พระธรรม

ในเดือน...กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๔




          สมเด็จองค์ปฐมทรงตรัสสอนปกิณกะธรรมไว้ มีความสำคัญดังนี้

          (ในเดือนนี้ทรงเน้นสอนเพื่อนผู้ปฏิบัติธรรมร่วมกับผมถึงเรื่องนิวรณ์ ๕ ความว่า ผู้ที่ตัดนิวรณ์ได้คือพระอรหันต์เท่านั้น จึงสอนให้พยายามระงับนิวรณ์เมื่อมันเกิดทุกครั้ง การเผลอเป็นของธรรมดา ให้ใช้อริยสัจเป็นหลักสำคัญในการแก้ปัญหา หรือทุกข์เกิดที่ใจ อย่าไปแก้ทุกข์ที่กาย ซึ่งแก้ไม่ได้ ให้เห็นเป็นปกติธรรมดาของกาย และยอมรับนับถือความเป็นจริงของกาย อย่าฝืน ทุกข์กายแค่บรรเทาทุกขเวทนา เพราะกายไม่ใช่เรา-ไม่ใช่ของเรา มันเป็นรังของโรค ให้คอยดูอารมณ์จิตเราที่ชอบฝืนกฎธรรมดาของกายและใจชอบยุ่งกับจริยาหรือกรรมของผู้อื่น การเห็นทุกข์ของกายเห็นยาก การเห็นทุกข์ของใจเห็นง่าย วันทั้งวันตั้งแต่ตื่นยันหลับ ให้ดูแต่อารมณ์จิตของตนที่หวั่นไหวไปกับอายตนะสัมผัสทั้ง ๖ แล้วพยายามแก้ไขตลอดเวลา หากตัดความกังวลได้ตัวเดียว จิตก็เป็นสุข เพราะความกังวลเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ ให้เอากายเป็นครูสอนจิต)

          ๑. อย่าท้อแท้กับอาการป่วยของร่างกาย ให้เห็นธรรมดาของร่างกาย มันเป็นของมันอยู่อย่างนั้น ให้ทำใจยอมรับนับถือกฎของธรรมดา จงทำใจให้ยอมรับความจริง อย่าฝืนความจริง จิตจักได้มีความสุขไม่ดิ้นรน

          ๒. อากาศแปรปรวนให้ระมัดระวังสุขภาพของร่างกายให้ดีด้วย แม้เห็นความเสื่อมโทรมเป็นปกติธรรมของร่างกายก็จริงอยู่ แต่ก็ต้องป้องกันภัยอันตรายให้แก่ร่างกาย เพื่อเป็นการระงับทุกขเวทนา อันไม่ให้เข้ามาเบียดเบียนจิตที่อาศัยร่างกายนี้อยู่ การปฏิบัติสมณธรรมจึงจักเข้าสู่มัชฌิมา-ปฏิปทาได้ ไม่เบียดเบียนทั้งกายและจิต

          ๓. การเห็นธรรมดาของร่างกายเป็นสมถภาวนา การเห็นทุกข์ เห็นความไม่เที่ยง เห็นร่างกายไม่ใช่เรา ไม่มีในเรา เราไม่มีในร่างกายเป็นวิปัสสนาภาวนา การปฏิบัติให้ระลึกอยู่อย่างนี้เสมอ ๆ จิตจักได้หน่ายในร่างกาย แล้วร่างกายนี้ก็จักอนัตตาไปในที่สุด ความปรารถนาในร่างกายจงละเสียให้ได้ตามความเป็นจริงนี้

          ๔. ดูนิวรณ์ให้ดี ๆ ให้พยายามระงับ จิตที่ทรงสมาธิอยู่ไม่ได้นาน ก็เพราะนิวรณ์เข้ามาแทรกใจ ทำให้ฟุ้งซ่าน ซึ่งก็ไม่ใช่ของแปลก ให้ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา เพราะเจ้ายังไม่ใช่พระอรหันต์ แต่ในขณะเดียวกั้น รู้แล้วก็พึงหาทางแก้ไขด้วย มิใช่เห็นธรรมดาแล้วปล่อยทิ้งไป ให้จิตเป็นทาสของนิวรณ์อยู่เป็นปกติ ถ้าเป็นอย่างนี้ก็ใช้ไม่ได้ ไม่มีการก้าวหน้าในผลของการปฏิบัติ ต้องตั้งสติตั้งใจเอาไว้ให้ดี ๆ เพียรเอาชนะนิวรณ์ให้ได้ไปในที่สุด พึงเร่งรัดการปฏิบัติ อย่าทำใจให้ฟุ้งซ่าน รักษาอารมณ์การปฏิบัติเข้าไว้ให้ดี จักได้เห็นโทษนิวรณ์ ๕ ประการได้ชัดเจน

