พระธรรม

ในเดือน...กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๒




          สมเด็จองค์ปฐมทรงตรัสสอนปกิณกะธรรมไว้ มีความสำคัญดังนี้

          ๑. อย่าเครียดงานทำได้แค่ไหนให้พอใจแค่นั้น แล้วจำเอาไว้ว่า ทำเพื่อความสบายใจ ใจเป็นใหญ่สำคัญที่สุดคือที่ใจ อย่าถืออย่างอื่นเป็นสำคัญ ทุกอย่างสำเร็จด้วยใจ ดังนั้นการรักษากำลังใจจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก อย่าสนใจเรื่องอื่นให้มากกว่าเรื่องของใจ คือมุ่งเอาการตัดกิเลสเป็นสำคัญ การทำงานเพื่อใจ มิใช่ทำตามใจด้วยอำนาจของกิเลส ให้ทำด้วยใจ เพื่อละซึ่งกิเลส ทำทุกอย่างด้วยกำลังใจและโดยไม่หวังผลตอบแทน เหนื่อยเป็นชาติสุดท้าย จึงต้องรักษากำลังใจเอาไว้ให้ดี

          ๒. ร่างกายมิใช่ของเราก็จริงอยู่ แต่เราเป็นผู้อาศัยอยู่ในร่างกายนี้ จึงจำเป็นจักต้องดูแลเพื่อยังอัตภาพให้เป็นไปด้วยดี เพื่อไม่ให้ร่างกายนี้เกิดทุกขเวทนา เพื่อเราผู้อยู่จักได้มีความสุข สามารถปฏิบัติความเพียรอันพึงละซึ่งกิเลสให้ได้ผล เพราะฉะนั้น หาความมัชฌิมาให้พบ จักได้กระทำทุกสิ่งทุกอย่างด้วยความสุขกายและสบายใจ พึงใช้ปัญญาพิจารณาแต่ต้องอาศัยหลักธรรมคำสอนเป็นสำคัญ อย่าอาศัยกิเลสหรือความคิดเห็นแห่งตนมาเป็นสำคัญ จักทำให้เกิดผิดพลาดขึ้นได้โดยง่าย

          ๓. ร่างกายไม่ดีให้พักผ่อนให้มาก อากาศเริ่มแปรปรวนก็ยิ่งต้องระวังสุขภาพให้จงหนัก ขณะเดียวกันให้พิจารณาทำการเบื่อหน่าย ในร่างกายนี้เสีย พร้อมทั้งให้เห็นเป็นปกติธรรมดาของร่างกายว่า กอปรขึ้นด้วยธาตุ ๔ ประชุมกันเป็นอาการ ๓๒ นั้นไม่เที่ยง มีความแปรปรวน เจ็บไข้ได้ป่วยเป็นของธรรมดา หาความทรงตัวไม่ได้ แล้วมันก็มีความตายไปในที่สุด ให้พิจารณาและสอนจิตที่ยังติดร่างกายของตนเองอยู่นี้เป็นสำคัญ ให้ใช้ปัญญาเอาจิตออกห่าง หรือละจากอุปาทานขันธ์ให้ได้ ค่อย ๆ ทำไป แม้ชั่วขณะหนึ่งก็ยังดี ทำไปโดยไม่ละความเพียร สักวันหนึ่งเมื่อถึงนิพพิทาญาณเอาจริง ๆ ก็จักก้าวไปถึงสังขารุเบกขาญาณได้โดยง่าย

