม่เที่ยง เป็นที่รวมแห่งความทุกข์ทั้งหมด ดูร่างกายให้เห็นเป็นธรรมดา แล้วพยายามคลายกังวลด้วยปัญญาที่เห็นทุกอย่างตามความเป็นจริง”

          ๗ “อย่าไปท้อใจกับร่างกาย ให้เห็นปกติของร่างกายให้มาก ทำจิตให้ยอมรับร่างกายตามความเป็นจริง ให้หมั่นตรวจจิตดูอารมณ์ของจิตเอาไว้ให้ดี และทำใจให้สบาย ทำงานได้แค่ไหนให้พอใจแค่นั้น สุขภาพของร่างกายไม่ดี จงอย่าดิ้นรนในการทำงานให้มากจนเกินไป เช่น ทำไม่ได้ แต่จิตอยากทำ ก็จักกลุ้มไปใหญ่ ทำใจเสียใหม่ให้สบายใจ-เบาใจ อย่ามีความกังวลใจ พยายามใช้ปัญญาพิจารณาให้เห็นทุกอย่างตามความเป็นจริง”

          ๘ “ทำใจให้สบาย อาการป่วยไข้ไม่สบายก็เป็นเรื่องของร่างกาย ให้พิจารณากฎของกรรมให้มาก จิตจักได้ละจากบาปอกุศลได้มาก จงอย่าประมาทคิดว่าตนเองดีแล้วเป็นอันขาด จักทำให้ปัญญาถอยหลัง จงกล่าวโทษโจทตนเองเอาไว้เสมอ”

          ๙ “ใครจักเป็นอะไรให้ปล่อยวางออกจากจิต มองอารมณ์ของจิตตนเองเข้าไว้เป็นสำคัญ”

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่