          ๕. ร่างกายที่เห็นอยู่ทุกวัน มันมีความเสื่อมเป็นของธรรมดา มันเกิดมันตายอยู่ทุกวัน เป็นสันตติต่อเนื่องไม่ขาดสาย จงพิจารณาร่างกายตามความเป็นจริงตามนี้ และให้เห็นจิตเกาะกายอยู่เป็นสำคัญ การที่จักไปพระนิพพาน จักต้องพิจารณาร่างกายนี้ตามความเป็นจริง เห็นความไม่ใช่เราในร่างกาย เห็นร่างกายที่มันเกิด มันดับอยู่เป็นปกติธรรมของร่างกาย เห็นไปถึงความเป็นจริงว่าเราไม่สามารถบังคับร่างกายนี้ให้ทรงตัวเอาไว้ได้ เห็นไปตามความเป็นจริงว่า ร่างกายนี้เบื้องหน้าจักต้องสลายตัวไปในที่สุด ร่างกายนี้ไม่ใช่ของเราหรือของใคร เป็นเพียงธาตุ ๔ อาการ ๓๒ ประชุมกันขึ้นมาด้วยอาศัยตัณหาเป็นเหตุ จงมองร่างกายให้เห็นชัด ปลดเปลื้องความอยากมีในร่างกาย อยากให้ร่างกายนี้ทรงอยู่ มองอารมณ์ทะยานอยากในร่างกายด้วยประการทั้งปวง อย่าไปแก้ที่ร่างกาย ความอยากมี อยากให้ร่างกายทรงตัว จักต้องแก้ที่จิต เพราะนั่นเป็นตัณหาของจิต เป็นความทะยานอยากของจิต พึงระลึกนึกถึงเข้าไว้ให้ดี ๆ ร่างกายนี้มีปกติเป็นอย่างไรก็เป็นอย่างนั้นเป็นปกติ อย่าให้จิตเข้าไปฝืนร่างกาย ไม่ให้เป็นไปตามความเป็นจริงเท่านั้น สภาพจิตก็จักมีความสบาย ความเกาะติดในร่างกาย ก็จักค่อย ๆ น้อยลงไป มีการยอมรับนับถือกฎของธรรมดามากขึ้น การวางร่างกายได้มากเท่าไหร่ จิตก็ใกล้กับการไปพระนิพพานได้มากขึ้นเท่านั้น

          ๖. ร่างกายมิใช่แก่สารก็จริงอยู่ แต่การวางอารมณ์สังขารุเบกขาญาณ มิใช่เป็นการวางร่างกายโดยไม่สนใจอะไรเลย นั่นเป็นอารมณ์โง่ มิใช่สังขารุเบกขาญาณ อารมณ์สังขารุเบกขาญาณ เป็นอารมณ์รู้ รู้ตามสังขารตามความเป็นจริง แล้ววางเฉยตามความรู้อันตามความเป็นจริงนั้น รู้ในที่นี้รู้ด้วยความฉลาด เบิกบาน แจ่มใส ตามความเป็นจริง อารมณ์ติดค้างอยู่ในบ่วงของขันธ์ ๕ นั้นไม่มีเลย แม้แต่นิดเดียวในกระแสของจิต จิตจึงมีความผ่องใสเป็นเอกัตคตารมณ์ จิตพระอรหันต์จึงแจ่มใสเป็นแก้วประกายพรึกอยู่ตลอดเวลา ไม่มีแกนกลาง ไม่มีความขุ่นมัวเลยแม้แต่นิดเดียว

          ๗. โอวาทในวันมาฆบูชานี้คือ ให้ละอุปาทานขันธ์ ๕ เสียโดยการหมั่นพิจารณาขันธ์ ๕ ให้ทรงอยู่ในจิตเป็นเอกัตคตารมณ์ จึงจักละขันธ์ ๕ ไปพระนิพพานได้ อาทิเช่นดูร่างกายแปรปรวนเอาไว้ให้ดี เอาร่างกายมาพิจารณาว่า มันไม่ใช่เรา ไม่มีในเราได้อย่างจริงจัง จิตจักคลายตัวในการเกาะติดร่างกายลงมาก แล้วจิตจักเข้าถึงพระนิพพานได้โดยง่าย

          ๘. การทำน้ำมนต์ให้ได้ผล จักต้องทำใจให้สบาย ๆ จิตต้องเคารพในพระรัตนตรัยอย่างตั้งใจ ขออารธนาบารมีของพระรัตนตรัย อย่าใช้บารมีหรือกำลังใจของตนเองเป็นอันขาด ทำจิตเบา ๆ แล้วอธิษฐาน แล้วค่อยภาวนา จึงจักมีผลตามนั้น อนึ่ง เรื่องของพุทโธ ธัมโม สังโฆ อัปมาโณ นั้นพึงเคารพและไม่สงสัย จงอย่าลองเพราะการลองเป็นการปรามาสพระ ให้มั่นใจและตั้งใจเชื่อถือด้วยความเคารพ ทำแล้วก็จักได้ผล จงอย่าคิดว่าจักลองดู จงอย่าได้ใช้คำนั้นเป็นอันขาด (ตัวสงสัยคือนิวรณ์ ๕ ข้อที่ ๕ วิจิกิจฉา ซึ่งเป็นสังโยชน์ข้อที่ ๒ ด้วย ดังนั้นการตัดสังโยชน์ข้อที่ ๒ หรือระงับนิวรณ์ ๕ จึงมิใช่ของง่าย คนโง่เท่านั้นที่คิดว่าง่าย พระโสดาบันปัตติมรรคที่สอบตกอยู่เป็นประจำก็คือความสงสัยในธรรมที่ตนเองปฏิบัติ หรือวิจิกิจฉานี่แหละ)