          ๔. ต้องรักษากำลังใจ อย่าให้ความท้อแท้เบื่อหน่าย เข้ามาบั่นทอนกำลังใจ ให้พยายามปล่อยวางเรื่องที่เข้ามากระทบ โดยยึดคำว่าช่างมันเข้าไว้ ขันติ คือความอดทนจักต้องมีอยู่ในใจเข้าไว้เสมอ จึงจักสามารถฝ่าฟันอุปสรรคไปได้ เหตุภายนอกไม่สำคัญอย่าไปแก้ไข ให้มุ่งแก้ไขเหตุคือใจของตนเองที่เร่าร้อนอยู่นี้ ให้พยายามหาเหตุที่ทำให้เร่าร้อนมิใช่เหตุภายนอกจึงทำให้เร่าร้อน เป็นความโง่ของจิตที่ไม่รู้เท่าทันกิเลส ไปร้อนตามเรื่องปกติธรรมของชาวโลก เหตุจักแก้ไขไฟภายใน จักต้องใช้ปัญญาพิจารณาด้วยเหตุด้วยผลตามความเป็นจริง จึงจักระงับหรือดับไฟภายในได้ คิดให้เป็น ถ้าคิดไม่เป็นก็ไม่มีใครจักช่วยดับไฟเหล่านี้ลงได้ ตัวอย่างเช่น ทำงานอะไรก็ตาม ให้ยึดเอาความสบายใจเป็นหลัก สิ่งใดงานใดไม่แน่ใจและไม่สบายใจจงอย่าทำ อนึ่งงานใดเลี่ยงได้ก็จงเลี่ยงเสีย แต่ถ้าเลี่ยงไม่ได้ก็จงทำไปตามกำลังเท่าที่จักทำได้

          ๕. ทำงานให้พยายามอย่าเครียด พึงพิจารณาว่า อะไรเป็นสาเหตุของความเครียด แล้วใช้ปัญญาเข้าไปแก้ไขอารมณ์ให้สงบเยือกเย็นลง ไม่มีสิ่งใดสิ่งอื่นเข้ามาแก้ไขได้ นอกจากปัญญาที่รู้เห็นตามความเป็นจริง ประโยชน์ของงานกับประโยชน์ของจิตใจ ก็จักได้มีความราบรื่นเสมอพร้อมกัน แต่ถ้าหากทำด้วยความเครียด ก็จักเสียทั้งงานและเสียทั้งจิตใจ ดีไม่ดีก็จักทำให้ร่างกายป่วยไปด้วยได้โดยง่าย พึงพิจารณาคำนึงถึงข้อนี้ให้มาก ๆ วางจิตให้พอดีให้อยู่ในมัชฌิมาปฏิปทาทุกอย่าง แล้วจักสุขกายสบายใจ งานทั้งหมดก็ลุล่วงไปด้วยดี แต่จงอย่ายึดอย่าเกาะนะ เนื่องจากโลกนี้ไม่มีอะไรเหลือ ทุกอย่างพังหมดแม้แต่ร่างกายก็ยังพัง ให้ทำไปตามหน้าที่ เสร็จแล้วก็ให้เห็นกฎธรรมดา คือทุกสิ่งทุกอย่างย่อมตกอยู่ภายใต้อำนาจกฎไตรลักษณ์ มีความไม่เที่ยงเป็นปกติ มีความเสื่อมเป็นที่ตั้ง มีความสลายตัวไปในที่สุด ทำเท่าที่จักทำได้ พังสลายไปเมื่อไหร่ก็ยอมรับนับถือกฎของธรรมดานี้ จิตใจก็จักเป็นสุข ไม่ดิ้นรนฝืนกฎของธรรมดา

          ๖. ใจเย็น ๆ อย่าไปสนใจกับความไม่ดีของผู้อื่น ให้เห็นเป็นปกติของคนเหล่านั้น อย่าไปเดือดร้อนกับกรรมของเขา พยายามทำจิตให้ปล่อยวางกรรมใครกรรมมัน ให้พยายามลงกฎธรรมดาให้มาก แล้วจิตจักสงบเป็นสุข ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นล้วนแล้วแต่เป็นกฎของกรรมทั้งสิ้น พิจารณาอยู่เนือง ๆ แล้วจิตจักไม่ดิ้นรน หรือฝืนกฎของกรรมให้จิตต้องเร่าร้อนอีก แล้วอารมณ์ที่จักพิจารณากายคตากับอสุภกรรมฐาน จักต้องหมั่นคิดทบทวนให้บ่อย ๆ ธรรมข้อนี้เป็นเรื่องใหญ่ที่จักทำให้เข้าถึงมรรคผลเบื้องสูงได้ง่าย การทบทวนขันธ์ ๕ จักต้องเห็นชัดว่านามก็อาศัยรูปอยู่ (เกิด) รูปก็อาศัยนามเกิด ทุกอย่างจักต้องอาศัยการอนุโลมปฏิโลม พิจารณาย้อนไปย้อนมาจึงจักเห็นผล