          ๙. อย่าไปกลุ้มใจหรือร้อนใจกับความไม่เที่ยงของร่างกาย ให้จิตทรงอยู่เสมอว่ามันเป็นธรรมดาของมันอยู่อย่างนั้น ไม่มีใครไปสามารถเปลี่ยนแปลงความเป็นจริงของร่างกายนี้ไปได้ จิตไม่ร้อน เยือกเย็น เป็นการวัดกำลังให้ยอมรับนับถือกฎธรรมดาของร่างกาย ขณะนี้มีอะไรเกิดขึ้นกับจิต ให้พิจารณาและทำตามอย่างเคร่งครัด ร่างกายย่อมเป็นรังของโรค เช่น ที่พิจารณาว่า มีเล็บก็ทุกข์เพราะเล็บ มีผมก็ทุกข์เพราะผม สรุปว่า มีร่างกายก็ทุกข์เพราะร่างกาย อย่างนี้เรียกว่ามองตามความเป็นจริง เป็นอริยสัจ เป็นของดี ให้พยายามพิจารณาไปจนจิตเกิดความเคยชิน เห็นอะไรก็จักคิดพิจารณาเข้าหาความเป็นจริง ทุกอย่างสำคัญที่จิตจักต้องมีสติ สัมปชัญญะ การฝึกสติให้ระลึกได้ จักต้องอาศัยอานาปานัสสติเป็นหลัก จักทำเป็นอย่างอื่นไม่ได้ ทำอะไรจงอย่าใจร้อน จงฝึกความใจเย็นเอาไว้ จิตจักทรงตัวในการปฏิบัติได้ดีด้วย ไม่เร่าร้อนด้วย

          ๑๐. หมู่นี้กรรมอกุศลเข้ามาให้ผลกับร่างกาย จึงเกิดมีอาการป่วยต่าง ๆ นา ๆ ตามกฎของกรรมนั้น จงทำใจให้ยอมรับ อย่าไปดิ้นรนให้มันมากนัก จิตจักร้อนรุ่มไปด้วยความทุกข์ รักษาจิตให้สบาย พิจารณาร่างกายตามความเป็นจริงอยู่เสมอ อย่าไปอึดอัดกับร่างกาย เห็นปกติธรรมของมัน แล้วชำระจิตให้รู้ว่า ร่างกายหรือขันธ์ ๕ นี้ไม่มีในเรา เราไม่มีในขันธ์ ๕ ขันธ์ ๕ ไม่มีในเรา เราไม่มีในขันธ์ ๕ และจงอย่าเครียดกับภาวะของร่างกายที่เสื่อมลงไป ให้ประคองจิตเข้าไว้ให้อยู่ในอุเบกขารมณ์ ด้วยปัญญาเห็นธรรมตามความเป็นจริง จิตเมื่อเห็นตามความเป็นจริง จิตก็จักไม่เร่าร้อน ไม่ดิ้นรน ไม่กระสับกระส่าย เป็นจิตเยือกเย็นสงบ สอบอารมณ์ของจิตเข้าไว้เสมอ ๆ แล้วจักได้ไม่พลาดจากความดี

          ๑๑. รักษากำลังใจให้ทรงอารมณ์เฉย แล้วก็วางทุกอย่างตามความเป็นจริงเอาไว้เสมอ คิดให้มันชินจนพร้อมที่จักวางทุกสิ่งทุกอย่างในโลกตามความเป็นจริงเอาไว้เสมอ รวมทั้งร่างกายด้วยการเห็นทุกอย่างตามความเป็นจริง

          ๑๒. รักษากำลังใจที่ต้องการจักไปพระนิพพาน อย่าให้ถอย แล้วเพียรทำปฏิปทาที่จักละความโกรธ ความโลภ ความหลงให้ได้อย่างจริงจัง จงเห็นอารมณ์ของจิตที่ยังละอะไร ๆ ได้ไม่จริง เพราะความย่อย่นในบารมี ๑๐ บางประการ ให้หมั่นสำรวจบารมี ๑๐ อยู่เสมอ ๆ แล้วทำให้ทรงตัวให้ได้ แล้วกรรมฐานที่ยังบกพร่องอยู่ก็จักดีขึ้นเอง กรณีที่ขาดหรือยกเว้นไม่ได้ คือการพิจารณาร่างกายตามความเป็นจริง ไม่ว่าจักเป็นธาตุ ๔ อาการ ๓๒ กายคตานุสสติ อสุภกรรมฐาน ให้อย่าทิ้งอริยสัจ คือเห็นตามความเป็นจริงเอาไว้เสมอ แล้วความก้าวหน้าในการละของจิตจักมีมากขึ้น

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่