          ๗. เหนื่อยก็ให้ยอมรับกฎของกรรม การทำงานในโลกนี้ คำว่าไม่เหนื่อยไม่ทุกข์ไม่มี ให้เห็นของธรรมดาเหล่านี้ให้มาก พร้อมกับทำงานตามหน้าที่อย่าเต็มความสามารถ ในขณะเดียวกันให้วางจิตใจ ทำเป็นชาติสุดท้าย ตายเมื่อไหร่ก็เลิกกันทันที มิใช่เลิกจากการทำงานเพียงอย่างเดียว ประการสำคัญคือเลิกจากขันธ์ ๕ อันเป็นบ่อเกิดของความทุกทั้งหมด ตั้งใจเอาไว้อย่างนี้ให้ดี จึงจักมีกำลังใจต่อสู้กับอุปสรรคของการทำงาน แต่การทำงานพึงคำนึงถึงสุขภาพของร่างกายและจิตใจเอาไว้ด้วย อย่าเอาแต่ความอยากจักให้งานเสร็จมาเป็นที่ตั้งแต่เพียงอย่างเดียว ก็จักเบียดเบียนทั้งร่างกายและจิตใจด้วยความรู้เท่าไม่ทันการณ์ อีกทั้งความใจร้อนทำให้ผลของงานออกมาไม่ดีเท่าที่ควร

          ๘. กฎของกรรมนั้นเที่ยงที่สุด ให้ทำใจยอมรับในกฎของกรรม จำไว้ว่าชีวิตที่เกิดมาก็เพื่อชดใช้กรรม แต่พยายามอย่าต่อกรรม หรือทำกรรมใหม่ให้เกิดขึ้น เมื่อร่างกายนี้ตายแล้วก็จักได้หมดเวรหมดกรรม ด้วยการรักษาจิตให้ปลอดภัยจากกฎของกรรมทั้งปวง กายนั้นจักอย่างไรก็หนีกฎของกรรมไปไม่พ้น ให้ทำใจยอมรับตรงนี้ด้วย พิจารณากฎของกรรมให้มาก ๆ จิตจักได้เป็นสุข ไม่เร่าร้อนตามกฎของกรรม

          ๙. เวลานี้อกุศลกรรมเข้ามาสิงจิต จึงทำให้เร่าร้อนอยู่ตลอดเวลา พึงทำใจให้เยือกเย็น ความฟุ้งซ่านที่เกิดขึ้นในเวลานี้ จักต้องระงับด้วยอานาปาเสียก่อน หลังจากนั้นก็จักต้อบงใช้ปัญญาพิจารณา รูปมันเป็นของใครหรือ หรือเป็นของเรา ใครเป็นเจ้าของรูปได้บ้าง รูปของเราก็ยังไม่มีโอกาสครอบครองได้ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณก็พิจารณาเช่นเดียวกัน โลกนี้ทั้งโลกไม่มีอะไรเหลือ ฟังข่าวคนตายกะทันหัน ก็จงคิดว่าสักวันหนึ่งรูปของเราก็เป็นเช่นนั้น รูปใครก็เป็นเช่นนั้น ในที่สุดตายหมด ทุกอย่างจักต้องหักล้างด้วยปัญญาตัวเดียวเท่านั้น ความเร่าร้อนทำให้ปัญญาถอยหลัง พึงทำจิตให้เยือกเย็นเสียก่อน จิตจึงจักมีปัญญาพิจารณาธรรมได้ตามความเป็นจริง

          ๑๐. เมื่อพิจารณาธรรมตามความเป็นจริง ก็จักเห็นว่าจิตใจของตนเองนั้นโง่ไปเอง อันไปยึดความผิดความถูก โดยปรุงแต่งขึ้นมาเป็นอุปาทาน เมื่อเห็นเช่นนี้ก็จงอย่าโทษใคร ให้โทษใจของตนเอง ธรรมทั้งหลายไม่มีการแก้ไขเพราะเป็นความจริง ให้แก้ไขจิตใจของตนเองว่า จงอย่าฝืนความจริง อริยสัจ แปลว่าของจริงที่พระอริยเจ้าทั้งหลาย ท่านยอมรับ การปฏิบัติธรรมให้ได้ผลจักต้องยอมรับนับถือในอริยสัจ จำข้อนี้เอาไว้ให้ดี

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่